ท่องเที่ยวไทยดิ่งเหว-พังแน่ นักท่องเที่ยวหาย เพราะสงครามตะวันออกกลาง วงในธุรกิจชี้ เที่ยวบินมาไทย กว่า 100 ไฟล์ท “ถูกยกเลิก” แล้ว จี้รัฐเร่งหาตลาดใหม่ พร้อมเตือนให้ตั้งรับ “ผู้ลี้ภัยสงคราม” เข้ามาอยู่ในไทยเพิ่มอีก
** สงครามตะวันออก ร้อนถึงท่องเที่ยวไทย **
“สงครามตะวันออกกลาง”ทำระอุไปทั่วโลก เมื่อ “อิสราเอล” จับมือกับ “อเมริกา” เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน”หลังการเจรจาให้เลิกวิจัยและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ “ล้มเหลว”
ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลหลากหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็น “น้ำมัน”เพราะบริเวณพื้นที่สงคราม คือแหล่งผลิตน้ำมันจุดใหญ่ที่สุดแห่งนึงของโลก
ไหนจะเรื่องผลกระทบด้านการท่องเที่ยว เพราะหลายประเทศแถบนั้น ถูกปิดน่านฟ้า “ห้ามบิน”ทั้งที่จุดนั้นคือศูนย์กลางการบินแห่งตะวันออกกลาง
แต่ทางปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่าง “นัทรียา ทวีวงศ์” กลับออกมาเผยว่า สถานการณ์ในตอนนี้มีผลกระทบต่อ “การบิน” แค่บางเส้นทางเท่านั้น เฉพาะเส้นที่ต้องเชื่อมผ่านภูมิภาคนั้น
{อเมริกาจับมืออิสราเอล ถล่มอิหร่าน}
ส่วนประเด็น “ท่องเที่ยวไทย”นั้น เจ้าตัวยืนยันว่า “ยังไม่กระทบ”แต่ทางกระทรวงก็พร้อมดูแลนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจตกค้างจากเที่ยวบินที่ยกเลิก และกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
คำถามคือ “ไม่กระทบท่องเที่ยวไทย” จริงๆ หรือ? เพราะข้อมูลอีกด้านจาก “อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์”เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กลับบอกว่า ตั้งแต่มีการเปิดศึก แค่เที่ยวบินที่จะเข้า “ภูเก็ต” ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ถึง “10 ไฟล์ท”
ดังนั้น อาจต้องยอมรับว่า การปะทะครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อ “การท่องเที่ยวไทย”อย่างแน่นอน และนี่คือถ้อยคำวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเจ้าตัว หลังทีมข่าวขอต่อสายตรงไปหา
“ตอนนี้ก็ยกเลิกเป็นหลักร้อยแล้ว ทั้ง 2 สนามบิน ทั้งตัวกรุงเทพฯ และภูเก็ต แล้วก็รวมที่เชียงใหม่ด้วย”
เลขาฯ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวรายนี้ ชี้ให้เห็นว่า “ตะวันออกกลาง” คือ “ศูนย์กลางการบิน(Hub)” ที่สำคัญแห่งนึงของโลก มีทั้งไฟล์ทบินจาก “ยุโรป” ที่จะนั่งเครื่องต่อมาอาเซียน
โดยมีจำนวนถึง “ครึ่งนึง” ที่เดินทางมาอาเซียน ผ่านเส้นทางนี้ รวมถึงกลุ่มที่มาประเทศไทยด้วย หรือแม้แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวจาก “แอฟริกา”ที่จะบินมาอาเซียน ก็ต้องไปลงที่ตะวันออกกลางก่อน จึงถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
{“อดิษฐ์” จาก สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว}
ช่วงแรกที่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงมาก อาจยังไม่กระทบประเทศไทย แต่พอ “อิหร่าน” เปิดวิถี “โจมตีโต้กลับ”ทั้ง “กาตาร์” “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” “ซาอุดีอาระเบีย”จึงผลักให้น่านฟ้าประเทศเหล่านี้ “ขึ้นบินไม่ได้”
“พวกนี้ถือว่าเป็นสายการบินที่มีความสำคัญมาก ในการที่เปลี่ยนเครื่องจากยุโรป มาอาเซียน หรือจากอาเซียนไปยุโรป อันนี้ถือว่าเป็นประเด็นหลัก ที่มันกระทบกับเราโดยตรงครับ”
นอกจากกลุ่มยุโรปและแอฟริกาแล้ว กลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่หายไปแน่ๆ คือ“ชาวอาหรับ”ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้ นักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลาง มาเที่ยวในไทยเยอะมาก
ที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวจาก “ยุโรป”และ “ตะวันออกกลาง” ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่มี “กำลังซื้อสูงมาก”การหายไปของคนกลุ่มนี้ จึงกระทบต่อธุรกิจในไทยอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ในไทย อย่าง “กรุงเทพฯ” “เชียงใหม่” “พัทยา” “พังงา” “ภูเก็ต” “กระบี่”และ “เกาะสมุย”
“เพราะงั้น ก็ประมาณการณ์ได้สัก 50% ของตลาดใหญ่ ที่มันเริ่มมีการยกเลิกยาว ไปถึงช่วงเดือน มี.ค.ทีนี้ถ้าเกิดมันมีการสู้รบต่อเนื่อง ยาวจนกระทั่งทะลุ มี.ค.ไป ก็คิดว่าปีนี้ เราน่าจะมีปัญหา จนถึงช่วงสงกรานต์ (เม.ย.) เนอะ”
** “ซบเซา” อย่างน้อย 3 เดือน **
เลขาฯ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ยืนยันว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ ยังไงก็กระทบการท่องเที่ยวไทยแน่ๆ แต่จะมากขนาดไหน คำตอบอยู่ที่ สงครามนี้จะจบลงเมื่อไหร่ และน่านฟ้าแถบนั้น จะกลับบินได้ตอนไหน?
“ในสถานการณ์ที่ตอนนี้ ทั้งอเมริกา และอิสราเอล ประกาศแล้วว่า เขาต้องทำจนกว่า จะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า เป้าหมายมันยังไง
และ ‘ทรัมป์’ จากเดิมพูดว่า 1 สัปดาห์ มาเป็น 1 เดือนเนี่ย เราถามว่า 1 เดือนจะจบไหม ก็ยังไม่รู้อีก ถูกไหม เหมือนกับตอนที่เราเห็นสงคราม รัสเซีย-ยูเครน จากที่ ‘ปูติน’ บอก 1 สัปดาห์ ตอนนี้ 3 ปีแล้วนะ”
วิเคราะห์ว่า ถ้าสงคราม “จบ” ภายใน “1 เดือน” ตามที่อเมริกาบอกจริงๆ ประเทศไทยก็จะขาดรายได้ นักท่องเที่ยวหายไปอีก “3 เดือน”
เพราะในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1.กลุ่มคนที่ “วางแผนมาเที่ยวไทยแล้ว” แต่ “ยกเลิก” เที่ยวบิน เพราะความไม่สงบ
2.กลุ่มคนที่ “กำลังวางแผนจะมาเที่ยว” แต่ “เปลี่ยนใจ” ไม่มาไทยแล้ว รอดูสถานการณ์ก่อนและ 3.กลุ่มคนที่ “อยากมาเที่ยวไทยมาก” แต่ “มาไม่ได้” เพราะไม่มีไฟล์ทบิน
แต่ถ้าความไม่สงบนี้ ยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน การท่องเที่ยวไทยก็อาจจะซบเซา ไปถึงช่วง“Low Season”ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวก็จะหายไป จนถึงช่วงเดือน ก.ย.
“ถ้าผลการรบ มันยาวไปถึง เม.ย.นะครับ หรือ พ.ค. มันก็จะยาวไปถึง Low Season เพราะงั้น มันก็จะยาวไปถึงโน่นเลย ก.ย. ก็ต้องไปว่ากันอีกทีนึงว่า หลัง ก.ย.แล้ว มันจะยังไงต่อ”
ถ้าให้พูดถึง “การรับมือของรัฐบาลไทย” ตอนนี้ กูรูรายเดิมบอกว่า ล่าสุด "การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)” ได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว
ดังนั้น คงต้องรออีกสักระยะ ถึงจะเห็นตัวเลขผลกระทบในภาพรวมที่ชัดเจน หรือมีแผนในการรับมือ
และขอแนะนำว่า สิ่งที่ควรทำคือ หา “นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่”มาทดแทนกลุ่มยุโรป แอฟริกา และอาหรับ ที่หายไป
{“ท่องเที่ยวไทย” กระทบแน่ อย่างน้อย 3 เดือน}
โดยมองว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวจาก “จีน” ก็ดูเป็นทางเลือกที่ดี เพราะถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะมีกำลังซื้อไม่เท่ายุโรปและอาหรับ แต่ก็มีจำนวนเยอะ ทำให้สามารถพอจะทดแทนกันได้
“เราก็ต้องมาออกแผน วางกันแล้วล่ะครับว่า เราจะทำตลาดจีนเข้ามายังไง ให้เข้ามาหนุน มาทดแทน เพราะถือว่าเป็นตลาดใหญ่
แม้ว่ารายจ่ายต่อตัว อาจจะไม่ดีเท่ายุโรป แต่อย่างน้อยถ้าได้ปริมาณเข้ามามาก มันก็มีผลต่อ GDP พอสมควร แล้วก็เป็นตัวเลข ที่สามารถทดแทนได้ในเชิงปริมาณ”
** เตรียมรับ “คนหนีสงคราม” มาไทย **
อีกแง่มุมที่คนไทยกำลังเป็นห่วง คือจำนวน “ผู้อพยพ” ที่แฝงตัวเข้ามาไทย ในนามนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ “ชาวอิสราเอล”
จากข้อมูลเมื่อปีที่แล้ว ก็พบว่ามีกลุ่มลี้ภัยสงครามกลุ่มนี้ เข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐานในไทยเป็นจำนวนมาก ใน “ภาคเหนือ” ของไทย โดยเฉพาะที่ “อ.ปาย” จ.แม่ฮ่องสอน
แล้วพอเกิดสงครามครั้งนี้ จะมีคนกลุ่มนี้หนีมาเพิ่มขึ้นไหม? นักวิจัยด้านการย้ายถิ่นฐานยุคใหม่ อย่าง “ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา” อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีคำตอบให้
“ก็มีแนวโน้มที่ว่า ทั้งอิสราเอล ทั้งอาหรับ ทั้งกลุ่มเปอร์เซีย อย่างอิหร่านเนี่ย เขาจะเข้ามามากขึ้น”
“คือเชื่อว่า ทั้งอิสราเอล อิหร่าน ปากีสถาน อัฟกานิสถาน อาจจะต้องมีความเคลื่อนไหว มาบ้านเรามากขึ้น
เพราะว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองของเขา ประชาชนที่พอจะมีฐานะ ก็เลือกออกนอกประเทศ เพื่อความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจ”
โดยเฉพาะ “ชาวอิสราเอล” ที่มีการเข้ามาตั้งรกรากในไทยได้สักพักแล้ว ทำให้มีชุมชน มีเครือข่าย ที่พร้อมรองรับกลุ่มคนใหม่ๆ จากการ “หนีสงคราม” ให้ย้ายเข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว
โดยประเทศที่ถูกหมายตา ให้กลายเป็น “บ้านหลังที่ 2” ในแถบอาเซียนของกลุ่มคนเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีแค่ประเทศไทย แต่มี “ประเทศลาว” ด้วย
ส่วนเหตุผลก็คล้ายๆ กับที่เลือกประเทศเราคือ “ค่าครองชีพต่ำ” และกฎหมายเข้าเมือง “ไม่เข้มงวด”
สำหรับประเด็นที่กังวลกันว่า การที่เหล่าชาวอิสราเอล เข้ามาพำนักในไทยมากขึ้นแบบนี้ จะเป็นชนวนให้เกิด “ภัยก่อการร้าย” ตามเข้ามาในบ้านเมืองเราด้วยหรือไม่?
กูรูด้านการย้ายถิ่นฐานยุคใหม่มองว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอาจพอมี แต่เป็นไปได้ในระดับต่ำ เพราะประเทศไทย “ไม่ใช่เป้าหมายหลัก”ของกลุ่มก่อการร้าย “ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลัก”ทั้งยังมีนโยบายเป็นกลาง ต่อความขัดแย้งของตะวันออกกลางเสมอมา
“ความเสี่ยงนี้ มันอาจจะไม่อยู่ในระดับสูง เหมือนในสหรัฐอเมริกา คือเดิมเนี่ยไทย ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเชิงอุดมการณ์ ของพวกกลุ่มสงครามตะวันออก”
{ชาวอิสราเอล อพยพมาอยู่ “ปาย” ได้สักพักแล้ว}
ดังนั้น ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น น่าจะเป็นเพียงการแสดงออก “เชิงสัญลักษณ์” เท่านั้น เพราะแนวโน้วกลุ่มหนีสงครามมาอยู่ไทย ไม่ได้มีแค่ “ชาวอิสราเอล” แต่รวมถึง “ชาวอิหร่าน”ที่จะพอมีฐานะด้วย
บวกกับรัฐบาลอิหร่าน ขอความร่วมมือให้เหล่าประเทศมุสลิมร่วมกัน “คว่ำบาตร” อิสราเอล ตรงคงอาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในไทยนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นมีกลุ่มก่อการร้ายเข้ามาปฏิบัติการในไทย
{“ดร.ชาดา” นักวิจัยด้านการย้ายถิ่น}
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : X @Ps1776534337, @Alcesarlosuyo, @mr_mayank, @MarioNawfal, @bizmatchingnews
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


