มากกว่าตำแหน่ง ผู้ทรงอิทธิพล “อันดับ 1” ของโลก คือ “ความสามารถ” “ศักยภาพ” และ “การทำงานหนัก”
นี่คือมุมมองของ กูรูแฟชั่น นิตยสารชั้นนำระดับโลก ที่จะมาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นกันชัดๆ ว่า ในวันนี้ที่นักแสดงเลือดไทยอย่าง “หลิงออม” ไปคว้าความสำเร็จ ให้เห็นเป็นรูปธรรม ในฐานะ “แบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador)” ผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 และถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก
นอกจากตัวเลขปังๆ ที่สร้างปรากฏการณ์แห่งความภาคภูมิใจ เป็น “ซอฟท์พาวเวอร์” ให้สปอตไลท์ฉายแสงกลับมายังไทยแลนด์ได้แล้ว เบื้องหลังมูลค่าระดับสูงเสียดฟ้า ทะลุหลักพันล้านบาท ยังเต็มไปด้วยลายแทง ที่น่าศึกษาและน่าจับตามอง ทั้งในแง่มุม “อุตสาหกรรมบันเทิง” และ “ธุรกิจแฟชั่น” ระดับโลก
สร้างปรากฏการณ์ “หัวตาราง” ทุกโผ
เริ่มจากตัวเลขสถิติแรกที่ถูกเผยแพร่ออกมา และสร้างความฮือฮาไปในระดับโกลบอล อย่างการจัดอันดับ “Celebrity Share of Voice” หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “SOV” ซึ่งหมายถึงจำนวนครั้ง ที่คนดังและแบรนด์แอมบาสเดอร์ ถูกพูดถึงมากที่สุดในงาน “Paris Fashion Week” คอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2026 (Paris Fashion Week Fall/Winter 2026)
จากการรวบรวมของเว็บไซต์ Onclusive (onclusive.com) แพลตฟอร์มระดับสากลที่ให้บริการ ด้านการจัดเก็บสถิติและวิเคราะห์สื่อ พบว่า จากคนดังที่เข้าร่วมโชว์ในครั้งนี้ทั้งหมด 234 ราย มีศิลปินและนักแสดงไทยติด Top10 ถึง 9 อันดับด้วยกัน
และคนที่โกยเรตติ้งไปได้มากที่สุดก็คือ นางเอกแซฟฟิกสุดฮอตแห่งยุค อย่าง “หลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง” ด้วยการถูกพูดถึงติด “อันดับ 1” คิดเป็น 31.8%
โดยถ้านับจากแค่แฮชแท็ก #LinglingKwong ในภาษาอังกฤษ มีการถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ถึง 7.67 ล้านครั้ง ยังไม่รวมแฮชแท็ก #LingOrm อีก 5.85 ล้านครั้ง
ส่วน “อันดับ 2” ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือพาร์ทเนอร์คู่ขวัญของเธอ อย่าง “ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์” ด้วยตัวเลข 24.6%
ที่น่าสนใจคือ ครั้งนี้ทั้งคู่ไปในฐานะ “แบรนด์แอมบาสเดอร์” ของแบรนด์หรูระดับท็อปอย่าง “ดิออร์ (Dior)” ซึ่งตัวเลขก็ออกมาพุ่งพรวดไปในทิศทางเดียวกัน คือตัวแบรนด์ก็คว้า “อันดับ 1” การถูกพูดถึงสูงสุดถึง 56.05% คิดจากจำนวนการถูก mention ถึง 3.77 ล้านครั้ง
อินฟลูฯ ไทย รันแฟชั่นโลก!!
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ล่าสุดเพิ่งมีตัวเลขสถิติ “Earn Media Value” หรือ “มูลค่าการมองเห็นโดยไม่ต้องซื้อสื่อ” ออกมาตอกย้ำปรากฏการณ์ความเฟี้ยวเข้าไปอีก ด้วยการที่ทั้งคู่ครอง “อันดับ 1” และ “อันดับ 2” ของโลกได้อีกครั้ง
จากการเก็บข้อมูลของ Lefty (lefty.io) แพลตฟอร์มวิเคราะห์มูลค่าสื่อระดับสากล ที่ประกาศไว้ว่า “หัวสุดของตาราง” คือ “ออม-กรณ์นภัส” ด้วยตัวเลขสูงกว่า 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 650 ล้านบาท
ตามมาติดๆ ใน “อันดับ 2” คือ “หลิงหลิง คอง” ที่สร้างมูลค่าทางสื่อไปได้ถึงกว่า 15.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 480 ล้านบาท
ผลักให้ Dior ยังคงครองตำแหน่งแบรนด์ท็อปหัวตาราง คือสร้างมูลค่าสื่อไปได้ถึงกว่า 88 ล้าน หรือราวๆ 2,700 ล้านบาท
เลยไม่น่าแปลกใจที่ทั้ง 2 นักแสดงสุดฮอตแห่งยุค จะกลายมาเป็น 2 ดาวรุ่งผู้ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่น ที่สื่อโลกกำลังจับตา และนำเสนอเรื่องราวของพวกเธอ ให้เห็นไปทั่วทุกสำนักข่าว อัดแน่นเต็มไทม์ไลน์อยู่ในตอนนี้
และนี่คือบทวิเคราะห์จากกูรูแฟชั่นแห่งนิตยสารชั้นนำระดับโลก อย่าง “เกด-ฐาดิณี รัชชระเสวี” รองบรรณาธิการ นิตยสาร Vogue ประเทศไทย และที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์และการแต่งกาย ที่มองว่า นี่คือปรากฏการณ์ “อินฟลูฯ ไทย รันแฟชั่นโลก”
“เมื่อก่อนก็จะมีแค่ฝรั่งเนอะ สักประมาณ 10 ปีก่อนหน้านี้ มันก็จะเป็นโลกของตะวันตก แต่ว่าพอศิลปินเกาหลี เริ่มมีอิทธิพล มันก็เริ่มกระจายออกมา ทางฝั่งตะวันออกแล้ว
พอศิลปินไทยตอนนี้ เค้าก็เริ่มมีอิทธิพลเหมือนกัน ตั้งแต่ที่เราทำเรื่องหนัง ซีรีส์วายต่างๆ หรือแม้กระทั่ง T-Pop เองก็ตาม มันก็ทำให้ศิลปินไทย เริ่มมีอิทธิพลกับวงการแฟชั่นมากขึ้น
แบรนด์ก็เริ่มมองหา คนที่มี Engagament (ยอดการมีส่วนร่วม) ดีๆ มาเป็นตัวแทน หรือพาไปเยี่ยมชมแฟชั่นวีคในฤดูกาลต่างๆ”
“ผลงานของน้องๆ เหล่านั้น เค้าก็ไปไกล ทำให้เค้าเป็นที่รู้จัก ในวงที่กว้างขึ้น พอเค้าเป็นที่รู้จัก ในวงที่กว้างขึ้น ยอดการเข้าถึง ที่มากับตัวเค้า มันก็เลยเพิ่มมากขึ้น แบรนด์ก็ต้องการการมองเห็น
และการได้รับการมองเห็น ผ่านศิลปินเหล่านี้ ก็ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย เลยเป็นการเอื้อกัน ระหว่างตัวแบรนด์เอง แล้วก็ตัวศิลปินเอง ที่สร้างยอดเข้าถึงให้กับแบรนด์ด้วย”
“มองว่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับศิลปินไทย หรือนักแสดงไทย ที่ได้ไปสร้างปรากฏการณ์ ที่เมืองนอกค่ะ และตัวน้องเอง ก็เป็นตัวแทนของแบรนด์ ระดับที่เป็นเบอร์ต้นๆ อย่าง ‘ดิออร์ (Dior)’ มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า คนไทยได้ไปยืนบนพื้นที่ตรงนั้น
ทำให้ทั้งประเทศไทย และนักแสดงไทย รู้จักในวงกว้างขึ้น ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างนึง ทั้งกับแบรนด์เอง ในการเลือกตัวแทนของแบรนด์ รวมถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างน้อง กับตัวแบรนด์ด้วย แล้วก็วงการแฟชั่นค่ะ”
4 พลังสำคัญ ผลัก “ยอดปัง” ระดับโลก
นี่คือครั้งที่ 3 แล้ว ที่ทั้ง “หลิงหลิง” และ “ออม” ทุบสถิติและสร้างปรากฏการณ์ได้บนรันเวย์ระดับสากล
เพราะตั้งแต่ครั้งแรกในฐานะ “แขกคนพิเศษ” ที่เดินทางไปชมโชว์ในงาน Paris Fashion Week ช่วงเดือน มี.ค.ปี 68 พวกเธอก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ ปั้นมูลค่าสื่อจากความฮอตให้ติด “Top3 ของโลก” สร้างมูลค่าให้แก่แบรนด์รวมกันถึง 35.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,161 ล้านบาท
ตามมาด้วยครั้งที่ 2 ที่สร้างสีสัน ทำลายสถิติของตัวเอง ด้วยการคว้าตำแหน่งอินฟลูฯ ผู้สร้างมูลค่าสื่อสูงสุด ติด "อันดับ 1" และ "อันดับ 2" ใน Paris Fashion Week ช่วงเดือน ต.ค.ปี 68
โดยครั้งนั้น สร้างตัวเลขสวยๆ ให้แบรนด์ Dior ได้สูงถึง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,472 ล้านบาท
มาจนถึงครั้งนี้ที่ตอกย้ำปรากฏการณ์ "แซฟฟิกไทยรันแฟชั่นโลก" อีกครั้ง ด้วยการไปในฐานะ “แบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำประเทศไทย” อย่างเป็นทางการ
ในแง่มุมที่คนวงในแวดวงดีไซน์มองว่า สร้างอิทธิพลในสายแฟชั่น ระดับที่หยั่งรากลึกถึงตัวแบรนด์ พอๆ กับที่สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานแฟนศิลปิน
“การเซ็นสัญญา หมายความว่า เค้าก็ต้องเลือกแล้วว่า ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ทรงอิทธิพล’ แต่คือความเป็นตัวตน ที่แมตช์กับตัวแบรนด์ด้วย
ถ้าไปในฐานะตัวแทนของแบรนด์ มันก็กึ่งๆ เป็น ‘เจ้าของบ้าน’ เป็นตัวแทนของแบรนด์จากประเทศไทย มันก็จะใหญ่กว่าเยอะเลย มันก็จะมีศักดิ์ศรีมากกว่า แล้วก็มีอิทธิพล กับทั้งแบรนด์เองมากกว่า
เป็นการเกื้อกันของธุรกิจ ระหว่าง ‘Entertainment Business (อุตสาหกรรมบันเทิง)’ แล้วก็ ‘Fashion Business (อุตสาหกรรมแฟชั่น)’
Entertainment Business ในที่นี้ รวมถึง ‘แฟนด้อม’ ด้วยนะคะ พอมีแฟนด้อม สนับสนุนศิลปิน ก็ทำให้แบรนด์ได้มองเห็น แล้วก็ได้ร่วมงานกัน”
“และกว่าจะได้ไปเป็น ‘Friend of The Brand’มันไม่ได้ว่าอยู่ดีๆ จะเอาคนนี้ ไปเป็น ‘แบรนด์แอมบาสเดอร์’ดีกว่า แต่มันต้องเห็นการเติบโตของน้อง หรือว่าของความสามารถพอสมควร
เช่น แรกๆ เลย เราอาจจะเอาเค้ามาขึ้นปกก่อน ถ่ายแฟชั่นก่อน เพื่อให้แบรนด์เห็นว่า เออ.. คนไทยเนี่ย มีศักยภาพ
อย่าง ‘หลิงออม’ ก็จำได้ว่า ‘Vogue Thailand’ ก็เอามาถ่าย ‘Dior’ก่อน ซึ่งตอนนั้น เค้าก็ยังไม่ได้เป็น Brand Ambassador
แล้วแฟนด้อมก็สนับสนุนศิลปินอีกที และกลับมาที่เรื่องสนับสนุนยอดขาย ยอด Engagement ทางออนไลน์ต่างๆ ที่เค้าไปปรากฏตัว
ดังนั้น ก็เป็นเหมือนการเกื้อกัน ระหว่างอิทธิพลของ ‘แฟน’ กับ ‘ตัวน้องเอง’ แล้วก็ ‘ตัวสื่อ’ ‘ตัวแบรนด์’ ด้วย ทั้งหมดมันรวมกัน คือถ้าขาดใคร ขาใดขานึงไป มันก็ทำให้ตัวเลขมันไปไม่ปังถึงเบอร์นั้น”
มูลค่าทางสื่อ = มูลค่าความสามารถ
ถ้าวัดจากเลนส์ตา ของคนที่เห็นการเติบโตของ “หลิงออม” มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ และในฐานะคนทำนิตยสาร ที่หยิบยื่นโอกาสสู่วงการแฟชั่นให้แก่น้องๆ เป็นที่แรกๆ
“รองบรรณาธิการ นิตยสารแฟชั่นชั้นนำ” รายนี้มองว่า ทุกย่างก้าวไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะเดินมาถึงจุดแห่งความภาคภูมิใจ จนสร้าง “ตัวเลขที่เป็นปรากฏการณ์” ได้อย่างในตอนนี้
“เราคิดว่าเราเป็นส่วนนึง เหมือนดึงน้องเข้ามา ทำงานกับวงการแฟชั่นเนอะ เราถ่ายเพราะว่า เหมือนคอนเซ็ปต์มันได้ และเราก็ทำงานกับ Dior เราก็เลยเอาน้องมาถ่ายกับ Dior ไหม
ตอนที่หนังสือออก รู้สึกว่า น้องถ่ายรูปออกมาสวยจังเลย เหมือนเค้าใส่ Dior ได้สวยจังเลย แล้วตอนที่ได้ยินข่าวว่า เค้ากำลังจะเซ็น(สัญญา) ก็รู้สึกว่า ไม่เซอร์ไพรส์ เพราะว่าเค้าเหมาะอะค่ะ
จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ที่ยอดตัวเลขเค้าพุ่ง ก็ดีใจกับน้อง แล้วก็รู้สึกว่าภูมิใจ ที่เค้าทำกันได้ แล้วก็ทรงพลังจริงๆ”
“จากวันแรกที่เราเห็นเค้า มาวันนี้ที่เราเห็นเค้า มันก็คือไปไกลเหมือนกัน หมายถึงว่า การเติบโตของเค้า
ก็อยากให้แฟนคลับ เค้าสนับสนุน ในแบบที่ศิลปินเค้าเป็น แล้วถ้าเกิดวันนึง ศิลปินเค้าแข็งแรง เค้ามั่นใจ เค้าก็จะฉายความโดดเด่นของเค้าออกมา
เวลาเราได้ Engagement ความเป็นสื่อ มันต้องดีใจอยู่แล้วแหละ เพราะว่าตัวเลขพวกนี้ เราก็เอาไปใช้ทำงานได้ สถิติพวกนี้
ในขณะเดียวกัน มันก็แสดงถึง พลังบางอย่างของศิลปินไทย โดยเฉพาะสายวาย หรือยูริ (Girls’ Love) เนี่ย เค้าจะได้ยอดเข้าถึงเยอะมากเลย สาย BL (Boys’ Love) ด้วย”
“ในฐานะสื่อเอง เราก็ดีใจที่ได้ตัวเลข แต่มากไปกว่านั้นคือ เราดีใจ ที่คนในประเทศเรา หรือศิลปินของเรา เติบโตไปมากกว่าตัวเลข
มากไปกว่าตัวเลข คือการที่เค้าได้นำเสนอศักยภาพของเค้า ให้คนได้เห็นมากที่สุด อันนั้นคือสิ่งที่เกดคิดว่า มันมีคุณค่ากว่าตัวเลขหลังบ้าน หรือว่ายอด ‘มูลค่าทางสื่อ’
แต่คือ ‘มูลค่าทางความสามารถ’ ของน้อง นั่นแหละ คือตัวการันตีว่า ทำไมเค้าถึงได้มูลค่าทางสื่อมา
มันไม่ใช่อยู่ดีๆ เค้าไปยืนสวย กว่าเค้าจะไปยืนตรงนั้นได้ มันไม่ได้ง่ายนะ การที่เค้าจะมี มูลค่าทางสื่อมาก มันก็สมควรแล้ว ที่เค้าจะมี เพราะกว่าเค้าจะไปถึงตรงนั้น มันไม่ง่าย”
“คือเค้าต้องเตรียมตัวเองตั้งเท่าไหร่ ต้องเล่นหนังเท่าไหร่ ร้องเพลงเท่าไหร่ ฝึกเท่าไหร่ แล้วก็กว่าที่เค้าจะต้องฟิตติ้ง กว่าเค้าต้องเตรียมชุด
การเฆี่ยนตัวเอง ไปอยู่ตรงนั้น ต้องยิ้ม ต้องโบกมือ ต้องเป็นตัวแทนของประเทศไทย ต้องเป็นตัวแทนของแบรนด์ มันไม่มีอะไรง่ายเลย
ดังนั้น เค้าก็คู่ควรแล้วที่เค้าจะได้ ถ้าเค้าทำงานหนัก เค้าควรจะได้มูลค่าตรงนั้นแหละ
มากไปกว่านั้น และอยากให้คนพูดถึงเลย คือการทำงานหนักของเด็กทุกคน ไม่ใช่แค่ ‘หลิงออม’ หมายถึง ‘ทุกคน’ ที่ไปตรงนั้น มันไม่ได้ง่าย”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : อิสสริยา อาชวานันทกุล
คลิป : นลธวัช กาญจนสุวรรณ์
ขอบคุณภาพ : Instagram @linglingkwong, @orm.kornnaphat, @kate.thadinee | TikTok @linglingkwong, @ormkornnaphat | X @linglingkwong, @ormmormm, @LingOrmTagTrend, @LingOrm_BH, @lefty_io, @TheePopCore | onclusive.com, vogue.co.th


