“คืนชีพไดโนเสาร์-คนไทยต้องได้ไปอวกาศ” นโยบายที่ดูเหมือนเอาฮา แต่มีที่มาจากความคิดของ “นักเคลื่อนไหวตั้งแต่วัย18” ฟันธง “เลือกตั้งโมฆะ” เบาสุด “กกต.ต้องติดคุก”
ฟันธง!! เลือกตั้งโมฆะ
“ผมรับรองว่า ถ้าผมเป็นนายกฯ ประเทศแม่งโคตรเปลี่ยน ไม่เหมือนเดิมเลย ไม่มีทางเหมือนเดิมเลย”
“เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” เจ้าของฉายา “เต้ พระราม 7” เลขาธิการ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหมายเลข 1 ของ “พรรคทางเลือกใหม่”
แต่ล่าสุด กลับถูกพรรคที่สังกัดอยู่ “สั่งพักงานชั่วคราว-ห้ามเคลื่อนไหวในนามพรรค” เพื่อรักษาภาพลักษณ์เสียแล้ว
หลังจากสร้างเสียงฮือฮา ด้วยนโยบายสุดแหวกแนว ไม่ว่าจะเป็นซื้อนิวเคลียร์สู้เขมร, ปั๊มลูก 1 ล้านคน/ปี ,ผัว 4 เมีย 4, อัปไซต์น้องชาย, รีแพร์ฟรี และการใช้เทคโนโลยีคืนชีพไดโนเสาร์ พร้อมพาคนไทยไปอวกาศ
หรือที่เอาใจแฟนบอลสุดๆ คือประกาศแผนเจรจาซื้อสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกอย่าง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” เพื่อให้เป็นของคนไทย
นโยายที่เหมือนเอาฮา แต่มีที่มาและน่าสนใจ พร้อมยืนยันไม่เพ้อเจ้อ ใช้ได้จริง พร้อมวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “เสี่ยงโมฆะ” หลัง กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
แม้ไม่รู้ว่าผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมจะตัดสินออกมาเป็นยังไง แต่ในฐานะผู้สมัคร ที่มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่อแววทุจริตเยอะมาก และขอเรียกร้องว่า การเลือกตั้ง ควรเป็นโมฆะ
“ตอนนี้บัตรมันปี้กันหมดแล้ว อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ แล้วก็เลือกใหม่เลยดีกว่า เพราะดูแล้ว มันไม่ใช่ผมโดนคนเดียว หลายพรรคโดน การเลือกตั้งครั้งนี้ มันอีลุ่ยฉุยแฉก
บัตรเขตเกินบัญชีรายชื่อในหลายๆ เขต มีกรณีเรื่องบาร์โค้ดมา บาร์โค้ดมันสามารถเช็กได้ว่า ตอนเราไปลงคะแนนทั้งบัตรสีเขียว สีชมพู ข้างล่างมันมีโค้ด พอเราเช็กโค้ดปุ๊บ มันจะไปตรงกับข้างบน
กรรมการ กกต.ที่คุมบัตรเลือกตั้งแต่ละหีบ จะรู้ทันทีว่าใครเลือกใคร ในกรณีที่มีการทุจริตการเลือกตั้ง จะเช็กกันได้ว่า ในหีบนี้ นาย ก.เลือกใคร นาย ข.เลือกใคร นาย ค.เลือกใคร ซึ่งก็ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 85
ก็จะส่งผลทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องยกเลิกการเลือกตั้ง หรือเรียกว่า เลือกตั้งเป็นโมฆะ มีโอกาสค่อนข้างสูงมาก”
เชื่อว่า การทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในครั้งนี้ คิดมาอย่างดี เพื่อให้เช็กได้ ว่าใครเลือกใคร เรียกได้ว่า ถ้าผู้สมัครท่าใดซื้อเสียง สามารถทวงคืนกับหัวคะแนนได้เลย ถ้าคนที่รับเงินไป แล้วไม่ได้กาให้
“ปกติบาร์โค้ด เขามีไว้สำหรับเช็กจำนวนยอด ว่าอยู่เล่มที่เท่าไหร่ แต่ไม่ได้ให้เช็กว่า ใครเลือกใคร แต่ครั้งนี้มันเช็กได้เลย
คล้ายๆ ฮั้ว สว.เลย ครั้งนี้แสดงว่ามีการคิดแบบรอบคอบว่า กระสุนที่ยิงไปกับประชาชน ในแต่ละหน่วย สมมติหน่วยนี้ ยิงกระสุนไป 400 มีใครบ้างจะเลือกเบอร์นี้ แล้วก็สามารถไปที่ต้นขั้ว จะได้ไปเรียกเงินคืนได้ ตอนนี้ทราบว่า มีการเช็กตามหัวคะแนน ไปขอเงินคืนกันแล้ว
ก็ 100% เลย คือสามารถเช็กต้นขั้วได้ว่า เงินที่ยิงไป ไม่สูญเปล่า คือสามารถทวงคืนกับหัวคะแนนได้ ไม่อยากเป็น สส.ในรอบนี้แล้ว เพราะมันเลิ่กลั่กห่วยแตก”
นักการเมืองคนดัง บอกอีกว่า เป็นไปได้ อยากให้มีเลือกตั้งทุก 2 สัปดาห์ หรือเดือนนึง เลือกตั้ง 3-4 ครั้ง เพราะเชื่อว่า จะได้ สส.น้ำดี มาบริหารประเทศ
“เลือกตั้งทุก 2 สัปดาห์เลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ รอบแรกมันก็จ่ายตังค์ไปแล้วใช่ไหม รอบ 2 มันต้องไปขอนายทุนมาจ่ายอีก ผมอยากให้เลือกตั้งแม่ง เดือนนึง 3-4 ครั้งเลย แล้วก็จะได้กำไรอีก
เช่น ตอนแรก กกต.เขาจะบอกว่า ไม่มีค่าเลือกตั้ง 6,000 ล้าน ผมก็บอกตัดเด็กออกไป เก็บคนละ 100 บาท 60 ล้านคน ก็ 6,000 ล้านพอดี แล้วคนละ 100 ไปรับตังค์พันนึง ก็ได้กำไร 900 ไง ครั้งสุดท้ายตังค์มันหมดใช่ไหม เราก็จะได้ สส.ที่ดี”
เมื่อถามไปอีกว่า ถ้าเกิดว่าข้อพิรุธต่างๆ ที่สังคมตั้งข้อสงสัย แต่ กกต. กลับไม่มีความผิดอะไรเลย แต่ก็เชื่อว่า ถึงแม้จะเส้นใหญ่ แต่ก็อยู่ได้ไม่นานหรอก
“เส้นใหญ่ไม่เป็นเหี้ยอะไร แต่ผมเชื่อว่ามันอยู่ได้ไม่นานหรอก ประมาณสักครึ่งปี ปีนึง สุดท้ายก็ต้องมี accident แล้วก็ต้องเลือกตั้ง ครั้งหน้าเลือกตั้งใหม่ ผมเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว เดี๋ยวผมก็พาพรรคพวกมาสมัคร คราวนี้ ลง 400 เขตครบเลย บัญชีรายชื่อครบเลย 100 คน”
นอกจากนี้ ยังทำนายอนาคตของ “แสวง บุญมี”เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ว่า ต้องรับผิดชอบด้วยการติดคุก
“คือตาแหวงผมดูแล้วตอนนี้เนี่ย FC ผม โกรธแกมากเลย ตามจับแกทุกจังหวัด ตอนนี้แกอยู่บุรีรัมย์ ก็โดนตามอยู่ตลอดเวลา ผมมองว่า ตาแหวงเบาสุดเรื่องนี้คือติดคุก
โดยส่วนตัวผมไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่ด้วยหน้าที่ ผมเป็นผู้สมัคร ผมก็ต้องการได้การเลือกตั้งแบบบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผมดูแล้ว แกใช้ไม่ได้
แล้วอีกอย่าง แกมาตำหนิเรื่องนโยบายผม ว่าเป็นไปไม่ได้ ผมโกรธมากเลย ต่อให้เป็นเพื่อนกันก็โกรธ เพราะว่าดูถูก มาบอกว่าไดโนเสาร์เป็นไปไม่ได้ มาบอกว่าไปอวกาศ ไปไม่ได้ มาบอกว่า ไปดาวอังคาร ไปไม่ได้ เพ้อเจ้อ
แกเป็นเลขา กกต. ความจริงแกผิด พ.ร.บ. การได้มาซึ่ง สส. นะ เพราะว่าแกใส่ร้าย ทำให้คะแนนนิยมของผมเสียหาย ผมไม่ได้ไปดำเนินแจ้งจับแกก็บุญแล้ว”
ไม่ไกลตัว “ไดโนเสาร์-อวกาศ”
สำหรับนโยบายอวกาศ ที่อยากขนคนไทยเข้าไปอยู่นั้น เขาไม่ใช่คนแรก ที่อยากหยิบขึ้นมาทำ แต่เป็นการต่อยอดจากนโยบายรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในปี 2564 ที่เคยวางแผนสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ แต่ต้องชะงักเพราะโควิด-19
“นโยบายอวกาศ ผมแค่ต่อยอดจากรัฐบาล พลเอกประยุทธ์แค่นั้นเอง ก็คือแกต้องการ 1.สร้างดาวเทียมขาย 2.ท่องอวกาศเที่ยว 3.สร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ นี่นโยบายของลุงตู่หมดเลยนะ
ให้งบด้วย สร้างยานอวกาศ 3,000 ล้านบาท ไปดูดวงจันทร์ ปี 2564 แต่ปรากฏว่ามันโดนโควิด มันเลยชะลอไป
แต่แผนพัฒนากระทรวงวิทย์ฯ ยังเหมือนเดิม ผมแค่เอาแผนของเขามากาง แล้วทำนโยบายพรรค ต่อจากลุงตู่ คือไปไกลขึ้น คือไปดาวอังคาร ไปดาวพุธ ศุกร์ อาทิตย์ พฤหัส เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน แค่นั้นเอง
แล้วเราก็สามารถสร้างสถานีอวกาศ ในแต่ระดับดวงดาวได้ ถ้าดาวดวงไหนมันอยู่ได้ เราก็ขนคนไทยเข้าไปอยู่ที่นั่น นี่คือเป้าหมายของผม”
เช่นเดียวกับนโยบาย “คืนชีพไดโนเสาร์” ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “จูราสสิค พาร์ค”ใ นประเทศไทย โดยเชื่อมั่นในแนวทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างแลนด์มาร์กระดับโลก
ก็ต่อยอดมาจากลุงตู่ ซึ่งมาจากการค้นพบซากไดโนเสาร์จริง ในประเทศไทยกว่า 20 จังหวัด รวมถึงโครงกระดูก และดีเอ็นเอ ซึ่งกำลังวิจัยเพื่อปลูกถ่าย และสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมา โดยนานาชาติก็ทำเช่นกัน และมองว่า ไดโนเสาร์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
“เริ่มมาก่อน 5 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 20 จังหวัด ที่เป็นแหล่งของไดโนเสาร์ ที่เป็นโครงกระดูกของจริง ดีเอ็นเอ ฟอสซิลของจริง
สมัยรัฐบาลลุงตู่ ก็มอบให้นโยบายพวกนี้ ไปเพาะพันธุ์ แต่งบมันน้อย มันยังทำได้แบบ ขยับไปช้าๆ แต่บริษัทเอกชนของต่างประเทศ เขาทำได้ไวกว่า เขาเพาะพันธุ์แร็ปเตอร์ กับแมมมอสใกล้เสร็จแล้ว เราแค่มาต่อยอดเอง
เรื่องไดโนเสาร์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว สามารถที่จะทำได้ ตอนแรกผมกะว่า นโยบายผม จะสร้างจูราสสิค พาร์ค ประมาณ 4 ภาค ก็จะอยากใส่ในกรุงเทพฯ ด้วย
แล้วก็เด็กๆ อยากได้อนาคอนดา ในป่าแอมะซอนมันมี น่าจะเอามาอยู่ในประเทศไทย พวกพันธุ์อนาคอนดาใหญ่ๆ ครับผม”
อีกอย่าง เขามองว่า ไดโนเสาร์ไม่ได้ตายหาย บางพันธุ์ ก็คือ ตัวเงินตัวทอง หรือ “ตัวเหี้ย” ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างนี้ แถมยังบอกอีกว่า ในสภา มีตัวนี้เยอะมาก
“ประเทศไทย ตัวเหี้ยก็อยู่ในสภาเยอะมากเลย ไอ้เหี้ยที่เป็นคนเนี่ย คือมันไม่รู้เป็นเผ่าพันธุ์ไหนนะ แต่เหี้ยที่เป็นสัตว์ มาจากไดโนเสาร์
แต่ที่เขาบอกว่า คนนี้เป็นไดโนเสาร์ มันก็หมายความว่า คนความคิดยุคเก่า ไม่พัฒนา เขาเปรียบเปรย
เหี้ยกับหน้าตานักการเมืองคล้ายกันนะ ลองเอาไปเปรียบเทียบกันดิ เอาเหี้ยมานั่งโชว์ แล้วก็เอานักการเมืองมาโชว์ ใครเหมือนเหี้ยกว่ากัน”
นโยบายเพ้อเจ้อ.. น้อยกว่า “ทำให้หายจน”
ส่วนเรื่องที่บางคนอาจจะมองว่า นโยบาย “เปลี่ยนโลก” เป็นไปไม่ได้ และเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ไปจนถึงเรื่องที่ กกต. ทำหนังสือไปถึงพรรค เตือนนโยบายที่ใช้หาเสียง ว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นไปไม่ได้
เจ้าตัวก็ยืนยันว่า ไม่ใช่เพ้อเจ้ออย่างที่ถูกวิจารณ์ นโยบายที่ใช้หาเสียงทั้งหมด สามารถทำได้จริง ถ้าได้รับอำนาจจากประชาชน
พร้อมถามกลับ กกต.อีกว่า นโยบายของพรรคอื่นๆ เช่น จะทำให้คนไทยหายจน รถไฟ 20 บาทตลอดสาย หรือ แจกเงินหมื่น ก็ทำไม่ได้จริง หรือทำไม่ได้ครบในอดีต ทำไม กกต. ไม่เคยดำเนินคดี อีกอย่างตัวเขาเองก็ยังไม่ได้บริหารประเทศ แล้วทำไมถึงบอกว่าทำไม่ได้
“เพ้อเจ้อ เป็นไปไม่ได้ อย่างไทยหายจน ทำได้ไหมล่ะ ไทยหมายถึงว่าคนไทยทั้งหมด 65 ล้านคนหายจน มันเป็นไปไม่ได้ ขนาดแจกหมึ่นนึง พรรคเพื่อไทยก็ยังแจกได้แค่ไม่กี่คนเอง ก็ทำไม่ได้ เงินเดือน 24,000 บาท ก็ทำไม่ได้ รถไฟฟ้า 20 บาท ก็ทำไม่ได้
ผมมองว่านโยบาย เพาะพันธุ์ไดโนเสาร์ ไปอวกาศ เป็นได้มากกว่า 100% เลยนะ แล้วก็นโยบายที่ขยายให้อวัยวะเพศชายยาวขึ้น ทำได้ 100% รีแพร์ทำได้ 100%
นโยบายปั๊มลูก ผมว่าทำได้ 100% ไม่มีนโยบายไหนที่ผมทำไม่ได้ เราเอามากางดูก็ได้ ทำได้หมด ขอเวลานิดนึงแค่นั้นเอง
กกต. อาจจะว่าดูเพ้อเจ้อ เพราะ กกต.อายุประมาณ 61-70 ปี บางทีเขาอาจจะคิดแค่ใกล้ๆ ตัว แต่ความจริงถ้าเขาไปดูนอกโลกเนี่ย ผมว่าช้ามากเลยนะ เพราะคนอื่น เขาไวกว่าผมเยอะ ผมลอกเลียนต่างประเทศ แต่มันเป็นสิ่งที่ที่พัฒนาได้แค่นั้น”
อีกหนึ่งนโยบาย ที่โดนตราหน้า ว่าทำไม่ได้ คือนโยบายกระจูด ว่าจะซื้อสโมสรฟุตบอลชื่อดัง จากศึกพรีเมียร์ลีก อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แต่เจ้าตัวกลับยืนยันอีกว่า เรื่องการซื้อทีมฟุตบอล ยังไงก็ทำได้ เอาเงินกองทุนประกันสังคมซื้อยังได้เลย ส่วนใครที่บอกเพ้อเจ้อ เข้าข่ายใส่ร้ายพรรคการเมือง
“1.ผมเป็นแฟนแมนยู 2.แฟนแมนยูเยอะมากนะครับ แฟนลิเวอร์พูลก็เยอะ ผมคำนวณแล้วสมมติถ้าไอ้ทีมนี้ 2 หมื่นล้านใช่ป่ะ เราซื้อหุ้น 51% ก็ประมาณหมื่นล้าน ก็มาแชร์กันกับประชาชนที่เขาเป็นแฟนแมนยู ก็จะเลือกประธานสโมสรแฟนแมนยูมาคนนึง ผู้บริหารแมนยูก็เป็นของประเทศไทยไง
สิวๆ ทำได้ครับ เราก็เป็นเจ้าของด้วย แล้วอีกอย่างหนึ่งมันก็ไม่ขาดทุนด้วย เอาเงินกองทุนประกันสังคมซื้อยังได้เลย
แต่ไอ้แหวงมันบอกว่า เป็นไปไม่ได้ซื้อแมนยู แต่ผมเช็กแล้วแหวงมันไม่ใช่แฟนแมนยูไง เพราะแมนยูมันชนะมา 4 รอบ น่าจะเป็นทีมของไอ้แหวง ไม่รู้ทีมไหน แต่ว่ามันเจ็บแค้นที่แพ้แมนยู
บอกเพ้อเจ้อ ความจริงต้องผิด พ.ร.บ. สส. นะ เพราะว่าใส่ร้ายพรรคการเมือง”
แม้พี่เต้ จะอดเข้าสภา เพราะคะแนนไม่ถึง แต่ที่พรรคทางเลือกใหม่สามารถคว้า 1 ที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งก็คือหัวหน้าพรรค “ราเชน ตระกูลเวียง” เขาก็เชื่อว่า คะแนนนิยมในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากการซื้อเสียง แต่มาจากนโยบาย
“อย่าลืมว่าประชาชนที่เขาเลือกผม ผมไม่ได้จ้างเขา 500 1,000 2,000 คือเขาเลือกมาจากนโยบาย เขาอยากได้ไดโนเสาร์ เขาอยากไปดวงจันทร์ เขาอยากไปอวกาศ เขาอยากมีผัว 4 คน อยากรีแพร์ ใหญ่ยาว อยากมีลูกเพิ่ม
เขาฝากคะแนนไว้กับผม เพราะว่าประชาชนที่เลือกผมมา เขาไม่ได้แบบ 4 นาทีแล้วจบกันนะ เขาเลือกผมเสร็จปุ๊บ เขาตามนโยบายต่อ ทหารผ่านศึกเป็นต้น มันไม่เหมือนกับว่า เราไปจ้างเขา 2,000 มาเลือกเราปุ๊บ จบ หายกัน มันไม่ใช่อย่างนั้น”
อดีตนักเคลื่อนไหว อนาคตนายกฯ?
นโยบายที่พูดมาทั้งหมด เขายืนยันว่า ไม่ได้พูดแค่เอาเฮาเท่านั้น แต่ทำได้จริง ถ้ามีโอกาสในการเข้าไปทำ เพราะตัวเองก็มีประสบการณ์มาก่อน
เขาเล่าว่า ก่อนที่จะเข้าสู่บทบาทการเป็นนักการเมืองเต็มตัว เริ่มจากเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน ตั้งแต่ปี 2547 พอเรียนจบปุ๊บ ก็เคลื่อนไหวต่อต้านมหา’ลัยนอกระบบ แล้วก็มาเรียนรู้ด้านการเมือง และชอบการเมืองมาตลอด ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี
จากนั้นเคยลง สส. เมื่อปี 2550 แต่ตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์มากพอ จึงไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ หลังจากนั้นปี 2551-2554 ก็เข้ามาช่วยงานที่กระทรวงยุติธรรม สมัยที่ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
จากนั้นปี 2555 ก็เข้าไปเป็นกรรมาธิการ ตรวจสอบการทุจริต เรื่อง Toyota Prius แล้วก็เป็นคนทำเงินคืนภาษีได้ประมาณหมื่นกว่าล้านบาท
และยังได้เข้ามาเป็นส่วนนึง ในการทำคดี เรื่องทุจริตรับแป๊ะเจี๊ยะ แลกเข้าโรงเรียน จนถึงปี 2561 ก็เป็นนักการเมืองเต็มตัว
เคยได้รับเลือกเป็น สส. หนึ่งเดียวของพรรคไทยศรีวิไลย์ เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 จากนั้นได้ย้ายเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะมาร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ของพรรคทางเลือกใหม่ในการเลือกตั้งปี 2569
“ก่อนมาเล่นการเมือง เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เปิดบริษัทด้านการศึกษา ประมูลงานราชการ ผมสอนฟิสิกส์ เคมี แล้วก็คณิตศาสตร์
แล้วก็คุมทีมสอน สอวน. (มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา), มสวท. (มูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) เกี่ยวกับเรื่องคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์โอลิมปิก เป็นติวเตอร์มาก่อน
เป็นวิศวกร มีรับเหมาก่อสร้างด้วย ขายหนังสือภาษาไทยภาษาอังกฤษด้วย คือทำมาหลายอย่างมาก ก่อนมาเป็นนักการเมืองประมาณปี 2561 แล้วก็หยุดไป เพราะเป็นปุ๊บ ก็ห้ามยุ่งธุรกิจพวกนี้ พอสิ้นปี 2566 ปุ๊บ เลือกตั้งแพ้ ก็เข้าประชาธิปัตย์ต่อเลยครับผม”
ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ได้พูดเอาฮา แต่มีประสบการณ์ทุกอย่างแน่นอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อก่อน คนอาจจะยังไม่รู้ เพราะโซเชียลฯ อาจจะไม่ได้แรงเท่าทุกวันนี้
“เขาเรียกว่าครบถ้วน ตอนนั้นสื่อโซเชียลมันยังน้อยไง Facebook ยังไม่มี LINE ยังไม่มี ตอนนั้นก็มีทีวีอย่างเดียว กับหนังสือพิมพ์”
หลังจากขายนโยบายไป ตอนนี้เรียกได้ว่า ได้ใจเด็กรุ่นใหม่ เริ่มมีฐานแฟนคลับ เป็นเด็กรุ่นใหม่เยอะขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นเจน Z
“เจน Z ก็อายุประมาณ 16-29 ปี แล้วก็เจน Y บางส่วน แล้วก็เจนอัลฟ่า เจนเบต้า คือทุกนโยบายที่ผมทำมาทั้งหมด ผมให้ความสำคัญแต่ละช่วงอายุ แล้วก็ขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาประเทศระยะ 20 ปี 30 ปี 40 ปี 50 ปี เพราะผมต้องการให้ประเทศพัฒนา
แล้วก็ต้องการให้เด็กไทยเก่ง วางเป้าหมายว่า อีก 10 ปี เราจะเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลก กองทัพมือ 1 ของโลก อวกาศเบอร์ 1 ของโลก แต่ต่อให้ไม่ถึง เราก็ใกล้เคียง อันนี้คือจุดมุ่งหมายของผม”
ประชานิยมแบบเต้ “รีแพร์-ดึงหน้า-ขยายขนาด”
อีกนโยบาย ที่ก็ถูกพูดถึงอยู่ไม่น้อย คือนโยบาย จัดหาคู่ให้กับคนไทยที่ขาดคู่ โดยรัฐบาลรับจัดหาสามี หรือภรรยา ให้กับประชาชนที่ขาดคู่ครองที่เหมาะสม อาทิ ชาย-หญิง, ชาย-ชาย, หญิง-หญิง
ถ้าอยู่ด้วยกันไปแล้ว ไม่ถูกใจ รัฐบาลรับดำเนินการเปลี่ยนคู่ใหม่ให้ หรือถ้าคนไทยต้องการคู่ครองต่างชาติ ก็จะดำเนินการประสานนำเข้าให้ทุกชนชาติ
พร้อมกับส่งเสริมการมีบุตร เพราะมองว่า ปัจจุบันคนไทยเกิดน้อยลง จากเมื่อก่อนเกิดประมาณ 1.5 ล้านต่อปี แต่ตอนนี้เกิดอยู่ที่ราวๆ 460,000 คนต่อปี
“ผมจึงมีนโยบายปั๊มลูก ปีละล้านคนอย่างต่ำ แต่ก่อนปั๊มลูกผมให้วิดพื้นก่อน งงไหม ทำไมต้องให้วิดพื้นก่อน เพราะว่าให้ออกกำลังกายไง เพราะว่าเราเสียค่ารักษา ในส่วนของหลักประกัน ที่อยู่ในส่วนของราชการ สปสช. ประกันสังคม แล้วก็สวัสดิการ ประมาณ 3 แสน 5 หมื่นล้านต่อปี
และเราต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเองอีก ประมาณ 1.0 ล้านๆ ถ้าทุกคนออกกำลังกายทั่วประเทศ คนจะแข็งแรง จะเข้าโรงพยาบาลน้อยลง ผมก็เลยต้องให้วิดพื้นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ความจริงเป็นกุศโลบาย ที่ทำให้ทุกคนออกกำลังกาย
หลังจากนั้นเมื่อเราแข็งแรง เราก็หาคู่ให้ เพราะคนไม่ค่อยมีคู่ใช่ป่ะ ก็ตั้งกรมการหาคู่ให้ ภายใน 1 เดือน ต้องจัดหาคู่ให้คนไทยให้เสร็จ ทำสเป็กมา แล้วใช้ AI จับคู่กันให้ได้
คนไม่อยากมีลูก เพราะว่าไม่มีเงิน เราก็บอกว่า ให้คนละแสน หมายความว่า ถ้า 2 ขีดปุ๊บ ให้เดือนละ 10,000 แล้ว 9 เดือน ก็ 90,000 รวมเป็น 100,000 บาท ผมต้องการให้คนไทยมีลูก”
นโยบายนี้ ยังจะให้มีการแจ้งเตือนเวลาก่อนปั๊มลูก เหมือนกับสัญญาณเตือนแผ่นดินไหว หรือสึนามิเลยยังไงอย่างั้น ซึ่งที่พูดมานี้ เจ้าของนโยบายยืนยันอีกว่า เป็นหลักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ
“แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ปกติจะเตือนเรื่องแผ่นดินไหว เตือนสึนามิ นานๆ เตือนที มันเป็นพันล้าน มันไม่คุ้ม
ผมก็เลยให้เตือนวันละ 2 รอบ คือเดือนนึง เตือนให้กลับบ้าน เตือนให้ทำลูก 3 ทุ่มต้องทำลูก แล้วก็เตือนตอนตี 5 ด้วย นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง จะได้แข็งแรง”
และยังมีนโยบายที่ถูกใจหลายๆ คนอีกคือ ให้มีสามีได้ 4 คน เขามองว่า ก็ต้องการให้สิทธิเสรีภาพผู้หญิง และสอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ปัจจุบันผู้ชายทั้งนักการเมือง นายกฯ สส. ผู้นำในองค์กรต่างหลายองค์กร ต่างมีเมียหลายคน แต่จดทะเบียนเพียงคนเดียว
ในต่างประเทศอย่างภูฏาน ก็ให้ผู้หญิงมีสามีได้ 5 คน ดังนั้นจึงมองว่า ถ้าผู้หญิงมีศักยภาพก็สามารถมีสามีได้ 5 คนจะผิดตรงไหน อย่าอ้างจริยธรรม เพราะกฎหมายอะไรที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมมนุษย์ก็ต้องแก้ไข
“เรื่องผู้หญิงสามารถมีผัวได้ 4 คน คือต้องแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ประเด็นมันมีที่มาที่ไปของมันอยู่ตรงที่ว่า ปัจจุบันสังคมไทย สมัยก่อนผู้หญิงไม่ได้มีการศึกษา ก็จะถูกเป็นเบี้ยล่างผู้ชาย
ความจริงไม่ได้เลอะเทอะนะครับ เพราะว่าปัจจุบันสมัยก่อน สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันเนี่ย ผู้ชายมีเมียเยอะนะ ถ้าเป็นเจ้าขุนมูลนายรับรองโอ้โห.. เมียพระราชทาน เมียกลางเมือง เมียไพร่ เมียเชลย
ก็ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนี่ย คือเราเสียดินแดนให้กับอังกฤษแล้วก็ฝรั่งเศส ประมาณ 700,000 ตารางกิโลเมตร หลังจากนั้น เขาก็บีบให้เราแก้กฎหมายตราสามดวง ให้เป็นแบบทันสมัยมากขึ้น
แล้วก็มาแก้กฎหมายลักษณะผัวเมีย ก็ตอนนั้นในช่วงที่ยังไม่เปลี่ยนการปกครอง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เผอิญว่ารัชกาลที่ 7 มีเมียคนเดียว คือพระนางเจ้ารำไพพรรณี เขาก็เริ่มแก้ไขกฎหมายลักษณะผัวเมีย ตั้งแต่ 2473 มาสำเร็จ 2475
พอเปลี่ยนแปลงการปกครองปุ๊บ ก็เอากฎหมายนี้มาใช้ ทำให้เป็นผัวเดียวเมียเดียวมาตลอด แต่ ณ ปัจจุบัน ผู้ชายยังมีได้หลายคน ก็เหมือนนักการเมือง สส. สว. รัฐมนตรี ก็จะชี้แจงบัญชีทรัพย์สินแค่เมียคนเดียว อีกคนนึงก็อยู่กินฉันสามีภรรยา องค์กรอิสระก็เหมือนกัน
แต่ผู้หญิงเขารู้สึกว่า เขาอยากจะทำได้ บางคนเขาเก่ง เขาอยากทำได้ ไม่อยากอยู่ใต้อาณัติผู้ชาย เขาอยากดูแลผู้ชายได้เหมือนกัน ผมมองว่าสิทธิมันต้องเท่าเทียมกัน แล้วอีกอย่างคือสันดานมนุษย์ กับกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สันดานมนุษย์เกิดก่อน กฎหมายต้องออกให้ตรงตามกับพฤติกรรม
ภูฏาน มีผัวได้ 5 คน ทิเบตมีผัวได้ประมาณ 5 คน การมีผัวมีเมีย มันก็เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าผมอ่านกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแล้ว แม่งขัดหมดเลย”
และยังให้สิทธิผู้หญิงรีแพร์ฟรี และให้ยาบำรุงประจำเดือน กระตุ้นการมีบุตรเพิ่ม ให้อยู่ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับหญิง วัย 36-50 ปี ฟรี ส่วนผู้ชายก็เพิ่มขนาดน้องชายให้ใหญ่ขึ้น พร้อมกับฝังมุกให้ด้วย ถ้าใครต้องการ
“ทำไมผู้หญิงต้องรีแพร์ เพราะว่าบางคนมีลูกประมาณ 3 คน อยู่ด้วยกันมา 10 ปี เบื่อ ผู้ชายมันก็อยากมีเมียใหม่ อยากมีกิ๊ก มันก็เหมือนการได้เมียใหม่ มันก็ทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น
เมื่อครอบครัวมีความสุข มันมีเพศสัมพันธ์กัน ผู้ชายไม่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้หญิงไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก นี่ข้อดีของมันไง”
ฝังมุก มันขึ้นอยู่กับอรรถรส ฝังมุกผู้ชายไม่ได้มีความสุขหรอก ทำให้ผู้หญิงมีความสุข เพราะปกติผู้หญิงจะไม่ค่อยเสร็จ อันนี้คือหลักวิทยาศาสตร์เลยนะ
ถ้าผู้หญิงเสร็จ เขาจะนอนหลับได้ครบ 8 ชั่วโมง ถ้าไม่เสร็จจะค้าง ไม่ได้เรื่องลามกนะ เรื่องจริง วิจัยเลย ผมต้องการให้ประชาชนมีความสุข ตั้งแต่ก่อนนอน จนถึงนอนหลับ แล้วนึกถึงพี่เต้”
“ดึงหน้าฟรี” นี่ก็เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ที่สร้างความฮือฮาอยู่ไม่น้อย และยังผุดนโยบายเอาใจคนแก่ เพิ่มเบี้ยคนแก่ 3,000 บาท ดึงหน้าลดอายุ เพิ่มความสุข
“ทำให้คนไทยรู้สึกว่า ตื่นนอนก็มีความสุข หลังตื่นนอนมาก็มีความสุข พอเจอนโยบายต่างๆ ที่ให้กับคนทุกช่วง อย่างเช่นคนแก่ ผมก็ให้ 3,000 บาท ให้ดึงหน้าด้วยนะ ให้ดึงหน้าทุกช่วงอายุ
ผมเปิดวงเงินกู้ให้อีก ภาษีเข้ารัฐเท่าไหร่ แล้วถ้าทำของไทยด้วยโอ้โห.. สุดยอด รับรองว่าประเทศเรามหาอำนาจ รวย”
ซื้อนิวเคลียร์-จัดหนักสแกมเมอร์
ส่วนเรื่องข้อข้ดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เต้ก็ชูนโยบายความมั่นคงว่า แนะนำให้ซื้อนิวเคลียร์ ไปถล่มฐานทัพกัมพูชา เพิ่มกับเร่งเสริม เสริมศักยภาพกองทัพทั้งกำลังคน อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ
“เรื่องเขมร เดิมทีผมมีนโยบายในการเพิ่มกำลังทหาร ซื้อเรือบรรทุกเครื่องบิน ซื้อเครื่องบินรบเพิ่ม เพราะเครื่องบินรบเรามันเก่า กริพเพน มี 12 ลำ ตกไปลำนึง ซ่อม 4 ลำ เหลือ 7 ลำ ส่วน F-16 มี 36 ซ่อมครึ่งนึง ใช้เครื่องนึง ใช้มา 20 กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องซื้ออาวุธเพิ่ม
วิธีการจบ คือตอนนี้เราต้องเสริมศักยภาพกองทัพทั้งกำลังคน อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เราต้องซื้อกับประเทศมหาอำนาจ
แต่ถ้าเราจะต้องการเร็ว เราก็ซื้อนิวเคลียร์แบบหัวรบเล็ก รัศมีทำลายล้างประมาณ 400 เมตร πr² ก็คือสามารถจุดระเบิดด้วยตัวคนเดียว เอาหน่วยซีลคนนึง แล้วก็บุกไปที่ชั้นใน แล้วก็วางระเบิดตั้งเวลาได้เลย ก็สามารถทำลายฮุน เซน ตายได้เลย”
ส่วนนิวเคลียร์ที่ว่านั้น ก็ตกลูกประมาณ 100 ล้าน 10 ลูก ก็ 1,000 ล้าน ซึ่งมองว่าประหยัดงบประมาณกว่าเยอะ
“ประมาณ 100 ล้าน ตั้งเวลาได้ น้ำหนักประมาณหิ้วใส่เป้ประมาณ 22 กิโลกรัม แค่ 1,000 ล้าน ถูกกว่าเรือฟริเกต 2 เท่า เราเอาไว้ขู่ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องจัดการ นี่คือการทำลายศักยภาพกองทัพ
แล้วอีกอย่างคือ ถ้าปล่อยให้ฮุน เซน มันมี F-16 มี F-35 หรือ F-22 ขึ้นมา ชิบหายเลย รับรองมันบินมาถึงกรุงเทพฯ แล้วมันจะทิ้งระเบิดหมดเลย แล้วคนอย่างมันทำแน่ ผมเชื่อ เราก็ต้องกำจัดมัน ไม่กำจัดมัน มันก็เล่นเรา มีวิธีเดียว ต้องจัดการมัน”
ต้องออกหมายจับ “ฮุน เซน”ทันที เรื่องถึงจะจับ ทั้งเรื่องชายแดน และสแกมเมอร์ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าทำ นั่นก็หมายถึงว่า มีผลประโยชน์ร่วมกัน
“เราต้องออกหมายจับฮุน เซน เพราะตอนนี้คดีอยู่ที่กองปราบ ถ้ารัฐบาลจริงใจ ในการที่จะต้องการทำลายศักยภาพของกัมพูชา ต้องออกหมายจับฮุน มาเนต แล้วก็ฮุน เซน เพราะว่าเขาฆ่าคนไทย 15 คน แล้วก็ทหารประมาณ 17 คน ขาขาดน่าจะร่วม 20 บาดเจ็บ 200 กว่า อพยพ 200,000 กว่า เพราะฉะนั้นเขาเผาเราทั้งเป็นนะ
สแกมเมอร์ คนไทยถูกหลอกไปประมาณ 30,000 กว่าคน อยู่ที่กัมพูชา กลับมาไม่ได้ เพราะมันมีคดีค้างอยู่ มันโกงเราประมาณวันละ 400 ล้าน เพราะฉะนั้นเราออกหมายจับมัน แล้วเอาหน่วยซีล หน่วยที่เก่งที่สุดไปจับมันในประเทศเลย
พอจับเสร็จปุ๊บ ตอนที่ลงเครื่องบินมา ก็ให้ญาติพี่น้องมากระทืบคนละที แล้วไลฟ์สด รับรองประชาชนจะรักคุณอนุทินมากเลย
นอกจากว่า ถ้าอนุทินไม่ทำ แสดงว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า กับทางฝ่ายนั้น หรือลูกน้องอนุทิน ไปมีผลประโยชน์อะไรกับเขาหรือเปล่า ถ้าเป็นผมเนี่ย ผมจัดการเลย เพราะผมไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีคลิปด้วย ผมทำได้”
ซึ่งหน้า-ไม่ลับหลัง ที่มา “เต้ พระราม7”
“ก็เผอิญว่าผมเรียนเตรียมวิศวะตั้งแต่ปี 2540-2547 อยู่มา 7 ปี เวลามีเรื่องกัน จะนัดกันที่ใต้สะพานพระราม 7 ต่อยกัน แล้วคือจบที่นั่น เพราะถ้าต่อยในมหา‘ลัย เดี๋ยวโดนจับ เมื่อก่อนมีเรื่องชกต่อยกันหลายรอบ ผมไม่ชอบใครมาด่าลับหลัง ผมก็จะไปตาม มึงด่ากูใช่ไหม เอากันไหม(หัวเราะ) ฉายา 007 คือตอนเป็นนักการเมืองแล้ว คือมีข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชัน ของพวกข้าราชการ แล้วก็พวกนักการเมืองเยอะ พวกนี้เขาก็จะกลัว ขี้หดตดหายหมด ก็กลายเป็นฉายา ปกติถ้าผมหมั่นไส้ใคร ผมส่งคนตามเลย ตาม 24 ชั่วโมงนะ มึงไปไหน ไปเที่ยวหมอนวด ใครไปนอนบ้านไหน ผมรู้หมด จะเป็นองค์กรอิสระ เป็นนักการเมือง หรือเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ ผมตามได้หมด” |
สัมภาษณ์ : YouTube “พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


