xs
xsm
sm
md
lg

#กกตมีไว้ทำไม เลือกตั้งพลาด-เอาผิดไม่ได้ แนะแก้ระบบ ให้จำคุก-ถอดถอนได้ “เดี๋ยวดีเอง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลับมาแล้ว #กกตมีไว้ทำไม จัดเลือกตั้งทุกครั้ง พังทุกรอบ กกต.รอดตัวตลอด ไม่ว่าจัดเลือกตั้งห่วยยังไง สุดท้ายเอาผิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญวางไว้ “องค์กรอิสระ” หมายถึงอิสระจากทุกอย่าง กระทั่งความรับผิดชอบต่อประชาชน นี่แหละ 1 ในเหตุผลที่ต้อง “แก้รัฐธรรมนูญ”

** ผิดซ้ำซาก องค์กรนี้ “มีไว้ทำไม” **


“#กกตมีไว้ทำไม”กลับมาขึ้นเทรนด์ X อีกแล้ว หลังการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดจาก “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่ไม่น่าให้อภัย

เริ่มตั้งแต่ช่องโหว่ข้อมูลที่บอร์ดหน้าคูหาในหลายจังหวัด “ติดชื่อผู้สมัคร สส. ไม่ครบ”คือหายไปบางพรรค-บางราย
พอประชาชนเข้าไปถาม เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งก็อ้างว่า สส.ที่ไม่มีรายชื่อ “โดนตัดสิทธิ์” ไปแล้ว ทั้งที่ความจริง สส.คนนั้นยังมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งอยู่

แม้แต่การเอาเทคโนโลยีมาใช้ก็มีปัญหา คือในเขตกรุงเทพฯ ที่แปะ “QR Code ข้อมูลผู้สมัคร สส.”ไว้ให้ผู้มาใช้สิทธิ์สแกนดูได้ กลับกลายเป็น “ข้อมูลเก่า”คือ “รายชื่อผู้สมัครปี 66” แทน


                                                              {เลือกตั้ง 69 แต่ QR code ปี 66}

ไหนจะเรื่อง “เลขเขตที่ผิดพลาด” จากการเขียนจ่าหน้าซองผิด บางเขตเจ้าหน้าที่ไม่เขียนเลยก็มี แถมไม่แก้ไขอะไร ถึงประชาชนจะทักท้วงไปแล้วก็ตาม

จนกลายเป็นข้อกังวลว่า อาจส่งผลต่อการนับคะแนนผิดพลาด เมื่อบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ถูกส่งกลับไปนับคะแนนในต่างจังหวัด ตามเขตในใบทะเบียนบ้าน กลายเป็นคะแนนให้ผู้สมัครรายอื่นที่ไม่ได้เลือกแทน

บางหน่วยเลือกตั้งหนักกว่านั้น คือเจ้าหน้าที่บอกให้ “เขียนชื่อตัวเอง” ลงไปบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทำให้บัตรใบนั้นกลายเป็น “บัตรเสีย” ทันที



ความวายป่วงในการจัดเลือกตั้งโดย กกต.แบบนี้มีมาตลอด ถ้าลองย้อนกลับไปรอบที่แล้ว “เลือกตั้งปี 66” จะเห็นความผิดพลาดทุกรูปแบบ

เริ่มตั้งแต่ “ระบบการลงเลือกตั้งล่วงหน้า” ที่ดัน “ล่ม” โดยมีข้อมูลจาก iLaw พบว่า อาจมีถึงกว่า 100,000 คนที่ลงทะเบียนไม่ได้ ส่งให้หลายคนต้อง“เสียสิทธิเลือกตั้ง”เพราะไม่ว่างไปใช้สิทธิ์ในวันจริง

ไหนจะมีเรื่องเขียน “เขต/รหัสหน้าซอง”ของบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิด ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วก็มาเกิดในครั้งล่าสุดขึ้นอีก
แถมยังมีเคสที่ผิดเพราะ “ลายมือเจ้าหน้าที่อ่านยาก”

จนทาง ไปรษณีย์ไทย จำกัด ถึงกับต้องยอมรับผ่านสื่อว่า บัตรเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า “300,000 ซอง”ไม่สามารถส่งไปนับคะแนนจริงได้ เพราะอ่านลายมือของ “คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)” ไม่ออก





                                                        {เลือกตั้งล่วงหน้า69 ข้อผิดพลาดเยอะไปไหม}

หรือจะเป็นช่วง “นับคะแนน” ที่นับกันแบบผิดๆ ถูกๆ ขนาดว่ามีอาสาสมัครไปจับตาดูกันอย่างเข้มข้น เช่น หน่วยเลือกตั้ง“ปทุมธานี” ที่ตอนนั้นนับคะแนนพรรค “รวมไทยสร้างชาติ” ได้ 35 คะแนน

แต่เจ้าหน้าที่กลับเขียนในรายงานผลคะแนน รวมเป็น 169 คะแนน พอผู้สังเกตการณ์เช็กดูก็พบว่า “เขียนคะแนนผิด” ถึง 4 พรรค ยังดีที่แก้ไขทันหลังพี่น้องประชาชนท้วงติง

ความผิดพลาดมากมาย ขนาดที่เรียกว่า ย้อนไปการเลือกตั้งครั้งไหนก็เจอแบบนี้ ถามว่าองค์กรที่จัดการเลือกตั้งอย่าง “กกต.” เคยต้องรับผิดรับชอบอะไรบ้างไหม?

คำตอบคือ“เคย”คือมีครั้งนึงที่ กกต.ทั้ง 3 คน ต้อง“ติดคุก”เพราะจัดการเลือกตั้งปี 49 “ไม่โปร่งใส” โดยมี “ถาวร เสนเนียม” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ฟ้องร้อง

ด้วยเหตุผลที่ว่า “ละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” คือ “ไม่เร่งสอบ” ข้อร้องเรียนสำคัญเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของการเลือกตั้ง

แถมยังออกแนวปฏิบัติที่เอื้อให้ผู้สมัครบางฝ่ายได้เปรียบ ซึ่งสมัยนั้นคือ “พรรคไทยรักไทย” ทำให้การเลือกตั้งเสียความสุจริต และสุดท้ายก็ถูก “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนั้น “เป็นโมฆะ”

ต่อมา “ศาลอาญา” ก็ฟ้อง กกต.สมัยนั้น ฐาน “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ผลักให้กรรมการ กกต.ทั้ง 3 คนมีความผิด ได้รับโทษ “จำคุก 4 ปี” ซึ่งภายหลังลดโทษเหลือ 2 ปี

ครั้งนั้นคือ“ครั้งเดียว”ที่ กกต.ถูกตัดสินว่า“ผิดจริง” และมีคน“ได้รับบทลงโทษ” อย่างเป็นรูปธรรม เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าสมัยไหน ก็ไม่พบว่าต้อง“รับผิดชอบ” อะไรอีกเลย



** รัฐธรรมนูญหนุน “ขาลอย” ไม่ต้องรับผิด **

ความผิดพลาดซ้ำซากพวกนี้ มีคนหยิบกฎหมายอาญา “มาตรา 157” มาวิเคราะห์กันไว้ข้อที่ว่าด้วยเรื่องความผิดฐาน “เจ้าพนักงาน” ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย “มิชอบ” เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย “ทุจริต”

ว่ากันว่า น่าจะสามารถนำมาเป็นอาวุธ ที่ประชาชนจะหยิบไป “ฟ้อง กกต.” ได้ในฐานะที่จัดการเลือกตั้งที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างหนัก

ในขณะที่หลายคนวิเคราะห์ว่า ความเละเทะของการทำหน้าที่ กกต.แบบนี้นี่แหละ คือเหตุผลสนับสนุนข้อสำคัญ ที่พี่น้องประชาชนควร “แก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อให้เอาผิดได้

แต่ก็มีบางฝ่ายวิเคราะห์ว่า ถ้ามีช่องทางให้ประชาชนเอาผิด กกต.ได้ ผ่านมาตรา 157 แล้ว ทำไมถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อจัดการเรื่องนี้อีก?



เมื่อทีมข่าวหยิบเอาคำถามนี้ ไปให้นักวิชาการด้านกฎหมาย อย่าง “ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จึงได้คำตอบว่า ถ้าจัดการผ่านกฎหมายเดิม ยังไงก็ยังมีข้อจำกัดอยู่

เพราะประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา 157” จะเอาผิดได้ ก็ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ได้ว่าคือ “การทุจริต” หรือ “ใช้อำนาจโดยมิชอบ”

“คือถ้าไม่ถึงขนาดว่า มีหลักฐานว่าทุจริตเนี่ย มันเอาผิดไม่ได้ คือจัดห่วย บกพร่อง ผิดพลาด เนี่ย ถ้าไม่ทุจริต ก็เอาผิด 157 ไม่ได้ นึกออกไหมครับ”

และต่อให้ฟ้อง กกต.ผ่านมาตรา 157 ได้ คนที่จะโดนกฎหมายจัดการ ก็จะเป็นเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน หรือเจ้าหน้าที่ใน “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.)” ไม่ใช่ตัวหลักในเชิงวางนโยบายอย่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)”

เพราะใน “รัฐธรรมนูญ ปี 60” ตัว “กกต.” ถูกยกให้กลายเป็นเหมือน “บอร์ด” คอยลงมติเรื่องต่างๆ ที่ “สำนักงาน กกต.” ชงเรื่องขึ้นไป และยกหน้าที่บริหารจัดการการเลือกตั้ง ให้เป็นหน้าที่ของ “สำนักงาน กกต.”



ดังนั้น เวลามีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น ในการจัดการการเลือกตั้ง ความผิดก็จะตกไปอยู่ที่ตัวสำนักงานฯ แต่จัดการไปไม่ถึง “ต้นตอ กกต.”

“มาตรา157 ไปไม่ถึง กกต. จะถึงได้ยังไง เว้นแต่ว่าเขามีมติที่เรียกว่า ประพฤติมิชอบ เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือละเว้นโดยมิชอบ โดยมติเขาเลย ซึ่งมันไม่มีทาง ที่จะมีอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว”

ต่างจาก “รัฐธรรมนูญ ปี 40” ที่ “กกต.” มีหน้าที่ในการบริหารการเลือกตั้ง “โดยตรง” โดยใช้ “สำนักงาน กกต.”เป็นเครื่องมือในการจัดการเลือกตั้ง

ดังนั้น เวลามีความผิดอะไรเกิดขึ้น โทษจึงถึงตัวองค์กรได้ทันที จนกลายเป็นกรณี “จำคุก กกต.” ครั้งประวัติศาสตร์ จากการเลือกตั้งปี 49


                                                             {“ผศ.ดร.ปริญญา” นักวิชาการด้านกฎหมาย}

** ระบบเลือกตั้งพัง เพราะ “ตัดประชาชน” จากระบบ **

นอกจากประเด็นที่ “กกต.” ขาลอย จากการรับผิดในการจัดการเลือกตั้ง เพราะ “รัฐธรรมนูญปี 60” โยนหน้าที่นี้ให้ “สำนักงาน กกต.” ทำหน้าที่แทนแล้ว

“ที่มา” ของ “กกต.” และ “ระบบตรวจสอบ” ในรัฐธรรมนูญ 60 ยังไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม คือถูกตัดออกจากกระบวนการอย่างชัดเจนอีกด้วย

ถ้าเทียบกับ “รัฐธรรมนูญ ปี 40” ที่มาของ “องค์กรอิสระ” อย่าง “กกต.” คือ “สมาชิกวุฒิสภา (สว.)” เป็นคนเลือกเข้ามา ซึ่ง สว.ก็มาจาก “การเลือกตั้ง” ทำให้อำนาจทุกอย่าง ถูกยึดโยงกับประชาชน

อีกทั้งยังมี “ระบบถอดถอน” ที่สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อกัน ลงเสียงเพื่อ “ปลดองค์กรอิสระ” ได้ โดยตาม รัฐธรรมนูญในยุคปี 40 ต้องมี “50,000 รายชื่อขึ้นไป” แล้วมาลดลงเหลือ “20,000 รายชื่อ” ในรัฐธรรมนูญปี 50

โดยกฎหมายในตอนนั้น เขียนไว้ชัดเลยว่า ถ้ามีการยื่นรายชื่อ กระบวนการสอบสวนต้องเริ่มทันที โดยคนที่จะลงมติปลดในขั้นตอนสุดท้าย ก็คือ “สว.”



แม้สุดท้ายแล้ว ต่อให้พิสูจน์แล้วว่า เรื่องไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่จะปลดได้ แต่มันก็ยังมี “กระบวนการตรวจสอบ” ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อยู่ดี

แต่ถ้าหันกลับมามอง “รัฐธรรมนูญ ปี 60” ฉบับที่ถูกเคลมว่า “ปราบโกง” ที่มาของ “สว.” ชุดแรก กลับมาจากการแต่งตั้ง 100% รวมถึง สว.ชุด 2 ก็เป็นการเลือกกันเอง โดยตัดประชาชนออก แต่ยังคงมีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระเหมือนเดิม

ส่วนเรื่อง “การเข้าชื่อถอดถอน” ของประชาชน โดยรัฐต้องดำเนินการทันทีหลังรับเรื่องนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ก็ “ตัดทิ้ง” ไป

ถึงกฎหมายจะระบุขั้นตอนไว้ว่า ตอนนี้ไม่ต้องเข้าชื่อ แค่คนคนเดียวก็สามารถไปร้องเรียนที่ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)”

แต่ถ้าสุดท้ายแล้วปปช.กลับสามารถเลือก “ดองเรื่อง” ไม่ส่งต่อ ไม่สอบสวน นานเท่าไหร่ก็ได้ เช่น เคสคดี “ฮั้ว สว.” เคสล่าสุด คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่ทำให้เห็นว่า ผ่านไปปีกว่าก็ยังไม่คืบหน้า

และต่อให้เกิดการเคลื่อนไหว เลือกดำเนินการแล้ว สุดท้าย คนที่จะลงมติถอดถอนได้ ก็คือ “สว.” ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ตรงนั้น จะเลือกทำยังไงก็ได้ เพราะมาการแต่งตั้ง และเลือกกันเอง โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน



สรุปง่ายๆ คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี 60 ทำให้องค์อสิระจริง แต่ “อิสระจากประชาชน” ทางออกของเรื่องนี้ คือแก้หลักการง่ายๆ คือ การเพิ่มประชาชน เข้าไปในสมาการอำนาจ ในรัฐธรรมนูญ

“หลักการคือว่า ต้องให้ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนต้องประเมินผลได้ เช่น ของเก่าเนี่ย ประชาชนมันเข้าชื่อถอดถอนได้ แล้วก็หลักการมีส่วนร่วมเนี่ยต้องกลับมา

 กกต.เนี่ย ต้องคัดเลือกด้วยความสามารถ เหมือนเราเลือกคนเข้ามาทำงาน แบบภาคเอกชน คุณต้องสัมภาษณ์ แล้วประชาชนต้องมีส่วนร่วม ในการคัดเลือก หรือทักท้วง”

“ใส่ประชาชนเข้าไป ในกระบวนการทุกขั้นตอนนะครับ รับรอง กกต.ดีเองครับ”



** คิดแบบราชการ “ไม่ทำ-ไม่ผิด”!! **

ประเทศไทย ไม่ใช่เพิ่งเคยมีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และองค์กรอย่าง กกต. หน้าที่เดียวที่มีแค่ 4 ปีครั้ง คือ “การจัดการเลือกตั้ง” ทำไมยังคงมีจุดผิดพลาดให้ถูกวิจารณ์ได้ตลอด?

อดีต กกต. อย่าง “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ช่วยคลายข้อสงสัยนี้ไว้ให้ตามคำขอ โดยวิเคราะห์ว่าเหตุผลหลักๆ เป็นเพราะ “สำนักงาน กกต.” มีวิธีคิดการทำงานแบบ “ข้าราชการ” มากเกินไป

ผลักให้ไม่มีการคิดค้น วิธีที่จะทำให้การเลือกตั้ง ให้มีความสะดวกและง่ายขึ้น หรือไม่รู้จักหาวิธี ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เคยเจอมา คือทำๆ ไปตามระเบียบราชการที่มี

“ก็คือ มุ่งจะทำงานตามระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ แล้วก็ไม่ค่อยที่จะคิดค้น ในการที่พัฒนาวิธีการทำงานใหม่ๆ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกต่อประชาชน หรือเพื่อให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เคยทำอะไรมา ก็วิธีการทำงานแบบเดิม ว่าด้วยความที่เป็นสิ่งที่มีความปลอดภัยมากที่สุด”



ยกตัวอย่าง “การเลือกตั้งล่วงหน้า” ที่ซองลงคะแนน จำเป็นต้องเขียน “ชื่อจังหวัด” “เลขเขตเลือกตั้ง”และ “รหัสเขต”ปัญหาคือเขาก็ยังใช้วิธีการ “เขียนด้วยมือ”อยู่

ทั้งที่มันทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้มากที่สุด ทั้งเขียนผิด หรือเขียนแล้ว“อ่านไม่ออก”และในเมื่อบทเรียนเดิมก็มีอยู่แล้วทำไมถึงไม่เรียนรู้ แก้ไข ปรับใหม่ด้วยวิธีการ “พิมพ์รหัสตัวเลข”เพื่อลดปัญหาตรงนี้แทน

หรือกรณี “บัตรเลือกตั้ง”ที่แบ่งออกเป็นสีๆ “สีเขียว”คือ เลือก สส.แบบแบ่งเขต และ “สีชมพู” คือ เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ “สีเหลือง”คือลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ตัวอย่างที่แปะอยู่หน้าบอร์ดเลือกตั้งล่วงหน้า กลับถูกถ่ายเอกสารเป็นสีขาว-ดำ ทั้งๆ ที่มันก็ควรพรินต์สี เพื่อสร้างความเข้าใจให้คนมาใช้สิทธิ์

ถามว่าการแก้ปัญหาพวกนี้ เขาคิดกันไม่ได้หรือ? อดีต กกต.รายเดิมชี้ว่า มันคือช่องโหว่ของแนวคิดแบบราชการ

“วิธีคิดแบบราชการก็คือว่า ถ้าไปคิดมาก ทำมาก เดี๋ยวก็ผิดมาก ทำน้อย ก็ผิดน้อย ไม่ทำ ก็ไม่ผิด เพราะงั้น ก็คือ ไม่ทำอะไรเลย ก็ว่าไปตามระเบียบว่าอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้น”


                                                                            {“สมชัย” อดีต กกต.}

หรือข้อผิดพลาดอย่างการที่ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย “เขียนเลขเขตผิด” ในซองลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการที่รายชื่อผู้สมัคร สส.หายไปจากบอร์ด หรือแม้แต่กรณีQR Codeข้อมูลผู้สมัครไม่ตรง

จุดนี้ก็สะท้อนถึงการขาดประสบการณ์ของ “ผู้อำนวยการ” ในการจัดการเลือกตั้งประจำเขต รวมถึง “ประธานกรรมการ” ประจำหน่วย และเจ้าหน้าที่ในหน่วยด้วย

โดยในการจัดการเลือกตั้ง ปกติจะมีการทำหนังสือ “คู่มือของกรรมการ” และ “การอบรม” คนที่จะมาทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ ส่วนมากเอาคนเดิมๆ ที่เคยทำหน้านี้มาทำ

“เขาก็ใช้วิธีการที่ว่า ใครเคยทำ ก็ถูกตามมาทำ เหมือนเดิมนะครับ คนที่ถูกตามมาทำเหมือนเดิมเนี่ย บางครั้งก็ไม่ได้สนใจ ที่จะอ่านคู่มือ แล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะฟังการอบรม นะครับ ก็เลยอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดต่างๆ เกิดขึ้น”

ทางออกในการแก้ปัญหาการบริหารที่ผิดพลาด ซ้ำซากนี้คือ ตัว “กกต.” ต้องลงมากำกับควบคุม “สำนักงาน กกต.” อย่างจริงๆ จังๆ มากกว่านี้ และเลิกคิดจะอยู่แต่ในกรอบระเบียบราชการ จนไม่มีการคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ

“กกต. เอง ตัวสำนักงานต้องเป็นมืออาชีพมากกว่านี้นะครับ แล้วก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
ในขณะเดียวกันตัวคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนข้างบนเนี่ย ก็จะต้องเอาจริงเอาจัง กับการกำกับการทำงานของสำนักงาน ไม่ใช่แล้วแต่สำนักงานจะเสนออะไรขึ้นมา แล้วก็ว่าไปตามนั้น”



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Prinya Thaewanarumitkul”, “ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร”, “ชลณัฏฐ์ โกยกุล - ปาล์ม - Chonlanat Koaykul” , X @plapoo_o, @sunaibkk, @tonkla_pple, @untitledder, @moonvaderr, @jadenipat7”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น