ควายพลิกชีวิต!! จากชาวนาสู่หัวแถวของวงการ เจ้าของ “รุ่งเพชร” พ่อพันธุ์ควายพันธุกรรมเงินล้าน ทุ่มกว่า 40 ปี พลิกโฉมแรงงานในท้องนา จนตอนนี้มีมูลค่าไม่ต่างอะไรกับตู้เพชรเคลื่อนที่!!
*** “บรมครู” ผู้ปลุกปั้น “บรมควาย” ***
เมื่อพูดถึงแวดวงควายในเมืองไทย คงไม่มีใครไม่รู้จักบุคคลที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “บรมครู” ของวงการ
เขาคนนั้นคือ “ลุงติ๊ก - วิโรจน์ คุ้งโพ” เจ้าของ “บ้านติ๊กควายไทย” ฟาร์มผู้บุกเบิกเรื่องควายยักษ์กว่า 4 ทศวรรษ
และยังเป็นเจ้าของ “รุ่งเพชร” ควายยักษ์ที่ถูกขนานนามเป็น “บรมควาย” ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมชั้นเลิศไปสู่รุ่นลูก
ฟาร์มแห่งนี้ สามารถขายลูกของรุ่งเพชรได้ราว 10-15 ตัวต่อปี โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ตัวละ 1-5 ล้านบาท
ลองคำนวณกันดูเล่นๆ แล้วกันว่า เกษตรกรในบ้านเรา ทำเงินจากการเลี้ยงควายได้ปีละมหาศาลขนาดไหน
หลายคนคงอยากรู้ว่า เรื่องราวของชายวัยใกล้ 70 ปีคนนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร มาติดตามกันได้ในบรรทัดต่อจากนี้...
“ผมก็เกิดอยู่ที่นี่ เมื่อก่อนก็เลี้ยงควายมาตั้งแต่อยู่กับพ่อกับแม่ เกิดมาก็อยู่กับควาย จำความได้ก็ไปเลี้ยงควาย ทำนาเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงควายด้วย ใช้แรงงานควายครับ
ผมก็เลี้ยงควายมาเรื่อย ตั้งแต่ควายเหล็กเข้ามา ผมก็ไม่ได้ขายหมด เลี้ยงรุ่นต่อรุ่นมาถึงปัจจุบันนี้ มันเหลือน้อย ควายโบราณ ควายใหญ่ๆ ก็ยังอยู่ที่นี่ครับ พอเริ่มมีโซเชียลฯ ลูกหลานก็รู้จักกัน เป็นควายเก่า ควายโบราณครับ
ควายใหญ่แต่ก่อนมันเยอะนะ ที่จังหวัดอุทัยฯ เรา แต่ก่อนนี้ผมก็เริ่มทุนน้อยๆ ก็เอาควายที่ว่าทำนากินไหว พอเริ่มมีทุนมาก ขายข้าว ขายปลาได้ ก็เริ่มซื้อควายใหญ่ๆ เพราะว่ากำลังเยอะ จะลากเกวียน จะไถนา เขาไม่โลเล
เมื่อโบราณมันใหญ่ แต่มันเป็นควายตอน มันไม่สูง มันจะแบนกว้าง แต่เขาโอเค ควายตอนเขาจะข้างละ 2 เมตร สมัยก่อนที่เขาประกวดควายเขา ส่วนมากเขาจะตอนควาย
โบราณจะไม่ค่อยเลี้ยงควายตัวเมีย เพราะมันเป็นภาระ เอาแม่ไปไถนา ลูกก็จะขึ้นป่วน ย่ำพริก ย่ำผัก ย่ำข้าว โดยมากเขาจะเอาควายตอนกัน สมัยก่อนใหญ่ รุ่นของพ่อก็ยังอยู่ ควายเทียมเกวียน บางทีเขาควายประกวด 2 คนหาม ตัวเขาใหญ่ แต่ต่ำ แข้งขาใหญ่ แต่ไม่สูง ไม่เหมือนรุ่นใหม่ เราพัฒนาได้สูงแล้ว”
ในสมัยนั้น ลุงติ๊กตามหาควายลักษณะใหญ่ ไม่ได้มีไว้เพื่อขาย แต่เขาซื้อมาเพื่อใช้งานเอง จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้น เมื่อตอนที่เขาอายุราว 30 กว่าๆ ที่มาเจอกับ “เจ้าหมูยักษ์” พ่อพันธุ์ไซส์บิ๊กเบิ้ม ที่กัดฟันยอมขายแม่พันธุ์ไปหลายตัว เพื่อซื้อมันมาในราคา 30,000 บาท ถือได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากในเวลานั้น
“แต่ก่อนแม่ควายเราก็มีแต่กลางๆ จุดเปลี่ยนก็คือ ผมมานึกดูว่าเห็นเปรียบเทียบไก่หรือสัตว์อย่างอื่น ถ้าพ่อพันธุ์ใหญ่ มันก็ต้องใหญ่ลูกมัน ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ คิดแบบชาวบ้านธรรมดา ผมก็มีแรงบันดาลใจหาพ่อใหญ่ๆ ดูเหล่าก่อนดีๆ
แต่ก่อนควายก็ขายธรรมดาทั่วไป ควายใหญ่ก็ได้เปรียบหน่อย ขายได้ราคาเพราะใหญ่ เมื่อก่อน 8,500-9,500 ก็ได้แม่ลูกติดอย่างใหญ่เลยครับ คุมฝูงนี่ 10,000 บ้าง ไม่ถึงบ้าง เพื่อนฝูงที่ซื้อวัวซื้อควาย เขาจะรู้เลยว่าจังหวัดไหน อำเภอไหน หมู่บ้านไหนที่มีควายใหญ่ๆ ผมก็จะตระเวนเที่ยวไปหา โดยมากจะไม่ค่อยได้ขายเนื้อ ถ้าควายสวยใหญ่ๆ เขาก็จะเอาไปเลี้ยง
(สมัยนั้นมีใครทำแบบลุงติ๊กมั้ย) ไม่มีครับ เพราะว่ามันราคาแพง ส่วนมากเขาจะเอาในฝูงทับกันเอง เพราะขี้เกียจไปหา ขี้เกียจระวัง สมัยนั้นถ้าควายใหญ่มันก็อันตราย ขโมยมันเยอะครับ
ไปซื้อเจ้าหมูมา 30,000 เจ้าหมูยักษ์ มันใหญ่มากเลย ผมเพิ่งจะเจอ เราก็มีเหตุผลของเรา ว่าเราเลี้ยงใหญ่ๆ มาก่อนบ้างแล้ว แล้วลูกมันก็ดี แต่มาเจอเจ้าหมูยักษ์นี่ ขายไปหลายแม่อยู่ กว่าจะได้เจ้าหมูยักษ์มาตัวนึง
ยุคนั้นมันก็อยู่หลายปี มันก็มาเริ่มราคาหลักแสนก็ประมาณ 10 กว่าปีนี้ นอกนั้นก็เริ่มหลักหมื่น แม่ใหญ่ๆ เคยขายไป ‘แม่รวย’ (ลูกเจ้าหมูยักษ์) คอกแรกแม่ลูกติด ลูกตัวเมีย ก็ขายไป 70,000 คนเห็นควายใหญ่มีคุณค่า ก็เริ่มจะเอาไว้กันบ้างแล้ว”
*** จับจุดพันธุกรรม พ่อแม่ใหญ่ ลูกก็ต้องใหญ่ ***
เมื่อเริ่มมองเห็นแล้วว่า จะทำยังไงให้ควายรุ่นถัดไปมีลักษณะที่ดีขึ้น พ่อพันธุ์ตัวต่อมาก็คือ “เจ้าดาวใหญ่” ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมได้ดีไม่แพ้กัน
“แต่ก่อนเราเลี้ยงควายไล่ทุ่งกัน ก็เลี้ยงรวมกัน เจ้าหมูคุมฝูงหลายฝูงเลย ทับฝูงโน้นฝูงนี้บ้าง พอเวลาเราเริ่มทำนา เราก็ต้องแยกกัน เจ้าหมูยักษ์มันเคยอิสระ พอแยกแล้วมันจะไม่อยู่
ของเราสาวมันน้อย คราวนี้ก็หาสาวอื่น มันจะไปทับควายฝูงอื่น ทีนี้เราจะทำงานบ้าง ดำนา เกี่ยวข้าวอะไรอย่างนี้ ล่ามไว้มันก็ป่วน มันจะไปฝูงอื่นอย่างเดียวเลย
เราล่ามแล้วเราต้องทำงาน ต้องเกี่ยวข้าว ดำนา ตอนหลังมันก็ก้าวร้าว เครียด ก็ต้องขาย เพื่อที่จะหาพ่อพันธุ์ใหม่ ให้เหมาะกับที่เราทำงาน เลยได้มาเป็นเจ้าดาวใหญ่ พอขายเจ้าหมูไป แล้วไปซื้อเจ้าดาวใหญ่ ก็ใหญ่พอกับเจ้าหมูยักษ์
ผมเอาแม่พันธุ์ของผมในฝูงผม แต่เปลี่ยนพ่อ พ่อเจ้าดาวบ้าง ลูกเจ้าหมูบ้าง เอามาเป็นแม่พันธุ์ ไขว้กันไปเรื่อย ควายเราใหญ่ ตัวมันหนาดี เราเลือกตัวที่ดีที่สุดไว้ โดยมากก็จะดีหมด เขาก็มาขอแบ่ง ที่เลี้ยงเรายังน้อยอยู่ เราก็แบ่ง เพราะเราเดือดร้อน ตอนนั้นเรายังฐานะไม่ค่อยดี”
จากพ่อพันธุ์ควายชั้นเลิศของที่ฟาร์มคือ “เจ้าหมู” และ “เจ้าดาวใหญ่” ในที่สุดก็มาถึงรุ่นของ “รุ่งเพชร” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นควายยักษ์ระดับตำนานของเมืองไทย
ในตอนนั้นชื่อของลุงติ๊กและรุ่งเพชร ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ด้วยเพราะไม่มีโลกโซเชียลฯ มาจุดติดให้ไวรัล แต่การที่พาควายตัวนี้ไปโชว์ตัวตามงานประกวด ก็เริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ด้วยเพราะลักษณะที่ใหญ่โตผิดจากควายทั่วไป จนคนที่ได้เห็นถึงกับออกปากว่า “นี่คือพญาควายชัดๆ”
“แม่พันธุ์ แม่เหลืองทอง แม่มาก (ลูกเจ้าหมู) แล้วก็ได้ เจ้าหนุ่ม มาเป็นพ่อพันธุ์ ก็เป็นสายของ ทองสุก แล้วก็ซื้อพ่อพันธุ์มาอีกตัวชื่อ เจ้าเพิ่ม 30,000 ตอนนั้นก็แพงแล้ว ก็เอามาทดลองดูว่า 3-4 ตัวนั้น ลูกตัวไหนจะดี พอลูกดีแล้วเราก็เอาตัวเมียไว้ เอาแม่พันธุ์ไว้
[ ควายชั้นดี ผลผลิตจากฟาร์มลุงติ๊ก ]
รุ่งเพชร นี่เป็นลูกของเจ้าหนุ่ม เหล่าควายลาดยาว มาบวกกับพวกแม่เหลืองทอง โอเคเลยครับ ลูกใหญ่ ได้เป็นรุ่งเพชร ก็เป็นควายผสมกันมาตามสาย
รุ่งเพชรเป็นควายที่เด็กๆ ก็โก้งๆ เก้งๆ ขนฟูๆ ไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ ดูไม่ค่อยออกเลย ออกมามีเขากับหัวแค่นั้น (หัวเราะ) แลดูสั้นๆ พุงใหญ่ มาเปล่งประกายตอน 2 ขวบ แซงหมดเลย ขา ตัว หัว เขา โตเอาๆ
เริ่มมีคนพูดถึงรุ่งเพชร เพราะว่าเอาไปให้เขาดู ตามงานประกวดบ้างอะไรบ้าง ไปให้เขาดูความแปลก รุ่งเพชรมันเป็นโครงสร้างผอม
(งานประกวดควาย) ตอนนั้นก็มีบ้าง แต่ก็ไม่มากอย่างเดี๋ยวนี้ ควายชาวบ้าน ล้างให้เกลี้ยง จูงออกไปจากคอก ไม่ได้ขุนให้สมบูรณ์ เอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ว่าของใครใหญ่ ลักษณะเขาคัดช้อน หัวตั้งดี สง่า แข้งขาใหญ่ ก็เหมือนเดี๋ยวนี้ แต่ไม่อ้วน เพราะเราไล่จากทุ่ง
มีลุงอยู่คนนึงอายุ 80 แกมาเห็น(รุ่งเพชร) แกบอก โอ้โห…ตัวนี้มันพญาควาย เขาหัวมันใหญ่ ไอ้หนูอย่าขายนะ มันต้องใหญ่ แบบนี้ก็ไม่ค่อยเคยเห็น ผมก็ลองเอาไว้ ก็เชื่อแก”
*** “รุ่งเพชร” พาจับเงินล้าน ครั้งแรกในชีวิต ***
และแล้วก็ถึงเวลาที่ รุ่งเพชร เริ่มถ่ายทอดพันธุกรรม เมื่อตอนอายุได้ 2 ขวบกว่า ลูกที่ได้ออกมา มีคนให้ราคาถึงหลักแสน ซึ่งสมัยนั้นการซื้อ-ขายควายหลักแสน กลับถูกสังคมมองว่าบ้า
ส่วนคนที่ยินดีจะจ่าย พอได้เห็นควายตัวจริง ก็ต้องอึ้งไปกับลักษณะที่ได้รับมาจากพ่อพันธุ์ตัว TOP อย่างรุ่งเพชร ที่ต่อมาก็เป็นที่ต้องการของคนเลี้ยงควายไปตามๆ กัน ทางลุงติ๊กเลยปิ๊งไอเดีย รีดน้ำเชื้อของรุ่งเพชรเอาไว้
“รุ่งเพชรนี่เขาผสมตั้งแต่อายุ 2 ขวบกว่าๆ ลูกดีครับ (นักเลงควาย) มาตามกันเป็นแถว ลูกรุ่งเพชรรุ่นแรกขายได้ 120,000 มั่ง 150,000 ก็มี เกือบ 10 ปีที่แล้ว ทุกคนมาเห็นบอกอย่างนี้สมราคา มีแต่คนพูดอย่างนั้น
ประสบการณ์เราเลี้ยงมาหลาย 10 พ่อพันธุ์น่ะ แต่ก่อนอย่างเจ้าหมู เขาอิสระ ไปทับฝูงโน้น ฝูงนี้ เขาเอามาทับสด มันจะไม่ค่อยอยู่ เพราะเราเลี้ยงปล่อยทุ่ง ทีนี้เขาจะก้าวร้าว เขาจะไป ล่ามก็ไม่อยู่
ผมมีแรงบันดาลใจ คือตอนรุ่งเพชรมันแปลกขึ้นมา ที่รีดน้ำเชื้อจำหน่าย 2,000 กว่าหลอด ให้ลูกหลานได้ดูกันต่อไป เมื่อก่อนไม่มีการรีดน้ำเชื้อ ผมกลัวมันจะสูญพันธุ์แบบเจ้าหมู
พอดีมีคนเขาก็อยากได้พันธุ์เหมือนกัน มีแนวคิดร่วมกัน เอารุ่งเพชรมารีดน้ำเชื้อ รุ่งเพชรอยู่ที่นี่ เอาตัวล่อแม่พันธุ์มา 5 ตัว รุ่งเพชรไม่ขึ้นสักตัว รุ่งเพชรมันเลือก ตอนอยู่ที่ฝูงเขาไปๆ มาๆ เกือบ 2 ปี คนมากก็ไม่ขึ้น
(น้ำเชื้อรุ่งเพชรที่รีดไว้ตอนนั้น) ประมาณ 2,000 กว่าหลอด ผมขายชุดนึง 5,500 บาท 22 หลอด ถ้าชาวบ้านแบ่งซื้อ หลอดนึงผมก็เอาแค่ 700 หมอพันธุ์เขาผสมอยู่ ไปทั่วครับ เริ่มมีโซเชียลฯ มีโทรศัพท์ดูได้ เขาก็มารับไป”
ใครจะไปคิดว่า น้ำเชื้อของรุ่งเพชร จากราคาหลักร้อยในวันนั้น จะก้าวกระโดดมาเป็นร้อยเท่า เพราะตอนนี้ มีราคาพุ่งไปถึงหลอดละ 40,000 - 50,000 บาท และไม่แน่ว่าในอนาคตอาจไปได้ถึงหลักแสน
ส่งให้ “รุ่งเพชร” เป็นควายที่มีน้ำเชื้อแพงที่สุดในโลก
ปัจจุบัน พ่อพันธุ์ควายระดับตำนานตัวนี้ ไม่มีการรีดน้ำเชื้อแล้ว จาก 2,000 กว่าหลอดที่เคยรีดไป เท่ากับว่าหมดแล้วหมดเลย ใครที่สนใจในพันธุกรรม สามารถซื้อลูกรุ่งเพชร ได้จากบ้านติ๊กควายไทยเท่านั้น
และเมื่อเหล่าเซียนควายรู้ว่า รุ่งเพชรไม่รีดน้ำเชื้อแล้ว ก็ยิ่งทำให้ราคาของลูกรุ่งเพชร พุ่งไปตามกัน จากหลักแสน ก็ทะยานไปถึงหลักล้าน
“รุ่งเพชรนี่ไม่ใช่ควายประกวด แต่ว่าเขาดังเพราะตัวเขาเอง เขาถ่ายทอดพันธุกรรมไปไม่เลือกแม่ ใหญ่หมด จะไม่ค่อยพลาด มีคนไปเห็นลูกรุ่งเพชร เห็นว่าได้ไปก็มีกำไรตามพ่อพันธุ์ ตอนนี้เขาก็ตามหา
เดิมทีผมไม่ได้บอกล้านนะ ก็หลักแสนนี่แหละ แต่ว่ามีเสี่ยคนนึงเขามาวันแรก เขาชอบ บอกว่า ‘ลูกรุ่งเพชรตัวนี้ ลุงจะแบ่งมั้ย’ ที่จริงผมยังไม่ได้แบ่ง ผมก็จะเก็บเอาไว้ให้มันโตสักหน่อย เขามาสองหนสามหนก็ไม่ได้ เขาก็บอกว่า ‘ลุง ตัวนี้ผมชอบ ผมให้กิโลนึง ลุงให้ผมเถอะ’ ผมก็ไม่เข้าใจ กิโลนึงคืออะไร
แต่ก่อนผมก็ไม่เคยเห็นนะเงินล้าน ตอนนั้นเขาบอกกิโลนี่หมายความว่า ‘ล้านนึงสิลุง’ ผมก็เอ๊ะ... ผมฝันไปหรือเปล่า (หัวเราะ) ตกใจครับ ดีใจด้วย มันฝันไปหรือเปล่า เป็นจริงหรือเปล่า เขาก็บอกให้จริง นั่นแหละฮะ”
[ ลุงติ๊กและทายาทของรุ่งเพชร ]
เมื่อมาตรฐานขั้นต่ำถูกตั้งขึ้นมา ก็เลยทำให้มีลูกรุ่งเพชรหลักล้านตัวต่อๆ มาอีกมากมาย แถมยังเป็นที่ต้องการ ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ควายด้วยซ้ำ
“ควายลุงติ๊กที่ขายแพงก็คือ มังกรเงิน ขายไป 8,000,000 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แล้วก็มาตัวเมีย ลูกรุ่งเพชร ก็ขายไป 5,000,000 แล้วก็ เพชรทองธรรม ขายไป 4,000,000”
(ลูกของรุ่งเพชร) จองข้ามปีครับ แต่ในท้องผมไม่ได้ให้จองนะ ต้องให้คลอดมาซะก่อน คลอดมาแล้วก็เอาออกมาดู ถ้าชอบก็จองได้ หย่านม หรือว่า 11 เดือน หรือว่าขวบนึงมาถามได้ แต่ก็มีคนรออยู่ รอทุกปีแหละ ใครมาก่อนก็ได้ แล้วแต่จังหวะ ลูกออกพร้อมพอดี ลูกสาวก็จะถ่ายไปว่าแม่นี้ออกแล้ว พอเขารู้แล้ว คนไหนมาก่อนก็ได้
ซื้อขายจริงครับ ลุงติ๊กโดยมากจะถนัดโอนมากกว่า มันจะไม่ยุ่งยาก บางทีเขาจ่ายสดก็มี ตอนที่มอบกันใส่พาน พี่น้องคงได้เห็น 3,000,000 - 4,000,000 ครับ
แต่ก่อนผมทำนา ทำแตงโมแดง ปลูกผักขาย แล้วเลี้ยงควายเสริมอีก ควายเพิ่งเป็นรายได้หลัก เมื่อ 10 กว่าปีนี้ รายได้มากกว่าที่ทำการเกษตร มาแซงขาดหลักล้านนี้เมื่อประมาณ 3-4 ปีนี้ เพราะรุ่งเพชร
ผมก็ยังทำนา เลี้ยงควายอยู่ อยากได้อะไรก็ได้ เพราะว่าเรามีสตางค์บ้าง ถึงจะมีเงินเป็นล้าน ความรู้สึกของผมไม่เปลี่ยนครับ ได้เงินก็ซื้อที่ไร่ ที่นา เพิ่มที่เลี้ยง ให้เขาเล็มหญ้าให้สมบูรณ์ ที่เยอะเราก็สบาย หญ้าธรรมชาติมันเยอะ ปล่อยไล่ทุ่งเลย”
*** การันตี “ควายไทย” ดีที่สุดในโลก ***
เจ้าของ “บ้านติ๊กควายไทย” ยังได้เล่าเหตุการณ์ความปลื้มปิติ ที่หาสิ่งใดมาแทนไม่ได้ เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาที่ฟาร์มแห่งนี้ เพื่อทอดพระเนตร ควายไทยพันธุ์ยักษ์ ด้วยพระองค์เอง
[ ประสบการณ์ล้ำค่าที่ยากจะลืม ]
“ที่ท่านเสด็จมานี่ ตอนนั้น ทางจังหวัดเขาก็โทร.มาว่า พระองค์ท่านเคยเห็นในโซเชียลฯ คิดเป็นรูปปั้น ตัวเป็นๆ หรือเปล่า เห็นควายยักษ์ในโซเชียลฯ ท่านบอกว่า มีชื่อถึงเมืองนอกเมืองนา บ้านเมืองของพระองค์ท่าน ท่านต้องมาเห็น ต่างชาติก็มาเยอะครับ ฝรั่งมาชูนิ้วโป้งบอก ‘Big Big’ (หัวเราะ)”
สำหรับกรณีที่บางคนเปรียบเทียบกระแส “ควายยักษ์” กับ “กล้วยด่าง” ว่าเดี๋ยวความนิยมตกเหมือนกัน เรื่องนี้ลุงติ๊กให้ความเห็นผ่านมุมมองตัวเองว่า สิ่งที่แตกต่างคือ ควายยักษ์ยังไม่เลิกฮิต ยิ่งเป็นลูกของ “รุ่งเพชร” แล้วล่ะก็ มีแต่ราคาจะขึ้นไปอีกในอนาคต
ในฐานะที่เป็นตัวจริงของวงการนี้ ลุงติ๊ก ก็ได้ฝากคำแนะนำถึงเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ ที่สนใจในเส้นทางนี้ว่า ควายไทยก็ยังคุณภาพดีไม่แพ้ชาติไหน ใครที่สนใจเลี้ยงควายไว้เป็นอาชีพเสริม ก็น่าสนใจทีเดียว
[ ข้ามน้ำข้ามทะเล มาพิสูจน์ความใหญ่ ]
“กล้วยด่างมันเป็นพืชผัก มันมาเปรียบกับควายไม่ได้ลุงติ๊กว่านะ เพราะควายมันเป็นสิ่งมีชีวิต บางทีมันก็ยากเหมือนกัน ปีนึงถึงจะได้หนนึง บางทีก็ 2-3 ปี ยังไม่ได้ตั้งท้องก็มี มันไม่เหมือนกับกล้วยด่างที่ผสมได้ไว
ควายนี่ก็ต้องอยู่ที่เชื้อสายแม่ด้วย ถ้าเชื้อสายดีๆ มันก็จะไว ไม่มีเชื้อสายก็ใช้เวลา ความอดทนหน่อย รุ่นต่อรุ่นเอาที่ดีไว้ จะได้ประสบความสำเร็จครับ
(คิดว่าควายไทยดีที่สุดในโลกมั้ย) ดีที่สุดครับ เนื้อดีกว่าควายต่างประเทศนะ ควายไทยเราเนื้อจะแน่น เนื้อจะดีมากเลยครับ เนื้อแดงก็ดี พี่น้องเกษตรกร อยากฝากฝังไว้ว่าอย่าเพิ่งเบื่อหน่ายกัน เราทำนาทำไร่ ถ้าที่ราบสูง มีวัวสัก 2 แม่ หญ้าเดี๋ยวนี้มันก็ทั่วไป ควายก็เหมือนกัน ถ้านาน้อยก็เลี้ยงติดไว้สัก 2-3 แม่ เป็นอาชีพเสริมก็ดีครับ
ลูกไม่ต้องเอาราคาแสน ราคาล้าน หลักหมื่นก็อยู่ได้แล้ว เวลาเราเดือดร้อน ไม่ต้องไปพึ่งพา ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) หญ้าที่เราตัดทิ้งก็เป็นเงินเป็นทองหมด เอามาให้วัว ให้ควายเรา อย่าเพิ่งท้อ
อยากจะแนะนำ เราต้องถามใจเราด้วยว่าชอบมั้ย ต้องถามตัวเองว่าเรามาถูกทางมั้ย อีกอย่างนึงต้องมีที่ มีคอก มีแปลงหญ้า ก็เลี้ยงได้ ถ้ามีที่น้อย เราก็ทำแปลงหญ้า ให้เขาเดินเล่นสักไร่นึง มีสระน้ำ ยังไงก็ได้
ต้องคนชอบนะ เดี๋ยวนี้เครื่องอำนวยความสะดวกมันเยอะ มันไม่ต้องถึงกับเอาเคียวมาตัดหญ้าแล้ว สบายครับ ถามใจว่าเราชอบ โอเค ทำได้ เลี้ยงได้ทุกคนแหละครับ
ขอบคุณพี่น้องที่ให้ความเชื่อถือ ถ้ามาเที่ยว มาได้ ถึงไม่ซื้อก็มาเที่ยวได้ ต้อนรับเสมอครับ อาจจะอยากเห็น บ้านลุงติ๊กก็ยินดีต้อนรับครับ มาเที่ยวชมได้ ขอบคุณมากครับ”
เรียกได้ว่าลุงติ๊กก็คือเศรษฐีตัวจริง เพราะทุกวันนี้เขาไม่มีหนี้ แถมยังร่ำรวยความสุข และได้ใช้ชีวิตกับสิ่งที่รัก ก็คือการเป็นเกษตรกรเลี้ยงควาย ที่ได้จับเงินล้านเพราะควายนั่นเอง
ที่สำคัญ ชายผู้บุกเบิกวงการควายยักษ์คนนี้ เป็นคนที่ทำให้เห็นว่า การที่เราเชื่อมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ไม่เคยมีใครมองเห็น แล้วตั้งใจทำให้ดี สักวันหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะผลิดอกออกผลอย่างงดงาม
*** มีทุกวันนี้เพราะเลี้ยงควาย ***
ลองมาดูประสบการณ์จากหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดลุงติ๊กที่สุด ก็คือ “ปุ๊กปิ๊ก” ลูกสาวของลุงติ๊ก เธอเติบโตขึ้นมา พร้อมกับการเห็นคนรุ่นพ่อแม่เลี้ยงควายมาตั้งแต่จำความได้
“ตอนเด็กๆ ถามว่าพวกปุ๊กได้เลี้ยงควายมั้ย จะไม่ได้เลี้ยง เพราะว่าพ่อแม่เขาจะรู้สึกว่ามันลำบาก เขาก็จะบอกให้เราเรียนอย่างเดียว ถ้าไม่เรียน ต้องมาเลี้ยงควาย ต้องมาทำนานะ
แต่พ่อแม่ก็คือเห็นความลำบากเลย เมื่อก่อนเขาจะทำนาเป็นหลัก ช่วงหน้าหนาว เขาจะทำสวนแตงโม แล้วก็เลี้ยงควาย เวลาต้องการจะใช้เงินก้อน เวลาพี่สาวเรียนมหาวิทยาลัยจะจ่ายค่าเทอม เราก็จะขายควาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกู้
เมื่อก่อนควายยังน้อย ก็เลี้ยงไว้ ยังต้องตัดหญ้าเอง เมื่อก่อนก็จะเป็นคอกโคลน คอกธรรมดา ล้อมลวด ลำบากค่ะ ณ ตอนนั้น ผลักดันให้ลูกเรียนอย่างเดียว เพราะจะได้ไม่ต้องมาลำบากแบบพ่อแม่ เราก็เรียน
พออยู่มหาวิทยาลัย เราเริ่มเห็นโซเชียลฯ ของคนอื่น ก็รู้สึกว่าของเรา (ควาย) ก็มีนะ และของเราใหญ่ด้วย ก็เลยทำเพจให้พ่อกับแม่เป็นที่รู้จักดีกว่า”
[ ลูกสาวลุงติ๊ก และแอดมินแฟนเพจ “บ้านติ๊กควายไทย” ]
และที่ลุงติ๊กกลายเป็นที่รู้จักบนโลกโซเชียลฯ ขึ้นมา ก็เพราะลูกสาวเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้ เธอทำเพจเฟซบุ๊ก “บ้านติ๊กควายไทย” เพื่ออัปเดตเรื่องราวต่างๆ และโมเมนต์น่ารักๆ ของควายที่มีอยู่
ปุ๊กปิ๊ก บอกต่อว่า แทบไม่เชื่อเหมือนกัน ว่ามูลค่าควายของที่บ้าน ทุกวันนี้จะพุ่งสูงได้ขนาดนี้ เธอยังบอกอีกว่า ต้องทำความเข้าใจก่อน ราคานี้เป็นตัวเลขที่ลูกค้าเป็นคนเสนอมาเอง
“ควายก็พัฒนามาเรื่อยๆ เมื่อก่อนมีคนมาซื้อแสนนึง ตอนนั้นเป็นลูกเจ้าหมู เราอยู่กับราคาหลักพัน-หลักหมื่นมา พอมันขึ้นหลักแสน เราก็ควายอะไรตั้งหลักแสน พอมาตอนหลัง บุญมีเขาเป็นสาวๆ ยังไม่มีลูก มีคนมาให้ 300,000 เราก็บอกควายอะไรตั้ง 300,000 อีกเหมือนกัน
ตอนนั้นหลักแสน เราก็รู้สึกว่ามันเยอะมาก แต่ก็ไม่ขาย ด้วยความที่ถ้าไม่จำเป็น ไม่ขาย เราก็จะเก็บ คัดตัวดีๆ ไว้ จะปล่อยแต่ตัวผู้ เมื่อก่อนแม่พันธุ์ก็ยังน้อยไงคะ ถ้าตัวเมียออกมา เราเก็บอยู่แล้ว เก็บเพื่อที่จะไว้ทำแม่พันธุ์
วางแพลนไปเรื่อยๆ ค่ะ แล้วราคามันก็ขึ้นมาเรื่อยๆ เราไม่ได้เป็นคนตั้งหรอกค่ะ เขามาตั้งให้เรา เวลาทำอะไร เราจะปรึกษากันทั้งครอบครัว”
ทายาทของผู้บุกเบิกวงการควายยักษ์ของไทย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อก่อนก็ไม่ได้เชื่อมั่นในสัตว์ชนิดนี้ แต่เพราะพ่อแม่เลี้ยงควายอย่างตั้งใจ ครอบครัวเธอเลยมีทุกวันนี้ได้จริงๆ
“ต้องบอกว่าทุกวันนี้ ที่เรามีแบบนี้ได้ ก็เพราะพ่อแม่เราเลี้ยงควาย แล้วก็เลี้ยงแบบไม่ล้มเลิก จะถูกจะแพงก็เลี้ยง ความใจแข็งของพ่อแม่ที่ไม่ขายตัวดีๆ ที่ตอนนั้นเขามาขอซื้อ เก็บไว้จนเป็นถึงทุกวันนี้ เราก็มีวันนี้ได้ ก็เพราะพ่อแม่เลี้ยงควายชุดนี้เลย
กลายเป็นว่าจากที่พ่อแม่บอกว่าต้องเรียนไปนู่นนี่นั่น ทุกวันนี้จะชวนมาเลี้ยงควายแล้วค่ะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้หลายๆ คนที่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรหรือแม้แต่คุณหมอเอง ก็หันมาเลี้ยงควายแล้ว เพราะว่ามันก็เป็นเหมือนเป็นดอกเบี้ย ที่สร้างมูลค่าไปเรื่อยๆ ควายเขาให้ลูกทุกปี
แล้วราคา ต่อให้สมมติจะตกจากล้านหรืออะไร ปุ๊กคิดว่ามันก็ยังอยู่หลักแสนค่ะ ก็ยังดีอยู่ มีขึ้น มีลง เป็นเรื่องปกติ ก็อยากให้เก็บ อาจจะวางแผนไว้หลังเกษียณหรืออะไรแบบนี้ อาชีพเกษตรกรเลี้ยงควาย ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ แล้วก็ให้ความมั่นคงกับครอบครัวได้ในระยะยาวค่ะ วันนึงจะกลับมาเลี้ยงควายค่ะ”
สัมภาษณ์ : YouTube "พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร"
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “บ้านติ๊กควายไทย”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


