ตามหามาทั้งชีวิต สุดท้ายคำตอบอยู่นี่เอง!! เจาะวิถีคู่รักนักกีฬา โปรกอล์ฟ-อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติ เจ้าของฉายา “มือเซตอัจฉริยะ” ปรับสกิลสปอร์ต ผันตัวลุยไร่นา ปลูกพืชปลอดสารตามวิถีพอเพียง สร้าง “สวรรค์บนดิน” สู่ทางรอดหนีตายวิกฤตภัยธรรมชาติ และความวุ่นวายของชีวิตคนเมือง
เจอแล้ว!! สุขที่แท้จริง คือชีวิตเรียบง่าย
“มันเป็นความรู้สึกโหยหา เรารู้ว่ามันมีอะไรสักอย่างนึง ที่มันโหยหา แต่พี่เจนไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่กับคำถามแบบนี้มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ช่วงนักกีฬา เลิกเล่นกีฬา ก็ยังหาคำตอบไม่เจอ จนมาเจอที่นี่
พอมาอยู่ที่นี่ มันจึงเจอคำตอบไง เจอคำตอบว่า ความสงบคือสิ่งที่เราต้องการ เราไม่ได้ต้องการชีวิตหรูหรา”
“เจน” หรือ “ปริม-อินทวงศ์ พานแก้ว” อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ เจ้าของฉายา “มือเซตอัจฉริยะ” ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และเคยโด่งดังอยู่ในจุดสูงสุดของความภูมิใจมาก่อน
เพราะเธอคือตำนานนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่คอกีฬารุ่นเก๋า น่าจะต้องรู้จักอย่างแน่นอน เพราะในช่วงเวลานั้น ถือว่าครองใจแฟนๆ ได้มากมายทั้งประเทศ
ด้วยฝีมือการเล่นที่โดดเด่น สไตล์การเซตที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความแม่นยำสูง กับภาพจำเสื้อ “หมายเลข 8”
แต่ที่ผ่านมา ถึงจะประสบความสำเร็จ แต่ก็บอกว่า เหมือนยังขาดอะไรไปสักอย่าง จนได้ค้นพบความสุขที่แท้จริง คือการหันไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ฉบับเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพอเพียง บนพื้นที่ 5 ไร่ จ.นครนายก กับ “เต้-อัครวัฒน์ บุญรอด” อดีตโปรกอล์ฟ สามีของเธอ ที่ปัจจุบันกลายมาเป็น “โปรผัก”
ช่วยกันลงทุนลงแรง ทำแปลงผักปลอดสารพิษ, ทำเล้าไก่, สวนผลไม้ และขุดบ่อเลี้ยงปลา โดยเริ่มต้นจากการไม่มีอะไรเลย มีเพียงผืนดินเปล่าๆ แม้กระทั่งน้ำประปา และไฟฟ้า ก็ยังไม่เข้า จนเนรมิตให้กลายเป็น “สวรรค์บนดิน”
ไม่ใช่ว่าตอนที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ ชีวิตไม่แฮปปี้ เธอยืนยันว่าช่วงเวลานั้นก็แฮปปี้ ที่ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ แต่มันยังรู้สึกโหยหา
“ตอนเป็นนักกีฬา ก็แฮปปี้ในการทำหน้าที่ เพราะมันก็ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่ไปอยู่ตรงนั้น พอเราได้รับคัดเลือก ให้เป็นทีมชาติ แล้วก็ทำหน้าที่ เราก็มีความสุข กับการได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด นั่นก็คือพาร์ทนึงของชีวิต
แต่ถามว่าลึกๆ ก็ชอบความสงบ เพราะฉะนั้นน้องๆ ในทีม อาจจะรู้ถ้าพี่เจนไปฝึกซ้อม เราก็ทำเต็มที่ พอหมดหน้าที่การฝึกซ้อม หรือแข่งขัน ก็จะกลับมาอยู่กับตัวเอง”
ด้วยความที่เก่ง มากความสามารถ เธอจึงติดทีมชาติตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากมาก ทั้งยังพาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์ สมัยแรก ในปี 2532 และสร้างประวัติศาสตร์พาทีมลุยศึกชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน ถือเป็นการปลุกกระแสวอลเลย์บอลไทย จนมาถึงทุกวันนี้
เธอเป็นตัวแทนทีมชาติไทยอยู่ 14 ปี ตั้งแต่ปี 2529-2542 จากนั้นพักไปแป๊ปนึง แล้วก็กลับมาช่วยน้องๆ คัดโอลิมปิก ตอนปี 2547 อีกรอบนึง ก่อนจะเลิกถาวร
“เต็มที่จนร่างกายไม่ไหว จนต้องผ่าตัด จุดที่ผ่าตัด เป็นจุดที่บอกเลยว่า เล่นไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นพี่เจนโฟกัสเรื่องกีฬาอย่างเดียวเลย ไม่มีเรื่องอื่นเลย จึงได้มาคุยกับพี่เต้ แล้วถึงได้โฟกัสใหม่ นี่คือเป้าในชีวิตของเรา คือการมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย”
ปัจจุบันเธอทำงานเป็น HR Manager อยู่ที่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย และแม้จะอำลาสนามแข่งขันมานานหลายปี แต่เธอก็ยังคงคลุกคลีอยู่กับวงการกีฬาวอลเลย์บอลไทย มีส่วนร่วมทั้งในด้านฝ่ายจัดการแข่งขัน และการฝึกอบรมเด็กๆ เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพในอนาคต
จุดเปลี่ยนน้ำท่วมปี 54 สู่ทางรอดด้วยเกษตร
ตำนานนักกีฬาวอลเลย์บอล เธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่หันมาสร้างเกษตร เพื่อให้เป็นทางรอดในชีวิต เพราะน้ำท่วมเมื่อปี 2554
“คนเริ่มคือพี่เต้ ไม่ใช่พี่เจน คือพี่เต้เขามีภาพของเขาอยู่ว่า มันเริ่มมาจากน้ำท่วมปี 2554 มีตังค์ เเต่ก็ไม่สามารถไปซื้ออะไรกินได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่พี่เต้มองว่า ควรจะกลับมาวางแผนชีวิต เพื่อความมั่นคงในชีวิต”
เช่นเดียวกับโปรเต้ ก็เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทั้งคู่มองว่า มีเงินอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องหาทางรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย
“เกิดจากว่าปี 2554 ที่เป็นน้ำท่วมใหญ่ ปีนั้นที่ดอนเมืองน้ำท่วมหนักมาก เราก็เลยคิดว่า เราจะต้องมีเซฟเฮาส์สักที่นึง เพื่อว่าเวลาเกิดเหตุการณ์สักเหตุการณ์ขึ้นมา เราสามารถจะพาตัวเองและครอบครัว มาอาศัยอยู่ได้ ก็เลยได้พื้นที่ตรงนี้ ซึ่งห่างจากที่บ้านประมาณสัก 90 กิโลเองครับ
เราเห็นแล้วว่ามีเงินอย่างเดียวมันไม่พอ เราต้องมีความมั่นคง ตอนน้ำท่วมที่ดอนเมืองน้ำท่วมสูง ในบ้านนี่สูงประมาณหน้าอก นอกรั้วนี่คือท่วมมิดหัวนะครับ ก็เลยเกิดเป็นพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมา ที่นี่สร้างปี 2558 10 ปีแล้ว จากต้นไม้มีอยู่แค่ต้นเดียว กับจอมปลวก 1 อันครับ”
เจนเล่าต่อว่า จากนั้นสามีของเธอ ก็ได้เริ่มไปเรียนรู้กับคนเกษตรตัวจริง อย่าง “อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกําธร” ที่ศูนย์การเรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง รวมถึงได้ไปเรียนรู้การทำบ้านดิน ตามแนว “พี่โจน จันใด”
“เรียนวิธีทำบ้านดิน วิธีย่ำดิน แล้วก็เอามาผสมตามสูตร แล้วเราก็มาย่ำที่บ้านเรา เอามาก่อเป็นก้อนที่บ้านเรา เอามาผึ่งแดดให้เขาแข็งตัว แล้วก็มาก่อ เนี่ยก็เกือบ 10 ปีแล้ว
พอพี่เต้เข้าไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ก็ทำให้มั่นใจมากขึ้น ว่าถ้าเราเดินทางด้วยวิธีแบบนี้ มันคือความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว
พี่เต้ก็มาป้ายยาพี่เจนว่า ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วมันยังไง เพราะว่าชีวิตพี่เจนไม่เคยอยู่แบบนี้เลย เคยแต่มีชีวิตอยู่ในเมือง ทำงาน มีเงินเดือน
แต่ก็คล้อยตามพี่เต้ เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองมันเป็นแบบนี้จริงๆ ก็เลยมาเริ่มที่นี่ ซึ่งจริงๆ ตอนที่มาอยู่ที่นี่ ก็อาจจะเป็นความโชคดีมั้ง เดิมทีพี่เต้ก็พยายามไปหาที่ใกล้ๆ กรุงเทพ เพราะว่าพี่เจนทำงานอยู่ เอาเป็นพื้นที่ ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ มากนัก ขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง”
เดิมทีที่นี่ ไม่ใช่ตัวเลือกแรกในการจะหันมาปักหลักด้วยซ้ำ เพราะเริ่มแรกคิดว่า จะพากันไปอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี แต่ก็ประเมินแล้วว่า สุพรรณบุรีเป็นพื้นที่ลุ่ม น้ำอาจจะท่วมได้
แต่ด้วยความบังเอิญ ที่มีลูกศิษย์ที่มาเรียนกอล์ฟ เป็นคนนครนายก พอรู้ว่าโปรเต้อยากจะมีบ้านสวน ก็เลยแนะนำให้ พอมาดูครั้งแรก ก็ชอบพื้นที่ตรงนี้เลย
“พี่เต้มาดูพื้นที่ และก็ชอบ วันนั้นที่มาดู ตรงนี้ไม่มีต้นไม้สักต้นเลย เป็นพื้นหญ้าอย่างเดียว ไม่มีอะไรเลยค่ะ แต่ที่ดี คือเราได้วิวภูเขา มันก็บรรยากาศสวยมาก ติดเเขา ก็เลยบอกว่าตรงนี้สวย แล้วก็ชวนพี่เจนมาดู พอพี่เจนมาดูปุ๊บเนี่ย คือพอลงมายืนในพื้นที่ตรงนี้แล้ว คือใช่ ไม่คิดอะไรมาก เอาเลย และเป็นจุดเริ่มต้น
อันนี้ต้องบอกก่อนนะว่า ทั้งหมดในสวนนี้ คือพี่เต้ 100% เลย พี่เจนจะเป็นส่วนสนับสนุน อันนี้ก็เป็นเป้าที่เราคุยกันว่า เราอยากจะให้ชีวิตเรามันมีความมั่นคง
หมายความว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราก็ยังสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ สิ่งหนึ่งที่ในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ที่เราได้ไปเรียน ได้ปลูกฝังกันมา คือเราพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด และพึ่งพาคนอื่นน้อยที่สุด”
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็พากันเริ่มลุย และพัฒนากันมาเรื่อยๆ ควบคู่กับยังทำงานประจำอยู่ทั้งคู่ คือเป็นHR อยู่ที่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย ส่วนโปรเต้ ก็ยังสอนกอล์ฟทุกวัน
“พี่เจนทำงานอยู่ที่วิทยุการบิน ส่วนพี่เต้ก็สอนกอล์ฟอยู่ พอเรามีเป้าหมาย ว่าเราจะให้พื้นที่ตรงนี้ ใช้ชีวิตในบั้นปลาย ก็ต้องมาวางแผนกันว่า จะทำยังไง ให้งานประจำเราก็ยังเดินได้อยู่ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ ว่ามันต้องใช้เงิน
พี่เจนทำงานเป็นหลัก จะมาเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะพี่เต้เขาจะอยู่ที่นี่แบบฟูลไทม์ แล้วเขาก็จะทำของเขา
ตอนหลังนี่พี่เจนก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย พี่เต้ทำให้หมด บอกแกอย่างเดียวว่า อยากกินอะไรแค่นั้นเอง แกก็จะปลูกให้กิน”
ผสมกีฬากับเกษตร จนเป็น “ธนาคารอาหาร”
นอกจากนี้ ยังสามารถนำคุณสมบัติของนักกีฬามาปรับใช้ ในการทำเกษตรได้ด้วย เช่นเดียวกันการเป็นนักกีฬาก็ต้องมีเป้าหมาย คือการเป็นแชมป์
ส่วนเป้าหมายการทำเกษตรคือ อยากสร้างธนาคารอาหารอยู่ที่บ้าน อันนี้เป็นโจทย์สำคัญ ที่ทั้งคู่บอก โดยเฉพาะโปรเต้ ที่มองว่า นอกจากความสุขที่จะได้ มันต้องมีความยั่งยืนด้วย
“เราต้องการมีพื้นที่ปลอดภัยด้วย ตั้งแต่น้ำท่วม เรามีความฝันว่า ถ้าเราไม่ต้องออกไปไหนเลย 1 ปี เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม อันนี้เป็นโจทย์ เราจะต้องมีธนาคารอาหารอยู่ที่บ้าน
น้ำท่วมอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะงั้นเราต้องหาเซฟโซน เราวางแผนเลยครับ ว่านอกจากความสุขที่จะได้ มันต้องมีความยั่งยืน
เราก็เริ่มต้นศึกษาเลี้ยงปลา ปลาอะไรที่เลี้ยงง่าย ปลาอะไรที่เป็นอาหารที่เราชอบ ที่สามารถทำอาหารได้ด้วย ที่นี่ก็มีปลาน้ำจืด ประมาณสักเกือบ 10 สายพันธุ์
เราเลี้ยงเน้นให้เขาอยู่แบบธรรมชาติ เพราะงั้นเราต้องรู้ว่าธรรมชาติในป่าเขาอยู่ยังไง โดยที่ไม่ต้องพึ่งอาหารเม็ด เราก็ต้องไปศึกษา แล้วเราก็เลี้ยงแบบนั้น ซึ่งโอเคก็สำเร็จ
ผักออร์แกนิกปลูกยังไง เลี้ยงยังไง กันแมลงยังไง เราก็ต้องไปเรียนรู้นะครับ แล้วเราก็ค่อยเอาจิ๊กซอว์มาต่อกัน พี่เจนอยากมีหมา หมาก็ค่อยๆ งอกมาเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็น 10 ตัวนะครับ
แล้วเราก็สามารถเลี้ยงหมาได้ โดยที่เราก็มีความสุข ทำงานได้ด้วย แล้วก็ได้ออกกำลังกายทุกวัน คือข้อสำคัญ คือเราต้องออกกำลังกาย หรือการขยับ หรือการเดิน หรือการรับแดดทุกวันนะครับ”
สิ่งนึงที่เอามาปรับใช้ได้อีกคือ ธรรมชาติของนักกีฬาที่ต้องซ้อมทุกวัน เกษตรกรก็เช่นเดียวกัน คือต้องดูแลแปลงผักสม่ำเสมอ เช่น การรดน้ำ พรวนดิน และตรวจสอบศัตรูพืชอย่างเป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยง
ดังนั้นการนำธรรมชาติและวินัยของนักกีฬามาปรับใช้ในการเกษตร จะช่วยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน
ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก
“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” นี่คือหลักแนวคิด ที่ทั้ง 2 คนยึดถือมาตลอด 10 ปี ที่เริ่มทำเกษตรวิถีพอเพียง
คือเน้นพึ่งพาตัวเอง โดยการปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ หรือเลี้ยงสัตว์ที่จำเป็นต้องกิน ในชีวิตประจำวันไว้รอบบ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยังได้กินอาหารที่ปลอดภัย ไร้สารพิษ
“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผัก พี่เจนเป็นคนทานผักน้อย เราอยากให้พี่เจนแข็งแรง เราก็เลยต้องปลูกผัก เราก็ไม่มั่นใจในความปลอดภัย ถ้าเราต้องซื้อใช่ไหมครับ เราก็เลยปลูกเอง ก็เป็นผักสลัด ผักต่างๆ เราก็ปลูกเอาไว้กิน เอาไว้แจก เอาไปขายได้ด้วยนะครับ
เรื่องของผลไม้ เราก็ปลูกเฉพาะที่เรากิน คือเราปลูกทุเรียน ปลูกมะยงชิด ปลูกมะม่วง ปลูกน้อยหน่า ปลูกทุกอย่าง แต่ว่าปลูกอย่างละเล็กละน้อย”
จากคนที่ไม่ค่อยชอบกินผัก พอได้กินผักสวนตัวเอง บวกกับได้ยินเสียงชมจากเพื่อนร่วมงาน ว่าผักที่สวนอร่อย ก็ทำเอา ใจฟูสุดๆ พและภูมิใจแทนสามีสุดๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านเกษตรมาก่อน แต่ลองผิดลองถูก ปลูกผักให้อร่อยได้
“เพื่อนที่ทำงาน พอเขากินผักเรา เขาบอกอร่อย แล้วเขาก็รอว่าเมื่อไหร่พี่เต้จะปลูกผัก แล้วถ้าปลูกเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมไปเผื่อให้เขาด้วย เราถึงได้รู้ว่า ผักเราอร่อยจากเพื่อนที่เขากิน ที่เรากินแล้วเรารู้สึกดี เพราะมันคือผักเรา แต่อร่อยมารู้ทีหลังจากเพื่อน ว่าผักเราอร่อย
ที่สำคัญคือ เวลามีคนมาบอกว่า ผักเราอร่อย คือพี่เจนภูมิใจ ไม่ได้ภูมิใจตัวเองนะ แต่ภูมิใจตัวพี่เต้ ว่าเขาเป็นคนที่เกษตรเขาไม่เป็นมาก่อน แต่ว่าก็ศึกษาหาความรู้ จนกระทั่งเขาปลูกได้ แล้วก็มีลูกค้ามาบอกว่า ทานผักเราแล้วอร่อย ก็ภูมิใจแทนพี่เต้”
นอกจากความภูมิใจ ที่ได้ปลูกผักกินเองแล้ว เธอยังรู้สึกถึงความสนุกในการได้ลองผักอะไรใหม่ๆ ที่สามารถพยายามปลูกให้กินด้วย
“เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ แล้วก็ปลูกผัก ปลูกผักได้กิน ก็สนุกดีนะ อย่างผักอันนี้แปลกดี ไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกกิน แล้วก็จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบเราก็ปลูกต่อ แล้วก็ไปบอกเพื่อนๆ ว่าอันนี้อร่อยนะ แบ่งกันกิน แต่ถ้าเราไม่ชอบ เราก็ไปกินอย่างอื่น
แต่ที่แน่ๆ คือเราได้กินของที่มันปลอดภัย 100% อินทรีย์ เพราะเราทำเอง พี่เต้ทำเองทุกกระบวนการ แม้กระทั่งการปรุงดิน พี่เต้ทำเองนะคะ
สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ ถ้าเจอภัยพิบัติอะไรก็ตาม เราอยู่ได้ ได้รับผลกระทบน้อย แล้วเราก็ยังมีมากพอ ที่จะไปดูแลเพื่อนๆ คนอื่น ที่เขายังไม่แข็งแรง ที่จะดูแลตัวเองได้”
ที่สำคัญ ของกินในสวนนี้ ยังปลอดภัยไร้สารพิษด้วย โดยที่โปรผักบอกว่า สามารถเดินไปเด็ดผัก หรือผลไม้ที่ต้น แล้วสามารถกินได้เลย
“จริงๆ แล้วที่นี่ ทุกอย่างสามารถล้างน้ำอย่างเดียว แค่ล้างฝุ่นล้างดินบ้าง แล้วกินได้เลยครับ เราไม่ปลอดภัยแค่ว่าเรามีอาหาร แต่เรามีอาหารที่สะอาดนะครับ”
เจนพูดเสริมอีกว่า สามีของเธอ พยายามจะทำให้สวนแห่งนี้ สามารถมีอาหาร ที่สามารถดูแลเราได้ ในภาวะที่เกิดวิกฤต หรือในสภาวะที่มีเงิน แล้วไม่สามารถซื้ออะไรได้เลย อย่างน้อยในสวน ก็มีไข่กินทุกวัน อยากกินผักอะไรก็ปลูก ผลไม้ อยากกินอะไรก็ปลูก
“พี่เต้ก็พยายามจะปลูกสิ่งที่เรากิน อะไรที่เราไม่กิน เราก็ไม่ปลูก ไม่ได้อยู่ในแผน นี่คือสิ่งที่เรากินจริงๆ กินเองด้วย แบ่งปันด้วย หรือก็ถ้าเกิดเหลือจากแบ่ง เราก็เอาไปขายได้นิดหน่อย ไม่ได้เยอะมากค่ะ”
ส่วนการจัดสรรปันส่วน แบ่งพื้นที่ในการเพาะปลูก ก็จะแบ่งเป็นสระน้ำ แบ่งเป็นสวน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย และแบ่งเป็นพื้นที่ป่า
โปรกอล์ฟ ที่ผันตัวมาทำอาชีพเกษตร บอกอีกว่า ไม่ใช่ปลูกแค่ของกินเท่านั้น ยังแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกป่าด้วย เพื่อสร้างความร่มรื่นให้กับที่อยู่อาศัย โดยเพราะต้นยางนา ที่ปลูกมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ให้ความร่มเย็นดีมาก
นอกจากนี้ โปรเต้ยังยืนยันอีกว่า ที่นี่เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา เพราะสูงกว่าที่กรุงเทพฯ ประมาณ 15 เมตร เพราะฉะนั้นเรื่องน้ำท่วมไม่มีปัญหาแน่นอน
สร้างสวรรค์บนดิน มีอยู่ มีกิน
พวกเขานิยามที่แห่งนี้ว่า เป็นเหมือนกับ“สวรรค์บนดิน”โดยเฉพาะอดีตลูกยางคนนี้ ที่เธอบอกถึงเหตุผลว่าทำไม ถึงนิยามคำนี้ ก็เพราะอยู่แล้วมีความสุข
และถ้าไม่มีภัยพิบัติ บ้านดินจะเป็นสวรรค์ แต่หากมีภัยพิบัติ บ้านดินพร้อมจะเป็น “ทางรอด” ได้เสมอ
“เราพยายามจะทำให้พื้นที่ เป็นพื้นที่สัปปายะ เขาเรียกสัปปายะสถาน มีอาหารดี อากาศดี อารมณ์ดี คนดี ผู้คนดี คุยกันแต่เรื่องดีๆ มันสงบ เราจึงนิยามว่า มันคือสวรรค์บนดิน เพราะว่าเราอยู่แล้วมีความสุข เพราะมันสงบ
ตรงนี้คือที่ดีที่สุดแล้ว พี่เจนจะไปเที่ยวที่ไหนอีกถูกไหม มันมีแต่คนอยากจะมาเที่ยวบ้านเรา เพราะฉะนั้นถ้ามีเวลาอยู่ที่นี่ ก็จะใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ อย่างมีคุณภาพ เพราะที่นี่คือที่ดีที่สุดแล้ว
มีกิน มีใช้ เราไม่ได้คิดอะไรมากมายนะ อยู่กัน 2 คน ไม่ได้กินเยอะ มันกินแค่อิ่ม ชีวิตมันต้องไม่ได้ใช้เงินมาก คือมีความรู้สึกว่า สวนจะต้องทำให้ เรามีรายจ่าย น้อยกว่ารายได้ แล้วเราก็เหลือเงินออม พี่เจนว่ามันก็อยู่ได้แล้วนะ
แล้วชีวิตเราไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่เอาความสุขเป็นตัวตั้ง ความสุขในการที่อยู่ในสวนของเรา แบบไม่เดือดร้อน แล้วเราก็ยังมีเหลือพอ ที่จะไปแบ่งปันกับคนรอบข้าง มันก็เพียงพอแล้วนะ สำหรับชีวิต”
แน่นอนว่า คำว่าพอเพียงของแต่ละคนไม่เท่ากัน และเขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การจะทำแบบนี้ได้ ก็ต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง
“พี่เจนว่ามันต้องใช้ปัจจัยเรื่องเงินอยู่นะ ไม่มีเงินก็ไปยาก ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่มันจะช้า แต่ถ้ามันมีเงิน มันก็ทำให้เป็นเครื่องมือ ทำให้มันสำเร็จได้เร็วขึ้น อันนี้เราไม่เถียง
แต่พี่เจนว่า แล้วแต่ว่าใครไปบริหารจัดการให้เหมาะสมกับตัวเอง สปีดแต่ละคนมันไม่เท่ากัน อย่างพี่เจนโชคดีตรงที่ว่า พี่เจนทำงานที่วิทยุการบิน ทำให้ไปได้เร็ว และพี่เต้เป็นคนที่ลงมือทำจริง เพราะฉะนั้นพอ 2 องค์ประกอบมาเจอกัน มันก็เลยสำเร็จได้เร็ว มันแค่นั้นเอง
ไม่ได้หมายความว่าใครเก่งกว่าใคร ไม่ใช่ เพราะเหตุปัจจัยไม่เหมือนกัน แล้วพี่เจนไม่มีลูกไง เพราะฉะนั้นพอ ไม่มีลูก เงื่อนไขในชีวิตมันน้อยลง”
สิ่งที่คู่ชีวิต ของอดีตมือเซตอัจฉริยะ ฝากถึงคนที่กำลังหาความสุขอย่างยั่งยืนไม่เจอ เขาบอกเคล็ดลับว่า ตั้งเป้าให้ถูก แล้วความสุขจะมาเอง
“จริงๆ แล้วมันอยู่ที่การตั้งเป้าครับ ว่าชีวิตนี้เราเกิดมา เราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการความสุข ทำยังไงถึงจะมีความสุขได้ How to เราก็ไปหากระบวนการนั้น
ต้องแยกระหว่างโลกความฝัน กับโลกความจริงด้วย โลกความฝันก็คือความฝัน มันอาจจะหล่อเลี้ยงเราในเรื่องของจิตวิญญาณ แต่ความจริงคือเราจะต้องสู้ยังไง แล้วสิ่งที่สำคัญนอกจากความฝันแล้ว คือความรู้ เราต้องมีความรู้ครับ
และอีกอย่างสุดท้าย เราต้องมีทีม มีเครือข่าย มีกัลยาณมิตร เราไม่จำเป็นต้องเก่งคนเดียว เราต้องมีเพื่อนๆ ด้วย มันเหมือนสหกรณ์ เราต้องเชื่อมโยงกัน ถ้าเราเชื่อมโยงกันได้ ชีวิตเมันสามารถเอาตัวรอดได้ และเราก็เป็นที่พึ่งได้ด้วยนะครับ”
ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก
การทำเกษตร สิ่งสำคัญคือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกอย่างแรกที่ต้องทำ นอกจากความรักแล้วคือ ต้องมีความรู้ก่อน
“สมัยนี้ความรู้หาได้มากนะครับ เพียงแค่ว่ากระดุมเม็ดแรก เราต้องไปถึงความรู้ที่มันเป็นความรู้ที่ไม่เคลือบ บางอย่างความรู้มันเคลือบด้วยตัวแฝง เรื่องของการใช้สารเคมี
คือผมได้ครูดี แรกๆ ก่อนที่ผมจะไปเจออาจารย์ยักษ์เนี่ย ผมรู้จักกับท่านอาจารย์เดชา ที่ข้าวขวัญ สุพรรณบุรีนะครับ เราก็เลยกระดุมเม็ดแรกเราถูก แล้วตอนกระดุมเม็ด 2 เม็ด 3 เม็ด 4 ก็จะเป็นเรื่องง่าย
พอเจอกับอาจารย์ยักษ์ เราได้เจอกับพี่โจนจันใด ที่สอนเรื่องทำบ้านดิน เราก็เลยมาทำบ้านดินด้วยตัวเองทุกอย่าง ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองหมด ก็คิดว่าถ้าคนที่ความรู้เป็นศูนย์ แล้วทำได้เนี่ย ทุกคนทำได้หมดนะครับ”
อย่างเรื่องการปลูกผัก โปรเต้เล่าว่า เริ่มต้นการหาความรู้จากกูเกิล และยูทูบก่อนเลย จากนั้นก็ลองผิดลองถูก ทำเองมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็ทำได้
แม้จะไม่สมหวังบ้าง ในเรื่องการปลูก อย่างเช่น เรื่องการปลูกองุ่น ที่เกือบจะได้กินแล้ว แต่กระรอกก็เอาไปกินก่อนหมด แต่ก็ไม่เคยท้อที่จะเดินหน้าทำต่อ กลับกลายมองว่าเป็นเรื่องสนุกซะมากกว่า
“คือไม่ท้อ คือผมมองว่าเป็นเรื่องสนุก ถ้าเราอยู่ในสังเวียน คือพอดีพี่เต้กับพี่เจนเป็นนักกีฬาเหมือนกัน พี่เต้เป็นนักกอล์ฟ คือมันก็รู้สึกว่า บางทีมันก็ไม่ได้อย่างที่คิด แต่มันสนุกไงระหว่างทาง พอมันสนุกปั๊บ ไอ้การที่จะไม่สำเร็จบางอย่าง มันกลับเป็นเรื่องท้าทายนะครับ”
หน้าที่หลักๆ ของพวกเขาทั้ง 2 คน จะแบ่งกันชัดเจนว่า การทำสวนจะเป็นโปรเต้ 100% ส่วนเรื่องของการทำงาน มีเงินเดือนประจำ เพื่อมาซัพพอร์ตสวน จะเป็นเจน
“จริงๆ แล้วเราแบ่งหน้าที่กันทำครับ เราต้องตั้งคำถามก่อนว่า เราต้องการชีวิตแบบไหน ถ้าเกิดเราต้องการชีวิตที่มีเงิน เราคงไม่มาตรงเส้นทางนี้นะครับ
แต่ถ้าเกิดเราตั้งว่า ต้องการความสุข ความสมดุลในชีวิต ถึงได้เลือกมาทางนี้ เพราะแต่ก่อนผมก็ทำงานหาเงินมาก่อน ก็เห็นแล้วว่าเงินมันมีความจำเป็น แต่ว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต”
แม้จะไม่มีพื้นฐานทางด้านเกษตรเลย แต่โปรเต้ก็มองว่า เราสามารถเริ่มเรียนรู้ใหม่ๆ ได้เสมอ เพียงแต่ว่ามีความตั้งใจมากพอ ก็ทำได้
“ไม่ได้มีพื้นฐานเกษตรเลย เกษตรคือศูนย์เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเรามีความตั้งใจ งั้นเราแบ่งหน้าที่กัน ก็คือว่าพี่เจนจะยังต้องใช้เงิน เราก็หาเงินก่อน พี่เต้ก็มาหาความมั่นคงในชีวิต ก็คือว่าเราลองมาทำเกษตรดู
พอดีได้รับการอบรมจากการที่ไปเรียนกับทางอาจารย์ยักษ์ ดร. วิวัฒน์ นะครับ ก็เลยมาทำเป็นโคกหนองนา เป็นแบบสไตล์เรา
คือเราได้ไปเรียน รู้เรื่องของการทำเกษตรผสมผสาน แล้วก็ทำโคกหนองนา จากทางอาจารย์ยักษ์ทางมาบเอื้อง ก็เลยได้มาปรับปรุงพื้นที่แปลงนี้
ก็แบ่งเป็นโซนๆ การใช้ชีวิต โซนในที่มีแดด เราก็จะปลูกเป็นไม้ผัก เป็นพวกไม้ที่ต้องการแดด โซนไหนเป็นป่า โซนไหนเป็นพวกพลังงาน คือเราต้องเตรียมไว้ทั้งหมดครับ”
นอกจากนี้ ยังมองว่า การทำเกษตรไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่เปิดใจ และตั้งใจทำอย่างจริงจัง เชื่อว่าก็ทำเร็จได้
“ไม่ยากครับ ขอแค่เปิดใจนะครับ เกษตรส่วนใหญ่ก็คือจะเป็นเกษตรใช้สารเคมี แต่พอดีเราเริ่มต้นกระดุมเม็ดแรกของเรา เป็นเกษตรที่ไม่มีสารเคมี เพราะงั้นที่นี่เลยต้องมีการทำปุ๋ยเอง ผลิตปุ๋ยเองทุกอย่าง กระบวนการที่นี่จะเป็นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำเลยนะครับ”
คาดรายได้ในอนาคต ฟันครึ่งล้านต่อปี
แม้วันนี้รายได้ในสวน จะยังไม่ใช่รายได้หลัก เพราะอย่างที่ทั้งคู่ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้เอาเงินเป็นตัวตั้ง เพียงแต่เอาความสุขเป็นตัวตั้ง พร้อมกับพยายามสร้างอาหารไว้ให้ตัวเอง และคนรอบข้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
“รายได้ในสวน วันนี้ไม่ได้เป็นรายได้หลัก แต่ถ้าถามว่า ที่เราจะทำมีไหม มี เพราะว่าทุกวันจันทร์ พี่เจนก็จะตัดผัก เอาไปขายที่วิทยุการบิน
จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะขาย ตั้งใจจะปลูกและกิน แล้วเราก็เอาผักเราไปแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ นะ เพราะเขาอยากกินผักสะอาด เขากินแล้วเขาชอบ มันมีความต่างระหว่างผักที่ใช้สารอินทรีย์ กับผักที่ปลอดไร้สาร
คนกินนะเขาจะรู้ เขาก็เลยบอกว่า พี่เจนฝากบอกพี่เต้ ถ้าปลูกผัก ปลูกเผื่อเขาด้วย ขอซื้อ ซึ่งเราก็ไปขายในราคาที่ไม่ได้ไม่แพงเลยจริงๆ เพราะเราไม่ได้ต้องการเงิน ได้ผักในราคาถูก เราได้บุญกลับมา เพราะเงินไม่ใช่ปัจจัย”
ในอนาคต ผลผลิตทางการเกษตรในสวน อาจจะเป็นรายได้หลักก็ได้ เพราะแม้จะมีเงินเก็บจากเงินเกษียณในอนาคต แต่ถ้าทำให้สวนเลี้ยงตัวเองได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
“ตอนนี้พี่เจนเหลือเวลาอีกประมาณ 6 ปี จะเกษียณ ช่วงนี้เป็นช่วงที่พิเศษ กำลังปรับปรุงคุณภาพไปเรื่อยๆ แล้วก็ขายบางส่วน แต่เมื่อไหร่ก็ตามพี่เจนจะเกษียณ นั่นหมายความว่าที่นี่จะต้องสมบูรณ์พอ ที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงเรา 2 คน และเลี้ยงน้องหมา 10 ตัวได้ สบายๆ
ผลผลิตจากเกษตรเนี่ย อันนี้ก็จะเป็นตัวช่วยประกันความมั่นคงในชีวิตเรา ซึ่งพี่เต้แพลนไว้แล้วว่า หลังจากที่เกษียณ สวนต้องเลี้ยงตัวเองได้”
เช่นเดียวกับโปรเต้ ที่มองว่า ถ้าเราทำให้สวนเลี้ยงตัวเองได้ด้วย มันก็จะเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะผักผลไม้ที่ปลูกไว้ ก็กำลังเติบโต คาดว่าอีกไม่เกิน 3 ปี ทุเรียน 50 ต้นนี้จะขายได้ ดังนั้นเชื่อว่า 1 ปี จะต้องฟันรายได้ปีละ 600,000-700,000 บาท
“สวนเราจริงๆ จะต้องเลี้ยงได้ เพราะเรามีไม้ผล เรามีทุเรียน เรามีผัก ตัดได้ทุกๆ 2 อาทิตย์อยู่แล้วครับ เราสามารถขายได้ ถ้าเกิดเราต้องการเงินเมื่อไหร่ปั๊บ เราสามารถทำเงินได้เลย
ทุเรียนอีกประมาณสักไม่เกิน 3 ปี มีอยู่ประมาณ 50 ต้น ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกหมด เพราะงั้นเราจะมีราคาที่เป็นออร์แกนิกของเรา มีกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าของเรา โดยที่เราไม่จำเป็น ต้องไปแข่งราคากับข้างล่าง
ตอนนี้มีทุเรียนประมาณ 50 ต้น มี 2 สายพันธุ์คือหมอนทอง กับมูซังจริง มีองุ่น ประมาณ 5 สายพันธุ์ ประมาณ 50 ต้น แล้วก็มีผักเป็นออร์แกนิก ผักสลัด มีมะเขือเทศ
นอกจากตอนนั้นก็เป็นอย่างละ 3-4 ต้น ก็คือลำไยคริสตัล และมีลำไยคริสตัล มีฝรั่งหงเป่าสือ ซึ่งอันนี้ส่วนใหญ่จะปลูกไว้ทานเอง
ตีคร่าวๆ ทุเรียนต้นนึง ถ้ามันมีผลประมาณ 30 ลูก ลูกละประมาณ 3 กิโล แล้วตีเฉลี่ยแบบเผื่อๆ เลย ต้นนึงทำเงินให้เราประมาณ ต้นละหมื่น 50 ต้น คือ 500,000 บาท
ปีนึงเราได้เงินประมาณเดือนนึงเฉลี่ยประมาณ 40,000 กว่าบาท จากแค่ทุเรียนอย่างเดียว อันนี้คือเป็น 50 ต้น ที่เราสามารถจัดการได้เองด้วย นอกจากนั้นเรามีองุ่น อยู่ประมาณ 40 ต้นนะครับ”
นอกจากรายได้จากสวนทุเรียน ที่คาดการณ์ไว้แล้ว ยังมีรายได้อีกช่องทาง คือการเผาถ่านขาย เพราะมีไม้ไผ่ที่ปลูกไว้อยู่แล้ว
“เราปลูกไผ่ไว้เต็มบ้าน เราสามารถทำเงินจากถ่านได้เดือน น่าจะหลายพันบาท ถ้ามันเผาได้ตลอด เพราะเราต้องตัดแต่งกิ่งอยู่แล้วนะครับ เราก็เลยคิดว่า เราสามารถหาเงินได้จากเขาอยู่แล้ว”
สำหรับรายจ่ายในแต่ละเดือนของทั้งคู่ อยู่ที่เดือนละ 50,000 บาท ซึ่งต่อไปเชื่อว่า น่าจะลดน้อยลงมาอีก ถ้าเกษียแล้ว
“ประมาณ 50,000 2 คน ทั้งหมดเลยครับ รวมค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าข้าวหมา ค่านู่นค่านี่ แต่คิดว่าต่อไปอาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะพี่เจนจะไม่ทำงาน ค่าน้ำมันรถ ค่าต่างๆ ก็จะเซฟไป
รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายได้ เพราะชีวิตที่นี่มันไม่ต้องอะไรเลย เรามีกินมีใช้ อยู่ในนี้ส่วนหนึ่งแล้ว มันใช้จ่ายน้อยมาก แล้วเราก็มีเงินสะสมของเราส่วนนึงไว้
ต่อไปปัญหาหลักๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว เรามีพื้นที่ ที่สามารถอยู่ได้จริงๆ ผมว่าโลกต่อไป เรื่องของการมีเงินสดอย่างเดียว มันไม่พอ”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ : Facebook “ปริม อินทวงศ์”, “พี่เต้ บ้านดิน”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


