xs
xsm
sm
md
lg

“ต่อต้านคอนเทนต์ AI” เทรนด์การตลาด 69 มาแรง!! เอียน “สวยแต่ปลอม อึดอัดมากกว่าดึงดูด” [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การตลาดแบบ AI “สวย” แต่ “ปลอม” มีเยอะจน “เกร่อ” สุดท้าย ไร้เอกลักษณ์ ดูแล้ว “น่าอึดอัด” จนเกิดเป็นกระแส “Anti–Fully AI Marketing” ระบาด กูรูชี้ นี่แหละ “เทรนด์การตลาด” แนวใหม่ปี 69 ที่แบรนด์ต้องปรับตัว ถ้าไม่อยากเสียลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนัก!!






** เสพจนเลี่ยน อึดอัดมากกว่าดึงดูด **


“ปี 2569 คนจะเริ่มเบื่อคอนเทนต์โฆษณา ที่สร้างจาก AI”

นี่คือบทสรุป จากบทความของ “Techsauce” สื่อด้านเทคโนโลยี ที่วิเคราะห์เทรนด์ของปีนี้เอาไว้ว่า กระแส “Anti-AI Marketing” กำลังมาแรง!!

โดยให้เหตุผลไว้ว่า เป็นเพราะผู้คนรู้สึกเอียน กับเนื้อหาที่ถูกสร้างโดย AI โดยเฉพาะในสื่อโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นภาพโปรโมต, คลิปวิดีโอ หรือแม้กระทั่งบทความ ที่ปัญญาประดิษฐ์ล้ำสมัยเหล่านี้สร้างขึ้นมา

ส่วนเหตุผลก็เป็นเพราะถึงมันจะดูดี แต่คนดูกลับรู้สึกว่ามัน “ปลอม” ขาดเอกลักษณ์ จนชวนให้รู้สึก “อึดอัด” มากกว่าน่าดึงดูด

บวกกับการขยับของเหล่าบริษัท และคนวงการบันเทิง อย่าง “iHeartMedia” บริษัทชื่อดังด้านสื่อวิทยุและพอดแคสต์ ที่ออกมาชูสโลแกนว่า “Guaranteed Human” ที่แปลได้ว่า “การันตีความเป็นมนุษย์” เพื่อแสดงจุดยืนว่า จะไม่มีการเปิดเพลงที่สร้างจาก AI บนแพลตฟอร์มของพวกเขา


แม้แต่ผู้กำกับดังอย่าง “วินซ์ กิลลิแกน”เจ้าของผลงานซีรีส์ระดับตำนานอย่าง “Breaking Bad” ยังมีการใส่เครดิตตอนท้ายเรื่อง ในซีรีส์ใหม่ของเขาอย่าง “Pluribus” ด้วยข้อความที่ว่า “This show was made by humans”ซึ่งหมายถึง “ซีรีส์นี้สร้างโดยฝีมือมนุษย์”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผลักให้สื่อด้านเทคโนโลยีอย่าง Techsauce คาดการณ์เอาไว้ว่า ปีนี้เองที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้คนเสพสื่อ ไม่อยากดูคอนเทนต์ที่ใช้ AI สร้างขึ้นมา และจะกลับมาเน้นเสพคอนเทนต์ที่ผลิตจาก “คน 100%”แทน


                                                                {“Pluribus” ซีรีส์นี้สร้างโดยมนุษย์ }

เมื่อทางทีมข่าวเช็กข้อมูลเพิ่มเติม จึงพบว่ากระแส “Anti-AI Marketing” กำลังก่อตัวขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่ม “แบรนด์สินค้าต่างประเทศ” ที่ต่างออกแคมเปญโฆษณา “โจมตี AI” กันแบบจัดเต็ม

จากรายงานข่าวของ “Business Insider” ระบุไว้ชัดเจนว่า แม้แต่บริษัทเบียร์เจ้ายักษ์อย่าง “ไฮเนเก้น (Heineken)” ยังออกสโลแกนมาโจมตีสินค้าอย่าง “Friend” สร้อยคอฝังปัญญาประดิษฐ์ ให้ทำหน้าที่เหมือน “เพื่อน” ของผู้สวมใส่ ไว้คอยรับฟังปรับทุกข์แทนมนุษย์จริงๆ

ด้วยการขึ้นป้ายโฆษณา ด้วยสโลแกนที่ว่า “วิธีที่ดีที่สุดในการหาเพื่อน คือการดื่มเบียร์”



ไม่ต่างจากกรณีของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของอเมริกา อย่าง “Aerie”ที่ถึงกับโพสต์ผ่าน Instagram เอาไว้ว่า ภาพโฆษณาของแบรนด์ “ไม่ใช้ AI” และไม่มีการรีทัช สิ่งที่เห็นคือ “ของจริง 100%”

แม้แต่ “แพทริเซีย วาเรลลา” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ “Polaroid” บริษัทกล้องถ่ายภาพอินสแตนท์และฟิล์มชื่อดัง ยังช่วยยืนยันเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “โฆษณาต่อต้าน AI” ผ่านสื่อBusiness Insider เอาไว้

ย้ำชัดว่าตอนนี้ ทั้งสื่อทีวี, ป้ายโฆษณา หรือแม้แต่ตามโซเชียลฯ ผู้คนจะได้เห็น “แบรนด์ใหญ่ๆ” ออกมาแสดงจุดยืนตรงนี้ เพื่อฉกฉวยโอกาสในเทรนด์นี้จาก “ความเบื่อ”ของผู้คนที่มีต่อคอนเทนต์ที่สร้างโดยเทคโนโลยีล้ำมนุษย์


                                                          {“Aerie” ยืนยันทุกภาพโฆษณาคือ “ของจริง”}

** ตะวันตก “ต้าน AI” ไทยยังได้ แต่อย่า 100% **

ในระหว่างที่กระแส “Anti-AI Marketing” กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นคงไม่ผิดเพี้ยนจากความจริงในตอนนี้เท่าไหร่นัก ถ้าจะเทียบ “ความเบื่อ” ของผู้บริโภคในตอนนี้เป็นเหมือน “ฟืน”

และเปรียบ “สโลแกนต่อต้าน AI” จากแบรนด์สินค้าต่างๆ เหมือนเป็น“ไฟ”ที่กำลังเริ่มจุดติด และอาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่มาแรงของปีนี้

ลองให้กูรูด้านการตลาดฝั่งไทย อย่าง “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” ช่วยวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตรงนี้ดู กลับได้อีกมุมมองเพิ่มเติมที่แตกต่างออกไป

โดยอาจารย์มองว่า อาจไม่ถึงขั้นเรียกได้ว่า “เทรนด์ใหม่ทางการตลาด” เพราะตอนนี้ยังมีแค่สื่อไม่กี่เจ้า และแบรนด์ไม่กี่ยี่ห้อ ที่ออกมาแสดงจุดยืน หรือลุกขึ้นมาเล่นเรื่องนี้

อีกอย่าง ต่อให้กระแสนี้จุดติดแล้ว ก็คงไม่ถึงขั้น “เลิกใช้ AI” ไปทั้งหมด เพราะเทคโนโลยี AI ทุกวันนี้ ได้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ในการทำธุรกิจไปแล้ว

“มันไม่ถึงขนาด ต่อต้าน AI เพราะ AI เนี่ย มันง่าย มันถูก มันเร็ว และมัน scalable (ขยายธุรกิจ) ได้ ใครๆ ก็ต้องใช้”



โดยเฉพาะ “การตลาดแบบแมส (Mass Marketing)” ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก การทำสื่อโฆษณา ทั้งภาพโปรโมต, คลิปวิดีโอ, บทความ หรือแม้แต่โพสต์จาก AI ที่สามารถทำได้ “เร็ว”ทำได้ทีละมากๆ ก็ยังคงตอบโจทย์อยู่

ส่วนเรื่อง “ความเอียน-ความเลี่ยน”ที่เกิดกับผู้บริโภคนั้น กูรูด้านการตลาดรายนี้ ขอบอกจากประสบการณ์ว่า เห็นด้วย กับข้อมูลที่บอกไว้ว่า ผู้คนเริ่ม “เบื่อ” คอนเทนต์จาก AI แล้วจริงๆ

เพราะถึงเนื้อหาที่ผลิตขึ้นมาได้เปรียบในเชิงปริมาณก็ตาม แต่พอมาดู หรือมานั่งอ่านจริงๆ จะจับทางได้ว่า หลายๆ ผลงานมัน “คล้ายกัน”ไปหมด

ผลักให้คนจำนวนไม่น้อย เริ่มเดาทางออกแล้วว่า แบบไหนคือคอนเทนต์จาก AI และเลือกตอบสนองด้วยการไม่สนใจ ไม่กดเข้าไปดู ซึ่งดูเหมือนว่าคนกลุ่มนี้กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

“คนก็เริ่มคิดแล้วไง เพราะว่ามันเอียน เหมือนคุณกินอะไรทุกวันอย่างงี้”

“AI มันเกิดไปทุกหย่อมหญ้าเลย มันเลยเกิดอาการที่เรียกว่า ‘สำลัก’เขาเรียกว่า AI-Fatigue คือคนมันเหนื่อย และจะเริ่มโหยหาอะไรที่ไม่ใช่ AI นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และปีนี้จะมาแรงด้วย แต่ยังไม่ถึงขนาดตัด AI ออกไปเลย”


                                                                     {“ธันยวัชร์” กูรูด้านการตลาด}

ถ้าให้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค จาก “คอนเทนต์โฆษณา AI” พบว่า ในกลุ่มลูกค้าระดับ “กลางล่าง” ลงไป ยังคงเสพได้ตามปกติ และยังไม่มีกระแสต่อต้านคอนเทนต์แนวนี้

แต่ถ้าเป็นลูกค้าระดับ “กลางบน” ถึงระดับ “บน” พอพวกเขารู้ว่า สื่อพวกนี้ทำจาก AI เขาจะกดปิด และเลื่อนผ่านทันที
จุดนี้เอง คือจุดที่ต้องพึงระวัง และคอยจับตาดูแนวโน้มให้ดี เพราะอาจกลายเป็น “ปัญหา” ด้าน “การตลาด” ในอนาคตต่อไปได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็น “กลุ่มที่มีกำลังซื้อมากที่สุด”

ดังนั้นจะเริ่มเห็นว่า เหล่าแบรนด์สินค้า “Luxury” เน้นกลุ่มลูกค้าผู้บริโภคสินค้าหรูหราต่างเริ่มลุกขึ้นมาออกตัวแล้วว่า คอนเทนต์ของพวกเขา ผลิตโดยคน 100% ไม่ได้ใช้ AI เพื่อรักษาลูกค้ากลุ่มนี้ไว้

“พอรู้เป็น AI คนปฏิเสธเลย คนระดับบนนะ พูดง่ายๆ คนระดับบน คือคนที่มีกำลังซื้อสูง กลุ่มที่มีกำลังซื้อ เขาเริ่มปฏิเสธ AI ทั้งดุ้น ก็อย่างที่บริษัทพวกนี้ ถึงออกมาไง มันต้องการจะฉีกไง”



อย่างไรก็ตาม กูรูรายเดิมช่วยวิเคราะห์เอาไว้ว่า กระแสการตลาดของปีนี้ ยังไงก็ยังไม่ใช่ “Anti-AI Marketing” หรือแอนตี้คอนเทนต์ที่มีส่วนสร้างจาก AI

แต่จะเป็นกระแสการตลาดแนว “Anti–Fully AI Marketing” หรือแอนตี้คอนเทนต์ที่ผลิตโดย AI แบบ 100% โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องเลยมากกว่า

โดยเฉพาะในส่วน “การสื่อสารการตลาด (Marketing Communication)” หรือ “งานโฆษณา” ที่เป็นงานสร้างสรรค์ กับ “งานบริการ” อย่างพวกคอลเซ็นเตอร์ที่คอยให้คำปรึกษา

ถ้าทางแบรนด์เลือกใช้ AI ทำงานแทนทั้งหมด 100% ผู้คนจะต่อต้าน ดังนั้น สิ่งที่แบรนด์ต้องปรับตัวในการทำโฆษณาสื่อสาร ก็คือให้ใช้คนนำ แล้วหยิบเอา AI มาใช้เป็นแค่เครื่องมือ

ย้ำว่าไม่ควรใช้ให้ AI สร้างทุกอย่าง 100% แล้วจะไม่ตกเทรนด์ปี 69 ปีล่าสุดนี้ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ผมจะบอกว่า ไม่ใช่ ‘Anti-AI Marketing’ แต่เป็น ‘Anti-Fully AI Marketing’ เช่น ทำสื่อโฆษณาโดย AI ทำอย่างเดียว ไม่มีคนเข้าไปเลย


เขียนบทความโดย AI เขียนอย่างเดียวเลย แปลหนังสือโดย AI แปลอย่างเดียว แบบนี้จะมีการต่อต้าน และจะมากขึ้นเรื่อยๆ”







ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)






@livestyle.official ...คนวงในชี้ นี่แหละ "เทรนด์การตลาด" แนวใหม่ปี 69 ที่แบรนด์ต้องปรับตัว ถ้าไม่อยากเสีย "ลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนัก" @aj.thunyawat... . การตลาดแบบ AI "สวยแต่ปลอม" มีเยอะจนเกร่อ สุดท้ายไร้เอกลักษณ์ ดูแล้วน่าอึดอัด จนเกิดเป็นกระแส "Anti-Fully AI Marketing" ระบาด . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #AI #คลิปAI #AntiAI #การตลาด #โฆษณา #ผู้บริโภค #ลูกค้าที่รัก #แบรนด์ ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style


สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : marketingreport.one, reddit.com, businessinsider.com และ Instagram @aerie




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น