xs
xsm
sm
md
lg

“สีดอหูพับ” เหยื่อความไม่มืออาชีพ!! เพิกเฉยหลักการ ทรมานสัตว์จนตายโดยไม่เจตนา? [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ขนย้ายสัตว์ยังไง ให้ผิดพลาดหนักจนถึงขั้น“ตายเฉียบพลัน” เฉลยแล้ว เพราะเพิกเฉยต่อ“หลักการสำคัญ”คือต้องลดสิ่งเร้า ผลักให้สัตว์เกิดความเครียดสูง จนถึงแก่ชีวิต บทเรียนครั้งใหญ่ที่กรมอุทยานฯ ต้องเรียนรู้ และต้องรู้จักรับผิดชอบ กับการ“ทารุณสัตว์” จนถึงแก่ความตาย





** สิ้น “หูพับ” เพราะเครียดสูง!! **

“สีดอหูพับ" โศกนาฏกรรมช้างป่า “ล้ม(ตาย)” ระหว่างการเคลื่อนย้าย ที่หลายคนยังคง “คาใจ” 1 ใน 4 ช้างป่าที่ออกหากินในไร่อ้อยของชาวบ้าน และใกล้ชุมชนหลายครั้ง

ที่สำคัญ เคยก่อเหตุทำร้ายคนมาแล้ว 2 ราย จนสร้างความกังวลต่อชาวบ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณา “เคลื่อนย้าย”

แต่เรื่องน่าเศร้าก็เกิดขึ้น เพราะ “สีดอหูพับ” ล้มระหว่างขั้นตอนเคลื่อนย้าย และเริ่มมีอาการผิดปกติ หายใจลำบาก ก่อนทรุดตัวลง แม้ทีมสัตวแพทย์จะพยายามช่วยชีวิต แต่ก็ยื้อไว้ไม่ได้


                                                             {สีดอหูพับ "ล้ม" ขณะปฏิบัติการขนย้าย}

ผลชันสูตรพบว่า สีดอตัวนี้มีอาการ “ทางเดินหายใจล้มเหลว” เนื่องจาก “สำลักอาหาร” จน “อุดตัน” ที่ “หลอดลม” และมีภาวะ “กล้ามเนื้อสลายจากการถูกจับ (Capture Myopathy)” แบบเฉียบพลัน เกิดภาวะช็อก และภาวะหัวใจล้มเหลว

สาเหตุพวกนี้ กลายเป็นที่มาของคำถามที่ว่า เจ้าหน้าที่ใช้ “ยาเกินขนาด” หรือเปล่า เพราะมีการยิง “ยาซึม” ถึง “4 เข็ม” บวกยาแก้ซึมอีก 1 เข็ม และวางยาตอนช้าง “อิ่มจัด” หรือไม่ จน “สำลักอาหาร” ขณะยาออกฤทธิ์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทาง “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ออกมา “ขอโทษ” และ “ยอมรับผิด” ในสิ่งที่เกิดขึ้น

โดยยืนยันว่า การใช้ยาซึมเป็นไปตาม “มาตรฐาน” ไม่ได้ใช้ยาสูงเกินไป ตอนนี้กำลังสั่งลุยสอบ “ข้อเท็จจริง” ว่าความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นในขั้นตอนไหนอยู่


                                                                      {สีดอหูพับ}

ความผิดพลาดจุดไหน? ที่นำมาสู่การตายของ “หูพับ” ทีมข่าวได้ขอให้ ”น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง” สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผอ.โรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน พัทยา ช่วยมาวิเคราะห์โศกนาฏกรรมนี้

หลังได้ดู “การผ่าพิสูจน์ซาก” แล้ว คุณหมอมองว่า เหตุผลอื่นๆ เป็นเพียง “ปัจจัยร่วม” ที่ทำให้ช้างป่าตัวนี้จากไปเท่านั้น เพราะเหตุผลหลักๆ คือ “ภาวะกล้ามเนื้อสลายเฉียบพลันจากการถูกจับ (Capture Myopathy)”

ดูได้จากลักษณะการตายของหูพับ ที่เกิดขึ้นหลังออกรถไปได้เพียง “15 นาที” บวกกับผลชันสูตรที่เจอว่า “หัวใจ” มีการ “ตกเลือด” และ “จุดเลือดออก” ที่ “ตับ”

ชี้ชัดว่าเกิดจากภาวะนี้ ซึ่งเป็นเหตุมาจาก “ความเครียด” ที่มีระดับ “สูงมากๆ” จนสร้างความตื่นตระหนก ผลักให้มีการหลั่ง “อะดรีนาลีน” ออกมามาก จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ “ยาซึม” ในปริมาณที่มากขึ้น

“ก็เกิดจากการเครียดมากๆ เครียดระดับสูง การออกแรงอย่างหนัก เช่น มีการไล่ล่ากัน โดนจับบังคับรุนแรงอะไรอย่างนี้นะครับ
สัตว์ตื่นตัว แล้วก็ต้องสู้กับยา ก็เลยไม่แปลกที่ยาต้องสูง ใช้ปริมาณเยอะขึ้น 

เพราะว่าเวลาเครียดมากๆ เหมือนเรา ถ้าเราตื่นเต้นมากๆ เนี่ย บางทียาซึมมันก็เอาไม่อยู่นะครับ มันก็เลยต้องเพิ่มปริมาณ”



และผลข้างเคียงของการ “เพิ่มยาซึม”ก็คือทำให้ “หัวใจเต้นช้าลง” “ความดันตก”และนำไปสู่ “กล้ามเนื้อ” รวมถึง “หลอดลม” “หลอดอาหาร”มีการ “คลายตัว”ทำให้เกิดอาการสำลักอาหาร จนเศษอาหาร เข้าไปอุดตันหลอดลมได้

ถามว่าถ้าช้างตัวนี้ไม่ได้กินอาหารจนอิ่ม ก่อนการยิงยาซึม เหตุการณ์จะเปลี่ยนไปไหม “หมอเผด็จ”ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยน ” เพราะหลอดลมอุดตัน ไม่ใช่สาเหตุหลักของการตายในเคสนี้

“ในกรณีที่สำลัก อุดตันหลอดลมเนี่ย มันจะเป็นกรณีที่กล้ามเนื้อหัวใจเขา ไม่ตกเลือดครับ กรณีนี้เห็นชัดเลย ผ่าซากมา กล้ามเนื้อหัวใจตกเลือด”

“ผลผ่าชันสูตรซากแล้วเนี่ย ผมดูแล้วให้น้ำหนักเป็น Capture Myopathy อย่างที่กรมอุทยานฯ เขาสรุปไปนะครับ เหมือนกันเลย”

“ในเคสนี้ที่ตายเนี่ย ผมว่าไม่ได้มาจากสาเหตุใดสาเหตุนึง มันมาจากหลายสาเหตุรวมกันครับ”


                                                                 {”น.สพ.เผด็จ” สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ}

** ทำตามหลักการ แค่ “ซึม” ไม่ใช่ให้ “สลบ” **

ถ้าเราลองไล่เหตุการณ์การตายที่เกิดขึ้น คือ “ช้าง”เกิด “ตื่นตระหนก”มี “ความเครียดสูง” จนเกิดภาวะ “กล้ามเนื้อสลายเฉียบพลัน”

และความเครียดจากจุดนี้เอง ที่ทำให้ “อะดรีนาลีน” หลั่ง จนต้องยิงยาซึมหลายครั้ง ทำให้ได้ปริมาณยาที่ได้สูงขึ้น และผลข้างเคียงของยา อย่าง “หลอดลม-หลอดอาหาร” คลายตัว ก็เพิ่มขึ้นตาม จนเกิด “การสำลักอาหาร”

ทั้งหมดเราสามารถสรุปได้คร่าวๆ ว่า ปัญหาของโศกนาฏกรรมนี้มาจาก “ขั้นตอนในการควบคุมขนย้าย” ที่ทำให้สัตว์ เกิด “ความเครียด”และ “ตื่นตระหนก” มากเกินไป

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมไม่ควบคุมให้ช้าง “งดอาหาร”ก่อนยิงยาซึมนั้น จากประสบการณ์ของสัตวแพทย์ ที่เคยทำการขนย้ายช้างป่า อย่าง “หมอเผด็จ” แล้ว ยืนยันว่าเป็นเรื่อง “ยากมาก” ที่จะควบการกินของสัตว์ป่า โดยเฉพาะ “ช้าง” ที่ธรรมชาติของเขาเป็นสัตว์ “กินอยู่ตลอดเวลา”

“อาชีพสัตวแพทย์ ที่ดูแลสัตว์ป่า อย่างผมที่ไปยิง(ยาซึม)ช้าง ทั้งช้างทำร้ายคน ช้างตกมัน บางทีตอนที่เขาหนีเข้าป่าเนี่ย ช้างเป็นสัตว์ที่กินอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันจะไม่เหมือนกับหมาแมว ที่เป็นสัตว์เลี้ยงนะครับ ที่ว่าให้งดน้ำ งดอาหารก่อนได้”



และโดยปกติแล้ว หลังยิงยาซึมเข้าไป ต้องใช้เวลาถึง “20-30 นาที” กว่ายาจะ “ออกฤทธิ์” ซึ่งเวลานี้ เขาก็เดินหากินของต่างๆ ไปได้อีก

ที่สำคัญ ยาเหล่านี้จะไม่ทำให้สัตว์หลับ จนเกิดอาการสำลัก เพราะมันจะทำให้สัตว์เกิดอาการอยาก “อาเจียน” ก่อนหน้าอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการควบคุมยาให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการควบคุมและขนย้ายสัตว์ป่า มันมีปัจจัยที่ทั้งคุมได้และไม่ได้อยู่ โดยสิ่งที่คุมไม่ได้ก็คือ“การกิน” ของเขา ส่วนสิ่งที่คุมได้คือ “ปริมาณยา” กับ “ความเครียดและสิ่งเร้า”

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ อธิบายหลักการขนย้ายสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างให้เราฟังว่า อย่างแรกคือ คนและช้าง ต้องปลอดภัย หากอยู่ใกล้บริเวณชุมชน ต้องต้อนออกไปในที่ที่จะสามารถควบคุมอันตราย

“ผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่อยู่ในบ้าน แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้สงบเลย อย่าเพิ่งทำอะไร ปล่อยเขาอยู่ แล้วคุมพื้นที่ไว้”


                                                    {สิ่งที่ควบคุมได้คือ "ปริมาณยา"และสิ่งเร้า}

เมื่อช้างสงบ จึงเริ่มขั้นต่อไป คือ “ยิงยาซึม” ซึ่งสัตวแพทย์จะควบคุมปริมาณยา ให้ออกฤทธิ์แค่พอให้ช้าง “ซึม” แต่ไม่ได้ต้องการถึงขั้น “สลบ” เพราะเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยาที่จะตามมา

ขั้นตอนหลังยิงยาซึมไป นี่ก็สำคัญ เพราะช้างจะตกใจเล็กน้อย จุดนี้ เราต้องปล่อยให้เขาหนีไป แล้วตามดูอยู่ห่างๆ เพื่อให้เขาสงบลง

“พอยิงเสร็จแล้วหลบเลย ไม่ต้องสนใจอะไรเขา เพราะยิงปั๊บ เขาจะตกใจหน่อยนึง แล้วถ้าเกิดเขาไม่เห็นมีอะไร ที่เป็นภาวะคุกคามเขา เขาก็จะหันไปกินหญ้า กินอะไรต่อ”

“เราไม่ต้องไปเร่ง ยิงปุ๊บไม่ต้องไปไล่ ไปอะไรเลย ปล่อยเลย ให้เขามีความรู้สึกสบายใจ คือสัตว์ ถ้าสบายใจเนี่ย ยาจะออกฤทธิ์ได้ดีมากครับ”

พอยาออกฤทธิ์ ช้างซึมเต็มที่ ตรงนี้ถึงเข้าไปทำการควบคุม และขนย้ายได้ แต่ก็ต้อง“ลดสิ่งเร้า”ให้มากที่สุด ทั้ง “จำนวนคน” “เสียง” และ “แสง” ที่จะไปกระตุ้นเขา

หลักสำคัญของการข้นย้ายสัตว์ป่าคือ “ลดสิ่งเร้า” ที่จะทำให้เกิดความเครียด-การตื่นตระหนก ให้ได้มากที่สุด


                                                        {หลักสำคัญ "ลดสิ่งเร้า" ที่จะทำให้สัตว์เครียด}

แต่สิ่งที่เห็นในคลิป จากเหตุการณ์ที่เกิดกับเคสนี้ เจ้าหน้าที่กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่ควรทำ คือมีทั้ง “ตะโกนเร่งเร้า” เพิ่มความตื่นตระหนกให้ช้างป่า ทั้งใช้ “แสงไฟ” รวมถึงใช้ “เจ้าหน้าที่จำนวนมาก” จนก่อให้เกิดความเครียดสูงมาก จนผลออกมาอย่างที่เห็น

ถึงแม้สุดท้ายแล้ว ทุกคนจะเข้าใจดีว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมที่เลือกทำกับช้าง มันสะท้อนถึง “ความไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของสัตว์ป่า”

และอาจรวมถึง “การขาดความรู้พื้นฐานสำคัญ” เรื่องการขนย้ายสัตว์ จนผลักให้มีคนรักสัตว์จำนวนไม่น้อย ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ “อธิบดีกรมอุทยานฯ” ออกมารับผิดชอบด้วย “การลาออก”

แต่ผลที่ออกมาคือ การแถลงการณ์ขอโทษ ชี้แจงว่ากำลังลุยสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาจุดผิดพลาด จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบเรื่องบทลงโทษ ว่าใครควรรับผิดชอบต่อ “การทารุณสัตว์” ในครั้งนี้












สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “เผด็จ ศิริดำรง”, “Pantharee Vihan”, “ลุงเกรียง หมีแบกกล้อง”, “อรรถรส”, “Drama-addict” และ ”Thai Classic”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **