xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าตัดแล้วโคม่า ดมยาแล้วไม่ฟื้น!! ฟ้องได้ ถึง “เซ็นรับความเสี่ยง” ไปแล้ว [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตั้งใจพึ่งมีดหมอ ทำจมูกให้หล่อเทพ กลับกลายเป็นเคสโคม่า นอนไม่ฟื้น จนค่ารักษาตัวพุ่งทะลุ 2 ล้าน ปัญหาคือเซ็นยินยอม ก่อนดมยาสลบไปแล้ว
เคสแบบนี้ฟ้องได้ไหม และใครต้องรับผิดชอบส่วนต่างหลักล้าน“1 แพทย์” “1 วิสัญญีแพทย์” และอีก“1 นักกฎหมาย” มีคำตอบให้






** ญาติงง ทำจมูก แต่โคม่า **

ไป “ทำจมูก”ไหง “ไตวาย” กลายเป็น “เจ้าชายนิทรา” นี่คือเคสที่เกิดขึ้นกับนักธุรกิจชายรายนึง ที่เข้าไปทำศัลยกรรมจมูกในคลินิกชื่อดัง หมดเงินเสริมหล่อไปกว่า 480,000 บาท

แต่กลายเป็นว่า หลังผ่าศัลยกรรมเสร็จ แพทย์แจ้งกับครอบครัวว่า คนไข้ “ไม่รู้สึกตัว” มีภาวะหัวใจเต้นแรง คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายสูง และชีพจรเต้นเร็ว ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

หมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่า มี “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจฉีก” และ “ไตวายเฉียบพลัน” ต้องเร่งฟอกไต แถมอาการไม่ตอบสนอง รูม่านตาไม่ขยาย มีไข้ขึ้นสูง ต้องเจาะคอใส่เครื่องช่วยหายใจ

ถึงตอนนี้ ค่าใช้จ่ายในการรักษา ก็ปาเข้าไปทะลุ “2 ล้านบาท” เรียบร้อยแล้ว และตอนแรก ทางคลินิกต้นเรื่องก็ยังคง “บ่ายเบี่ยง”ความรับผิดชอบ อ้างต้องรอสรุปผลการประชุมจากคณะผู้บริหาร


                                                        {ญาติงง ไปศัลยกรรมจมูก แต่สุดท้ายโคม่า}

ล่าสุด “นพ.สุรเวช น้ำหอม” ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลรามาธิบดี ช่วยโพสต์อัปเดต หลังได้คุยกับคุณหมอที่รักษาเคสนี้แล้วว่า ตอนนี้คนไข้ “รู้สึกตัวแล้ว”

ทั้งยังช่วยอธิบายด้วยว่า เคสที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจาก “การผ่าตัดที่ผิดพลาด” แต่มาจากคนไข้รายนี้มี ภาวะ “ไข้สูงร้ายแรงจากการดมยาสลบ (Malignant Hyperthermia)” ซึ่งถือเป็นภาวะผิดปกติที่ “พบได้ยาก” แต่ “อันตรายสูงมาก”

ล่าสุด หลังกลายเป็นประเด็นเดือด จนต้องเคลียร์ใจกันผ่านรายการ “โหนกระแส” ทางคลินิกก็อธิบายว่า ที่จ่ายเงินเยียวยาล่าช้า เพราะต้องรอเอกสาร "ใบยินยอม" จากญาติก่อน ถึงจะขอดูบิลค่ารักษาได้

โดยทางคลินิกก็ยืนยันว่า “ยินดีรับผิดชอบดูแล” และได้เบิกจ่ายไปแล้วถึง “1,388,426 บาท”



** เรียกร้องได้ไหม ใครรับผิดชอบ? **

เคสนี้หลายคนมองว่า จริงๆ แล้วทางคลินิกไม่ต้องรับผิดชอบเลยก็ได้ เพราะหลักๆ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด
และเมื่อคุณหมอที่รับผิดชอบเคสศัลยกรรม พบเห็นอาการคนไข้ผิดปกติ ก็สั่งให้หยุดการผ่าตัด และนำส่งโรงพยาบาลทันที รวมถึงตามไปเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือว่าปฏิบัติตามหลักมาตรฐานทั้งหมด

ที่สำคัญ มีการให้ “เซ็นยินยอม” ให้ “ผ่าตัด” หรือ “ดมยาสลบ” อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเนื้อหาภายในเอกสาร ระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ข้อสงสัยที่ว่า ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัย คนไข้อยู่ในความเสี่ยง แต่ก่อนผ่าตัดหรือดมยาสลบ ได้เซ็นยอมรับไปแล้ว จะสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้างไหม?

“รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ” กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ช่วยอธิบายไว้ว่า เอกสารที่ให้เห็นนั้น เรียกว่า “หนังสือยินยอมเข้ารับการรักษา”



เพราะตามหลักการแพทย์แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรกับร่างกายคนไข้ จำเป็นต้องได้รับ “ความยินยอม”ก่อน ไม่งั้นจะถือว่า “ผิดกฎหมาย”

โดยตัวเอกสารจะระบุชัดเจนว่า อนุญาตให้ผ่าจุดไหน ผลข้างเคียง หรือความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมีอะไรบ้าง เพื่อให้คนไข้เข้าใจ ก่อนตกลงเซ็นยอมรับ

ส่วนประเด็นฉุกเฉิน เช่น เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือได้รับผลข้างเคียงจาก “การผ่าตัด” หรือ “ดมยาสลบ” ตามหลักแล้ว คุณหมอหรือโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบไหม?

คำตอบคือ ถ้ากระบวนการรักษาเป็นไปตาม “มาตรฐาน”ไม่ได้เกิดจาก “ความประมาท” ถือว่าไม่มีใครต้องรับผิดทางกฎหมาย

“ถ้าเหตุที่เกิดขึ้น หมอไม่ได้ประมาท การที่จะให้หมอรับผิด คงจะเป็นไปไม่ได้ ไม่งั้น จะไม่มีใครกล้ารักษาคนไข้เลย”

เพราะภาวะแทรกซ้อน หรือผลข้างเคียงในการรักษา มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องว่า มีความเสี่ยงมากหรือมีน้อยเท่านั้น


                                                 {“รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี” จาก แพทยสภา}

แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ้าคนป่วยเซ็นยินยอม รับความเสี่ยงในการรักษาแล้ว เมื่อความเสี่ยงนั้นดันเกิดขึ้น หมอจะไม่ต้องทำอะไรเลย ยังไงแพทย์ก็ต้องมีหน้าที่เข้าช่วยเหลือ เช่น กู้ชีพ ให้ยาเบื้องต้น และติดตามอาการ

“เวลาเราตัดสินว่า คนกระทำไม่ผิด เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย แต่หลังจากเกิดเหตุ หมอเนี่ย ถ้ามีเหตุอะไร ก็ต้องให้การช่วยเหลือ แล้วเขาก็จะมาดูกันต่อว่า ช่วยเหลือสมควรแก่เหตุไหม”

“ถ้าคุณไม่ช่วย ทั้งที่คุณช่วยได้ อันนี้ผิดทันทีครับ กระดาษนั้น (หนังสือยินยอมเข้ารับการรักษา)จะเป็นกระดาษทิชชูทันที เมื่อมาถึงแพทยสภา แพทยสภาไม่สนเลยครับ”



** “ฟ้องร้อง” ได้ แม้ “เซ็นยินยอม” **

ส่วนในมุมความรับผิดชอบทางกฎหมายนั้น ถึงจะมีการ “เซ็นยินยอมรับความเสี่ยง”ก่อนดำเนินการทางการแพทย์ไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเรียกร้องให้รับผิดชอบอะไรไม่ได้เลยหลังจากนั้น

และนี่คือมุมมองของนักกฎหมาย อย่าง “พีท” (ดร.พีรภัทร ฝอยทอง) ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และทนายความผู้ทำคดีเกี่ยวกับเคสร้องเรียนโรงพยาบาลมาหลายเคส

“ต่อให้เซ็นยินยอมแล้ว แต่แพทย์ก็ยังมีหน้าที่รักษา ตามมาตรฐานวิชาชีพอยู่ดี ดังนั้นเนี่ย ถ้าตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว แพทย์ทำไม่ได้ตามมาตรฐาน อันนี้แพทย์ก็ต้องรับผิด”

ถามว่าฟ้องได้ไหม? “ฟ้องได้” แต่ก็ต้องไปพิสูจน์กันในศาลว่า การรักษา การผ่าตัด หรือการดมยาสลบ ที่เกิดขึ้นนั้น หมอได้ทำตามขั้นตอน ตามมาตรฐานวิชาชีพไหมแต่ถึงสถานพยาบาล หรือคุณหมอจะไม่มีความผิด เคสส่วนใหญ่ที่เจอ ก็มักจะ “ช่วยเหลือเยียวยา” เพิ่มเติมเองอยู่แล้ว

“ในเรื่องของชื่อเสียงในการให้บริการ อันนี้เขาอาจจะรับผิดเพิ่มเติม หรือชดใช้ หรือช่วยเหลือเยียวยา เพราะว่าต่อให้(ทำ)ถูก แต่การเสียหายต่อชื่อเสียงเนี่ย บางทีมันก็ไม่คุ้มกับโรงพยาบาลไง”


                                                         {“ดร.พีรภัทร” ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและทนายความ}

สอดคล้องกับมุมมองของ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเสริมความงาม อย่าง “นพ.มนต์สรร อัศวนพเกียรติ” วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลธีรพร ที่อธิบายขอบเขตความรับผิดชอบไว้ว่า หมายถึงจนกว่าคนไข้จะปลอดภัย

“โดยปกติแล้ว ผู้ให้บริการเขาก็จะดูแลจนหาย เพราะผมก็คิดว่า ผู้ให้บริการเป็นคนดูแลการรักษา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะอยู่ในความรับผิดชอบของใคร อันนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ตกลงกันเลย”



** จับเข่าคุย “จ่ายเพิ่ม VS เหมาจ่าย” **

ในแง่ของการผ่าตัดศัลยกรรม ความเสี่ยงที่จะเกิด “ภาวะแทรกซ้อน”สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น แผลติดเชื้อ มีเลือดออก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่สถานพยาบาลจะดูแลรักษาจุดนี้ให้

โดยบางแห่งอาจจะรับผิดชอบในลักษณะ “การเหมาจ่าย” คือในรวมค่าใช้จ่ายไปแล้วใน “คอร์สศัลยกรรม” กรณีที่เกิดผลข้างเคียง แล้วต้องมี “การรักษาเพิ่มเติม”

อย่างที่ “นพ.มนต์สรร” วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลธีรพร ช่วยอธิบายในเชิงลึกเอาไว้ให้

“บางโรงพยาบาลอาจจะบอกว่า โอเค เราจะดูแลตรงนี้นะ เกิดความเสี่ยงนี้ได้ แต่ว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะเหมาอยู่ทั้งหมดแล้ว เวลามันเกิดเหตุขึ้นมา คนไข้ก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

บางโรงพยาบาลบอกว่า อันนี้ฉันดูแลเฉพาะการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน ถ้ามันเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นได้นะ แต่ว่าค่ารักษาที่เกิดขึ้นเนี่ย คนไข้ก็ต้องรับผิดชอบเอง”


                                             {“นพ.มนต์สรร” วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลธีรพร}

ส่วนเรื่อง “หนังสือยินยอมรับการรักษา” คุณหมอรายนี้บอกว่า ควรอ่านทั้งหมดก่อนเซ็น และถ้าจะให้ดีกว่านั้นคือ ต้องจับเข่าคุยกับคุณหมอที่จะทำศัลยกรรมไปเลย 

เพื่อให้เข้าใจจริงๆ ว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน และผลข้างเคียง มีอะไรบ้าง

ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ขั้นตอนในการรักษาต่อ สถานพยาบาลจะทำยังไง หรือถ้าคนไข้รับความเสี่ยงไม่ได้ จะมีวิธีการอื่นอีกไหม เช่น เปลี่ยนเป็นฉีดยาชาแทน เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการดมยาสลบ

“ฉะนั้น อะไรที่จะเกิดขึ้นบนตัวเรา ด้วยการผ่าตัดเนี่ย เราต้องรู้โดยละเอียดว่า เรากำลังจะต้องทำอะไร โรงพยาบาลหรือหมอ มีหน้าที่ต้องบอกโดยละเอียดว่า เราจะทำขั้นตอนที่ 1-2-3-4 นะครับ

อันนี้จริงๆ สำคัญกว่าเอกสารอีกนะ คือคนทำต้องเข้าใจก่อนว่า ทำอะไร และจะเกิดอะไรได้บ้าง”



ส่วนประเด็น “โรคประจำตัว” ที่อาจทำให้การผ่าตัด หรือดมยาสลบ มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนนั้นโดยปกติแล้วก่อนการรักษา จะมีการตรวจร่างกายผู้มาใช้บริการอยู่แล้ว

คือคุณหมอจะเอาผลตรวจมาวิเคราะห์ว่า สามารถผ่าตัดได้ไหม หรือจะใช้วิธีระงับประสาทยังไง ฉีดยาชา หรือดมยาสลบ

แต่ถ้าพบว่า มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง ต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ถ้าเป็นเคสผ่าตัดศัลยกรรมเสริมความงาม คุณหมอก็จะไม่แนะนำให้ทำ

แต่ถ้าเป็นเคสผู้ป่วย“รักษาโรค”จำเป็นต้องผ่าตัด ก็จะหาวิธีที่ควบคุมความเสี่ยงได้มากที่สุด เพื่อทำการรักษาแทน












สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Phachara Phuvanart”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **