อย่างฮิต-อย่างโหด สำหรับ“HYROX” งานแข่งขันฟิตเนสระดับโลก เพื่อทดสอบ“ความอึด”ของร่างกายกับ “8 ด่าน” สุดหิน ผลักให้ “หัวใจเต้นเร็ว”เกินขีดจำกัด เกิด“ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ”ระหว่างแข่ง จนคุณหมอต้องออกโรงเตือน ถ้าจะแข่งรายการนี้ “ฟิตร่างกาย”ไปอย่างเดียวไม่พอ!!
** ประสบการณ์ตรง “นักกีฬา” สู่ “แพทย์ฉุกเฉิน” **
“HYROX (ไฮร็อกซ์)” กีฬาสายพันธุ์ใหม่ ที่กำลังฮิตติดกระแส โด่งดังถึงขีดสุดในไทยเราตอนนี้ จนได้เห็นเหล่าคนดังจำนวนมาก เข้าร่วมแข่งขันกีฬาสายฟิตเนสรายการนี้กันให้พรึ่บไปหมด
โดยงาน “HYROX Bangkok 2026” ที่เพิ่งจบลงไป ทำให้หลายคนได้เห็นแล้วว่า กีฬาชนิดนี้ต้องอาศัย “ความอึด” ของร่างกายขนาดไหน ด้วยการต้องฝ่า “8 ด่านสุดหิน” ไปให้ได้
เริ่มตั้งแต่ ด่านที่ 1 “SkiErg” (ด่านดึงรอกเลียนแบบการสกี), ด่านที่ 2 “Sled Push” (ด่านดันเลื่อนน้ำหนัก), ด่านที่ 3 “Sled Pull” (ด่านดึงเลื่อนเข้าหาตัว), ด่านที่ 4 “Burpee Broad Jump” (ด่านกระโดดไกล)
ด่านที่ 5 “Rowing” (ด่านพายเรือบก), ด่านที่ 6 “Farmers Carry” (ด่านถือลูกตุ้มเดินระยะไกล), ด่านที่ 7 “Sandbag Lunges” (ด่านแบกถุงทราย) ก่อนไปจบที่ ด่านที่ 8 “Wall Balls” (ด่านโยนบอลอัดเป้า)
แน่นอนว่าทุกด่านต้องรีดเค้นพลังกายมหาศาล ผลักให้คนที่จะเข้ามาท้าทายรายการนี้ ต้องเตรียมร่างกายมาอย่างดี เพื่อให้เกิด “ความเสี่ยง”น้อยที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น การแข่งขันรายการใหญ่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ก็ยังเกิดเหตุผู้เข้าแข่งขันหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนกลายเป็น “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน”
อย่างที่คุณหมออินฟลูฯ คนดัง เจ้าของ TikTok “หมอตอง พอละ”(@tong.porapat)ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์จากคนหน้างาน หลังต้องกลายเป็น “หน่วยกู้ชีพจำเป็น”
โดยในระหว่างที่หมอตอง กำลังรอเข้าแข่งขัน กลับมีผู้ร่วมงานคนนึงมีอาการ “นอนเกร็ง” ทันทีที่สังเกตเห็น เขาเลยรีบเข้าไปช่วยเหลือ
ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้ป่วยรายนี้มี “ภาวะหายใจเฮือก (Gasping)”ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการ “หัวใจหยุดเต้น”และ “สมองขาดออกซิเจน” เลยรีบช่วยเหลือโดยการทำ CPR
จากนั้นสักพักถึงได้มี “ทีมแพทย์ฉุกเฉิน” เข้ามา ช่วยกระตุ้นหัวใจด้วยเครื่องช็อกไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) จนผู้ป่วยรายนี้กลับมาสู่ภาวะปลอดภัยในที่สุด
{กีฬาท้าทายร่างกาย “HYROX Bangkok 2026”}
ที่น่าตกใจคือ เคสนี้ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดเหตุระหว่างการแข่งขัน เพราะผู้คนบนโลกโซเชียลฯ ต่างเข้ามาคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวว่า กีฬาที่ต้องอาศัยความอึดแนวๆ นี้ ทำให้นักกีฬาล้มฟุบ ชักเกร็ง จาก “ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ” ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
โดยเฉพาะกีฬาสายพันธุ์โหดอย่าง HYROX ที่เน้นใช้ทั้งความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และความอึดของหัวใจ ยิ่งผลักให้ “อัตราการเต้นของหัวใจ” ผู้เข้าแข่งขัน พุ่งสูงไปอยู่ที่ “70-100%” จาก “อัตราการเต้นสูงสุด” ซึ่งหมายถึง “หัวใจเต้นเร็ว” เต็มอัตราแทบจะตลอดเวลา
บวกกับ “บรรยากาศแห่งความฮึกเหิม” ที่กลายเป็น “สิ่งเร้า” สำคัญ ผลักให้นักกีฬาที่มีสติไม่เพียงพอ คุมตัวเองไม่อยู่ จนแสดงผลออกมาเป็นการใช้ร่างกาย “เกินขีดจำกัด” กระทั่งบางเคสกระตุ้นให้เกิด “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ได้ในที่สุด
** ฮึกเหิม “เกินลิมิต” จนร่างกาย “เกินรับไหว” **
สิ่งที่สายสุขภาพต้องรู้คือ การปล่อยให้ “หัวใจเต้นเร็วแบบมิดไมล์” ตลอดเวลา ยิ่งมาผสมกับ “ความเครียด” จากภาวะกดดัน และ “ความตื่นเต้น” จากแรงเชียร์ รวมถึงบรรยากาศที่ปลุกเร้าให้ฮึดต่อ ยิ่งเสี่ยงต่อการ “สร้างภาระให้หัวใจ”
โดยเฉพาะในภาวะที่ “เกินขีดจำกัดของร่างกาย” ไปแล้ว ยิ่งเสี่ยงต่อ “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” อย่างที่ “นพ.ฆนัท ครุธกูล” อายุรแพทย์โรคหัวใจ และนายกสมาคม โภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ ช่วยวิเคราะห์เอาไว้
พูดให้เห็นภาพคือ ปกติแล้ว เวลาเล่นฟิตเนส หรือออกกำลังกาย ต่อให้หนักสุดๆ ขนาดไหน อัตราการเต้นของหัวใจก็ไม่ควรเกิน “80%” ของ “อัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ”
และเพื่อความปลอดภัย ควรมีเหล่าเทรนเนอร์ช่วยดูแลในจุดนี้ทุกครั้ง แต่สำหรับ HYROX เป็นการแข่งขัน ทำให้ไม่มีใครมาช่วยควบคุมตรงนี้ ผลักให้กลายเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายและหัวใจหนักมาก จนเรียกได้ว่า “เสี่ยง”
“ด้วยรูปแบบ วิธีการออกกำลังกายประเภทนี้เนี่ย มันก็ทำให้หัวใจเต้นสูงมาก ซึ่งอาจจะสูงเท่ากับ หรือเผลอๆ บางคนอาจจะสูงกว่า อัตราการเต้นหัวใจสูงสุดได้”
“มันก็มีความเสี่ยง คือปกติ ถ้าหัวใจเต้นเร็วมากๆ บางครั้งระหว่างที่มันคลายตัวเนี่ย เลือดมันยังรับไม่ทัน
มันไม่สามารถทำให้หัวใจบีบ หรือเลื่อนเข้ามารับได้ทัน อาจจะทำให้เกิดผลเสีย หัวใจล้มเหลว สำหรับในคนปกติได้นะครับ”
นอกจากนี้ “ความตื่นเต้น” ในตอนแข่งขัน ยังทำให้ร่างกายปล่อย “อะดรีนาลีน” ออกมา ซึ่งจะไปเร่งให้หัวใจที่เต้นเร็วอยู่แล้ว “เต้นเร็วขึ้น” ไปอีก
ไหนจะตัวแปรอื่นๆ อย่าง “แรงกดดัน” และ “ความเครียด” ที่มีผลทำให้ “หลอดเลือดหดตัว” จนเกิด “ความดันโลหิตสูง” ได้เรื่องเหล่านี้คือความเสี่ยง ที่คนจะลงแข่ง HYROX ต้องระวังเป็นพิเศษ
“เพราะฉะนั้น ถ้ามันอยู่ในภาวะแข่งขัน มีความตื่นเต้น แล้วต้องแข่งหนักมากขึ้น เพราะว่าต้องเอาชนะให้ได้เนี่ย มันก็ทำให้มีความเสี่ยงมาก ที่หัวใจจะเต้นได้เร็วขึ้นมากๆ
ฉะนั้น มันก็ทำให้ภาระต่อหัวใจเนี่ยมากขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ การที่เราแข่งต่อเนื่อง ในอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด
บางคนมีโรคประจำตัวบางอย่าง แฝงอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว ก็อาจไปกระตุ้น ไอ้วงจรเหล่านั้น เช่น วงจรการเต้นของหัวใจผิดปกติ”
สำหรับ “นักกีฬาอาชีพ” โดยเฉพาะประเภทที่ต้องรีดเค้นศักยภาพร่างกายแบบสุดๆ พวกเขาจะถูกฝึกให้ “รู้จักลิมิต”ของตัวเองว่า ควรใส่สุดหรืออัดให้เต็มแรงได้แค่ไหน ที่จะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย
{“นพ.ฆนัท ครุธกูล” อายุรแพทย์โรคหัวใจ}
แต่สำหรับคนทั่วไป อาจไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเท้าก้าวลงสนามแข่ง เราจะ “จดจ่อ” กับการแข่งขันและเสียงเชียร์ จนทำให้เกิดแรงฮึดมากกว่าปกติ กระทั่งมองข้าม “สัญญาณเตือน” ของร่างกาย ที่กำลังพยายามตะโกนบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว”
“ร่างกายเราจดจ่อ เราจึงพยายามลืม เหมือนพยายามเอาชนะ ไอ้จุดของเราตรงนั้นขึ้นไป ซึ่งมันเลยทำให้เป็นจุดเสีย ที่ทำให้เกิดภาวะความผิดปกติของร่างกายได้”
** “ฟิต” ไม่พอ ต้องมี “สมาธิ” **
แน่นอนว่า คนที่จะลงแข่งขัน HYROX กีฬาที่ใช้ความอึดของทั้งกล้ามเนื้อและหัวใจได้ ส่วนใหญ่ก็ต้อง “เตรียมตัว” และ “ฟิตร่างกาย” มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ทั้งหมดนั้นอาจยังไม่พอ
เพราะการแข่งขันสุดโหดประเภทนี้ คือกีฬาประเภท “สร้างภาระให้หัวใจ” เป็นอย่างมาก ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะฝึกซ้อม ฟิตร่างกาย จนสามารถปรับตัวได้แล้ว กับภาวะหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
แต่สุดท้ายแล้ว พอลง“สนามจริง”สิ่งที่แตกต่างจากตอนซ้อมก็ยังมีอยู่ นั่นก็คือ “ความกดดัน” และ “ความตื่นเต้น” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการเต้นของหัวใจ
สุดท้าย แค่ “ฟิตร่างกาย” อย่างเดียว จึงไม่เพียงพอต่อกีฬาสไตล์นี้ แต่นักกีฬาจำเป็นต้องมี “ฝึกสมาธิ” ให้อยู่ในสภาวะมั่นคงทางใจ จนสามารถควบคุม “ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)” ได้
เพราะมันคือ “ระบบประสาทอัตโนมัติ” ที่จะทำงานก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะตื่นเต้น หรือเครียด จนไปกระตุ้นให้หลั่งสารอะดรีนาลีน กระทั่งเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็ว พร้อมๆ กับความดันโลหิตสูง
โดยหนึ่งในวิธีที่ “นักกีฬาอาชีพ” ใช้ฝึกกัน เพื่อควบคุมระบบประสาทในส่วนนี้ ในตอนที่ต้องลงสนามแข่งจริง คือ “การฝึกควบคุมลมหายใจ” เพื่อไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป จนถึงขีดอันตรายต่อชีวิต
“เพราะฉะนั้น หากเราฝึกสมาธิให้ดี มันก็จะเป็นเหมือนกลไก ในการควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติได้ นะครับ แต่พวกนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราจะไปควบคุมได้เลย มันต้องมีการฝึกให้ต่อเนื่องครับผม”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “JAS Group”, “HYROX Thailand” | Instagram @hyroxtha, @annethong | Tiktok @atichart_tiktok | siamrath.co.th
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


