ผ่านมาแล้วหลายด่านความดิบ กับหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ในเขตพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่า “ดิบเถื่อน” ที่สุดแห่งนึงในอเมริกา ไม่น่าเชื่อว่าเธอคนนี้คือ อดีตนางงาม ที่ผันตัวไปปกป้องประชาชน เพื่อความท้าทาย และการเติมเต็มใหม่ๆ ในชีวิต
จากดีกรีนางงาม สู่ตำรวจหญิงในอเมริกา
“ถ้าเป็นตำรวจผู้หญิง คนไทยที่เกิดและโตที่ไทย แล้วก็มาเป็นตำรวจที่เป็นตำรวจชิคาโกนะคะ ก็ยังมีแหม่มเป็นคนแรก คนเดียว”
“แหม่ม-นิษฐกานต์ สาธร”อดีตนางงาม สู่ตำรวจหญิงไทยในอเมริกา จากจุดเริ่มต้นอยากไปเรียนภาษา กลายเป็นตำรวจลานตระเวน ทำงานในย่านสุดอันตราย ของเมืองชิคาโก
ก่อนหน้านี้ เธอคืออดีตนักวอลเลย์บอลเยาวชน แต่ดันเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าอักเสบต้องผ่าตัด จนไม่สามารถเล่นกีฬาต่อได้ จึงผันตัวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยการประกวดนางงาม
ในวัย 17-18 ปี ก็เริ่มประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 ที่เชียงราย ต่อยอดไปประกวดไทยซุปเปอร์โมเดล เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย
เคยเป็นตัวแทนของคน จ.นครศรีธรรมราช ไปประกวดนางสาวไทย จนคว้ารางวัล “Miss Think Positive”
เคยเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวด Miss Tourism Queen Thailand ที่ประเทศจีน จนได้ตำแหน่ง “Miss South East Asia”
[อดีตนักวอลเลย์บอลเยาวชน]
หลังจากนั้นชีวิตเปลี่ยน มีงานในวงการบันเทิงเยอะขึ้น ทำให้มีเงินเก็บเยอะขึ้น โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง จนรู้สึกอิ่มตัว จึงอยากออกไปหาอะไรใหม่ๆ ท้าทายให้กับชีวิต
ตัดสินใจบินลัดฟ้า มาเรียนภาษาที่อเมริกา 3 เดือน ตอนแรกแค่อยากมาเรียนภาษา เพื่ออยากไปทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่เมืองไทย แต่ก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าตัวเองจะมาไกลขนาดนี้
พอเรียนไปได้ 3 เดือน ทำให้รู้สึกมั่นใจในการสื่อสาร จึงลงเพิ่มเป็น1 ปี ระหว่างเรียน ก็ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร
“หลังจากเรียนจบที่ ม.เกษตรฯ ก็เป็นเหมือนฟรีแลนซ์ เดินแบบถ่ายงานโฆษณา ประกวดนางงาม ก็โชคดีที่ตอนอยู่เมืองไทย ได้โอกาสดีๆ เยอะมาก มีประสบการณ์ตรงนั้น ก็ทำเป็น 10 ปีนะ แล้วก็พอสักพักนึง มันรู้สึกว่า มันถึงจุดอิ่มตัว มันไม่มีอะไรที่ท้าทายแล้ว ทำหมดแล้ว
ก็เลยลองเปลี่ยน พอโตขึ้น อยากได้ความมั่นคงมากขึ้น แหม่มก็เลยมองหาว่า ถ้าเราได้ภาษา เวลาเรากลับมา เราสามารถต่อยอดธุรกิจอะไรได้
แหม่มเลยมองหาความมั่นคงในชีวิต ถ้าอายุมากขึ้น แล้วเราจะทำอะไรต่อ มันควรจะมาทำธุรกิจไหม หรือไปเรียนภาษาดี ก็เลยทำเรื่องขอวีซ่าไปเรียนภาษาที่อเมริกา แล้วก็เลือกชิคาโก”
ตอนแรกเธอไม่มีความฝัน ว่าอยากจะทำอาชีพตำรวจเลย เธอเล่าว่ามีความฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่เหมือนช่วงนั้นชีวิตต้องเลือก เพราะอยากทำธุรกิจร้านอาหารที่อเมริกาไปด้วย
พออยู่อเมริกาได้ประมาณ 4-5 ปี ก็มองเห็นว่าอาชีพตำรวจ ดูเหมือนจะมีหน้าที่ การงานที่ดี จนได้ศึกษาหาข้อมูล สุดท้ายจึงลองสมัครเข้าไป
“พอหลังจากที่ได้เป็นพลเมืองของที่นี่ มีวันนึงเดินอยู่ในใจกลางเมือง ก็เห็นตำรวจอยู่ในยูนิฟอร์ม เราก็เลยรู้สึกว่า ตำรวจที่นี่ เขาก็หน้าที่การงานดีเนอะ สวัสดิการดี เราเลยลองหาข้อมูล
แล้วก็ลองไปสอบ สอบข้อเขียนก่อนนะคะ ทุกคนต้องผ่านการสอบข้อเขียน พอผ่านสอบข้อเขียนเสร็จปุ๊บ เราก็จะไปในขั้นตอนถัดไป ก็คือเกี่ยวกับการทดสอบทางร่างกาย เป็นสเต็ปไป”
นอกจากทำอาชีพตำรวจแล้ว เธอยังลงทุนเปิดร้านอาหารถึง 3 ร้านอยู่ที่อเมริกา ร้านแรกเป็นร้านซูชิ ชื่อ “Gorilla Sushi Bar On Clark” ส่วนอีกร้านก็คือร้านสไตล์ไทยๆ ชื่อร้าน “Mahanakhon Noodle Bar” และร้านที่ 3 ก็คือเป็นคาเฟ่ชื่อ “OMI CAFÉ”
หน่วยลาดตระเวน ที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุด
เป็นตำรวจมาแล้ว 7 ปี ถึงจะเป็นผู้หญิง แต่ก็ทำเทียบเท่าผู้ชาย คือทำทุกอย่าง ฝึกจู่โจม ตรวจลาดตระเวน กว่าจะได้ทำอาชีพนี้ไม่ง่าย สอบครั้งแรกไม่ผ่าน
แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพยายาม ไม่ยอมแพ้ ลุยสอบอีกครั้งที่ 2 ถึงผ่าน ปัจจุบันเธอภูมิใจกับเส้นทางที่เลือก และหน้าที่ที่ทำ
เริ่มแรกคือ ประจำอยู่หน่วยลาดตระเวน ทางฝั่งใต้ของชิคาโก ซึ่งเป็นย่านที่ขึ้นชื่อว่าอาชญากรรมเยอะที่สุด
“แหม่มอยู่ลาดตระเวน พอถึงเวลาต้องออกข้างนอก ต้องลาดตระเวน เขาจะมีบล็อกให้เราว่า เราจะเทคแคร์ถึงตรงส่วนไหน
เหมือนตอนนี้แหม่มอยู่ district 19 ใช่ไหมคะ เขาก็จะมีว่า 19-22 อยู่ในเขตนี้นะ แต่โดยส่วนใหญ่มันก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตัวเองเท่าไหร่ ถ้าเกิดว่าเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ เราได้ยินในวิทยุ เราก็ไปหมด ก็คือช่วยหมด ไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่แค่ในกรอบของตัวเอง
แหม่มเริ่มต้นมาจาก South ก็คือทำทางฝั่งใต้ของชิคาโก ก็ค่อนข้างที่จะอันตรายนิดนึง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ที่ชิคาโกจะอันตรายทุกที่ แค่ว่าอาชญากรรมทางฝั่งนั่นอาจจะเยอะหน่อย”
เหตุการณ์ที่ต้องเจอบ่อยๆ ก็คือคนเหตุยิงกัน เรียกได้ว่าเจอจนชินไปแล้ว สำหรับเหตุโดนยิง ตำรวจต้องไปถึงจุดเกิดเหตุไม่ควรเกิน 7-10 นาที
เพราะถ้าไปเร็วแค่ไหน โอกาสที่จะช่วยคนก็มีเยอะ ก็จะเปิดไฟพร้อมเสียงไซเรนไป เพื่อไปให้ถึงเร็วที่สุด
“เราก็เห็นเหตุการณ์เลยว่า เขายิงกัน ในระหว่างที่เรากำลังจะไปจ๊อบนั้นค่ะ เหมือนจะไปถึงแล้วอีกแค่ 5 นาที แต่เสียงปืนดังแล้ว เราก็ต้องรีบไป พอไปถึง บางทีก็มีคนเจ็บอยู่ข้างหน้าแล้ว เราก็ต้องช่วยเหลือเขาก่อน คือบางทีทะเลาะวิวาท แล้วก็ยิง พอยิงเสร็จ ก็ขับรถหนีไป คนที่เจ็บก็ยังอยู่ตรงนั้น
แล้วบางทีก็จะเป็นเหมือนขโมยรถ มาใช้ในการที่จะปล้นคนอื่นต่อ พอเราเช็กจากทะเบียนรถ มันจะขึ้นชื่อเจ้าของรถ แต่ไม่ได้ชื่อขึ้นชื่อของคนที่ใช้รถ เพื่อมาทำเรื่องไม่ดี มันก็จะตามจับยากหน่อย ยกเว้นว่ามันจะเกิดตรงหน้า หรือว่าเราตามหลังรถคันนั้นอยู่
ถ้าอยู่ฝั่งใต้ ยิงกันจะเกิดขึ้นเยอะมาก แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เจอจนเคยชินไปแล้ว ก็รู้ว่าจะต้องทำยังไง พอไปถึง
ที่แหม่มเจอมา ไม่เชิงโหด แต่มันก็โหดนั่นแหละ ก็คือเหมือนเขาโดนยิงที่หัว แต่ตัวเขาไม่รู้ว่าเขาโดนยิง แล้วเขาก็เดินมาหาเรา ตอนที่เรากำลังไปถึง เราได้ยินแล้วแหละ ว่ามีคนโดนยิง แต่เราไม่รู้ว่าโดนยิงตรงไหน
พอไปถึงปุ๊บ แหม่มกับพาร์ทเนอร์ในระหว่างที่จะขับรถไป เราก็ต้องคุยกันก่อนว่า คนโดนยิงนะ ถ้าไปถึงจะทำยังไงก่อน ต้องสื่อสารกัน เพราะเวลาไปถึง ต้องรู้ว่าใครต้องทำอะไร
ยังไม่ทันเดินออกจากรถเลย เขาก็เดินเข้ามาแล้ว เขาบอกว่า ฉันโดนยิง แหม่มเดินเข้าไป แล้วแหม่มก็บอกว่า เห็นแล้วยิงอยู่ที่หัว แต่เราก็ต้องโปรเฟสชั่นนอล เราก็ตกใจมาก ก็เลยหันไปบอกเพื่อนว่า เห็นใช่ไหม
โทรรถพยาบาลก่อน เราก็พยายามที่จะชวนเขาคุย เหมือนพยายามให้เขามีสติอยู่กับเรา ตอนนั้นเขากำลังตื่นเต้นตกใจอยู่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาโดนยิงตรงไหน แต่เขาเดินมาบอกเรา ว่าเขาโดนยิง แล้วที่หัว ทำยังไงดีเนี่ย
แต่ว่าเราก็ต้องช่วยเบื้องต้น เราก็จะมีพวกอุปกรณ์ห้ามเลือด ช่วยเขาก่อนในเบื้องต้น แต่หลักๆ แล้ว เราก็ต้องรอรถพยาบาลมา”
ฝึกโหด ทีมเวิร์กสำคัญ
นอกจากสอบข้อเขียนให้ผ่านแล้ว การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ก็โหดพอสมควร มีสอบวิ่งสอบ สอบซิตอัป แตะมือให้ถึงปลายเท้า เพื่อดูความยืดหยุ่นของร่างกาย ยกน้ำหนัก 47% ของน้ำหนักตัว
ถ้าในเรื่องของการสอบวิ่ง ก็จะให้ทดสอบให้วิ่งประมาณ 2 กิโลครึ่ง แต่ว่าผู้หญิงกับผู้ชาย ข้อกำจัดของเวลา ก็จะแตกต่างกัน
อย่างเช่นคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ผู้ชายจะกำหนดแค่ 14 นาที ตรงนี้จะไม่มีการนับว่าใครได้คะแนนสูงกว่า-ต่ำกว่า จะมีแค่ผ่านหรือไม่ผ่านแค่นั้น
ถ้าเป็นของผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี การวิ่งเขาจะจำกัดเวลาอยู่ประมาณ 17 นาทีครึ่ง เพราะมวลร่างกายของผู้หญิง จะแตกต่างกับผู้ชาย
สำหรับใครที่อยากจะเป็นตำรวจที่อเมริกา ต้องเป็นพลเมืองนี่นั่น หรือว่าต้องมีใบ Work Permit ก็สมัครได้แล้ว และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 21 ปี และการสำคัญคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะมีการสุ่มตรวจอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี คือการมีพาร์ทเนอร์ในการงานที่ดี ซึ่งเวลาออกเหตุ ทางสถานีก็จะจัดให้มีไปช่วยกันอย่างน้อย 2 คน
“ถ้าที่แหม่มทำฝั่งใต้ จะมีพาร์ทเนอร์ที่ทำกับแหม่มประจำ ซึ่งเราก็จะรู้ ทำงานรู้ใจกัน คือบางทีไม่ต้องพูดเลย เหมือนแค่หันไปมองหน้า ก็รู้แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็คือคนที่เรารู้สึกว่าไว้ใจ”
เธอเล่าถึงสนามแรกให้ฟังว่า ลงพื้นที่กับครูฝึก 2 คน เพื่อไปจับโจรที่ขโมยรถ ต้องแอบซุ่มรออยู่ในรถ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมาก
ช่วงจังหวะที่โจรกำลังจะขึ้นรถคนอื่นขับหนีไป เธอก็เข้าไปจู่โจม ขอดูเครื่องยืนยัน ว่ารถคันนี้เป็นของโจรจริงหรือเปล่า
“เขาจะขับรถออกมาเลย เพื่อที่จะชนเรา แต่ว่าโชคดี ที่มันล็อกเปิดประตู แล้วดึงเขาออกมาได้ตอนนั้น เป็นอันแรกที่ออก โห..ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วครูฝึกก็ไม่ได้คิด ว่าเราจะทำได้ เพราะว่าเหมือนเรามีการสื่อสาร ที่เราบอกกันก่อนว่า ถ้าฉันไป เธอไปนะ
ก็คือเลยจำมาตั้งแต่วันนั้น ไม่ว่าจะทำงานคู่กับใคร แหม่มจะไม่ทิ้งเพื่อนที่ทำงานกับเรา คือมันจะต้องเห็นเขาอยู่ในสายตาตลอด ก็ถือว่าอันนั้นประทับใจนะ ที่ทำกับครูฝึก แล้วก็จับได้ด้วย”
เหตุการณ์นั้น ทำให้เธอถูกประเมิน ว่าพร้อมที่จะลงสนามจริงๆ แล้ว และยังได้เสียงชื่นชมจากครูฝึก ว่าไม่คิดว่าผู้หญิงจะมีแรงเยอะขนาดนี้ เพราะครูฝึกเอง ก็ยังไม่ได้สอนว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่เธอก็พยายามทำให้ดีที่สุด จนสามารถจับโจรได้
แม้จะเป็นผู้หญิง ก็ทำงานเทียบเท่ากับผู้ชาย และส่วนใหญ่ก็ทำงานร่วมกับผู้ชาย
“แหม่มทำแต่กับเพื่อนผู้ชายค่ะ ผู้หญิงก็มีเยอะนะคะ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ น่าจะเป็นผู้ชายมากกว่า แต่ก็ไม่ได้จำกัด ผู้หญิงก็มีความสามารถ แบบเหมือนเขาก็ไม่ได้มองเราเป็นผู้หญิงเท่าไหร่หรอก เวลาทำงานเขาก็มองเราเหมือนกันเท่ากัน
ส่วนใหญ่ก็จะคุยกับพาร์ทเนอร์ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ เธอจะทำยังไง ถ้าเหมือนวันนึงฉันได้รับบาดเจ็บ เธอจะส่งฉันโรงพยาบาลไหน เราพูดกันถึงขั้นนี้เลย
เพื่อนแหม่มที่เป็นพาร์ทเนอร์ เขาก็จะพูดเลยว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ไปโรงพยาบาลนี้เท่านั้นนะ เพราะฉันจะรอด เหมือนเราคุยกันถึงขั้นนั้นเลย”
เข้างานกะกลางคืน เจอเหตุยิงกันบ่อยสุด
ต้องเสี่ยงอยู่ในย่านอันตรายที่สุดอยู่ประมาณ 5 ปี ครึ่ง จนตอนนี้ได้ย่านขึ้นมาประจำอยู่ฝั่งเหนือ ของชิคาโก ซึ่งฝั่งเหนือส่วนใหญ่จะเป็นเหตุเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตซะส่วนใหญ่ แตกต่างกับฝั่งใต้ที่มีแต่เรื่องยิงกันอยู่บ่อยๆ
“คือแหม่มอยู่ฝั่งใต้ มา 5 ปีครึ่ง เพิ่งย้ายขึ้นมาฝั่งเหนือได้ 8 เดือนค่ะ ก็คือดีขึ้นมาหน่อย แต่ละงานก็จะแตกต่างกัน ฝั่งใต้ก็จะยิง ทะเลาะวิวาท ขโมยรถ
แต่พอขึ้นมาฝั่งเหนือ ก็จะเป็นงานอีกแบบนึง ส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับ สุขภาพจิตค่ะ ก็เกี่ยวกับทะเลาะวิวาท เมาแล้วขับ ทั่วไปก็จะเป็นประมาณนี้ค่ะ คือแต่ละฝั่งของชิคาโก แต่ละงานจะแตกต่างกัน ตามแต่ละพื้นที่
แหม่มเริ่มต้นทำมา ก็คือกะกลางคืน ซึ่งกลางคืนเราจะคาดการณ์ไม่ได้เลย เพราะมองไม่เห็น กลางวันเราจะมองเห็นทุกอย่าง
ลองนึกภาพตามนะคะ กลางวันร้านอาหารเปิด ถนนโล่ง คือเรามองเห็น เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอตอนกลางคืนมันมืด บางตึกที่เราต้องไป มันมีมุมที่เรามองไม่เห็น บางทีคนซ่อนอยู่ ยืนอยู่ เราก็ไม่ได้เห็น ก็ต้องใช้สติเยอะๆ แล้วก็พักผ่อน ต้องมีความระมัดระวังมากๆ”
เมื่อก่อนต้องเข้ากะตอนกลางคืน เพื่อตอนกลางวัน จะทำควบคู่กับร้านอาหาร แต่พอได้ย้ายจากฝั่งใต้ มาอยู่ฝั่งเหนือ ตอนนี้เปลี่ยนมาทำตอนบ่ายมาเข้างานเป็นกะบ่ายแล้ว
“ถ้าโดยรวมแล้ว เป็นตำรวจมาทั้งหมด 7 ปี แล้ว 6 ปี ทำกลางคืนตลอดเลย กลางคืนก็จะเริ่มต้นที่4 ทุ่ม จนถึง 7 โมงเช้า แต่ว่าต้องเผื่อเวลาออกจากบ้าน 3 ทุ่มครึ่งกลางคืน เพื่อให้ถึงที่ทำงานตอน 4 ทุ่ม แต่ต้องไม่เกิน4 ทุ่ม15
เพราะว่าเขาจะมีการเช็กชื่อ การจ่ายงานให้ ว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อยากให้เธอลาดตระเวนตรงนี้เป็นพิเศษ สำหรับพื้นที่ตรงนี้ที่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนเป็นการพูดคุยในห้อง ก่อนที่เราจะออกมาทำงานค่ะ”
เสี่ยงแต่ต้องขอลอง เพื่อช่วยอีกหลายชีวิต
เป็นอาชีพที่เมื่อก้าวขาออกจากบ้านแต่ละวัน ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต แต่แม้จะรู้ว่าเสี่ยงแค่ไหน เธอก็กล้าหาญ เสียสละ และมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป เพราะมองว่า สามารถช่วยได้อีกหลายคน
“ที่จริงอาชีพไหน มันก็มีความเสี่ยงเหมือนกันหมด แต่พอมาทำในสายที่มันท้าทาย เรารู้สึกว่าเออดีจังเลย ทุกวันออกจากบ้าน เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อะไรที่เราไม่คิดว่าเราจะเจอหมดเลย
ทุกวันที่แหม่มเดินออกจากบ้าน อาชีพนี้มันก็ค่อนข้างเสี่ยง แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ทุกวันที่เดินออกจากบ้าน คือเราไม่รู้ว่าเราจะได้กลับบ้านหรือเปล่า
ก็เลยจะใช้เวลาตรงนี้ คือก่อนจะออกจากบ้าน จะบอกรักคนที่เรารัก อย่างเช่น บอกแม่ไปทำงานแล้วนะ เหมือนเมื่อก่อนเราจะเป็นคนไม่ค่อยพูด รักแต่ไม่แสดงออก
แต่พอเรามาทำงานตรงนี้ เราเห็นชีวิตประจำวัน ไม่เฉพาะที่เกิดกับเราเอง สิ่งที่เราไปเห็นในเวลาแต่ละ งานที่เราไปเจอ รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอนเลย เวลาเราก้าวขาออกจากบ้านไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเวลาเราทำอะไร ก็จะทำให้ดีที่สุด อยากบอกรักก็แค่บอก อยากทำอะไรก็แค่ทำ จะทำอะไรทำสุดๆ เต็มร้อยไปเลย จะไม่ได้มานั่งเสียใจ ว่าถ้าวันนั้นเราทำ มันก็จะดีเนาะ ทำไปเลย ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ขอให้แค่ว่า ลองกล้าที่จะทำตาม
สมมติว่าทำแล้วมันไม่สำเร็จ เราก็มองว่า ไม่เป็นไร เราเรียนรู้จากการผิดพลาดตรงนี้ แล้วเราก็จะไม่ทำมันผิดซ้ำอีก แค่เราเปลี่ยนความคิดเราใหม่ มันก็เปลี่ยนได้เยอะแล้ว”
ทำใจว่าเรื่องแบบนี้ มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเคยเห็นแม้กระทั่งเพื่อนในรุ่นเดียวกัน ทั้งบาดเจ็บ หรือบางคนที่ต้องหายไปเลยก็มี
“มีคนนึงโดนแทง คนหนึ่งโดนยิง อีกคนนึงเหมือนโดนตามกลับบ้าน แล้วเหมือนเขายิงใส่ ก็เท่าที่เห็นก็มีประมาณ3 คนตอนนี้ ซึ่งมันก็เกิดขึ้นได้ค่ะ”
เธอบอกว่า สิ่งที่ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะทำต่อ เพราะเธอเห็นว่า ตำรวจคือที่พึ่งพิงเวลาประชาชนลำบาก เช่นเดียวกับเธอเอง ที่เมื่อก่อนมาอยู่อเมริกาตัวคนเดียว สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือตำรวจ
“แหม่มมาคนเดียวใช่ไหม แล้วเวลามันเจอกับเรื่องอะไรที่ดีหรือไม่ดี สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงก่อน คือคนที่เป็นที่พึ่ง ก็คือตำรวจ
เราต้องผ่านอะไรไปด้วยตัวเอง มันก็ลำบากทุลักทุเลเนอะ
แต่ถ้าเกิดว่าวันนึง เราสามารถที่จะช่วยใครได้ หรือว่าให้คำปรึกษาใครได้ หรือดูแลปกป้องใครได้บ้าง มันก็น่าจะดี เพราะบางคนแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเขาจะปรึกษา หรือจะพูดกับใครได้ เราก็แค่เป็นผู้รับฟังที่ดี หรือถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราแค่ยื่นมือช่วยเขาเท่านั้นเอง
บางทีมันอาจจะทำให้วันที่แย่ๆ ของบางคน มันดีขึ้น หรืออะไรแค่เล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้ช่วย คือไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกัน หรือแค่คนแปลกหน้าคนนึง ที่เราได้ทำอะไรให้เขา บางทีเรารู้สึกขึ้นได้เอง มันรู้สึกดี มันเป็นความสุขเล็กๆ”
ใจฟู!! เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว
เรื่องที่ทำให้เธอใจฟู และเล่าไปอมยิ้มไปด้วย มีเหตุการณ์ยายคนนึง โทรเรียกให้ตำรวจไปซ่อมแอร์ เพราะเขาเชื่อใจแค่ตำรวจ ว่าสามารถช่วยเขาได้
แม้ตอนนั้น ตำรวจหญิงไทยในอเมริกา จะทำเอาเธองงๆ บ้าง แต่ก็ยอมช่วย จนสามารถซ่อมอร์ได้สำเร็จให้คุณยาย
“บางทีเหมือนมันไม่ใช่ที่เขาต้องเรียกตำรวจไป คุณยายอายุประมาณ 90 ปี อันนี้อมยิ้มตลอดเวลาพูดถึงคุณยาย
คือเขาโทรหาตำรวจ บอกว่า ฉันรู้สึกไม่สบายตัวเลย ฉันอยากให้ตำรวจมาเช็กความเป็นอยู่หน่อยได้ไหม พอไปถึงปุ๊บ แหม่มบอกว่าเป็นอะไร ให้เรียกรถพยาบาลไหม เขาก็บอกว่าเธอรู้ไหม สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันเชื่อแค่ตำรวจเท่านั้น
แต่สรุปแล้วคุณยายบอกว่า แอร์ที่ห้องฉันเสีย แล้วแหม่มทำอะไรได้ ซ่อมแอร์ไม่เป็น แต่เขาบอกว่า ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้น เชื่อแต่ตำรวจ ก็เลยหันมามองหน้าพาร์ทเนอร์ เขาสุขภาพจิตหรือเปล่า
เราก็มองสายตากัน แล้วขึ้นไปดูก่อนข้างบน แอร์เสียจริงนะคะ แต่เราต้องทำยังไง เปิดยูทูบ ว่าจะต้องซ่อมแอร์ยังไง เราก็ไม่เคยทำมาก่อน ก็พยายามกัน ก็ซ่อมได้นะ
แล้วเราก็ดีใจ แล้วก็กรี๊ดกร๊าดกันเนอะกับเพื่อนผู้ชาย คุณยายหันมาบอกว่า ฉันขอบคุณมากเลย ฉันคิดแล้วว่าเรียกพวกyou มาเนี่ย ไม่ผิดหวังแน่นอน มันก็เป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราประทับใจ”
อีกเรื่องที่รู้สึกประทับใจมากก็คือ ช่วยคนที่โดนยิงให้รอดชีวิตมาได้ และคนที่รอดชีวิต เดินทางมาขอบคุณถึงสถานี และที่สถานีเอง ก็เขียนใบยกย่องความดีที่เธอทำด้วย
“โดนยิงเยอะมาก ถ้ามองด้วยตาเปล่าไม่น่ารอด แต่เราก็ต้องช่วย เราก็ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พยายามคุยกับเขาตลอด เพื่อที่จะดึงสติให้เขายังมีสติอยู่ ในระหว่างที่รอรถพยาบาล ปฐมพยาบาล ห้ามเลือดแล้ว
พอตอนสุดท้ายเขารอด เขาไม่ตาย เขาก็เลยติดต่อมาที่สถานี เขาว่าฉันโดนยิง แล้วฉันอยากรู้ว่าคนที่ช่วยฉันวันนั้น คือฉันอยากขอบคุณ อยู่ที่นี่หรือเปล่า มันเป็นแค่คำขอบคุณจากคนแปลกหน้า แต่ทำไมมันรู้สึกใจฟูจัง”
เธอเชื่อว่า แค่การตัดสินใจแค่นาทีเดียว มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตของคนๆ นึงไปตลอดชีวิต รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมา มันก็ไม่ได้สูญเปล่า แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แค่คำว่าขอบคุณคำเดียว ก็ทำให้มีแรงทำงานต่อแล้ว
“กว่าจะมาถึงตรงจุดนี้ เหมือนเราก็ได้เรียนรู้อย่างอื่นมา ในระหว่างทาง ได้ประสบการณ์อย่างอื่น ก็ถือว่าขอบคุณในทุกๆ ช่วงจังหวะที่ผ่านมา แล้วก็ถือว่าอาชีพนี้ ก็เป็นอาชีพที่แหม่มภูมิใจมากๆ เหมือนกัน”
รายได้-สวัสดิการดี เรียนฟรี คุ้มค่า
เรื่องของรายได้ และสวัสดิการ เธอก็มองว่าคุ้มค่า เพราะแต่ละสัปดาห์จะทำงาน 4 วัน หยุด2 วัน วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรื่องค่ารักษาพยาบาล ก็ครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย
นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการ เรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษา สามารถใช้ทุนฟรีเรียนต่อได้ ซึ่งเธอเองก็ใช้ทุนฟรีของอาชีพตำรวจ เรียนต่อปริญญาโทรด้านกฎหมาย จนจบมาแล้ว
แต่ทุนเรียนฟรี ก็มีข้อแม้ว่า ต้องเรียนได้เกรด A เท่านั้น ถึงจะจ่ายฟรีให้ทั้งหมด ถ้าเรียนได้เกิด B ก็ต้องจ่ายส่วนต่างเอง
ส่วนเรื่องเงินเดือน คิดเป็นเงินไทย ก็ตกปีละประมาณ 3.9 ล้านบาท ซึ่งเรทเงินเดือนของแต่ละคน ก็แตกต่างกันออกไป และต้องหักภาษีด้วย 30% เพื่อแบ่งไว้เป็นเงินเกษียณในอนาคต
“ตอนที่แหม่มเข้ามา เงินเดือนเริ่มต้น อยู่ที่72,000 เหรียญ แต่ว่าตอนนี้การรับตำรวจ ก็อยู่ที่ 93,000 เหรียญ
เรทเงินเดือนของแต่ละคน จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุงาน อย่างของแหม่มตอนนี้ อายุงาน7 ปี ตอนนี้1 ปี ถ้ายังไม่รวมโอที ก็จะประมาณอยู่ที่ 110,000 เหรียญ หรือ 120,000 เหรียญ ยังไม่ได้หัก tax นะคะ
ค่าครองชีพที่นี่ก็สูง tax อยู่ที่ประมาณ 30% ที่ต้องโดนหักออกไป ตรงนี้หายไปไหน จะไปอยู่ในเงินบำนาญ เวลาเราก็เกษียณ
แต่จะไม่ค่อยเอาเงินเดือนออกมาเยอะเท่าไหร่ จะเอาไปเก็บไว้ในเงินสะสม แยกออกมาจากเงินบำนาญ ชอบวางแผนในระยะยาว วถ้าตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้อะไรมาก ลองเอาไปเก็บไว้ในแต่ละส่วนไหม”
ที่อเมริกา สามารถเกษียณได้ในอายุ 55 ปี หรือถ้าใครยังสนุก อยากจะทำต่อ ก็สามารถทำต่อไปได้ แต่ถ้าลาออกก่อน55 ปี สวัสดิการเรื่องค่ารักษาพยาบาล ก็จะลดเปอร์เซ็นต์ลงมา 75%-50%
เธอแพลนไว้ว่า จะทำต่อไปอีกสักประมาณ10-20 ปี แต่ตอนนี้ยังรัก และสนุกกับงานที่ทำอยู่ จึงอาจจะตอบไม่ได้เต็มปาก ว่าจะเกษียณตัวเองในอายุเท่าไหร่
ท้ายนี้เธอยังฝากถึงคนที่กำลังตามหาความฝัน อย่าไปกลัวว่าจะทำไม่ได้ อย่าจำกัดความสามารถตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง แต่ต้องวิ่งเข้าหาโอกาส
“อยากให้ทุกคนลองทำก่อน เราอาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าเรามีความสามารถกว่าที่เราคิดอีก คืออะไรก็ตามที่เป็นโอกาสมา อยากให้ทุกคนรับมันไว้ แล้วลองทำมัน ถึงมันจะทำไม่สำเร็จในครั้งแรก เราก็ลองทำใหม่ ลองทำซ้ำ
อะไรที่เราไม่ถนัด พอลองทำซ้ำๆ มันก็เป็นความชำนาญ พอเป็นความชำนาญ ก็เป็นความเก่งไงคะ มันไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจค่ะ
ใครที่สนใจที่อยากมาเป็นตำรวจ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนเก่ง หรือต้องภาษาอังกฤษแบบแกรมม่าจ๋า ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันฝึกได้
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ ขอให้แค่มีความตั้งใจเท่านั้นเอง เด็กไทย หรือใครที่สนใจที่อยากจะเป็นตำรวจ อย่าจำกัดความสามารถกับของตัวเอง กับการที่ว่าเราไม่เก่ง หรือเราภาษาอังกฤษไม่ดี
ฃ
ลองกลับมาคิดใหม่ เรามีความสามารถนะ แต่ว่าเราแค่ไม่กล้า ที่จะเอาตัวเองออกมาจากความกลัวตรงนั้น คนไทยที่นี่เก่งมาก หลายคนมีหลายอาชีพ”
[อีกหนึ่งบทบาท คือเป็นเจ้าของธุรกิจ 3 ร้าน ที่ชิคาโก]
สัมภาษณ์ : ทีมข่าวMGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Instagram “@maammalisa”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


