xs
xsm
sm
md
lg

สับส้นสูงบนขาเหล็ก!! "อันอัน" ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด "ขับรถ-ยิงปืน-ประกวดนางงาม" [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดชีวิตสาวแกร่ง ผู้เคยป่วยหนักจนต้องถูกตัดขา สู่กระบอกเสียงเพื่อพี่น้องคนพิการ “ขับรถ-ยิงปืน-ประกวดนางงาม-ใส่ส้นสูง” ทลายข้อจำกัด “ไม่ว่าเราจะมีสภาพร่างกายแบบไหน ทุกคนสามารถทำตามความฝันได้”






*** “ขาเทียม” ก็ใส่ส้นสูงได้ ***

“ตอนได้ยินคำว่าคนพิการ เราก็รู้สึกว่ามันคืออุปสรรค หรือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเดิม แต่วันนี้รู้สึกว่ามันทำอะไรได้หลายอย่างมาก อย่างของอัน ตอนนี้ก็คือเป็นนักกีฬาคนพิการด้วย ก็คือมียิงปืนค่ะ

แล้วก็มีไปประกวดนางงาม คิดมาก่อนว่าพอเราเป็นคนพิการ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เราทำได้ เพราะต้องใส่ส้นสูง หรือว่าต้องสวย ต้องสูง

ตอนแรกก็คิดว่าส้นสูงก็ไม่น่าจะใส่ได้ แต่สุดท้ายก็สามารถปลดล็อกขีดจำกัดตรงนั้นได้ ด้วยการไปคุยกับนักกายอุปกรณ์ ความจริงแล้วมันสามารถปรับฝ่าเท้า คนพิการก็สามารถใส่ส้นสูงได้เหมือนกัน

หลายสิ่งหลายอย่าง เราคิดว่ามันคือขีดจำกัด แต่ถ้าได้ลองทำจริงๆ คนปกติกับคนพิการก็สามารถทำได้เหมือนกันค่ะ อยากเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนพิการทุกคน ไม่ว่าเราจะมีสภาพร่างกายแบบไหน ทุกคนสามารถทำตามความฝันได้ และสามารถปลดล็อกขีดจำกัดของตัวเองได้อยู่เสมอค่ะ”



หญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มสดใส ที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่นี้คือ “อันอัน-เมตตา กิตติสุวรรณ์” เธอคืออินฟลูเอนเซอร์เจ้าของแฟนเพจ "อันอันขาเหล็ก” ที่แชร์มุมมองในฐานะผู้ใส่ขาเทียม ออกไปผจญภัยในโลกกว้าง

จากอาการป่วยเฉียดตาย แม้รอดมาได้แต่ต้องเสียขาไป 1 ข้าง อันอันจึงตั้งใจใช้ทุกลมหายใจหลังจากนี้ให้ดีที่สุด พร้อมเปิดรับทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา และทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ให้ความพิการมาเป็นข้อจำกัดในการมีความสุข

เธอไปทุกที่ที่อยากไป และทำทุกกิจกรรมที่อยากลอง ทั้งการขับรถ ยิงปืน ประกวดนางงามหลายเวที ฯลฯ ไปจนถึงการใส่รองเท้าส้นสูงเดินสับๆ บนขาเหล็ก ที่กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลกโซเชียลฯ


[ สวยฉ่ำบนส้นสูง ]

“มันจะมีข้อจำกัดที่เรารู้สึกมาตลอด ก็คือคนพิการใส่ส้นสูงไม่ได้ เพราะเราเห็นต่างประเทศเขาใส่กันนะ แต่ส่วนใหญ่ที่ใส่ก็จะเป็นใต้เข่าค่ะ จะตัดใต้เข่าลงไปอีก เราก็ลองไปปรึกษาพี่นักกายอุปกรณ์ ก็เลยรู้ว่าใส่ได้ ถ้าเราปรับฝ่าเท้า โชคดีที่มีทีมกายอุปกรณ์ที่แนะนำ สุดท้ายเลยได้ฝ่าเท้าที่สำหรับใส่ส้นสูงมา

การทรงตัวมันยากกว่าปกติ พื้นรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแตะ เราจะรู้สึกมั่นคง แต่พอเป็นส้นสูง มันจะมีความไม่มั่นคง ตรงที่ว่ามีโอกาสล้มได้ตลอดเวลา เหมือนเขย่ง ฝึกอยู่สักพักนึงเหมือนกันค่ะ มีข้อเข่างอ ได้แผลมาบ้าง

ในเรื่องของส้นสูง สิ่งที่เราต้องทำก็คือปรึกษานักกายอุปกรณ์ค่ะ ถ้าเราใส่เลย อันตรายมากๆ เพราะว่าปกติฝ่าเท้าเราจะแบนๆ ซึ่งส้นสูงพอใส่แล้วเราจะต้องมีองศานิดนึง ต้องให้นักกายอุปกรณ์ปรับให้และดูแลแบบใกล้ชิด อย่างของอัน เวลาเปลี่ยนไม่ใช่แค่เปลี่ยนรองเท้า ต้องเปลี่ยนฝ่าเท้า คือหมุนเปลี่ยน เท่ากับเราต้องมีฝ่าเท้า 2 อันเลยค่ะ

หลายคนอาจจะเคยเห็นนักกีฬาวิ่ง ที่เขามีขาเทียมแล้วจะมีเหมือนเท้าจิงโจ้เป็นแท่งเหล็ก แบบนั้นก็เหมือนกันค่ะ ถ้าเราจะวิ่งเร็วก็ต้องมีฝ่าเท้าสำหรับวิ่ง ทุกอย่างสามารถทำได้ เพียงแต่ต้อง adapt ต้องปรึกษานักกายอุปกรณ์ค่ะ”


[ ลุยทุกที่กับ “น้องแบล็คกี้” ]

เธอยังเล่าถึงที่มาของขาเทียมที่ใส่ได้ฟังว่า ขาแรกเป็นขาที่ได้จากสิทธิคนพิการ ส่วนขาที่ 2 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ช่วยให้เธอมั่นใจใจการใช้ชีวิตและสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น

“ขานี้ชื่อ ‘น้องแบล็คกี้’ อากู๋ก็คือพี่ชายของแม่เป็นคนซื้อให้ ข้อดีก็คือน้องเขาเป็นสีดำ ส่วนตัวรู้สึกมันดูเหมือนหุ่นยนต์โรบอตดีค่ะ เวลาเราเดินแล้วมั่นใจขึ้น ความหนืดหรือว่าการงอ รู้สึกว่ามันสมูทขึ้น

ขาแรกอันจะยังติดไม้เท้าอยู่ ยังไม่กล้าปล่อย เพราะรู้สึกว่ามันจะมีความไม่มั่นคงนิดนึง เหมือนว่าถ้าองศามันไม่ได้ เข่าเราจะงอ แล้วเราก็จะล้ม มันก็ทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจ

เรื่องการแต่งตัว ที่ผ่านมาเราคิดมาตลอดว่า หลังจากเรากลายเป็นคนพิการแล้ว สิ่งที่ห้ามทำคือใส่ขาสั้น เพราะไม่สวยเลย แต่พอวันนี้เราปลดล็อกได้แล้ว ความจริงเราก็ยังสามารถสนุกกับการแต่งตัวได้เหมือนเดิม

ไม่จำเป็นจะต้องใส่แต่ขายาว จะต้องปกปิด ของอันมันเป็นเบ้าสูญญากาศ การที่เราเดินบางทีมันจะมีลมเข้า ต้องมีการปั๊มลม ซึ่งถ้าเราใส่ขายาวบางทีมันกดยาก ใส่ขาสั้นหรือกระโปรงสั้นมันจะสะดวกกว่าค่ะ”

*** ตัดขาแลกชีวิต ***

ย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อันอันในวัย 21 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอเป็นลูกคนที่ 3 ในบรรดาพี่ชายและน้องสาวทั้งหมด 4 คน

ชีวิตดำเนินไปอย่างสดใส แต่แล้ว... วันหนึ่งช่วงปิดเทอม หญิงสาวเกิดป่วยกะทันหันอย่างไม่ทราบสาเหตุ



“ปรากฏว่าวันนั้นเรารู้สึกปวดท้อง แล้วก็อาเจียนไม่หยุด ก็เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลค่ะ คุณหมอก็แจ้งให้เราแอดมิด แล้วตอนกลางคืนก็บอกว่า เราต้องเข้าไปนอนใน ICU เพราะว่าต้องดูอาการแบบใกล้ชิด

อยู่ใน ICU คืนนั้นทั้งคืนเรานอนไม่ค่อยหลับ รู้สึกกระสับกระส่าย เหมือนมันร้อนตลอดเวลา เช้าวันถัดมา คุณหมอบอกว่าเราต้องนอนอีกคืนนึงเพราะน้ำท่วมปอด เราถามญาติที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็บอกไม่น่ากลัว เดี๋ยวเขาฉีดยาให้เราขับปัสสาวะออกมา ก็กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ตอนนั้นก็เลยไม่ได้คิดอะไร

แต่คุณหมออีกท่านรู้จักกับที่บ้าน มาบอกว่าอยากให้ย้ายโรงพยาบาล ที่นี่อาจจะช่วยเราไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจที่จะย้าย แต่ไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรตอนนั้น พอไปถึงโรงพยาบาลใหม่ เราหมดลมหายใจ เหมือนหัวใจวายค่ะ แล้วเราก็ดับไปเลย

คุณหมอก็ประชุมกันว่าจะช่วยเรายังไงดี เพราะยังไม่รู้สาเหตุว่าเราเป็นอะไร ก็เลยตัดสินใจว่าจะต้องใช้ เครื่องเอคโม่ (ECMO) มาพยุงชีพเราไว้ก่อน เขาทำงานแทนปอดกับหัวใจ ให้ปอดกับหัวใจของอันได้พัก

พอหลังจากที่ใส่เครื่องไป คุณหมอก็แจ้งว่ามันอาจจะมีผลข้างเคียงคือ ไม่ขึ้นข้างบนก็ลงข้างล่าง ขึ้นข้างบนก็คือเราอาจจะนอนไปยาวๆ เป็นเจ้าหญิงนิทรา หรือว่าลงข้างล่าง คุณหมอก็ไม่ได้อธิบายค่ะวันนั้น”


[ ช่วงชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ]

จากอาการปวดท้องที่นึกว่าอาหารเป็นพิษ แต่ผลการวินิจฉัยออกมารุนแรงกว่าที่คิด เพราะเจอเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต นั่นจึงทำให้เธอทรุดหนักยิ่งกว่าเดิม

“วันถัดมาเราก็ยังไม่ตื่นค่ะ คุณหมอกับพยาบาลก็พยายามมาเรียก เราก็ยังไม่ฟื้น ก็เลยให้แม่มาเรียก แล้วบอกแม่ว่า ต้องมาปลุกเราให้ตื่น แต่ห้ามให้เราร้องไห้ เพราะว่าเครื่องเอคโม่ต้องเสียบที่เส้นเลือดเรา ซึ่งเส้นเลือดของอันเล็กมากๆ คุณหมอก็แจ้งว่าถ้าเราร้องไห้ กลัวจะทำให้เส้นเลือดแตก ไม่งั้นจะต่อต้านเครื่องค่ะ คุณหมอก็จะช่วยอะไรไม่ได้

แม่ก็เข้ามาในห้องแล้วตะโกนว่า ‘น้องอัน ตื่น’ ด้วยเสียงที่เหมือนปลุกเราไปโรงเรียนทุกวัน เราก็เลยตื่นขึ้นมา พอหลังจากนั้น คุณหมอก็รู้สึกว่าร่างกายเรามันยังไม่ดีขึ้นสักที เหมือนเรายังไม่ได้ตอบสนองต่อเครื่องขนาดนั้น มาเจอว่าลิ่มเลือดน่าจะอุดตันที่ขา

ไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ ตอนแรกอาการเหมือนคนอาหารเป็นพิษ ที่อันเป็นหนักเพราะว่า 1. พักผ่อนไม่เพียงพอ 2. เราเป็นเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต แต่เราไม่รู้ เนื้องอกตัวนี้จะหลั่งฮอร์โมนมากกว่าปกติ ก็เลยทำให้เราเหมือนช็อกและหัวใจวายค่ะ อยู่โรงพยาบาลรวมแล้วประมาณ 40 กว่าวันค่ะ

พอเจอว่าลิ่มเลือดอุดตัน เป็นช่วงเวลาที่หนักที่สุดของครอบครัวค่ะ คุณหมอแจ้งว่าถ้ายังเก็บเอาไว้ ยังไงเราก็จะต้องไป เพราะเลือดเสียก็จะเข้าสู่หัวใจ ก็เลยต้องเลือกว่าจะให้ตัดขามั้ย ตอนนั้นเป็นหนทางเดียวเลยค่ะ แล้วก็ไม่การันตีด้วยว่าตัดแล้วเราจะกลับมาได้จริงๆ”



แม้ทีมแพทย์จะพยายามทุกการรักษา แต่หนทางเดียวที่จะยื้อชีวิตหญิงสาวได้ มีแต่จะต้องตัดขาออกไปเท่านั้น

“ที่บ้านเป็น 2 เสียงค่ะ แม่ก็กลัวว่าเราจะรับไม่ได้ ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าไม่มีขา งั้นปล่อยเราไปแบบนี้เลยดีกว่า ไม่อยากไปทรมาน มันก็มีหลายเหตุผล แต่ฝั่งพี่ชาย น้องสาว แล้วก็พ่อ ก็ไม่ยอม เราเพิ่งอายุ 21 เอง เรายังสู้อยู่เลย ทำไมถึงจะปล่อยเราไป เสียงข้างมากชนะ ก็เลยตัดสินใจที่จะตัดขาค่ะ

ถือว่าตัดค่อนข้างที่จะสูงเหมือนกัน เหนือเข่าประมาณต้นขา หม่าม้าก็เลยไปคิดอยู่นานว่าจะพูดกับเรายังไงดี เพราะโจทก์ก็คือเหมือนเดิม ต้องห้ามเราร้องไห้ ก็เลยตัดสินใจเอาเรื่องบุญ-บาปมาพูด

ก็บอกว่า ‘น้องอันอยากอยู่กับหม่าม้ามั้ย ถ้าอยากอยู่ด้วยกัน ก็ต้องมีอะไรเสียไปสักอย่างนึงนะ เพราะเจ้ากรรมนายเวร เขาโกรธน้องอันมากเลย ถ้าเขาเอาตาไป น้องอันก็จะมองไม่เห็น


[ วันแรกกับขาใหม่ ]


ถ้าเขาเอาหูไป น้องอันก็จะไม่ได้ยิน ถ้าเขาเอาแขนไป น้องอันก็จะเขียนหนังสือไม่ได้ แต่เขาเลือกแล้วนะ เขาเอาขาน้องอันไป อย่าร้องไห้นะ’ อันนี้คือคำที่แม่พูด วันนั้นที่บอกเราค่ะ

ตัวหนูตอบแม่กลับไปแค่ ‘เยี่ยม’ ยกนิ้วบอกว่าเยี่ยม ไม่ร้องไห้ ซึ่งพ่อกับแม่แล้วก็คนรอบข้างเตียง ตกใจว่าทำไมถึงยอมรับได้ ทำไมถึงไม่ร้องไห้ เราก็เลยเพิ่งมาเล่าว่า เราไม่ร้องไห้เพราะนึกว่าขามันต่อได้ คิดว่าหมอแค่ตัดไปพัก ตอนเอากลับมาเย็บ ก็คงจะเป็นแผลเป็นใหญ่ๆ เดี๋ยวเราค่อยไปหัดเดิน ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องใส่ขาเทียม

วันที่รู้ความจริง พ่อเดินมาบอกข้างเตียงว่า ‘น้องอันไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดี๋ยวป๊าจะหาขาเทียมที่ดีที่สุดให้’ เราก็งง ก็เลยเสิร์ชอินเตอร์เน็ต ครั้งแรกที่เห็นขาเทียมคือเราร้องไห้เลย เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าไม่สวย ดูเป็นขาน่ากลัว

รู้สึกว่าต่อไปนี้ชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนไปแน่เลย พอเรากลับมาจริงๆ ไม่เคยรู้สึกโทษคนที่บ้านเลย เราก็ดีใจที่ได้กลับมาหายใจ ดีใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตค่ะ ไม่งั้นคงเสียดายมากๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรหลายอย่างเลยค่ะ”

*** ไล่ตามความฝัน “ประกวดนางงาม - นักกีฬายิงปืน” ***

เมื่อเด็กสาวที่มีความฝันอันยาวไกล ต้องมาเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต กลายเป็นว่าทุกอย่างที่ฝันไว้ กลับพังทลายลงเหมือนปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด

ยิ่งช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ใส่ขาเทียม เธอต้องต่อสู้ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก



“ด้วยความที่เกิดที่ขอนแก่น มหา’ลัยก็ยังเรียนที่ขอนแก่น ก็เลยคิดว่าตอนทำงานอยากไปกรุงเทพฯ อยากไปหาประสบการณ์ หรือว่าไปเรียนต่างประเทศ เพราะเราอยู่แต่กับ Comfort Zone ตลอด ตอนแรกก็อยากชาเลนจ์ตัวเอง ด้วยการออกไปเจอสังคมใหม่ๆ บ้าง แต่หลังจากเรากลายเป็นคนพิการ มันก็เปลี่ยนไปหมดจริงๆ

ความรู้สึกนอยด์คือ การที่เราจะต้องกลับไปอยู่ในที่ที่เราเคยไปในฐานะคนปกติ ของอันก็คือต้องกลับไปเรียนปี 4 กับเพื่อน อันแจ้งลงในช่องทางส่วนตัว ว่าเรากลับมาแล้วนะ แต่ว่าผลข้างเคียงของการรักษาคือเราถูกตัดขา ที่แจ้งเพราะไม่อยากให้ทุกคนทำหน้าช็อกหรือตกใจ อยากให้ทุกคนรู้ก่อน

ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติตัวกับเราน่ารัก ไม่ได้มีใครที่ทำให้เรารู้สึกแย่ แต่เราจะนอยด์กับตัวเองว่า 1. รู้สึกว่าเราไม่สวยเลย กับ 2. รู้สึกว่าเราเป็นภาระ ต้องขอความช่วยเหลือ สิ่งที่เราจะต้องทำส่วนใหญ่ก็คือการรอ เพราะว่าวีลแชร์ของอันต้องมีคนเข็น หม่าม้าก็ไม่อยากให้นั่งแบบปั่นเอง เพราะกลัวว่าเราจะติดวีลแชร์

อีกอย่าง ด้วยความที่เรายังเป็นเด็ก แล้วเรานั่งวีลแชร์ คนก็จะค่อนข้างสนใจว่า อุ๊ย… เขาเป็นอะไร แล้วเวลาคนมอง เราก็จะรู้สึกว่าเราเป็นตัวประหลาด ก็จะรู้สึกแย่นิดๆ ก็เลยกลับไปคุยกับแม่ว่าไม่ชอบสายตาจากคนอื่นเลย

แม่ก็ให้คำแนะนำมาว่า แทนที่เราจะรู้สึกแย่กับเขา เราลองยิ้มตอบเขากลับดูสิ บางทีเขาอาจจะแค่สงสัย หรือว่าอยากให้กำลังใจแต่ไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งมันก็ทำไม่ง่าย แต่พอวันนึงที่เรายิ้มตอบเขากลับไป ฝั่งเขาก็ยิ้มตอบกลับมา เราก็รู้สึกว่า มันก็ไม่ได้มีแต่ความหมายแย่อย่างเดียว”


[ บัณฑิตคนเก่งจากรั้วมอดินแดง ]

แม้ผู้คนรอบข้างพร้อมที่จะช่วยเหลือ แต่สำหรับอันอันไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เธอจึงพยายามทำให้ตัวเองแข็งแรง และพร้อมที่จะก้าวเดินด้วยกำลังของตัวเอง

“การใช้ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปหมดเลย บ้านอันมีแต่บันได เราอยู่ชั้น 2 เวลาจะขึ้นบ้าน พี่ชายจะต้องอุ้มขึ้นบ้านค่ะ เพราะว่าตอนนั้นเรายังไม่ได้ใส่ขาเทียม แล้ววันนึงพี่ไม่อยู่บ้านทั้ง 2 คน ปะป๊าต้องอุ้มเราขึ้นบ้าน

พอไปถึงบนบ้าน ป๊าดูเหนื่อยมาก หน้าแดง เขาไม่บ่นเลย แต่เรารู้สึกสะอึกกับตัวเองว่า ถ้าเรายังช่วยเหลือตัวเองได้ เราก็ควรจะพยายามมากกว่านี้ ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้เราพยายามที่จะใส่ขาเทียม พยายามที่จะหัดเดิน

สิ่งแรกที่ไม่เคยคิดว่าจะทำคือออกกำลังกายค่ะ ตัวเราตอนเป็นคนปกติ ก็ไม่คิดว่าจะออกกำลังกายเหมือนกัน ด้วยความที่รู้สึกว่าเราแข็งแรงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายก็ได้

แต่พอมาเป็นคนพิการแล้ว หลังจากเรามาใส่ขาเทียม แรกๆ อันจะเดินตัวเอียง ตัวมันจะเอียงๆ เบี้ยวๆ ก็เลยตัดสินใจไปออกกำลังกาย แล้วมันก็ดีขึ้นค่ะ เพราะว่ากล้ามเนื้อมันได้ใช้งานมากขึ้น แข็งแรงขึ้น

ของอันมีพี่เทรนเนอร์ ด้วยความที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย ก็จะทำท่าไม่ค่อยเป็น หรือว่าบางท่าเราก็ทำไม่ได้ ข้อเข่าไม่ใช่เข่าคนปกติ ไม่มีแรงหนืดหรือล็อกได้เหมือนเข่าคน เราก็จะต้อง adapt ท่าหรือทำท่าที่ขาเราพอไหวค่ะ”


มงลงจากเวที “Miss Thailand Friendly Design”

เมื่อความมั่นใจเริ่มกลับมา ความท้าทายก็ผลักให้เธอกล้าที่จะลองทำสิ่งต่างๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการ “ประกวดนางงาม” ซึ่งสาวสวยคนนี้ผ่านมาแล้วถึง 3 เวทีด้วยกัน

“ก่อนหน้านั้นเราชอบทำกิจกรรม แล้วอันก็เคยเป็นดาวของสาขาการตลาด เราชอบเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว ไม่เคยมีความคิดที่จะไปประกวดนางงาม แต่เพื่อนคุณแม่โทร.มาชวนให้ลองไปประกวดเวที Miss Thailand Friendly Design เป็นเวทีที่ให้นางงามเป็นทูตอารยสถาปัตย์ คือแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ

เราก็รู้สึกว่าจะไปสู้ได้เหรอ เราเป็นคนพิการ เขาเลยบอกว่าเวทีนี้เปิดกว้างมากๆ ไม่ว่าเราจะเป็นคนปกติหรือคนพิการ ก็สามารถประกวดร่วมกันได้หมด ปีนั้นมีคนประกวดอยู่ประมาณ 20 กว่าคน มีคนพิการ 2 คนค่ะ

ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 2 มาค่ะ เราทำหน้าที่เป็นทูตอารยสถาปัตย์ด้วย แนะนำสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ หรือว่าสถานที่สถานที่ท่องเที่ยวที่ Friendly Design ตอบโจทย์ทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย

เวทีที่ 2 คือ Miss Wheelchair Thailand จะเป็นสาวๆ ที่นั่งวีลแชร์ทุกคน เวทีนี้ทำให้อันรู้สึกว่าได้ประสบการณ์เพิ่ม เราได้ฟังเรื่องราวของแต่ละคน ว่ากว่าจะมาเป็นเขาในวันนี้มันไม่ง่าย ทุกคนก็ต่อสู้กว่าจะกลับมาอยู่ตรงนี้ได้

เวทีที่ 3 ของอันก็คือ Miss Chinese Global Thailand จะเป็นสาวหมวย เพื่อเป็นทูตวัฒนธรรมจีน เรารู้สึกว่าเราก็เป็นสาวหมวยเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจลองประกวดดูค่ะ เวทีนี้มีอันเป็นคนพิการคนเดียว แต่สิ่งที่ได้จากเวทีนี้คือได้เพื่อนๆ ที่น่ารักมากๆ ถึงจะเป็นคนปกติ แต่เขาเข้าใจในความพิการ แล้วก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ค่ะ”


สเตปต่อไป “นักกีฬายิงปืน”

และอีกกิจกรรมที่เธอกำลังหลงใหลไปกับมัน นั่นก็คือการ “ยิงปืน” และมีความฝันถัดไป คือการเป็นส่วนหนึ่งของนักกีฬาทีมชาติ ทั้งหมดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังมีความฝันใหม่ให้ทำต่อได้

“ตอนแรกไม่คิดว่าเราจะอยากเป็นนักกีฬาเหมือนกันค่ะ แต่ตอนที่เป็นนางงาม เราต้องไปงาน Thailand Friendly Design เขาจะมีการเอาสิ่งอำนวยความสะดวก หรือว่าสถานที่ท่องเที่ยวมาจัดไว้ในงาน โชว์นวัตกรรมสุขภาพ อะไรอย่างนี้

แล้วเราก็ได้เจอบูธสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย มีหลากหลายกีฬาให้เราลองเล่น ก็เลยถามพี่เขาว่า กีฬาคนพิการมีกีฬาอะไรบ้าง เขาก็แนะนำมาหลายอย่าง พอพูดเรื่องยิงปืน เราก็รู้สึกว่าเท่จัง ก็เลยตัดสินใจที่จะไปฝึกดูค่ะ

ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นติดทีมชาติ แล้วก็ต้องฝึกอีกเยอะค่ะ พยายามต่อไปให้ดีที่สุด อันเชื่อว่ามันคงไม่ได้สำเร็จภายในเวลาไม่กี่วัน ที่ต้องพัฒนาคือร่างกาย แล้วก็ความนิ่งด้วย ปืนมันต้องอยู่กับลมหายใจ อยู่กับหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่ยกขึ้นแล้วยิงได้เลย เป็นอีก 1 แพชชั่น 1 ชาเลนจ์ ที่อยากจะไปให้ถึงค่ะ”

*** “ทูตอารยสถาปัตย์” กระบอกเสียงเพื่อทุกคน ***

หลังจากผ่านการประกวดจากเวที “Miss Thailand Friendly Design” จนคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 อีกหน้าที่สำคัญคือตำแหน่ง “ทูตอารยสถาปัตย์” ที่มีหน้าที่ช่วยรณรงค์ ส่งเสริม ให้อาคาร สถานที่ แหล่งท่องเที่ยว ศาสนสถาน และระบบขนส่งมวลชนต่างๆ มีอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) หรือการออกแบบเพื่อทุกคน

“เราก็เป็นทูตอารยสถาปัตย์ด้วยค่ะ ก็คือเป็นทูตเลย ไม่ได้เป็นนางงาม เพื่อเป็นอีก 1 กระบอกเสียง เป็นอีก 1 ทีมงานของ คุณกฤษนะ ละไล เพื่อแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยโปรโมทให้คนเข้าใจว่า Friendly Design คืออะไร

ถ้ามี มันสะดวกต่อคนอื่นๆ ยังไง อาจจะไม่ใช่แค่ผู้พิการหรือมนุษย์ล้ออย่างเดียว รวมไปถึงบุคคลป่วยพักฟื้น ใส่เฝือก ตัวเด็กเองก็ต้องมีรถเข็น หรือว่าผู้สูงวัย ก็สามารถที่จะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ได้ทั้งหมดค่ะ

อย่างของอันก็มีไปลงพื้นที่ ที่ จ.เชียงราย ไปดูสิ่งอำนวยความสะดวกของถ้ำขุนน้ำนางนอน เราไม่คิดมาก่อนว่าวีลแชร์ก็สามารถเข้าได้ ไม่ได้ลงไปถึงข้างล่างนะคะ แต่ว่าเราได้ไปเห็นถ้ำ ก็รู้สึกว่ามันก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย สามารถที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น

รู้สึกว่าทุกวันนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกของคนพิการมันดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม การที่เราเป็นอีก 1 กระบอกเสียง ก็ช่วยผลักดันให้ทุกอย่างมันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วก็ไม่หยุดนิ่งค่ะ”


[ ทำหน้าที่ “ทูตอารยสถาปัตย์” ณ ถ้ำหลวง ]

เมื่อให้สะท้อนถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ของผู้พิการในบ้านเรา จากประสบการณ์ที่เจอมา ทูตอารยสถาปัตย์คนนี้บอกว่า ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของผู้พิการสะดวกขึ้น และไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ด้วยความที่ปกติอันอยู่ขอนแก่น เราจะใช้รถของตัวเอง ก็จะไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่เราลงกรุงเทพฯ อย่างล่าสุดก็คือไปใช้รถไฟฟ้า วันนั้นคือเดินไกล เราก็เลยขออนุญาตขอวีลแชร์ พี่เขาดูแลดีมาก เขาไปส่งจนขึ้นรถไฟ

ตอนแรกก็คิดว่าเขาส่งถึงนี่ก็จบแล้ว เขาถามเราว่าจะไปลงสถานีไหน พอไปถึง มีเจ้าหน้าที่คนถัดไป ยืนรอตรงจุดที่เราอยู่ เราก็เลยงงว่าพี่เขารู้ได้ยังไง เขาบอกว่าเขาวอคุยกัน ว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้

ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่ดี ตัวคนพิการเองก็ไม่กลัว เวลาที่ต้องเดินทางไปไหนคนเดียว รู้สึกว่าเราปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าเราไปที่ไหนก็ตาม อย่างน้อยมีคนที่รู้ว่าคนนี้เขามีข้อบกพร่องนะ หรือเขาต้องการความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้

อย่างขอนแก่น อันไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอุปสรรคมาก เพราะรู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวก อย่างรถเมล์เอง เขาก็มีเป็นเหมือนทางลาดสำหรับผู้พิการหย่อนมาให้ ก็รู้สึกว่าดีที่มีคนเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ไม่ได้เป็นการทิ้งใครไว้ข้างหลังค่ะ

สิ่งที่คนพิการต้องไม่ลืม ก็คือไปทำบัตรคนพิการค่ะ อันรู้สึกว่าสิทธิมันค่อนข้างที่จะดี ไม่ได้แปลว่าดีที่สุด แต่อันเชื่อว่ามันดีกว่าไม่มี อย่างเช่น สิทธิการรักษาทุกโรงพยาบาลรัฐ คนพิการถ้ามีบัตร เราสามารถไปได้ทุกโรงพยาบาลรัฐ

หรืออย่างกายอุปกรณ์ ถ้าเรามีบัตรคนพิการ เราก็สามารถไปขอขาเทียม ขอวีลแชร์ เจ้าหน้าที่จะประเมินตามลักษณะความพิการของเรา ว่าจำเป็นกับสิ่งเหล่านั้นมั้ย ตัวกายอุปกรณ์เอง ก็พัฒนาให้มันเป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น สามารถออกไปใช้ชีวิตหรือทำ activity ได้มากขึ้น”


[ “กฤษนะ ละไล” ผู้มอบชื่อ “อันอันขาเหล็ก” ]

สำหรับบทบาทการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ การเป็นกระบอกเสียง ขับเคลื่อนช่วยเหลือคนพิการ ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว นอกจากจะเป็นการแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง อันอันยังได้รับมุมมองดีๆ จากผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกด้วย

“ชื่อ ‘อันอันขาเหล็ก’ มาจากเจ้าของเวทีประกวด Miss Thailand Friendly Design คุณกฤษนะ ละไล เป็นคนตั้งว่า ‘สาวขาเหล็กจากขอนแก่น’ เรารู้สึกว่าคำว่าขาเหล็กเท่จังเลย ก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อตัวเอง เป็นอันอันขาเหล็กค่ะ

ที่ทำช่อง ‘อันอันขาเหล็ก’ ขึ้นมา นอกจากจะแชร์มุมมองของคนพิการ ว่าสามารถใช้ชีวิตได้เป็นคนปกติ อยู่ร่วมกับคนปกติได้ อีกมุมมองก็คือแชร์ในฐานะของคนที่ใช้กายอุปกรณ์จริง เพราะอันอยากเป็นพื้นที่กลาง ให้ใครก็ตามที่อาจจะเพิ่งเกิดอุบัติเหตุหรือว่าเกิดอะไรมา เขามาดูช่องเราแล้วได้ความรู้ ได้มุมมองว่าเขาจะทำยังไงกับชีวิตต่อ



ล่าสุด อันไปเจอพี่ท่านนึงมา เขาก็มาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องตัดขาเหมือนกัน แล้วก็ตัดขาข้างเดียวกัน ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป เขามาดูช่องหนูตั้งแต่ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วเอาสิ่งที่เราทำไปปรับใช้กับตัวเอง

ทุกวันนี้คือ 1. เขาสามารถขับรถได้เอง 2. เขาสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวคนเดียว แล้วเขาก็ไม่หุ้มขาเทียมเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่ามันดูแลง่ายแล้วก็เท่ เราก็ดีใจที่ได้เป็นอีก 1 เสียง หรือว่าเป็นอีก 1 กำลังใจเล็กๆ ให้ใครก็ตามที่กำลังคิดว่าจะผ่านมันไปได้หรือเปล่า อยากบอกเขาว่า เขาจะผ่านไปได้

การที่มาทำอินฟลูฯ รู้สึกว่าเปลี่ยนไปอย่างแรกเลย ก็คือเราเห็นมุมมองชีวิตของคนอื่นเพิ่มขึ้น หมายถึงว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นอินฟลู เราคงไม่มีโอกาสได้คุยกับหลากหลายคน หลากหลายวงการ

รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่พัฒนาเราไปในตัว และทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นค่ะ คิดว่าจะทำให้ดีที่สุด ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผลมันจะออกมาเป็นแบบไหน แต่เราแค่เป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด คิดว่าน่าจะโอเคแล้วค่ะ”

*** มากกว่ากำลังใจ คือความเข้าใจ ***

สำหรับบทบาทหน้าที่ในตอนนี้ของอันอัน นอกจากจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์และทูตอารยสถาปัตย์แล้ว เธอยังใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ช่วยพ่อแม่ดูแลและพัฒนาธุรกิจของครอบครัวอีกด้วย

“ตอนนี้ก็ทำธุรกิจช่วยที่บ้านค่ะ ทำเกี่ยวกับสื่อโฆษณาและป้ายบิลบอร์ด แล้วก็มีสถานที่จัดอบรมสัมมนาชื่อ Focus Arena อยู่ที่ขอนแก่นค่ะ เรียกได้ว่ามารับช่วงต่อ ช่วยดูแลเพิ่มเติมจากพ่อกับแม่ค่ะ

สิ่งที่เราประทับใจที่สุดการที่เรากลับมาช่วย ก็คือแต่ก่อนครอบครัวอันจะใช้บัญชีแบบ Excel อย่างเดียว เรารู้สึกว่ามันต้องบันทึกหลายแบบมาก ก็อยากให้มันมีลงที่เดียว แล้วมันไปได้หลายๆ อย่าง ไม่ต้องไปคอยแยกเหมือนแม่

ตอนที่ไปเรียนมาเราก็ชอบบัญชี พอกลับมาทำงานเต็มตัว สิ่งที่เราเปลี่ยนก็คือ เปลี่ยนจากรูปแบบการลงบัญชีที่เป็น Excel ล้วน มาเป็นแบบออนไลน์ค่ะ ทำให้ประหยัดเวลา แล้วก็ประหยัดคนด้วย เลยรู้สึกว่าเป็นอีก 1 สิ่งที่รู้สึกดีใจที่ได้ทำ”


[ “ครอบครัวกิตติสุวรรณ์” กำลังใจของอันอัน ]

แต่กว่าที่เธอจะลุกขึ้นมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบทเรียนชีวิตที่ผ่านเข้ามา หนักหนาสาหัสเหลือเกิน สิ่งสำคัญก็คือ ขุมกำลังใจอันยิ่งใหญ่จากครอบครัว พาให้ก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ มาได้นั่นเอง

“ของอันที่ยังหลุดมาไม่ได้ตอนนั้น จะคิดกับตัวเองอยู่ตลอดว่า ‘ทำไมต้องเป็นเรา’ ไม่มีวิธีการรักษาแบบอื่นแล้วเหรอ ช่วงแรกๆ เราหมกมุ่นหรือรู้สึกแย่กับมันตลอด แต่สุดท้าย อันก็ไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามนี้ได้

ในเมื่อเราเป็นเราในวันนี้ เราจะทำยังไงให้เป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เพราะถ้าเรามองแต่อดีต ปัจจุบันเราก็จะไม่มอง แล้วเราจะไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้ยังไง ก็เลยทำให้เราหลุดออกมา คือเปลี่ยน mindset ก่อนเลยค่ะ



อันจะแค่รู้สึกว่าไม่สวยกับนอยด์ ไม่อยากให้คนมอง แต่ไม่เคยรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ เพราะว่าการที่เราได้กลับมาหายใจ มันเป็นของขวัญ เป็นรางวัลมากๆ ที่เราได้มีโอกาสกลับมา

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยู่มาได้ ก็คือกำลังใจ แล้วก็การซัพพอร์ตจากครอบครัว ในฐานะที่เราเป็นคนปกติแล้วเป็นคนพิการ สิ่งที่เราต้องการนอกจากแค่กำลังใจ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราไม่เหมือนเดิมแบบนี้ แล้วเขาควรรีแอคกับเราแบบไหน หรือให้กำลังใจกันแบบไหน พูดแบบไหน

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ที่ครอบครัวซัพพอร์ตเยอะมากๆ ในหลายๆ เรื่อง ครอบครัวไม่ใช่แค่ป่ะป๊า หม่าม้า หรือว่าเฮีย น้องนะคะ ทั้งตระกูลเลย อาอี๊ อาเจ็ก ทุกคนน่ารักกับเรามากๆ ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวภาระ พอเราเป็นคนพิการ แปลว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว คอยเชียร์อัปเราอยู่ตลอด”



สาวน้อยหัวใจแกร่งคนนี้ ก็ขอเป็นอีกกำลังใจ ให้กับใครก็ตามที่กำลังต่อสู้อยู่ แม้วันนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่เชื่อว่าสักวัน ความตั้งใจต้องผลิดอกออกผลอย่างแน่นอน

“ในเรื่องของความไม่แน่นอน อยากจะบอกว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่า วันพรุ่งนี้เราจะยังได้หายใจอยู่หรือเปล่า อย่างของอันไม่คิดเลยว่าอยู่ดีๆ ตื่นขึ้นมา แล้วเราจะกลายเป็นคนไม่มีขา ก็เลยอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด กับชีวิตที่เหลืออยู่ของเราค่ะ เราไม่มีทางรู้เลย ว่าเราจะมีโอกาสใช้ชีวิตไปได้อีกนานแค่ไหน ก็เต็มที่กับทุกวันค่ะ

ฝากถึงทุกๆ คนที่กำลังท้อนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคนปกติหรือคนพิการ ชีวิตเราไม่มีวันที่ดีทุกวันค่ะ บางวันเรารู้สึกว่ามันเหนื่อยหรือท้อ ก็แค่ไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาเริ่มใหม่ค่ะ อันเชื่อว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ค่ะ สู้ๆ ไปด้วยกันนะคะ”





จะมีแฟนทั้งที ถ้าไม่ดี ไม่มีดีกว่า

“หลายคนชอบถามว่ามีแฟนหรือเปล่า ไม่มีเลยค่ะ แล้วก็ในมุมมองความรัก ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีนะคะ แต่รู้สึกว่าถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่มีดีกว่า แต่สิ่งนึงที่มันเกิดขึ้นคือ พอเรามีความสุขกับตัวเองได้แล้ว สิ่งนี้มันก็คือดรอปลงไป

ตอนแรกๆ นอยด์มากเลยค่ะ ตั้งแต่ตัดขารู้สึกว่าฉันจะต้องไม่มีแฟนแน่เลย มันน่าจะเป็นอุปสรรคในชีวิต เพราะรู้สึกว่าคนที่จะต้องเข้ามาอยู่ตรงนี้จริงๆ เขาต้องยอมรับเราได้ในทุกรูปแบบ ต้องเข้าใจข้อจำกัดของร่างกายเราค่ะ

ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ใช่ข้อจำกัดขนาดนั้น เพราะอย่างรุ่นน้อง หลังจากเขากลายเป็นคนพิการ เขาก็ยังมีแฟนปกติ มีคนเข้ามาจีบ เลยรู้สึกว่ามันอยู่ที่จังหวะชีวิตของแต่ละคนด้วยมั้ย ถึงเขาจะเป็นคนพิการก็ตาม ถ้าเขามีเนื้อคู่ เขาก็คงเจอ อะไรประมาณนี้ค่ะ”







ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)




@livestyle.official ...“ในเมื่อเราเป็นเราในวันนี้ จะทำยังไงให้เป็นเรา ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” @aunaunfinn... . ลืมตามาอีกที ชีวิตพลิกผันไปหมด ป่วยหนักจนต้องถูกตัดขา สู้กับใจ จนได้กลายเป็น "กระบอกเสียง" เพื่อคนพิการ ทลายทุกข้อจำกัด หลุดออกจากทุกความทุกข์ เพราะฮึดสู้ เปลี่ยนมุมมองชีวิต . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #อันอันขาเหล็ก #ขาเทียม #วีลแชร์ #FriendlyDesign #คนพิการ #นางงาม #อารยสถาปัตย์ #แรงบันดาลใจ #ธรรมะ #บทเรียนชีวิต #TikToker #ContentCreator #YouTuber ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style


สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
คลิป : ชยพัทธ์ พวงพันธ์บุตร
ขอบคุณภาพ : Facebook “อันอันขาเหล็ก”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **