ไม่ใช่แค่เคส “ผู้ป่วยสโตรก”ที่ถูกจับขึ้นโรงพัก จนเซลล์สมองเสียหาย เพราะตำรวจไทยเข้าใจผิด คิดว่า “เมาแล้วขับ”แต่ยังมีอีกหลายเคสอุบัติเหตุที่ “การจับกุม”นำไปสู่ “ไอซียู” และ “ความตาย”เพราะมอง “คนป่วย” เป็น “คนร้าย”จนสุดท้าย“คนซวย” คือ“ประชาชน”
** อนาถ.. มอง “คนป่วย” เป็น “คนร้าย” **
นี่คือความผิดพลาด ที่น่าตั้งคำถามถึง “ความรู้” และ “ระเบียบปฏิบัติ”ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่าง “ตำรวจไทย”
สำหรับเคสล่าสุดที่เกิดขึ้นใน จ.อยุธยา เมื่อชายวัย47 เกิด “เส้นเลือดในสมองแตก”ขณะกำลัง “ขับรถ” อยู่
เขาพยายามประคองรถ ขี่เข้าปั๊มน้ำมัน เพื่อ “ขอความช่วยเหลือ” แต่รถกลับเสียหลัก พุ่งเข้าชนรถที่จอดอยู่ภายในปั๊ม จนได้รับความเสียหายซะก่อน
จากนั้นไม่นาน “ตำรวจ” ก็มาถึง แต่แทนที่จะให้การช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่กลับจับผู้ป่วย “ใส่กุญแจมือ”แล้วพาไป “โรงพัก” แทนที่จะไป “โรงพยาบาล”
{เข้าใจผิดคิดว่า “เมา” แต่ “เส้นเลือดในสมองแตก”}
ทั้งๆ ที่ตรงหน้างาน ก็เห็นๆ อยู่ว่า ชายคนนี้ “หน้าเบี้ยว” มีอาการหมดแรง “นอนกองพื้น” ปัสสาวะราด พยายามให้สัญญาณมือขอความช่วยเหลือ เพราะตอนนั้น “พูดไม่ได้แล้ว”
แต่สุดท้าย ตำรวจกลับมองว่า นี่คือ “อาการเมา”
ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้เลยถูกจับกุมตัวไปที่โรงพัก ในเวลา “ตี 4” กว่าๆ วิเคราะห์ไปเองว่า ผู้ป่วยน่าจะเมามาก เลยส่งต่อไปที่โรงพยาบาลตอน ตี 5 และให้สายตรวจอยู่เฝ้าจนถึง 8 โมงเช้า เพราะกลัวจะเมาอาละวาด
จนสุดท้ายมาทราบภายหลังว่า ผู้ป่วยไม่ได้เมา แต่ “เส้นเลือดในสมองแตก” ต้องส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลตอน “10 โมง”เพื่อ “ผ่าตัดฉุกเฉิน”
แพทย์ระบุว่า “เนื้อสมองบางส่วนเสียหาย” ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ทั้งหมด ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้ก็ “ยังไม่รู้สึกตัว”
ภรรยาของเหยื่อการจับกุมรายนี้ จึงตัดสินใจเข้าร้องขอความเป็นธรรม ต่อผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.พระนครศรีอยุธยา “พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง” พร้อมตั้งคำถามทั้งน้ำตาว่า...
“อยากถามค่ะว่า ตำรวจไม่ได้สังเกตสีหน้าเขาเหรอคะ เขายกมือ หน้าเขาเบี้ยวไปครึ่งนึงแล้ว คนเมาหน้าไม่เบี้ยวค่ะ อยากให้สังเกตว่า คนเมา หน้าเขาไม่เบี้ยว
พอหนูดูในกล้องวงจรปิด หน้าเขาเบี้ยวไปครึ่งนึงแล้ว คือทางนี้ (ชี้ไปที่ส่วนของร่างกายซีกขวา) เขาใช้งานไม่ได้แล้ว เขาล้มลงมาแล้ว อย่างนึง เขาฉี่ราด คนเมาไม่มีฉี่ราด พี่ไม่สังเกตอาการ ทิ้งไว้นานเกินไป เขาก็...”
ที่น่าตกใจคือ นี่ไม่ใช่เคสแรก ที่ตำรวจเข้าใจผิด ว่า “ผู้ป่วย” เป็น “ผู้ร้าย”ย้อนกลับไปปี 67 ก็มีเคสผู้ป่วย “เส้นเลือดในสมองแตก” ระหว่างขับรถ จนเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถหลายคันในเขตยานนาวา
เช่นเดียวกับเคสล่าสุด พอตำรวจมาถึง แทนที่จะปฐมพยาบาล แต่กลับคุมตัวไปที่ “สน.ยานนาวา” และ “กักตัว”ชายคนนี้นานกว่า “2 ชั่วโมง”จนสุดท้ายเหยื่อ “เสียชีวิต”เพราะเข้ารับการรักษาไม่ทัน
และอีกเคสในปี 68 แต่เจ้าหน้าที่คนวินิจฉัยอาการ ไม่ใช่ “ตำรวจ”แต่คือ “กู้ภัย”เหยื่อสาววัย 20 กว่าปีรายนี้ กำลังขับรถกลับบ้านระหว่างฝนตก แต่มอเตอร์ไซค์ล้มก่อนเพราะลื่น
พอ “กู้ภัย”มาถึง แทนที่จะพาไปส่งโรงพยาบาล กลับเข้าใจไปว่าเธอมี “อาการมึนเมา” และบาดเจ็บไม่รุนแรง จึงส่งตัวไปที่โรงพักแทน
สุดท้าย ร่างกายของผู้ป่วยสาวรายนี้ก็ยื้อไว้ไม่ไหว เริ่มชัก และ “เสียชีวิต” คาโรงพัก ผลชันสูตรออกมาว่า เหยื่อการจับกุม “กระดูกหัก” ถึง “8 ซี่”และมี “เลือดออกในปอด”ด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.โต้ง” (รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล) ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา และการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต และอดีตอาจารย์สอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ช่วยวิเคราะห์ไว้ให้ทีมข่าวฟังว่า นี่คือปัญหาในการใช้ “ดุลยพินิจ”
วัดจากประสบการณ์ตรงจากอดีตตำรวจแล้ว มองว่ารูปแบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสายตรวจ หลักๆ คือ “ใช้ดุลยพินิจ (Police Discretion)” ในการ “ประเมินสถานการณ์” และ “ตัดสินใจ” อย่างรวดเร็ว จาก “ข้อมูลที่มีจำกัด”
หลายประเทศจึงจำเป็นต้องมี “ฝึกอบรม”เพื่อให้ตำรวจแยกแยะได้ว่า สิ่งที่เจอตรงหน้าคือ “ผู้กระทำผิด”หรือ “ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์”จะได้จัดการอย่างถูกต้อง
“ในต่างประเทศเอง เขาจะให้ความสำคัญ กับการที่ตำรวจแต่ละคน จะใช้วิจารณญาณว่า จับหรือไม่จับ หรือแม้กระทั่งต้องแยกให้ได้ ระหว่าง นี่คือผู้ป่วยที่มีปัญหาสโตรก หรือเป็นคนเมา”
ดังนั้น เคสที่เกิดขึ้นในไทยทั้งหมดนี้ “ดร.โต้ง” มองว่า มันไม่ใช่แค่ “ความผิดพลาดส่วนบุคคล” แต่ยังสะท้อนไปถึง“ระบบการเรียน-การอบรมตำรวจ”ขั้นตอนปฏิบัติที่ประเทศเรายังไปไม่ถึง “มาตรฐานสากล” อีกด้วย
{“ดร.โต้ง” อดีตอาจารย์สอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ}
** สอนไม่ดี+ระบบไม่หนุนฝึก = ซวยประชาชน **
ตกลงแล้ว การเรียนการสอนใน “โรงเรียนตำรวจ” ได้สอนวิธีการแยกแยะ หรือตรวจเช็กเบื้องต้นไหม ระหว่าง “คนร้าย” กับ “คนป่วย”? และนี่คือคำตอบจากคนวงในรายเดิม
“ผมเชื่อว่ามี แต่อาจจะไม่เทียบเท่ามาตรฐานสากล ที่เขามีขั้นตอนการปฏิบัติตรงนี้ เช่น ไปถึงปุ๊บ สั่งการ ถามชื่อ-นามสกุล ให้ยืน ให้นั่ง ให้เดิน ถ้าตอบไม่ได้ ก็ต้องมาดูต่อว่า ทำไมพูดไม่ได้ หรือพูดไม่ชัด
เมา หรือว่าเป็นปัญหาเรื่องของสโตรก แล้วก็ต้องดูประกอบอย่างอื่น ทางปฏิกิริยาร่างกายประกอบกัน
ซึ่งผมเชื่อว่าตรงนี้ เรายังไม่ได้เน้นเหมือนในต่างประเทศไงครับ”
โรงเรียนตำรวจ ไม่ว่าจะโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือโรงเรียนนายสิบตำรวจ จะมีการสอน “ยุทธวิธีตำรวจ” ที่มีทั้ง “การสังเกต” “ตรวจค้น” “จับกุม” รวมถึง “การปฐมพยาบาลเบื้องต้น”
หลักปฏิบัติพื้นฐานที่ให้ตำรวจซักถาม ดูอาการ สังเกตท่าทางการเดิน หรือดูปฎิกริยาของร่างกาย เพื่อจะได้รู้ว่า อาการผิดปกติที่เห็น มาจากเสพยา เมาเหล้า หรือเป็นเพราะอาการป่วย
คำถามคือ ถ้ามีการเรียน-การสอนมาแล้วจริงๆ ทำไมถึงไม่ถูกเอามาใช้? ถ้าให้วิเคราะห์ เหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหา อย่างแรกคือ “คุณภาพ” ในเรียนการสอนว่า ตอนเรียนอยู่โรงเรียนตำรวจ การฝึกและสอบปฏิบัติ ครูผู้ฝึกได้ดูแลอย่างใกล้ชิดหรือเปล่า?
อย่างที่ 2 คือ “ความต่อเนื่อง” ในการใช้ชุดความรู้เหล่านั้น หลังจากเรียนจบออกมา และได้บรรจุเป็นตำรวจเรียบร้อยแล้ว
ถามว่าได้มีการกลับไป “ฝึกทบทวน” บ้างไหม หรือบ่อยแค่ไหน? ซึ่งคือเรื่องสำคัญ และเป็นปัญหาใหญ่ของตำรวจไทย โดยเฉพาะนายตำรวจชั้นประทวน
“โดยหลัก เขาบอกว่าต้องมีทบทวนการปฏิบัติ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ปรากฏว่า ข้อมูลของการศึกษาวิจัย ทั้งจากประสบการณ์ และผมก็ถามในแวดวงตำรวจด้วยเนี่ย พบว่า แทบไม่มีเลยครับ
โดยเฉพาะนักเรียนนายสิบตำรวจ ระดับชั้นประทวนเนี่ย แทบจะไม่มีการอบรมอย่างต่อเนื่องอีกเลย”
ที่เป็นแบบนี้ เป็นเพราะปัญหาหลักๆ จากระบบที่ “งบประมาณไม่พอ” และ “กำลังคนไม่พอ” ทำให้มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ที่จะได้เข้ารับการฝึกและอบรมอย่างต่อเนื่อง
เพราะเวลาปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะ “สายตรวจ” ต้องทำงานเป็น “คู่”
เนื่องจากหลักการคือ ในการจับกุมคนร้าย ต้องมีจำนวนคนมากกว่า 2 เท่า สายตรวจจึงต้องทำงานเป็นคู่บัดดี้ ถ้าสายตรวจอีกคนไปอบรม อีกคนก็จะออกปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ และต้องไปยืมตัวสายตรวจพื้นที่อื่น มาเป็นบัดดี้แทน
ดังนั้น เมื่อไม่ถูกฝึกสอนในเรื่องพื้นฐานสำคัญให้ดีพอ ตั้งแต่เป็นนักเรียนตำรวจ จบมาแล้วก็ไม่มีการทบทวน ทำให้เวลาเกิดเหตุแล้ว ใช้ “ดุลยพินิจผิดๆ” ตีความไปว่า ภาพคนที่เดินโซไปเซมา น่าจะเป็น “คนร้าย” ก่อความวุ่นวาย ไม่ใช่ “คนป่วย”
“ระบบการฝึกอบรม ไม่ใช่ของตำรวจไทย ตำรวจทั่วโลกอะครับ เขาถูกฝึกมาในมิติการใช้กฎหมาย สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มีพฤติกรรมแบบนี้ น่าจะเป็นคนร้าย น่าจะเป็นคนที่ก่อความวุ่นวาย”
“อันนี้ก็เป็นอีกครั้ง ที่ต้องมีการถอดบทเรียน โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องคำว่า การใช้ดุลยพินิจของตำรวจ หรือ Police Discretion เนี่ยนะครับ ซึ่งตำรวจแต่ละคน มีการใช้ดุลยพินิจที่แตกต่างกัน
ถามว่าเกิดจากอะไรบ้างล่ะครับ องค์ความรู้ ประสบการณ์นะครับ แล้วก็ข้อกฎหมาย อันนี้มีความสำคัญ ที่จะทำให้ตำรวจคนนึงตัดสินใจว่า ทำ หรือไม่กระทำ ไม่ว่าจะมิติด้านการบังคับใช้กฎหมาย หรือมิติการแพทย์”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “ดาวแปดแฉก”, “อากาย”, “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


