เทียบชัดๆ ทุกแง่มุมและกระบวนการ ตั้งแต่ “หีบเลือกตั้ง” “บัตรลงคะแนน” ไปจนถึง “ระบบนับคะแนน” ไทยกับเทศต่างกันแค่ไหน เผื่อจะได้คำตอบว่า งบกว่า “7,000 ล้าน” ที่ กกต.ลงทุนไป ได้ผล “คุ้มค่า” หรือเปล่า กับแผนป้องกันการทุจริต?
แฮชแท็กเดือด!! ตอบคำถาม “คุ้มค่า?”
“7,800 ล้านบาท” คืองบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ #เลือกตั้ง69 ด้วยน้ำมือ “กกต.”
ถามว่าคุ้มค่า คุ้มราคาไหม? หลายคนคงมีคำตอบในใจแล้ว โดยเฉพาะแฮชแท็กขึ้นเทรนด์ในโซเชียลฯ ทั้ง “#กกตมีไว้ทำไม” “#โกงเลือกตั้ง” “#กกตต้องติดคุก”และ“#นับใหม่ทั้งประเทศ”
วันนี้ทีมข่าวเลยพา 2 กูรู มาช่วยเทียบหน่อยว่า ประเทศอื่นที่ระบบเขาพัฒนาแล้ว ทำกันยังไง
หนึ่งในนั้นคือ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรภาคประชาชน ที่ค่อยจับตาดูการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิวีวอทช์ (WeWatch) อย่าง “สอง-พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน”
กับอีกคนคือนักวิชาการด้านระบบเลือกตั้งและการเมืองเปรียบเทียบ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อย่าง “ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข”
และนี่คือ “4 ข้อหลักๆ” ที่ควรใส่ใจจริงจัง เพื่อให้การเลือกตั้งน่าเชื่อถือ กันกลโกง อย่างมีมาตรฐานเทียบเคียงระดับนานาชาติ
1.หีบแน่นหนา สร้างความมั่นใจ
กลายเป็นปมร้อนมากๆ หลังมีคนไปเจอว่า “หีบเลือกตั้ง” “คูหา” “เทปกาว” และ “สายเคเบิ้ลไทร์”ของ กกต.มีการวางขายอยู่บน “แพลตฟอร์มซื้อของออนไลน์” เต็มไปหมด
แปลว่า ใครก็สามารถซื้อหีบเลือกตั้งได้ และหีบนั้นอาจไปโผล่ เป็น “หีบผี”ในการนับคะแนนก็ได้
นอกจากประเด็นเรื่องมีอุปกรณ์เลือกตั้ง ขายกันเกลื่อนเน็ตแล้ว อีกประเด็นที่คนไทยสงสัยกันมานานคือ ทำไมบ้านเมืองเรายังคงใช้ หีบที่เป็น “ลังกระดาษ”กับ “กล่องพลาสติก”อยู่อีก
ทั้งที่ถ้าเทียบกับ “ญี่ปุ่น” แล้ว จะเห็นว่าเขาพัฒนาไปใช้ “กล่องโลหะ” มาเป็น “หีบเลือกตั้ง” ด้วยเหตุผลของ “ความทนทาน” ผลักให้ “ยากต่อการงัดแงะ”
แถมญี่ปุ่นยังมี “ระบบล็อก” หีบ “2 จุด” ด้วยกุญแจ 2 ดอก ซึ่งจะถูกใส่ไว้ในซองแยกกัน และจะแกะออกมาได้ก็ต่อเมื่อ หีบเลือกตั้งนั้นๆ ไปถึงหน่วยนับคะแนนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังต้องโชว์ให้ “พยาน” หรือผู้คนที่มาจับตาดูการเลือกตั้งว่า“หีบว่างเปล่า” ก่อนลงคะแนน เช่นเดียวกับที่ต้องโชว์อีกรอบว่า “ไม่มีรอยงัด-รอยเปิด” ก่อนหยิบบัตรออกมานับคะแนน
ส่วน “บัตรลงคะแนน” ของญี่ปุ่นก็ไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่เป็นชนิดพิเศษที่มีส่วนผสมของ “โพลีโพรพิลีนเรซิน” ทำให้ “ยับและฉีกขาดยาก” แถมยัง “คืนรูปได้” แม้จะถูกพับ จึงช่วยให้การนับคะแนน ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก
หันกลับมามองที่ “ไทย”แม้จะเข้าใจกันดีว่า “หีบเลือกตั้ง”เป็นสิ่งของที่สำคัญมากๆ แต่กลับเลือกปิดผนึกด้วย “เทปกาว”และ “เคเบิ้ลไทร์”
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.ปุรวิชญ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเลือกตั้งและการเมืองเปรียบเทียบ วิเคราะห์แบบเข้าข้างเอาไว้ว่า อาจเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่อง “งบประมาท”และความ “ง่าย” ใน “การผลิต”
เพราะมีหน่วยเลือกตั้งมีอยู่หลายเขต สุดท้าย “หีบกระดาษ-เทปกาว-เคเบิ้ลไทร์”เลยเป็นตัวเลือกที่ดี แต่...
“จุดอ่อนมันก็คือเรื่องความปลอดภัย จะมั่นใจได้ยังไงว่า บัตรคะแนนที่เราลงกันไป มันซีลแน่นหนา อันนี้ผมเทียบง่ายๆ เลือกตั้งในมหาวิทยาลัย ยังใช้อย่างน้อยก็กล่องพลาสติกนะ ไม่ใช่กล่องกระดาษนะ”
{“ดร.ปุรวิชญ์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์}
ทีนี้ หันมาดูกระบวนการเลือกของ “ญี่ปุ่น” ดูบ้าง จะเห็นว่าสะท้อนหลักคิดเรื่อง “Secret Ballot” หรือ “การลงคะแนนโดยลับ”
ด้วยภาพของ “หีบเหล็ก” ที่มีกลไกล็อกหลายชั้น ทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า หีบจะไม่ถูกเปิดออกโดยพลการ และคะแนนที่ประชาชนหย่อนลงไป จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
“เขาให้ความสำคัญ กับการทำให้มั่นใจได้ว่า คะแนน หรือบัตรที่จะหย่อนลงไปเนี่ย มันจะไม่สูญหาย ไม่อันตรธานไป ใช้คำนี้แล้วกัน”
2.บัตรเลือกตั้ง มีข้อมูลครบ “รูป-ชื่อ-เบอร์”
รูปแบบ “บัตรเลือกตั้ง” ของไทย โดยเฉพาะบัตรลงคะแนน “สส.แบบแบ่งเขต” เป็นอะไรที่น่าชวนตั้งคำถามสุดๆ เพราะดันมีแค่ “เบอร์ผู้สมัคร”แต่ “ไม่มีชื่อพรรค-ชื่อผู้สมัคร”ทั้งที่ทุ่มงบประมาณไปถึง “7,000 กว่าล้าน”
เทียบกับ “เยอรมัน”บัตรลงคะแนนของเขา มีข้อมูลทั้ง “ชื่อผู้สมัคร สส.”กับ “ชื่อพรรค”และที่เฟี้ยวสุดๆ เลยก็คือ บัตร 1 ใบ แบ่งออกเป็น 2 ฟาก คือ “ซีกซ้าย” ให้เลือก สส.แบบแบ่งเขต และ “ซีกขวา”ให้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ
หรือถ้าไม่อยากมองไปไหนไกล “อินโดนีเซีย”เอง ก็มีบัตรเลือกตั้งที่มีทั้ง “รูปผู้สมัคร สส.”และ “รูปผู้ช่วย สส.”พร้อม “หมายเลข”ละเอียดไปถึงขั้นมี “โลโก้พรรค” แถมยัง “ปรินท์สี” อีกต่างหาก
อีกประเด็นที่พูดถึงกันเป็นวงกว้าง คือวิธีการเลือกตั้งโดยให้ “กากบาท” ลงคะแนน ที่มักจะทำให้เกิด “บัตรเสีย”ในหลายๆ ครั้ง
หลายๆ ประเทศจึงมีวิธีตัดปัญหาพวกนี้ออกไป อย่าง “สิงคโปร์” และ “เกาหลีใต้”ที่ใช้วิธี “ประทับตรา (Stamp)”เพื่อลดความสับสนของผู้สูงอายุ และกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการเขียน ซึ่งช่วย “ลดบัตรเสีย” ลงไปได้มาก
แต่ประเด็นนี้ “ญี่ปุ่น” มองต่างออกไป คือเลือกให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง “เขียนเอง”ได้เลย ด้วยการใช้ดินสอ เขียนชื่อผู้สมัคร และชื่อพรรคที่เลือก ลงในใบบัตรเลือกตั้งด้วยตัวเอง
วิธี manual แบบนี้ ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยาก แต่ประเทศญี่ปุ่นมองว่า นี่คือการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ดีที่สุดแล้ว
ส่วนใน “ฟิลิปปินส์”จะใช้วิธี “ฝนกระดาษ”ให้คำตอบ คล้ายระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบ้านเราแล้วเอาบัตรไปเข้า “เครื่องนับคะแนนอัตโนมัติ”
นอกนั้น ยังมีวิธีลงคะแนนที่น่าสนใจอยู่อีกประเทศ นั่นคือ “อินโดนีเซีย”ที่เลือกใช้วิธี “เจาะรู”ลงในบัตรเลือกตั้ง
โดยผู้ลงคะแนนจะเจาะ “ตรงไหนก็ได้”ขอแค่ให้รู้ว่าเลือกใคร เช่น เจาะตรงชื่อ รูป หรือโลโก้พรรคก็ได้ แค่ให้ยังอยู่ในกรอบการลงเสียงที่กำหนด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “สอง” จาก WeWatch อธิบายแนวคิดนี้ไว้ว่า เป็นเพราะประเทศอินโดฯ เป็นเกาะเยอะ ห่างไกลความเจริญ คนบางส่วนจึงไม่มีการศึกษา
ดังนั้น ทางการของประเทศเขา จึงต้องหาวิธีที่ง่ายที่สุด ที่จะแสดงเจตจำนงได้ นั่นก็คือ “การเจาะรู” ที่มองว่าเป็นวิธีที่ใครๆ ก็สามารถทำได้
ส่วนที่อนุญาตให้เจาะตรงไหนก็ได้ ในแถบผู้สมัครแต่ละรายนั้น ก็เพื่อลดความซับซ้อนลง คือไม่ต้องให้ผู้มาใช้สิทธิ์ท่องจำมาว่า ต้องลงคะแนนตรงไหนในกรอบ ถึงจะไม่เป็นบัตรเสีย
ด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง ตามหลักการเลือกตั้ง ที่ต้องทำให้ “ง่าย”และ “ไม่ซับซ้อน”
“ไม่จำเป็นต้องเป็นช่องสี่เหลี่ยม เสียบตรงตัวผู้สมัคร ตรงหัวผู้สมัครก็ได้ ตรงชื่อก็ได้ ทุกอย่างเลย ในแถบของผู้สมัคร เพื่อที่จะสามารถระบุได้ว่า คุณจะเลือกใคร”
{“สอง-พงษ์ศักดิ์” กูรูจาก “มูลนิธิ We Watch”}
3.ใช้เทคโนโลยีช่วยนับคะแนน
ปัญหาการเลือกตั้ง นอกจากเรื่องเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย นับคะแนนแบบอ้อมๆ แอ้มๆ ฟังไม่ชัด ไม่โชว์บัตรให้ประชาชนดู ที่เป็นปัญหากันมาทุกการเลือกตั้งแล้ว
ยังมีเรื่อง “ใบขีดคะแนน” ที่หลายหน่วย เลือกติดแผ่นเขียนคะแนนแบบ “ทับๆ กัน” เวลาจะขีดคะแนนให้พรรค หรือผู้สมัครเบอร์ท้ายๆ จึงต้องมุดเข้าไปขีด ทำให้คนที่มาสังเกตการณ์ ไม่รู้ว่าสรุปแล้ว ขีดคะแนนถูก-ผิด หรือขีดจริงไหม?
“สอง”จาก WeWatch บอกว่า ประเทศที่ยังคงใช้ “กระดาษขีดคะแนน”เพื่อนับคะแนนแบบเราก็ยังมีอยู่ แต่เขามีวิธีที่ง่ายมากๆ ที่ กกต. และ กปน.(เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง) น่าจะคิดออก
คืออย่าง “อินโดนีเซีย” ที่ก็ใช้วิธีขีดนับคะแนนคล้ายๆ เรา เขาจะตั้งบอร์ดเรียงต่อกันยาวๆ แล้วเอาใบขีดคะแนนไปติดเรียงแผ่น ไม่ให้ทับกับ
“ที่อินโดนีเซีย เขาทำอย่างเปิดเผยเลย เขาติดกับแบบยาวเลย แล้วเขาก็นับกันคล้ายๆ ของเรานี่แหละ แต่เขาไม่มาติดทับกันอย่างนี้”
หรือจะใช้ “เทคโนโลยี”แบบของ “ญี่ปุ่น”ก็ได้ คือหลังจากเปิดหีบเพื่อจะนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะนำบัตรเลือกตั้ง ไปใส่ใน“เครื่องสแกนลายมือ”ที่มันสามารถแยกได้ว่า บัตรนี้เขียนชื่อผู้สมัครคนไหนแล้วแยกออกเป็นกอง ตามชื่อผู้สมัคร ส่วนบัตรไหนที่อ่านยาก-แยกไม่ได้ ก็จะถูกเก็บไว้พิจารณาอีกที โดยการตรวจเช็กของเจ้าหน้าที่
{เครื่องสแกนบัตรแบบที่ “ญี่ปุ่น” ใช้}
หรือถ้าต้องการลดความไฮเทคลงมาหน่อย ยุ่งยากน้อยลงมาอีกนิด ก็ให้มาศึกษาดูงานจาก “ฟิลิปปินส์”ที่หลัง “ฝนคะแนน”ลงบัตรแล้ว พวกก็จะเอาไปเสียบใน “เครื่องนับคะแนน”
โดยประเทศที่ใช้ระบบนับแบบนี้ บางที่ก็จะนับบัตรที่เป็นกระดาษ ไปพร้อมๆ กับเครื่อง เพื่อความชัวร์ของคะแนน
4.เก็บหีบเลือกตั้ง ในที่ที่ปลอดภัย
รื่อง “ที่เก็บหีบเลือกตั้ง”คืออีกจุดก่อดรามาหนัก จนผู้คนถามว่า นี่หรืองบ 7,800 ล้าน เพราะหลายโลเกชันที่เห็นก็ดูไม่ปลอดภัย ไร้คนคุม
แถมบ้างเขตยังมีการ “ย้ายหีบหนี”โดยไม่บอกประชาชนว่า ย้ายทำไม และเอาไปเก็บที่ไหนอีกต่างหาก
“ดร.ปุรวิชญ์”พูดถึงประเด็นนี้ไว้ว่า ไม่ต้องไปดูโมเดลต่างประเทศก็ได้ เพราะ “กทม.”คือตัวอย่างที่ดีมากๆ ในเรื่องนี้
อย่าง “ปี 66”ที่ กทม. เอา “กล้อง CCTV”ไปติดในที่เก็บหีบ พร้อมแชร์ลิงก์ให้พี่น้องประชาชน สามารถกดเข้าไปดูได้ด้วย คำถามคือทำไมหน่วยเลือกตั้งอื่นๆ ถึงไม่ทำ?
“คำถามคือท้องถิ่นอื่น หรือว่าหน่วยอื่นที่จัดเลือกตั้งทั่วประเทศ ทำไมถึงทำแบบกรุงเทพฯ ไม่ได้ กรุงเทพฯ เนี่ย เปิด CCTV ดู 24 ชั่วโมงเลยว่า จะมีใครย้าย ใครขนอะไรไหม เพื่อความมั่นใจ”
{CCTV เฝ้าหีบเลือกตั้ง ของ “กทม.” ปี 66}
อีกเคสที่หนักสุดตอนนี้ คือ “คะแนนที่ไม่ตรงกัน” อย่างที่ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักวิชาการอิสระออกมาเผยว่า ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ระหว่าง “สส.แบบแบ่งเขต” กับ “สส.แบบบัญชีรายชื่อ” มีจำนวน “ไม่เท่ากัน” แทบจะทุกเขตอย่างผิดปกติ จนอาจบ่งชี้ได้ว่า มีการโกงระดับหน่วยแบบมโหฬาร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.ปุรวิชญ์” บอกว่า ปัญหาเรื่อง “บัตรเขย่ง” หรือจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกันแบบนี้ ประเทศอื่นก็เจอ แต่ไม่เจอหนักเท่าเรา
เพราะเขาใช้เทคโนโลยีมาช่วยอุดช่องโหว่ อย่าง “เครื่องนับอัตโนมัติ” เพื่อลด “ความผิดพลาดจากคน” และ “การโกง”
แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ “การตรวจสอบ” จากประชาชน โดยทุกประเทศจะยินยอมให้ “สื่อ” และ “ประชาชน” มาทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าถึงข้อมูลคะแนน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องได้
“มันต้องสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน ระบบมันไม่ควรจะเป็นระบบที่ กกต.พัฒนาระบบนึง สื่อไปรวมโพลกันอีกโพล
มันควรจะเป็นการทำงานร่วมกัน จะได้ตรวจสอบกันได้ นี่มันเป็นหัวใจสำคัญเลย ของการจัดการเลือกตั้งโดย กกต.”
ไทย “แพง” เพราะจ้างคน ไม่ใช่งบพัฒนา
เลือกตั้ง “ญี่ปุ่น” ล่าสุด (8 ก.พ.69) ใช้งบไปราว “19,000 ล้านบาท”, “ฟิลิปปินส์”(12 พ.ค. 68) ใช้ไป “18,000 ล้านบาท” ส่วน “อินโดนีเซีย” เมื่อปี 67 ใช้เงินไปถึง “1.7 แสนล้านบาท”
นี่คือเหล่าประเทศที่รับการยอมรับว่า จัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงเทียบแล้วจะถือว่าใช้งบประมาณเยอะกว่าเรามาก
และงบพวกนี้ที่เรามองว่า “เยอะ” มันคืองบที่ใช้ไปกับการ “พัฒนาเทคโนโลยี”เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใสและสะดวกขึ้น แต่ของไทยไม่ใช่แบบนั้น
“ดร.ปุรวิชญ์” บอกว่า 7,000 ล้านบาทของเลือกตั้งไทย หมดไปกับ “ค่าจ้างคน”
คือหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด มีเกือบๆ 100,000 หน่วยทั่วประเทศ และใช้กำลังเจ้าหน้าที่ ที่อาสามาประจำหน่วยเยอะมาก ซึ่งงบส่วนใหญ่หมดไปกับ “เบี้ยเลี้ยง”
ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไทยเราสามารถ “ลดต้นทุน” ตรงนี้ได้ โดยการ “ลดคน” อย่างการเอา “เครื่องนับบัตรอัตโนมัติ” มาใช้ หรือเอาระบบ “AI” มาช่วยตรวจสอบข้อมูล
แม้ตอนแรกจะดูใช้เงินเยอะ แต่ในระยะยาว มันจะถูกลง เพราะเราใช้คนน้อยลง แถมยังช่วยแก้ปัญหาเรื่อง “Human Error” ได้อีกด้วย
“ถ้าเรายังต้องพึ่งพาใช้กำลังคน เยอะขนาดนี้ 7,000 ล้าน มันคือต้นทุนในการใช้บริหารคนทั้งสิ้น ไม่ใช่ต้นทุนเรื่องในเชิงนวัฒธรรม ในเชิงการแก้ไขปัญหา”
“ก็นี่เลย รูปธรรมเลย ต้องใช้ กปน.เยอะ ก็โดนไปเท่าไหร่แล้ว มันเลยเหลืองบ ให้วัสดุอุปกรณ์ให้เท่าไหร่ คุณถึงต้องมาทำหีบเป็นพลาสติกไง ใช้เคเบิ้ลไทร์ไง”
อย่างไรก็ตาม ถ้าวัดจากมุมมองของนักข่าวมือฉมัง ผู้คร่ำหวอดในสนามข่าวแนวสืบสวนสอบสวนมาเนิ่นนาน อย่าง “กิตติ สิงหาปัด” ผู้ประกาศข่าวชื่อดังประจำรายการ "ข่าว 3 มิติ" มองว่า การเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่นั้น วิธีการอาจเป็นส่วนนึงที่เข้ามาช่วยเหลือได้
แต่เจตนาของคนทำงานมากกว่า ที่ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เห็นกันอยู่ และนี่คือคำพูดของเขาที่โพสต์ผ่าน X เอาไว้
“ช่วงนี้เห็นคนพยายาม เอาวิธีการลงคะแนน การนับคะแนนของนานาอารยะประเทศมานำเสนอว่า ทำยังไงการเลือกตั้งเค้าถึงไม่มีปัญหา
แต่เราอย่าลืมนะครับว่า เป็นเพราะคนเขา ไม่มีสันดานโกงมาตั้งแต่ต้น”
ดูโพสต์นี้บน Instagram
@livestyle.official ...เทียบชัดๆ ทุกแง่มุมและกระบวนการ ตั้งแต่ "หีบเลือกตั้ง" "บัตรลงคะแนน" ไปจนถึง "ระบบนับคะแนน" ว่า ไทย กับ เทศ ต่างกันแค่ไหน?... . เผื่อจะได้คำตอบว่า งบกว่า "7,000 ล้าน" ที่ กกต.ลงทุนไป ได้ผลคุ้มค่าหรือเปล่า กับแผนป้องกันการทุจริต . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #เลือกตั้ง69 #เลือกตั้ง2569 #เลือกตั้งโมฆะ #โกงเลือกตั้ง69 #นับใหม่ทั้งประเทศ #การเมืองไทย #ประชามติ2569 #กกต #กกตมีไว้ทําไม #กกตต้องติดคุก #โกงเลือกตั้ง ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “We Watch”, X @chaleenajaja, @maddocdavies, @horamiji, @littlehogweed, @shyunaea, @mainichi.jp,www.scmp.com, thestandard.co
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


