ไม่ต้องรอง้อลูกหลานให้ว่าง เจาะ “ธุรกิจเช่าลูก” ทางเลือกใหม่ผู้สูงวัยไร้ทายาท ขาดคนดูแล บริการจัดเต็มแบบไม่ใช่แค่นั่งเฝ้า แต่วางแพลนกิจกรรมเกษียณได้ตามใจ ตอบโจทย์ยุคคนโสด-สังคมสูงอายุ
*** มีลูกทันใช้ ชั่วโมงละ 350 บาท!! ***
ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบแล้วหรือยัง...?
ข้อมูลจากกรมการปกครองในปี 2568 เผยถึงจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 22.5 % ของจำนวนประชากรไทยราว 65.9 ล้านคน
หมายความว่า ถ้ามีคนเดินมา 5 คน 1 ในนั้นต้องมีผู้สูงอายุอยู่ด้วย แถมยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ด้วยบริบทของสังคมยุคนี้ ที่ครอบครัวขยายลดลง เพราะลูกหลานแยกบ้านออกไป หรือแม้แต่ผู้สูงวัยเองก็ครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตคนเดียว ทำให้ขาดคนดูแลเอาใจใส่ โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนในอนาคต
นั่นเลยจุดประกายให้ “แบงค์-ทศวรรษ บุญมา” หนึ่งในทีมบริหารของ “Buddy Home Care” ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน จ.เชียงใหม่ ปิ๊งไอเดีย “บริการเช่าลูก” ที่ให้ความดูแลไม่ต่างอะไรกับคนในครอบครัว
[ “แบงค์ ทศวรรษ” แห่ง “Buddy Home Care” ]
ทั้งพาไปโรงพยาบาลตามนัดของแพทย์, คอยเช็กสุขภาพเบื้องต้น, เป็นเพื่อนเที่ยว/เพื่อนคุยยามเหงา, ช่วยเฝ้าระวังอุบัติเหตุ, สอนเล่นแอปพลิเคชันตามทันคนเจนใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุในครอบครัวที่ลูกหลานต้องออกไปทำงาน และผู้สูงอายุที่โสด และไม่มีคนคอยดูแล ซึ่ง “บริการเช่าลูก” ก็เริ่มต้นมาเมื่อราว ก.ค.ของปีที่แล้ว
“เคยได้ยินอยู่ว่าญี่ปุ่นเขามีเช่าเพื่อน มีเช่าลุง อะไรอย่างนี้ แต่ว่าเราปรับมาเป็น ‘เช่าลูก’ คำว่า ‘เช่าลูก’ เรามองว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยอมอยู่เป็นโสด ไม่อยากมีลูก อยู่คนเดียวดีกว่า แต่สุดท้ายคนเราแก่มา เราก็ต้องการคนดูแล ถึงแม้จะโสด
จริงๆ ลูกหลานเขามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูผู้สูงอายุใช่มั้ยครับ เขาก็ไม่มีเวลาที่จะมาดูแล หรือว่าพาไปหาหมอ พาไปซื้อของ
มันก็เกิดไอเดีย เช่าลูก เช่าก็คือเป็นรายชั่วโมง แล้วแต่ว่าทางผู้สูงอายุหรือว่าลูกค้า อยากให้เราไปช่วยอะไร เช่น ส่งไปหาหมอ ส่งไปตลาด หรือว่าส่งไปธนาคาร ทำธุรกรรม ไปเดินเรื่องเอกสารทางราชการ อันนั้นคือส่วนภายนอก
ภายในบ้านก็มี เช่น ไปสอนการเล่นเทคโนโลยี เล่น TikTok เล่น LINE หรือว่าไปพูดคุยกับเขา ไปเฝ้าระวังเรื่องของอุบัติเหตุ ตรวจสุขภาพให้ เพราะอย่างนี้แหละ สุดท้ายแก่มา เราก็ต้องการความช่วยเหลือ เราอยู่คนเดียวไม่ไหว
เราใช้คำว่าเช่า มันเป็นคำที่เป็นลูกเล่น ให้คนสนใจมากขึ้น มันเป็นคำแปลกๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยิน มันก็มี 2 มุม ถ้าทางบวกเขาก็จะบอกว่า ถ้าฉันได้มีโอกาส ก็จะใช้บริการนี้ มันเป็นคำแปลกดี
แต่ถ้าทางลบก็จะมี เช่าลูกมันแบบ… ค้าบริการหรือเปล่า เราก็อธิบายว่ามันเป็นบริการที่ใช้คำดูให้น่าสนใจ ซึ่งเราก็มองเหมือนของ(มูลนิธิ)กระจกเงา เขาใช้คำว่า ‘จ้างวานข้า’ แต่ ‘ข้า’ ในที่นี้ไม่ใช่ ‘ฆ่า’ เป็นจ้างมาทำงาน เล่นคำ”
[ สอนเล่นแอปฯ ตามทันคนเจนใหม่ ]
กลายเป็นว่าหลังจากที่บริการนี้ถูกแชร์ออกไปบนโลกออนไลน์ ก็มีผู้คนให้ความสนใจเข้ามามากมาย มีลูกทันใช้ เริ่มต้นที่ 350 บาท/ชั่วโมง
“เราโพสต์ใน Facebook ของ Buddy Home Care คนก็แชร์ไป ตั้งแต่เปิดตัวมา ฟีดแบกดีมากครับ มีคนให้ความสนใจทางโซเชียลฯ หรือว่าทางลูกค้าเอง ก็มีความต้องการ มีโทร.เข้ามาเยอะมากพอสมควร
เราคิดเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 350 บาทครับ ถามว่าแพงมั้ย มันก็ไม่ได้แพง เพราะว่ามันรวมในเรื่องของค่าน้ำมัน ที่เราจะต้องเดินทางไปรับ-ส่งเขาอยู่แล้ว จริงๆ 350 บาท เราแบ่งเอามาช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุยากไร้ในชุมชนด้วย
ข้อจำกัดเราก็มี คือความต้องการเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี อะไรอย่างนี้ แต่ว่าเรายังให้บริการได้แค่ในเชียงใหม่ อย่างเชียงใหม่เอง ก็มีลูกค้าที่ขอรับบริการ เช่น ส่งไปตลาด
หรือว่าการใช้เทคโนโลยี การใช้แอพพลิเคชันเป๋าตังค์ เขาก็จะขอเราช่วยเหลือ อีกอย่างนึงก็คือ พอใช้บริการครั้งแรก เขาจะมีครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 มาเรื่อยๆ ลูกค้าที่ขอรับบริการ อาจจะไม่ค่อยได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ยังขอรับบริการซ้ำๆ
บางครั้งผู้สูงอายุก็จะโทร.มาเองเลยนะ ไม่ต้องรอลูกหลาน วันนี้เหงานะ หรือว่าวันนี้มาช่วยสอนเล่นโทรศัพท์หน่อย ก็จะโทร.หาเรา เขามีเงินของเขาอยู่แล้ว เขาก็จะพร้อมจ่าย ไม่ต้องให้ลูกหลานโทร.ให้ก็ได้
มีลูกพร้อมใช้ครับ บางคนเขาโสด ไม่มีแฟน ไม่มีลูก พอแก่มาก็ไม่ต้องหาลูกที่ไหน เรามีพร้อมให้บริการเลย อยากทำอะไร ไปเที่ยว ซึ่งจริงๆ การไปเที่ยว เขาไม่มีคนถ่ายรูปให้ เราก็เป็นคนถ่ายรูปให้ เป็นตากล้องให้
หรือแม้กระทั่งเราก็ต้องดูด้วยว่าเขาเป็นโรคอะไร ความดัน เบาหวาน เราไปตลาดเราก็ต้องไปเลือกวัตถุดิบ หรืออะไรที่มันเหมาะกับโรคที่เขาเป็นด้วยครับ ถึงบอกว่าคำว่า เช่าลูก มันไม่ได้ไปแค่ไปส่งแล้วก็จบ มันต้องบริการถึงสุดท้ายเลย
จริงๆ ผู้สูงอายุเองเขามองว่า เราไม่ได้เป็นแค่ผู้รับจ้างหรือว่าผู้ถูกจ้าง เขามองเราว่าเป็นลูกหลานคนนึงที่มาอยู่เป็นเพื่อนเขาครับ”
และสิ่งที่สำคัญของคนที่จะมาทำงานตรงนี้ได้ นอกจากจะต้องมีความรู้ในการดูแลแล้ว ยังต้องมีความใจเย็น เข้าใจในความแตกต่างของช่วงวัย และสุขภาพที่ถดถอยของผู้สูงอายุอีกด้วย
“ที่ทักเข้ามาขอสมัครงานเช่าลูก เราต้องมีการเช็กประวัติอาชญากรรม ประวัติมิจฉาชีพก่อน จากนั้นเราก็จะมีการอบรมให้เขาประมาณ 70 ชั่วโมง เรื่องของการตรวจสุขภาพ การวัดสัญญาณชีพ
มันก็จะมีบางคนที่มาขอสมัครงาน บอกเราว่าเขาขับ Grab เคยขับไปรับ-ส่งผู้สูงอายุมาก่อน แต่อย่างนั้นมันเรียกว่าเป็นการรับ-ส่งเฉยๆ เช่าลูกมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ว่าไปส่งแล้วก็จบ มันต้องไปคอยดูแลเขาด้วย ไปช่วยเหลือเขาระหว่างทำธุระ
เรื่องของความเข้าใจการเป็นผู้สูงอายุด้วย เพราะว่าเราอยู่กับผู้สูงอายุ ยิ่งคนละเจน ยิ่งไม่เข้าใจกันเลย เราต้องมีความเข้าใจ มีใจรักในบริการ ต้องใจเย็นด้วยนะ อยู่กับผู้สูงอายุบางครั้งก็เดินช้า
แล้วอีกอย่าง การเล่นเทคโนโลยี จริงๆ ผู้สูงอายุเขาอยากเล่นนะ แต่เขาเล่นไม่เป็น ถ้าในมุมมองของเจนเรา จะมองว่าเทคโนโลยีก็เล่นง่ายนะ ทำไมถึงเล่นไม่เป็น แต่ในยุคของเขามันไม่มีแบบนั้นไงครับ มันเพิ่งมามี เขาก็อยากเล่นเหมือนลูกหลาน
เขาก็จะคอยให้เราสอนให้ อย่างเรื่องของแอปฯ เป๋าตังค์ แอปฯ อะไรทำไม่เป็น หรือว่าเราไปสอน TikTok เล่น LINE สอนแล้วสอนอีกๆ เพราะว่าสอนไปเขาก็ลืมก็มี เขาจะถามเรื่องเดิม ต้องใจเย็นนิดนึงกับผู้สูงอายุ”
*** คืนกำไรสู่สังคม ช่วย “เด็กด้อยโอกาส-ผู้สูงวัยยากไร้” ***
“เช่าลูก” เป็นบริการที่อยู่ภายใต้ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ “Buddy Home Care” ที่ให้บริการดูแล “พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย” ใน จ.เชียงใหม่ แบบครบวงจร
“ปกติแล้ว Buddy Home Care ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็จะเป็นติดเตียงบ้าง ติดบ้านบ้าง จะเป็นบริการแบบรายเดือน อยู่กับผู้สูงอายุตลอด 24 ชั่วโมงครับ แต่ว่าบางรายเขาต้องการชั่วคราว ไปเช้า-เย็นกลับ เป็นชั่วโมง อะไรอย่างนี้ครับ
แต่เช่าลูก ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เขาชอบเข้าสังคม หรือว่าที่เขาสามารถออกนอกสถานที่ได้ ถามว่ามีติดบ้านมั้ย ก็มีติดบ้านด้วย สามารถเคลื่อนไหวเองได้ เดินได้ แต่เขาให้เราไปดูแลในเชิงเรื่องของระวังอุบัติเหตุ
หรือว่าพาไปหาหมอ เราก็ต้องเดินไปเอายาให้เขา เดินรับเอกสาร ใบนัด ใบรับรองแพทย์ เรียกว่าอำนวยความสะดวกตั้งแต่ไปรับที่บ้านเลย ไปส่งโรงพยาบาล แล้วก็พากลับด้วย
ลูกหลานเองต้องออกไปทำงานหรือว่ามีงานด่วนเข้ามา ไม่สามารถที่จะส่งไปหาหมอ ก็จะมีคนประสานให้เราไปช่วยดูแล แล้วเราก็จะคอนแทคกับเขาตลอด เช่น ตอนนี้อยู่หน้าบ้านคุณยายแล้วนะ ตอนนี้กำลังไปส่งคุณยายไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลนะ ตอนนี้กำลังรอรับยานะ ตอนนี้ถึงบ้านแล้วนะ เราก็จะคอยรายงานให้ญาติเขารับทราบด้วย
ญาตินั่นแหละครับเป็นคนเครียดที่สุดเลย เพราะว่าบางคนไม่มีความรู้เรื่องของการดูแล สุดท้ายเราก็ต้องดูแลญาติด้วย ก็คือให้คำแนะนำเรื่องของการดูแล เราต้องให้ญาติมีจิตใจที่สบาย ไม่ต้องเครียดมาก กลายเป็นว่าเราต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ดูแลผู้ดูแลด้วย ให้กำลังใจกัน กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ”
[ อบรม “หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ” ]
และด้วยความที่เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องของดำเนินงาน นอกจากจะให้บริการด้านผู้สูงอายุแล้ว ที่นี่ยังช่วยเหลือ “เด็กด้อยโอกาส” และ “ผู้สูงอายุยากไร้” ควบคู่ไปด้วยกัน
“จริงๆ Buddy Home Care เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมครับ เป็น SE (Social Enterprise) จะช่วยอยู่ 3 ส่วน ส่วนแรกก็คือให้ทุนการศึกษาเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาส จบ ม.3, ม.6 แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ก็ให้ทุนไปเรียน ‘หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ’ 420 ชั่วโมง เรียนกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่เรียนก็เป็นการดูแลเบื้องต้น การตรวจสุขภาพ วัดความดัน วัดออกซิเจน วัดสัญญาณชีพต่างๆ การพลิกตัว การเปลี่ยนผ้าอ้อม แพมเพิร์ส หรือในเรื่องของการปฐมพยาบาล เช่น การทำแผล การ CPR ให้กับผู้สูงอายุ การเคลื่อนย้าย การประเมินสุขภาพ การประเมินกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ พอจบมาเราก็ไม่ได้ทิ้งเด็ก เราก็หางานให้ทำ
และเราก็มองว่าผู้สูงอายุที่เขามีระดับปานกลาง กลุ่มคนมีกำลังจ่าย เขาก็ต้องการคนดูแล เขาก็จะจ่ายเป็นรายเดือนบ้าง รายวันบ้าง แล้วแต่ความต้องการ หลักๆ จะเป็นเชียงใหม่ แล้วก็ภาคเหนือ เช่น ลำพูน ลำปาง จะมีกรุงเทพฯ เป็นบางส่วน
อีกส่วนนึง เราก็เอากำไรจากตรงนี้ ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ในชุมชนให้ได้รับการดูแล เรามีผู้สูงอายุยากไร้ประมาณ 200 กว่าราย ก็เยอะมากเลย ซึ่งเป็นการดูแลแบบฟรีครับ”
[ ลงชุมชน เยี่ยม “พ่ออุ๊ย-แม่อุ๊ย” ตามบ้าน ]
ไม่ใช่แค่การไปดูแลเพียงอย่างเดียว แต่การที่ได้พบเจอผู้มากประสบการณ์ชีวิต ก็ทำให้แบงค์ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้คนเหล่านั้นกลับมาอีกด้วย
“มีเคสนึงที่เราชอบ เวลาไปแต่ละครั้งเขาก็จะดีใจ มีความสุข เขาก็จะมองว่าเราไม่ได้เป็นคนนอก เหมือนคนในครอบครัวของเขา เขาก็จะพาไปกินข้าวบ้าง พาไปเที่ยว เหมือนเราได้ไปเที่ยวกับเขา บางครั้งเขาไปต่างจังหวัด ก็จะมีของมาฝากเราเหมือนกัน ก็ยังนึกถึงเราอยู่ จนเรากลัวเหมือนกันว่า เอ… ลูกเขาจะว่าเราหรือเปล่า (หัวเราะ)
วันนี้อยากทำอะไร อยากไปวัด ไปทำบุญ หรือว่าไปตลาด ไปช่วยถือของ ไปช่วยเลือกของด้วย เราก็จะเลือกของที่เหมาะสำหรับเขา เช่น เบาหวาน ความดัน ไม่ควรกินอะไร เราก็จะบอกเขา ไปช่วยเลือก ไปดูแลสุขภาพด้วย อย่างนี้ครับ
เขาก็จะสอนเรื่องอดีตที่เขาเคยเจอมา ซึ่งก็รู้ว่ายุคปัจจุบันกับยุคเขา มันอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงเกินไป แต่แบงค์คิดว่าสิ่งที่เขาสอนบางครั้งมันก็ยังใช้ได้อยู่ เช่น เรื่องของสุขภาพ เรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของการเงิน
บางคนเขาเป็นผู้สูงอายุที่เคยลำบากมาก่อน เขาก็จะไม่มีเงินเก็บ เขาก็จะคอยสอนเรา ได้เงินมาก็เก็บนะ ใช้ก็ประหยัดนะ ตอนอดีตก่อนที่เขาจะมาเป็นอย่างนี้ เขาก็ลำบากมาก่อน เขาก็ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ไม่มีเงิน
ปัจจุบันนี้ยิ่งหาเงินยากเหมือนกัน ก็ต้องเก็บออมให้มากที่สุด แล้วก็เรื่องของสุขภาพ เขาก็จะสอนเราเรื่องการกิน อย่ากินหวาน อย่ากินเค็มนะ เดี๋ยวจะเป็นความดันเหมือนเขา”
*** ซึมซับจากยาย สู่จิตอาสาเพื่อสังคม ***
สำหรับเหตุผลที่แบงค์เลือกทำงานด้านนี้ เริ่มต้นจากการที่เขาผูกพันกับผู้สูงอายุมาก่อน นั่นก็คือคุณยายของตัวเอง เพราะตั้งแต่เด็กจนโต ก็มีคุณยายคอยดูแล ไม่ต่างอะไรกับ “แม่คนที่ 2”
“จริงๆ ก็อยู่กับแม่กับพ่อ แต่ด้วยปัญหาของผู้ใหญ่ก็แยกทางกัน สุดท้ายก็ได้มาอยู่กับแม่ แม่ต้องดิ้นรนคนเดียว แม่ต้องเอาไปไว้กับยาย อยู่ด้วยกันตั้งแต่แบเบาะเลยครับ แม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อที่จะหารายได้เข้ามาดูแลครอบครัว
มันก็เลยทำให้เรามีความผูกพันกับยายมาก เพราะว่ายายก็จะเป็นคนไปรับ-ไปส่งโรงเรียน เช้ามาก็จะมีกับข้าวไว้ให้กิน ตอนเย็นกลับจากโรงเรียนมา แกก็จะทำอาหารไว้รอเรา มันก็ทำให้เกิดเป็นความผูกพัน
ถามว่าผูกพันกับใครมากที่สุด ก็ผูกพันกับคุณยายมากที่สุด เพราะว่าคุณยายจะเป็นคนดูแลเราตั้งแต่เด็กจนโต แม้กระทั่งจนเราทำงาน แกก็ยังมองว่าเป็นเด็ก แล้วก็ยังดูแลกันเรื่อยมา
ตอนเด็กๆ ยายดูแลเรา พอเราโตขึ้นมา ทำงานได้ มีรายได้ เราก็ต้องไปดูแลยายบ้าง เพราะว่ายายก็แก่ลง ด้วยอายุ 80-90 พาไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล ซึ่งคนแก่ไปโรงพยาบาล ไม่ได้ไปแค่ครั้งเดียว เพราะแกมีหลายโรค
มีโรคประจำตัวก็ต้องไปอีกหมอนึง แกล้ม เป็นโรคกระดูก ก็ต้องไปอีกโรงพยาบาลนึง หรือแม้กระทั่งสายตาที่เป็นต้อกระจก ต้อหิน ก็ต้องไปอีกประเด็นนึง แต่แกก็เสียไปเมื่อตอน 3 ปีที่แล้ว ด้วยมะเร็งระยะสุดท้ายครับ เราได้ตอบแทนท่าน จนวาระสุดท้ายเราก็ยังดูแลอยู่ ก็มองว่าจริงๆ แล้วการที่ยายดูแลเราหรือเราดูแลเขา มันคุ้มค่าแล้ว”
[ ความผูกพันกับคุณยาย แรงผลักสำคัญบันดาลใจ ]
จากการที่ได้ดูแลคุณยายของตัวเอง ทำให้แบงค์ค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจคนกลุ่มนี้ขึ้น เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาก็ได้มีโอกาสมาได้ทำงานจิตอาสาด้านผู้สูงอายุ แถมตอนนั้นยังเป็นน้องเล็กสุดในกลุ่มอีกด้วย
“จุดเริ่มต้นของการเป็นจิตอาสา พอดีมีผู้ใหญ่ในชุมชนที่เขาทำงาน อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ถ้าทำงานกับทาง Buddy Home Care จะเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เขาก็ชวนมาลงพื้นที่ ไปเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชน ก็ใช้ช่วงวันหยุดไป เราก็ได้แค่วัดความดันแล้วก็วัดไข้ ได้พื้นฐานจริงๆ ตอนนั้นที่เราไป
บางครั้งผู้สูงอายุ แค่ไปเยี่ยม ไปพูดคุย เขาก็ดีใจแล้ว เขาก็หายเหงาแล้ว หรือว่าบางครั้งเรามีกับข้าวที่ทำ เราก็ได้เอากับข้าวนั้นไปให้เขา เป็นอาหารกลางวันบ้าง อาหารเย็นบ้าง
ด้วยความที่เราเด็กสุด เมื่อก่อนที่เราทำก็อายุประมาณ 20 ต้นๆ ครับ พี่ๆ ก็อายุประมาณ 40 ขึ้น จริงๆ อาสาสมัครก็จะประมาณ 60 ขึ้น 70 ขึ้นก็มีนะ (หัวเราะ)
อาสาสมัครเดี๋ยวนี้ก็เป็นผู้สูงอายุกันหมด คนละเจน แต่ว่าเราก็สามารถเข้ากับเขาได้ เขาแข็งแรงนะครับกลุ่มจิตอาสา แต่ว่าบางครั้งเทคโนโลยี หรือว่าการบันทึกการอะไร เขาไม่ได้เก่งเหมือนเรา ก็ต้องเข้าไปช่วย ไปซัพพอร์ตเขา
ถ้าเฉพาะแค่ในชุมชนก็ประมาณ 4-5 ราย บางชุมชนก็จะเห็น เขาก็จะชวนเราไปเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชนของเขาบ้าง มันก็ขยายไปเรื่อยๆ จาก 5 คนเป็น 10 คน”
แม้จะเรียนจบด้านการบริหารมา แต่ด้วยจังหวะชีวิตที่มาเจอกับ Buddy Home Care ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้ ให้โอกาสเขาด้วยในมอบทุน “หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ” เพื่อเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะเบนเข็มมาเอาด้วยนี้อย่างเต็มตัว
“พอเราเรียนจบมา Buddy Home Care ทำงานกับชุมชนที่เราอยู่อยู่แล้ว เขาก็เลยชวนให้เราเข้ามาทำงานด้วย ด้วยความที่เรามีความผูกพันกับคนในชุมชน แบงค์มองไว้ว่า ในเมื่อเขารับเราแล้ว เขาเห็นความสำคัญของเรา แล้วก็เอ็นดูเรา ก็ทำงานกับเขาเลย อยู่มาจนถึง 6-7 ปีแล้วกับ Buddy Home Care
เราเรียนสายบริหาร มันก็ไม่ค่อยตรงสายเท่าไหร่ ทาง Buddy Home Care ก็ส่งไปเรียน ‘หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ’ เราได้ทุน ได้โอกาสจาก Buddy Home Care เอาไปเรียนเป็นผู้ดูแล เราก็ได้เอาตรงนั้นมาใช้กับคนในครอบครัวเรา ใช้กับคุณยาย เอามาดูแลตั้งแต่ยายติดเตียง จนวาระสุดท้ายที่ยายเสีย
แบงค์มองว่า ผู้สูงอายุในชุมชนเขาเป็นคนยากไร้ ไม่มีคนดูแล บางครั้งมีคนดูแล ก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ ยิ่งผู้สูงอายุติดเตียง หรือว่าให้อาหารทางสายก็ยิ่งลำบาก คนดูแลก็จะเครียด ซึ่งจริงๆ ผู้ดูแลมีภาวะเครียดมากที่สุด เพราะฉะนั้น ตัวเราเองเราต้องเข้าไปสอน ไปให้คำแนะนำญาติที่เขาดูแลด้วยครับ”
*** “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” เพียงพอแล้วหรือยัง? ***
ตามที่ได้เอ่ยถึงไปแล้วในตอนต้น จากสถานการณ์สัดส่วนของจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในบ้านเรา ในฐานะที่ทำงานใกล้ชิดคนกลุ่มนี้ แบงค์ ยังได้สะท้อนถึงเรื่องของสวัสดิการ ที่ถึงแม้ทางภาครัฐจะให้การดูแลคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้สูงอายุได้รับ เขาก็คิดว่าอาจจะน้อยไปสักหน่อย
“เราสังเกตว่าแต่ละชุมชนที่เขาจัดงานดำหัวให้ผู้สูงอายุ เดี๋ยวนี้ 60 ขึ้นเยอะมากเลย มันทำให้เราเห็นว่า เราก็เข้าสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ทางภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุด้วย เช่น เขาก็จะมีเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน มีการอบรม Care giver ให้กับ อสม. เพื่อที่จะสามารถไปดูแลผู้สูงอายุได้
จริงๆ เรื่องของการดูแล แบงค์มองว่าภาครัฐก็ดูแลโอเคนะครับ ที่เขาคอยซัพพอร์ตหมอหรือพยาบาล หรือว่าอบรม Care giver ให้มาดูแลผู้สูงอายุในชุมชนตามบ้านได้
มันก็เห็นว่าจริงๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือว่าหน่วยงานอื่น เขาก็ยังให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุอยู่ และมีเรื่องของการบริการเข้ามาในชุมชน ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
แต่ว่ามันก็จะมีบางอย่าง เช่น เบี้ยยังชีพ 600-700 ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้สูงอายุกับยุคปัจจุบัน อนาคตไม่รู้เหมือนกัน เรื่องของการดำรงชีพ เบี้ยยังชีพ รัฐอาจจะต้องช่วยเสริม น่าจะเพิ่มมั้ย หรือมีอะไรที่ทดแทนให้ผู้สูงอายุ อยู่ในช่วงวาระสุดท้ายของเขาอย่างมีความสุข
ที่น่ากลัวก็คือเรื่องของสุขภาพ ถ้าผู้สูงอายุป่วยเยอะขึ้น การไปหาหมอ การไปโรงพยาบาลบ่อยๆ มันก็จะเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายภาครัฐ ภาครัฐอาจจะต้องแบกภาระหลายๆ ส่วน
ยิ่งผู้สูงอายุยากไร้ บางคนต้องใช้แพมเพิร์ส ภาครัฐก็จะมีสนับสนุนบ้าง แต่ถามว่าเพียงพอมั้ย อันนี้ก็เป็นภาระของภาครัฐที่จะต้องหางบประมาณ มาช่วยเหลือผู้สูงอายุ”
ยิ่งสังคมในยุคปัจจุบัน จากปัจจัยในชีวิตหลายด้าน ทำให้ผู้คนตัดสินใจไม่มีทายาท บ้างก็เลือกที่จะครองตัวเป็นโสด การเตรียมความพร้อมในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องใด
“แบงค์มองว่าผู้คนเตรียมความพร้อม ถึงแม้จะไม่ 60 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องของการใช้ชีวิต ยิ่งคนโสดเขาก็จะมีความพร้อมในเรื่องของการวางแผน ว่าฉันจะต้องไปอยู่ใน Nursing home จะต้องไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือทางภาครัฐก็จะเป็นบ้านพักคนชรา บางคนก็บอกอีกนานกว่าจะ 60 มันไปไวมากเลย มันก็ต้องมีการวางแผนในชีวิตของเราตั้งแต่วัยนี้ครับ
อย่างแบงค์เองก็ต้องวางแผนแล้ว เราไปเห็นผู้สูงอายุเป็นแบบนี้ สุขภาพเป็นแบบนี้ เขาการวางแผนชีวิตยังไงในช่วงวัยของเขา เราก็เอาเขามาเป็นบทเรียน เหมือนเขาสอนเราให้เราวางแผนชีวิตในวัยสูงอายุ เป็นต้นแบบให้กับเรา สุดท้ายมา 60 ปี ฉันจะเป็นติดเตียงหรือเปล่า หรือฉันจะเป็นผู้สูงอายุที่มีพลัง สามารถทำงานช่วยเหลือสังคมได้อยู่
เพราะว่าเดี๋ยวนี้คน 60-70 ก็แข็งแรงอยู่นะครับ ก็ยังทำงานเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคม อย่ามองว่า 60-70 จะต้องอยู่บ้าน หรือว่าแก่ชรา ทำอะไรไม่เป็นแล้ว ทำอะไรก็ช้า ไม่ใช่นะ ผู้สูงอายุเขามีพลังมากเลยนะ เราก็ไปดูผู้สูงอายุที่เขาแข็งแรง ก็ไปเรียนรู้จากเขา ว่าเขาทำยังไง 70 เขาถึงแข็งแรงขนาดนี้
จริงๆ แบงค์เองเตรียมพร้อมแล้ว 31 อาจจะดูไกลนะ แต่มันไม่ไกล สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญครับ ถ้าสุขภาพดี เราก็ไม่ต้องใช้เงินไปรักษา ไม่ต้องใช้เงินไปหาหมอ ดูแลสุขภาพ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย 60 มาก็มีสุขภาพที่ดี”
สุดท้ายนี้ ผู้ให้บริการเช่าลูก ก็ฝากถึงการใช้ชีวิตระหว่างคนต่างยุค อย่ามองเป็นความน่ารำคาญ ให้เป็นเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะสุดท้ายแล้ว หากชีวิตดำเนินไปตามแผน วันหนึ่ง ทุกคนก็ต้องกลายเป็น “ผู้สูงอายุ” เหมือนกันหมด
“ก็อยากให้เรียนรู้จากผู้สูงอายุเขาเป็นยังไง เขาดูแลตัวเองยังไงบ้าง จริงๆ ยุคเขากับเรามันต่างกันมาก บางครั้งเขาอาจจะเดินช้านิดนึง หรือบางครั้งอาจจะพูดซ้ำ ถามแล้วถามอีก
ต้องใจเย็น สุดท้ายมาแล้วทุกคนก็ต้องแก่ ก็ต้องกลายเป็นผู้สูงอายุครับ เราอาจจะเจอแบบเขาก็ได้ ลูกหลานเราอาจจะโวยวายหรือไม่พอใจเราก็ได้นะ ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
อย่างเรื่องของเทคโนโลยี เขาก็อยากเล่นเป็น ยุคของเขาไม่มี TikTok - LINE เขาจำไม่ได้ เขาก็ถามเราบ่อยๆ อย่างที่บอกนั่นแหละครับ เราเรียนรู้จากเขา เขาเรียนรู้จากเรา เรียนรู้ร่วมกัน อย่างนี้ดีกว่า”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “Buddy HomeCare ใส่ใจดูแลเหมือนคนในครอบครัว”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


