เธอคือผู้เปลี่ยนข้าวเปลือก กิโลละ 7 บาท สู่รายได้หลักล้าน!! ชาวนายุคใหม่สุดปัง ใช้โซเชียลฯ ดึงดูดความสนใจ ผ่านตัวตน LGBTQ+ “แต่งหญิง-ใส่วิก-ขับรถไถ” จนกลายเป็นภาพจำ “โอวากะเทยขายข้าว” ชาวนายุค 5G ไม่มีคำว่าจน
เกษตรยุคใหม่ ต้องเก่งคอนเทนต์
“เกษตรกรยุคแม่เรา แค่ทำนาเป็น จบ เกษตรกรยุคโอวาคือ ทำนา บริหารต้นทุน ทำคอนเทนต์ ตัดต่อคลิป บริหารบัญชี ทำทั้งหมด การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ เป็นทุกอย่าง แต่อาจจะต้องลึกในเรื่องเกษตรหน่อย”
“โอวา-ธนาวัฒน์ จันนิม” ชาวนายุคใหม่วัย 38 ปี เจ้าของฉายา “โอวากะเทยขายข้าว” ตกงานจากโควิด-19 ตัดสินใจหันมาเปลี่ยนอาชีพชาวนา หลังสู้ฟ้า ขายข้าวไม่ได้ราคา สู่การขายข้าวออนไลน์ จนสามารถทำเงินได้สูงสุด 4 ล้านบาทต่อปี
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ช่วงกลับมาอยู่บ้านใหม่ๆ ตอนนั้นข้าวเปลือกตกกิโลกรัมละ 7 บาท ซึ่งเธอมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ทั้งที่ก็เป็นข้าวหอมมะลิระดับพรีเมียม
จนกลายมาเป็นแรงผลัก ให้โอวาหันมาเปิดเพจ เปิดช่อง TikTok ทำคอนเทนต์ขายข้าว โดนใจชาวโซเชียลฯ จนทำให้ขายดิบขายดี มีออเดอร์เข้ารัวๆ ตลอดทั้งปี
“ตกโลละ 7 บาทกว่า ซึ่งเป็นข้าวสุรินทร์ ราคามันไม่ make sense กับกรุงเทพฯ เลย ข้าวพรีเมียมเราโซนนี้ไม่ใช้สารเคมีอยู่แล้ว มันหอมอร่อย แต่สุดท้ายแล้ว มันเอาไปขายรวมกับข้าวโซนอื่น แล้วมาถัวเฉลี่ยเรา มากดราคาเรา
คิดว่าไม่ได้แล้ว ในฐานะเราเคยเป็นสาวพีอาร์แสนสวย จะมาขายข้าวแบบปกติไม่ได้ ก็เลยกระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์ ตอนแรกๆ ก็ไม่มีใครเข้าใจ เพราะว่า 5 ปีที่แล้ว ใครจะซื้อข้าวสารออนไลน์กิน ช่วงออนไลน์ยังไม่บูมเลย ใครจะมานั่งซื้อข้าวสารเธอ ตลกมาก
ซึ่งเราบอกว่า มันต้องมีสิ มีไม่มีไม่รู้ แต่ลองก่อนได้ไหม โอวาก็เลยโพสต์ ก็ไม่มีออเดอร์ มีแต่เพื่อนที่ซื้อ สุดท้ายข้าวเราดี อะไรต่างๆ เราดีหมดเลย ทำไมมันถึงส่งไปไม่ถึงผู้บริโภค
ช่วงนั้นก็คือคลิปสั้นมันมาแรง กะเทยก็เลยเข้าสู่วงการกะเทยคลิปสั้นนั่นเอง เริ่มขายข้าว เริ่มลั้นลา เริ่มร้องรำเอิงเอย อยู่ท่ามกลางท้องไร่ท้องนา”
ปังตั้งแต่คลิปแรก ด้วยการลุกขึ้นมาแต่งหญิง ใส่วิกผมยาว เสื้อผ้าสีแจ่มๆ ร้องเพลงสนุกสนาน ขับรถไถนาเดินตาม
“คลิปแรกแตกแตนเลย คนดูประมาณ 3 ล้าน เพราะเรากระโดดเข้าก่อน เขาเห็นเราน่ารัก พอเราบอกว่า เราขายข้าว เราเป็นชาวนา ถ่ายคลิปข้าว รถไถนาเดินตาม ร้องเพลงพุ่มพวงอะไรต่างๆ คนชอบ
1 สัปดาห์ จากข้าวเปลือก 72,000 บาท ไปสู่ข้าวสาร ขายได้ 300,000 บาท เราขนลุก นี่ไงเงินของเกษตรที่หายไป มันมาอยู่นี่เอง ทีนี้ก็เลยเริ่มเอาจริงเอาจัง กับเรื่องขายข้าวเป็นหลัก
แต่ก่อนอาจจะขายข้าวเพื่อรันชีวิต แล้วก็ส่งเรซูเม่ ไปทำงาน ความสำเร็จเราอยู่ที่กรุงเทพฯ เรายังคาดหวังว่าเราจะได้ทำงานที่กรุงเทพฯ
พอเราเห็นว่า 72,000 บาท กลายเป็น 300,000 บาท มันมีลู่ทาง มันเป็นเงินได้ด้วย แล้วสุดท้ายเราก็ได้กลับมาอยู่บ้าน กลับมาดูแลพ่อแม่ กลับมาเป็นโอวากะเทยขายข้าว เริ่มทำคอนเทนต์ให้ลูกค้าบ่อยๆ ให้คนติดตาม”
ชาวนายุคใหม่บอกอีกว่า คอนเทนต์สำคัญมาก เธอทำการตลาดผ่านคลิปสั้น เปรียบตัวเองเป็นดาราสาวท่านนึง นำเสนอเรื่องราวกว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ด ให้คนในโซเชียลฯ ได้เห็น เห็นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไปจนถึงแพ็กของส่งลูกค้า
“คอนเทนต์สำคัญมาก ก็คือทำให้คนเห็นก่อนค่ะ จู่ๆ เราโนเนม แล้วจู่ๆ เรามาขายข้าว ไม่มีใครรู้จักแปลงนาเรา ไม่มีใครรู้จักโซนที่ดินเรา การที่เราเอาตัวเองออกมาหน้าจอ มันสร้างความน่าเชื่อถือมากๆ
อีกอย่างนึงเราไม่ได้มีเงินไปจ้างดารา อินฟลูเอนเซอร์ สุดท้ายเรานี่แหละคือคนนั้น เราคือดาราสาว เราคืออินฟลูฯ สาว แล้วเรานี่แหละ จะพูดเรื่องข้าวของเราได้ดีที่สุด
เพราะว่าเราลงมือเอง ตั้งแต่หว่าน เลือกเมล็ดพันธุ์ ปลูก เกี่ยว สีข้าว เราทำเองตั้งหมด ดังนั้นเราเป็นคนเล่าเรื่องได้ดีที่สุด ชัดเจนที่สุด เคลียร์ที่สุด แล้วลูกค้าพอเห็นเราบ่อยๆ สร้างภาพจำ
วันนี้ไม่ต้องซื้อข้าวเราหรอก แต่วันไหนอยากกินข้าวหอมมะลิแท้ๆ หอมๆ หน้ากะเทยโอวาก็จะลอยมา ก็เลยมีลูกค้าเยอะขึ้น ขยายฐานลูกค้าเยอะขึ้น จนมาปีที่ 5 ปี ขึ้นปีที่ 6 แล้วค่ะ”
“กะเทยปลูกข้าว” คือจุดเด่น ที่เธอยกขึ้นมาสร้างตัวตน ทำให้คนจดจำ พร้อมกับเชื่อว่า คนที่คลุกคลีอยู่กับอาชีพชาวนามาตั้งแต่เด็กแบบเธอเอง จะนำเสนอเรื่องราวได้อย่างจริงใจที่สุด
“เกษตรกรที่ปลูกข้าวในประเทศไทย มีประมาณเกือบ 4 ล้านคน ถ้าเราบอกว่า เราขายข้าวปกติ เราก็ต้องต่อสู้กับ 4 ล้านคน สุดท้ายถ้าเราบอกว่า ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ปลอดสาร ที่กะเทยปลูก มันอาจจะเหลือแค่คนเดียวก็ได้ไง
เวลาเราสู้อะไรในโลกโซเชียลฯ หรือว่าการสร้างตัวตน มันเป็นการลดคู่แข่งเราโดยอัตโนมัติ
ถ้าเราเป็นกะเทยปลูกข้าวไถนา มีเราคนเดียว เอาจริงๆ ที่แต่งหญิง ซึ่งเราคิดว่า เป็นการพรีเซนต์ตัวเอง แล้วก็เป็นการหาความต่าง เพื่อที่จะไม่ได้แข่งกับใคร”
นอกจากคอนเทนต์ปังแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้มีลูกค้าเหนียวแน่นมาตลอด ก็คือคุณภาพของข้าว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิพันธุ์105 ที่เพาะปลูกในจังหวัดสุรินทร์ ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในข้าวที่ดีที่สุดในโลก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีเอกลักษณ์เมล็ดเรียวยา ขาวใส มีความหอมกรุ่น และเมื่อหุงสุกจะนุ่มละมุนลิ้น
“ข้าวสุรินทร์คือนัมเบอร์วัน อันนี้ต้องขอบพระคุณบรรพบุรุษของคนสุรินทร์ ที่สมัยก่อนมันจะมีส่งข้าวประกวดใช่ไหม แล้วของไทยมันก็ได้ 7-8 ปีซ้อน ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาไม่ส่งประกวดแล้ว
มันเป็นชื่อเสียงที่ถูกสั่งสมมานาน และผ่านการพิสูจน์ว่ามันอร่อย ว่ามันต่าง ว่ามันหอม เนื่องจากดินโซนนี้มันเป็นดินทราย แล้วข้าวหอมมะลิ 105 ดินร่วนปนทรายน้ำไหลผ่าน
ฉะนั้น น้ำมันจะไม่ขัง ข้าวสุรินทร์ มันจะเป็นลักษณะของเรียวยาวซะส่วนใหญ่ แล้วก็มีความหอมเฉพาะ
พอเรามาอยู่ในวงการพวกนี้ เราก็เลยได้รับรู้ว่า ในแต่ละพื้นที่ มันไม่ใช่แค่บอกว่า ของสุรินทร์ดีที่สุดนะ มันอยู่ที่ใครให้คุณค่าด้วย
ทางจีนเขาบอกว่าข้าวอุบลราชธานี คือเริ่ด คือนัมเบอร์วัน เพราะว่ามันมีความ sticky มีความหนึบๆ มีความอวบๆ ของเมล็ดข้าว เวลาใช้ตะเกียบคีบ มันเริ่ดกว่า
อย่าไปเคลมว่าของเราดีที่สุด เพราะว่าเราจะไม่ทำการตลาดแบบให้ร้ายคนอื่น เชื่อว่าในแต่ละพื้นที่ มีจุดดีของเขา”
เคยคิดจบชีวิต ตกงานจนรู้สึกไร้ค่า
พื้นเพเป็นคน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เรียนจบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จุดเริ่มต้นก็คือตอนสถานการณ์โควิด จากพนักงานประจำ ที่ทำอาชีพเป็นพีอาร์อีเวนต์ในกรุงเทพฯ พอเจอโควิดปุ๊บ ต้องหนี กลับบ้าน เพราะว่าตกงาน
“เราไม่ได้ชื่นชอบอาชีพเกษตรนะ แต่เราถูกผลักออกจากตลาดแรงงานก่อน แต่พื้นฐานเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว เพราะว่าทุกคนเป็นเกษตรกรหมด พ่อแม่เราขายข้าวส่งโอวาเรียนหนังสือ เราก็อยู่กับมัน เติบโตกับมันมา แต่โดยเนื้อแท้ เราไม่อยากเป็นเกษตรกร เราอยากหนีอาชีพนี้
เพราะว่าพ่อแม่เราก็ทำมาเกือบ 60 ปีแล้ว มันยังจนอยู่เลย เราก็เลยคิดว่าอาชีพนี้คงไม่ตอบโจทย์ แต่ตอนนั้นมันโควิด อยากประหยัดค่าใช้จ่าย เลยเลือกที่จะกลับบ้าน
พอเรากลับบ้าน มุมมองของเราตอนเด็ก กับตอนที่อยู่กรุงเทพฯ มาเกือบ 20 ปี มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เหมือนเราโตขึ้นค่ะ การที่มองเกษตรกร หรือว่าการที่มองไร่นา เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กับตอนที่เราตกงานจากโควิด มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
ก็เลยทำให้เราตั้งสติ แล้วก็คิดว่ามันมีอะไรบ้าง ที่ตามท้องไร่ท้องนา ที่สามารถนำมาจุนเจือครอบครัว นำมาจุนเจือเราได้ แล้วก็สร้างอาชีพให้กับเราได้”
พอกลับมาอยู่บ้าน จากคนที่เคยเป็นคนสนุกสนานเฮฮา กลับกลายต้องมาเป็นภาวะซึมเศร้า เพราะต้องเจอคำพูดทำร้ายจิตใจจากชาวบ้าน ว่าเรียนจบมาเกาะพ่อแม่กิน
“กลับมาบ้านก็คือ depress มาก ไม่ออกไปไหนเลย เพราะว่าเกลียดคำถามชาวบ้าน เกลียดการที่แบบว่าต้องรู้เรื่องของเรา เราไม่ชอบธรรมชาติของการอยู่ต่างจังหวัด คือการอยู่ต่างจังหวัด ต้องมีสุขภาพจิตที่ดีมากๆ ต้องมีจิตใจที่แข็งแรงมาก
เพราะคำถามแต่ละคำถามที่เราได้พบ คำถามที่เราได้เจอ มันล้วนแต่ทำร้ายจิตใจ การกลับมาอยู่ต่างจังหวัดสำหรับเราครั้งแรกๆ เลย มันต้องใช้ความอดทนอดกลั้น แล้วก็จิตใจที่เข้มแข็งค่อนข้างสูง
เพราะว่าด้วยธรรมชาติคนต่างจังหวัด เขาจะรู้จักกันหมด เขาก็จะถามๆ แต่เราไม่อยากตอบ แล้วเราก็ไม่อยากให้ใครรู้ คือคนเราจะอวดความสำเร็จ ไม่ได้อยากอวดความล้มเหลวในชีวิต โอวาก็เลยแบบว่า ไม่ออกจากห้องเลย”
ตอนนั้นถึงจะตกงานกลับมาอยู่บ้านก็จริง แต่เธอก็มีเงินสำรองไว้เลี้ยงตัวเอง ไม่ได้เกาะพ่อแม่กิน อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ขี้เกียจอธิบาย จึงปล่อยให้คนเหล่านั้นพูดไป
“โดนเยอะๆ ก็คือ ทำไมมาอยู่บ้านล่ะ ไปเรียนตั้งสูง ไม่ทำงานล่ะ หนักสุดก็คือมาเกาะพ่อแม่กินเหรอ อะไรอย่างนี้ แต่เราไม่อยากอธิบาย เพราะตอนเรากลับมาต่างจังหวัด เราก็ยังมี Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) มีหุ้น เราก็ขายกินเรื่อยๆ เราไม่ได้มาเกาะพ่อแม่
พอเก็บตัวอยู่ในห้องนานๆ ก็รู้สึกว่ามันเริ่มแย่ เพราะเราเป็นคนไฮเปอร์ เป็นคน extrovert แล้วเราไม่เจอใคร รู้สึกเหมือนชีวิตกลายเป็นคนไม่มีคุณค่า”
ทนแรงกดดัน ทนคำพูดที่กระทบใจอยู่บ่อยๆ ไม่ไหว จนคิดอยากจบชีวิตตัวเอง แต่แม่มาช่วยไว้ได้ทัน พอเห็นแม่ร้องไห้เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทำ นั่นก็เป็นจุดประกายสำคัญ ในการลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง
“ไม่มีคุณค่าถึงขนาดที่ว่า คิดจะจบชีวิตตัวเอง ด้วยการกินยาแก้แพ้ในกระปุกใหญ่ๆ ที่บ้าน แต่แม่มาเห็นก่อน แม่ก็ปัดทิ้ง แล้วก็เอาน้ำอัดลมกรอกปาก จนน้ำมันพุ่งออกจมูก ก็เลยได้ชีวิตที่ 2 พอได้ชีวิตที่ 2 มาปุ๊บ เหมือนจิตใจมันเริ่มตระหนักได้แล้วว่า คำคนอื่นไม่มีค่าสำหรับเราเลย”
จนตระหนักรู้ว่า การใช้ชีวิตท่ามกลางคำคน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เริ่มมองหาลู่ทาง มองไปเห็นข้าวในโรงสี ซึ่งตอนนั้นข้าวราคาตกมาก จึงอยากลองเอามาขายเองดู เพราะมันเป็นอาชีพเดียวที่ตอนนั้น มีความรู้มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มลงมือทำ
“ตระหนักรู้ว่า การใช้ชีวิตท่ามกลางคำคน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เขาพูดให้เราเจ็บ แล้วเขาก็เดินหนีไป ไปเมาท์ต่อที่ไหนอีกก็ไม่รู้ แต่เราเนี่ยแหละ ทนเจ็บคำพูดนั้นๆ มากระทำต่อตัวเองซ้ำๆ เกือบจะทำให้เราหายไปจากโลก
คนที่เสียใจที่สุด ตอนที่เราจะจบชีวิตตัวเอง คือพ่อแม่ แม่ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ แม่มีอาการชักด้วย คิดว่าลูกตัวเองจะตุย เราเห็นน้ำตาแม่ เราเห็นอาการทุกอย่าง เราก็ไม่เอาแล้ว โอวาเวอร์ชั่นกะเทยขี้แพ้ได้ตายไปแล้ว ก็เลยกลับมาตั้งสติ
เริ่มมองหาลู่ทาง เห็นข้าวในโรงสี เพราะว่าจำนำไว้ 72,000 บาทตอนแรก แต่เรารู้สึกว่า 50 ตัน ในราคา 72,000 บาท มันน้อยมากเลย ข้าวเปลือกนะคะ ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิสุรินทร์แท้ด้วย แต่ตอนนั้นข้าวมันราคาตกจริงๆ เราจะเอาข้าวแม่มาทำออนไลน์ดีกว่า”
ปลูกเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขายเก่งด้วย
แม้คุณภาพข้าวจะดี หรือเป็นเกษตรที่ปลูกข้าวเก่งแค่ไหนก็ตาม ในยุคนี้ต้องรับบททั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพราะสิ่งที่เธอเห็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ลุยทำอาชีพนี้มา คือสุดท้ายแล้วมันก็จะไปจบที่การขายอยู่ดี ว่าสามารถนำผลิตตัวเอง ไปเสนอขายให้ได้ราคาดี ตามคุณภาพสินค้าหรือเปล่า
เพราะนอกจากจะต้องรู้ลึกเรื่องการทำนาแล้ว เกษตรกรยุคใหม่ ต้องเป็นทุกอย่าง ทำนา บริหารต้นทุน ทำคอนเทนต์ ตัดต่อคลิป บริหารบัญชี เป็นแอดมิน ไลฟ์สด ทำเองทั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบกับเกษตรกรยุคก่อน คือแค่ทำนาเป็นจบ
“ต่อให้คุณเป็นนักปลูกได้ถ้วย รางวัลโนเบลสาขาการปลูกข้าวอะไรต่างๆ ปลูกเก่งขนาดไหน บทสุดท้ายแล้ว เกษตรกรมันไปจบที่การขายค่ะ ถ้ามันไปขายรวมกับชาวบ้าน ที่โดนกดราคา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร สุดท้ายมันก็ต้องบริหารภาพรวมทั้งหมดค่ะ”
ไม่ขายเป็นข้าวเปลือก แบบที่พ่อกับแม่เคยทำ เพราะเล็งเห็นโอกาสจากที่พ่อแม่เคยเอาข้าวเปลือกไปขายในราคา 72,000 บาท แต่พอเธอเอามาแปลงเป็นข้าวสาร มูลค่ามันเพิ่มเกือบ 3 เท่า กลายเป็น 300,000 บาท
“แต่คนที่ขายข้าวเปลือก เขาอาจจะไม่มีช้อยส์ เขาอาจจะทำไม่เป็น เขาเป็นคนเฒ่าคนแก่ แต่ว่าเขาพยายามขายออนไลน์แล้ว บางทีเขาทำคอนเทนต์ไม่ได้ ไปไม่ถึงคนซื้อ หรือว่าไม่รู้จะขายจุดอะไร สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอม อาจจะได้กำไรน้อยหน่อย แต่เขาก็ยังพอได้เงิน มาจุนเจือครอบครัว”
นอกจากวิธีการปลูก ที่ต้องรู้เรื่องของดิน ของสภาพอากาศแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดเลยคือการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เธอเริ่มจากออกแบบโลโก้ ทำ Packaging ของตัวเอง ให้คนจดจำ และน่าซื้อขาย เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ชื่อว่า “OVA ข้าวหอมมะลิสุรินทร์แท้ 100%”
“ออกแบบโลโก้เอง เป็นรูปปากโอวา แล้วก็ถือรวงข้าวแบบเก๋ ก็คือเหมือนเราเป็นกะเทยที่ปากกว้างหน่อยๆ ที่เราโดนบูลลี่ที่ สมัยม.ปลาย เพื่อนล้อว่าอีห้อย อีกะเทยปากกว้าง
เราก็เอาปากตัวเองเนี่ยนะ กะเทยปากกว้างที่มึงเคยบูลลี่ มีมูลค่าเป็นล้านแล้วนะคะ ก็เลยเอามาเป็นจุดเด่น เราก็จับเอาอันนั้นมาขายเป็นแบรนด์
เราติดสติ๊กเกอร์น้อยๆ เพราะว่าเราอยากให้ลูกค้าเห็นข้าวองค์รวมทั้งหมด ให้เห็นปริมาณข้าวใหญ่ๆ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ เริ่มตั้งแต่การเล่าเรื่อง
การออกแบบ Packaging หรือว่าเป็นข้าวแพ็กแบบนี้ มันง่ายต่อการเก็บ ง่ายต่อการส่ง ง่ายต่อการบริหารจัดการ โดยเฉพาะสายสุขภาพ คนรุ่นใหม่ที่อยากลองหุงข้าวเอง เราเคยทำงานประจำ เราจะรู้ดี เราไม่หุงข้าวทุกวันหรอกเหนื่อย
ดังนั้นการบริหาร ออกแบบ Packaging เสาร์-อาทิตย์หุงกิน 3 มื้อ อันนี้ได้ 6 มื้อ ค่อยเกะวีคถัดไป ไม่ใช่มาเปิดไว้ มอดก็ขึ้นมารุมมาตุ้ม หนูอีก
บางทีก็คือต้องคิดให้รอบ คิดเผื่อเขา ไม่ใช่คิดเผื่อตัวเองนะ ที่โอวาทำ Packaging ไม่ใช่คิดเผื่อตัวเอง แต่คิดเผื่อลูกค้า ว่าลูกค้าต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง”
สำหรับกลุ่มลูกค้าของร้าน โอวากะเทยขายข้าว เธอบอกว่า มีทั่วประเทศโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่พ่อแม่เคยทำมาก่อน แค่ทำนา ขายข้าวเปลือกก็จบ
“กลุ่มลูกค้าเรามีทั่วประเทศเลย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เราทำข้าวแบบพรีเมียม แต่ก่อนเรากินข้าวเพื่ออิ่ม ตอนนี้ลูกค้าเปลี่ยนไปแล้ว ลูกค้ากินข้าวเพื่อความต้องการทางด้านสุขภาพ อร่อย หอม คือเลือกเพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่ปัจจัย 4 แล้ว
แล้วลูกค้ากลุ่มนี้ ก็จะมีเยอะขึ้นมากๆ โดยเฉพาะสายสุขภาพ ซึ่งการตลาดสมัยยุคพ่อแม่เรา ที่แค่กินข้าว แค่มีข้าวสารกรอกหม้อคือจบ แต่ยุคสมัยนี้มันมีหลายคน ที่ข้าวสารกรอกหม้อไม่ได้ มันต้องเป็นข้าวสารมาจากที่ไหน แหล่งอะไร ใครปลูกโซนไหน หอมไหม เริ่ดไหม
ซึ่งกลุ่มลูกค้าเเหล่านี้ เติบโตเยอะมากขึ้น แล้วเขาก็มีทางเลือกในการซื้อ เราเป็นหนึ่งใน Options ที่มาเลือกซื้อเราสิ เรามีของแบบนี้อยู่”
ส่วนการส่งออกข่าวไปต่างประเทศ เธอยอมรับว่า ก็มีติดต่อเข้ามาเยอะ แต่เนื่องจากว่าออเดอร์ข้าว ยังไม่พอที่จะส่งออกเยอะขนาดนั้น เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถที่ทำตลาดขนาดใหญ่ได้
“จริงๆ ในต่างประเทศก็มีคนติดต่อมาเยอะมาก แต่ข้าวเรามีไม่พอ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นคนจ่ายค่าส่งเอง แล้วก็ลูกค้าจะเป็นส่งเอง อย่างเช่นไปเยอรมัน ลูกค้าก็บอกว่า 20 โล แล้วไม่ขนอะไรไปเยอรมันนะ ใส่ข้าวโอวาไปเยอรมัน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังมีเลย โอปป้าอยากกินข้าวไทย ลูกค้าก็จะส่งจัดการเอง หรือเมื่อปีที่แล้ว ลูกค้าไต้หวันสั่งไปค่ะ เขาก็สั่งข้าวเราไป แต่เขาไม่ได้สั่งไปกินเอง เขาอยากเอาไปลองขายดู ข้าวไทยมันไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่มีแต่ข้าวเวียดนาม
มีฝรั่งเศส เขาก็จะทักมา ก็มีที่ญี่ปุ่น ที่เขาทำงานที่สถานทูต เขามาพักโรงแรมที่กรุงเทพฯ แล้วโอวาต้องส่งข้าวไปที่โรงแรม แล้วให้เขาได้ลองหุง แล้วเขาชอบมาก โดยเฉพาะข้าว 5 สี อร่อยมาก
จุดแข็งคือคนที่ซื้อข้าวโอวา ก็จะได้ข้าวที่คุณภาพจริงๆ แต่จุดอ่อนของเราก็คือ เราทำปริมาณใหญ่ไม่ได้ เราทำการตลาดใหญ่ไม่ได้ มันทำให้เราเสียโอกาส หลายๆ โอกาสเยอะมาก”
ที่ไม่โดดไปตลาดใหญ่ เพราะมองว่า ในตลาดใหญ่ เรื่องการส่งออกข้าวไปต่างประเทศ มีเจ้าของธุรกิจกระโดดเข้าไปเล่นกันเยอะแล้ว เธอจึงเล็งเห็นโอกาสอื่น ด้วยการหันมาแปรรูปข้าว ซึ่งตอนนี้กำลังทำวิจัยโจ๊กข้าวกล้องจักรพรรดิ ทำเป็นกึ่งซุป เพื่อเป็นอีกหนึ่งเมนูทางเลือกให้กับต่างชาติได้กินข้าวไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะวางขายได้ภายในปีนี้
อยากเป็นชาวนาเงินล้าน ต้องไม่ยืมหนี้
“ชาวนาเงินล้านไหม คือยอดขายมันก็ได้แหละ แต่สุดท้ายแล้วเราต้องกินต้องใช้ แล้วก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไว้มาลงทุนอะไรต่างๆ
ปีแรกที่โอวาเข้ามา โอวาขายได้เดือนเดียว 140,000 บาท ปีแรกประมาณ 3 ล้าน ปีที่ 2 ประมาณ 4 ล้าน แล้วก็ปีที่แล้ว 2 ล้านกว่าๆ เพราะว่ากะเทยต้องอพยพบ่อยมาก คือโซนเราอยู่ใกล้ชายแดนประมาณ 15-16 โล เป็นพื้นที่สีแดง สุดท้ายข้าวใหม่ไม่ได้ขาย คือช่วงข้าวใหม่ เป็นช่วงไฮซีซั่นของข้าว เป็นข้าวที่ขายดีที่สุด คนอยากกินที่สุด
ปกติโอวาจะเริ่มทำการตลาด ทำคลิป ซึ่งช่วงข้าวใหม่ ยอดมันจะประมาณ 300,000-500,000 บาท ช่วงเข้าใหม่ยอดมันจะดี ช่วง พ.ย.-ธ.ค. ไหนจะตาก กว่าจะสี แพ็กอะไรต่าง เรายังไม่ได้เตรียมสต๊อกเตรียมอะไรเลย เราต้องอพยพไปแล้ว อพยพทั้ง 2 รอบ”
ถึงจะบอกว่าข้าวไม่ได้เสียหายอะไร แต่ยอดขายของปีนี้ก็ตกลงมา เพราะว่า ขายไม่ทันในช่วงตลาดข้าวใหม่ แต่ถึงแม้ว่าปีนี้ยอดขายจะลดลงมา 2 ล้านกว่าบาท ชาวนารุ่นใหม่คนนี้ ก็ยังพอใจในยอดขายอยู่ดี
แม้จะประสบความสำเร็จ ในการขายข้าวตั้งแต่ปีแรก แต่สิ่งที่เธอตั้งธงไว้ในใจตัวเองคือ จะค่อยๆ เติบโต ด้วยลำแข้งตัวเอง จะไม่ยอมไปกู้หนี้มาทำนาแบบสมัยก่อน ที่พ่อแม่เคยทำ เพราะรู้ดีว่า การมีหนี้ มันเครียดมากแค่ไหน
“โอวาไม่ได้กระโดดเข้าไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อที่จะทำธุรกิจ ทำ 3 ปีแรก ทำแล้วก็เก็บเงิน สร้างโรงสีเป็นของตัวเอง ซื้อที่ดิน ปีที่แล้วก็เก็บเงินปรับที่ ปลูกฝรั่งหงเป่าสือเพิ่ม ขุดสระเพิ่ม แล้วก็เลี้ยงปลาในนาข้าวเพิ่ม แล้วก็ปรับที่ดินเพิ่ม คือบางทีมันต้องอย่ารีบที่จะเติบโต บางทีการรีบโต มันทำให้เราล้มเหลว ผิดหวัง ก็เลยค่อยๆ โตดีกว่า
ไม่อยากกระโดดเอาตัวเองเข้าไปติดหนี้ เพราะการติดหนี้มันเครียดมาก แล้วเราเคยติดหนี้ เนื่องจากเป็นคนที่ อยากมีอยากได้ เราเป็นลูกชาวนา เราไม่เคยมี พอเริ่มเป็น New Jobber บัตรเครดิตกี่อันสมัครหมด 6 ใบ หมุนเงินอย่างกะลูกข่าง รูดฉ่ำ
หนักสุดก็คือบัตรกดเงินสด หนักแบบเงินไม่เหลือกินเหลือ ต้องยืมเพื่อนกินข้าว คือเราไม่เคยมีเนาะ คือโอวาเรียนธรรมศาสตร์ แล้วเพื่อนๆ เขาก็จะถือ MacBook ถือ iPhone แล้วเราก็ไม่มีกับเขา พอเราได้เป็น New Jobber เราก็อยากมี อยากถือ
เหมือนมันเป็นจุดน้อยเนื้อต่ำใจของเรา พอมีบัตรเครดิตปุ๊บ เราก็เลยรูดปื๊ดๆ รูดฉ่ำมาก ติดหนี้ประมาณ 4 แสนค่ะ หนี้บัตรเครดิต”
หนี้ในครั้งนั้น ทำให้ตระหนักได้ว่า การปราศจากภาระหนี้สิน ทำให้มีความสุขและชีวิตดีขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเงินมาใช้หนี้
แต่ถึงยังไง ก็ยังมีหนี้มรดกจากครอบครัว อีกประมาณ 4 แสน ในตอนที่พ่อแม่เคยไปยืมธนาคารไว้เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนำมาลงทุนทำเกษตร และจุนเจือครอบครัว แต่พอหลังจากที่เธอกลับบ้านมาทำอาชีพชาวนา เธอก็โปะหนี้ให้พ่อแม่ได้ตั้งแต่ปีแรกที่กลับมาอยู่บ้าน
“หนี้ครอบครัวคือหนี้มรดก ไม่ว่าจะเป็นการกู้ธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.) หรือว่ากู้เพื่อใช้ในการเกษตรอะไรต่างๆ หรือว่ากู้เงินล้าน กองทุนหมู่บ้าน
คือสมัยก่อน เขาจะจ่ายแค่ดอก แต่ทุกวันนี้โปะให้ ถ้าแม่อยากกู้ ค่อยกู้ใหม่ก็ได้ เรารู้สึกว่าคนเฒ่าคนแก่เขาชอบกู้ แล้วเขาก็จะปล่อยเป็นหนี้มรดกส่งต่อถึงลูก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเยอะมาก แล้วเขาก็จะอ้างว่า คือเพราะฉันส่งเธอให้เรียนไง ซึ่งมันคือเรื่องจริงอยู่แล้วว่า
ก็เลยโปะหนี้ทั้งหมด เพื่อให้เขาได้บริหารจัดการเงิน บางทีการที่เราปิดหนี้ให้กับเขา ให้เขาได้มองเห็น ได้เคลียร์จริงๆ ว่าในแต่ละปีเขาใช้เงินเท่าไหร่ หมดเงินไปกับเกษตรเท่าไหร่ แล้วเขาจะบริหารเงินของเขายังไง ทำนาปีนี้ มันจะเหลือกำไรเท่าไหร่ มันจะติดหนี้อีกไหม”
คำว่าอาชีพชาวนา ยิ่งทำยิ่งจน ทุกวันนี้ก็ยังมองว่าเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ต้องเพิ่มเข้าไปอีกว่า ถ้าไม่ทำจนกว่าอีก เผลอๆ อดตายด้วยซ้ำ
“ยิ่งทำยิ่งจนจริง แต่ถ้าไม่ทำจนกว่า เผลอๆ อดตายด้วยซ้ำ ซึ่งเราก็ต้อง respect เขาด้วยว่า เขามีที่นา มันคืออาชีพของเขา เขาทำแบบนี้มา 50-60 ปีแล้ว อยู่ๆ บอกว่าชาวนายิ่งทำยิ่งจน อย่าไปทำนา
เหมือนเราบอกว่า เรากินข้าวมา 30 กว่าปีแล้ว อย่ากินข้าว กินขนมปัง มันก็ไม่ได้ คือเขาอยู่แบบนี้ เกษตรกรชาวนามันไม่ใช่แค่อาชีพแล้ว มันคือวิถีชีวิต แล้วเราวันนึงเราอยากเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อของเขา มันยากมากเลยนะคะ”
เปลี่ยนวิธีคิด ให้ทันตลาด
ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี ไม่ทิ้งวิถีที่พ่อแม่เคยทำ แต่ก็มองว่า พ่อแม่จะทำนาแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เพราะภูมิอากาศเปลี่ยน โลกร้อน ฝนก็ไม่ได้ตกต้องตามฤดูกาล
“ลงไปทำกับเขาด้วย เราก็ไม่ทิ้งวิถีของเขา เพราะส่วนใหญ่ เมนก็คือพ่อแม่นี่แหละ แต่สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้เก่งปลูก เราอาจจะเก่งการตลาด และเราก็บริหารจัดการอื่นๆ อย่างเช่น พ่อแม่ทำแบบเดิม แต่เรารู้สึกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้
ภูมิอากาศเปลี่ยน โลกร้อน การที่ เม.ย-พ.ค. มาไถนาไม่ได้ ต้องเลื่อน เพราะเราไปดูข้อมูลทุกๆ ปีมันจะมีฝนทิ้งช่วง ถ้าเรายังเอากรอบความคิดแบบสมัยโบราณ ที่ฝนตกต้องตามฤดูกาล เอาควายไถนา”
ต้องปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ เช่นจากเมื่อก่อนเราควายไถนา ก็จะเป็นรถไถนา หรือจะเป็นเรื่องของโดรนปลูกข้าวหรือโดรนเพื่อการเกษตร ที่ช่วยลดต้นทุนและแรงงาน โดยสามารถหว่านเมล็ดพันธุ์พ่นปุ๋ยได้
“การปลูก เราเอาข้อมูล 10 ปีย้อนหลังมานั่งกางดูเลย ฝนทิ้งช่วงไหน ก็บอกให้เลื่อนปลูก ให้มันช้าลงหน่อย ถ้าอยากเร็ว ก็ต้องปลูก กข15 ซึ่งเราปลูก กข15 ปุ๊บ น้องจะสุกก่อนเพื่อน เราจะไปแย่งตลาดโซนนี้ก่อน ลูกค้าโอวาจะได้กินข้าวใหม่ก่อนเพื่อน เนื่องจากเราบริหารการปลูก แปลงนี้ลง กข15 ให้โอวานะ
ถ้าใครตามช่องโอวา กะเทยได้ขายข้าวใหม่ตั้งแต่ ต.ค. คนอื่นยังไม่ได้เกี่ยวเลย คนอื่นเขาวิ่งหนีระเบิดอยู่ กะเทยขายข้าวแล้ว”
พอรู้วิธีการบริหารจัดการที่ดิน โอกาสทางการตลาดก็จะเพิ่มขึ้นมา ต่างจากสิ่งที่พ่อแม่เคยทำ ได้ข้าวใหม่ก่อนคนอื่น ทำให้ดึงดูดลูกค้าได้เยอะ
“พอเราได้ขายข้าวใหม่ก่อน โอวาเปิด 200 ตะกร้า ไม่ถึง 20 นาทีหมดเลย ตะกร้าละ 5 โล ซึ่งพอเราบริหารจัดการ เรารู้คู่แข่ง เรารู้ตลาด ว่าวิธีการจัดการไม่ใช่แค่ปลูก เราปลูกแล้ว มันจะจบที่ตรงไหน”
นอกจากความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก บวกกับของพ่อแม่ ยังหาความรู้เพิ่มเติม โดยมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องดิน ที่ต้องเอาดินเข้าไปตรวจในแล็บ เพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละปี ต้องเพิ่มหรือขาดสารอะไรไปบ้าง
สำหรับพื้นที่ในการปลูกข้าว เขามีแปลงนาเป็นของตัวเองทั้งหมด 26 ไร่ จะได้ผลผลิตจากข้าวประมาณปีละ 15-16 ตัน และมีข้าวในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เธอจดทะเบียน รับซื้อของกลุ่มคนในชุมชน เพื่อนำมาขายต่ออีกประมาณ 400-500 ตันต่อปี
สำหรับขั้นตอนในการปลูกข้าว จะเริ่มไถนาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย และจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 5-6 เดือน ก็คือยาวไปจนถึงปลาย ต.ค. ต้น พ.ย. และทำนาปีละครั้ง จุดขายคือ ข้าวจะมีตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูกาล คนก็แห่งมาซื้อข้าวใหม่ตุ๋นไว้
“ทำนาปีละครั้งค่ะ เป็นนาปีอย่างเดียว ข้าวเราจะเป็น Seasoning คือตามฤดูกาล สมมติว่าปลายปีเป็นข้าวใหม่ อาจะถึง ก.พ. ก็จะเริ่มเป็นข้าวกลางปีแล้ว พอถึงกลางปีปุ๊บ มันก็จะเป็นข้าวปลายปี ข้าวโอวาจะหมดช่วง ต.ค. โอวาก็จะไม่ขายข้าวแล้ว เพราะว่าข้าวมันหมดสต๊อก หมดออเดอร์แล้ว
ลูกค้าของโอวา ก็จะกินข้าวเช่นเดียวกับโอวา กินข้าวแบบตามฤดูกาล ปกติโรงสีใหญ่ๆ เขาจะสีข้าวไว้ เป็นร้อยเป็นพันตัน สีเสร็จแล้วก็ใส่ไว้ใน Big Bag มันก็จะมีมด มอดมาวางไข่ หรือว่าความหอมของธรรมชาติของข้าว มันก็ถูกดรอปไป
การที่เราขายข้าวเป็น Seasoning สีแพ็กส่งเนี่ย น้ำมันข้าวมันยังอยู่ ความหอมของข้าว เราก็จะถูกพรีเซ็นต์ให้กับลูกค้าได้ดีกว่า ก็เป็นจุดขายอีกจุดนึง”
หลังจากทำนาเสร็จ เมื่อก่อนก็ปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า แต่ปีนี้รู้สึกว่าใช้ทรัพยากรดินไม่คุ้ม จึงหันมาทำสวน ขุดสระ เจาะบาดาล ติดแผงโซล่าเซลล์เพิ่ม
เพื่อปลูกฝรั่งหงเป่าสือ สูบน้ำลงในนา เพื่อเลี้ยงปลานิลในนาข้าว ไถกลบซังข้าว แล้วก็ปลูกข้าวโพดเพิ่มเติม ซึ่งเขามองว่า มันตอบโจทย์ เพิ่มขึ้นคุณภาพชีวิต เงินเพิ่มขึ้น อีกอย่างได้คอนเทนต์เพิ่มขึ้นอีกด้วย
เป็นแรงบันดาลใจ ให้ชาวนายุคใหม่
“ต้องขอขอบคุณ ที่ทุกคนมองเห็นโอวา เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับโอวาคิดว่า ถ้าเรารอโครงสร้างเปลี่ยน แต่วันนี้เราต้องกินข้าว วันนี้เราต้องใช้เงิน วันนี้เรามีค่าใช้จ่าย เราสามารถทำทั้ง 2 อย่างได้ เราสามารถทำตัวเองก่อน แล้วก็โครงสร้างจะเปลี่ยน หรืออะไรจะเปลี่ยน รัฐบาลจะช่วยไม่ช่วยก็อีกเรื่องนึง ก่อนอื่นให้รัฐช่วย เราต้องช่วยตัวเองก่อน พยายามหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้ตัวเองได้ลืมตาอ้าปาก การที่เรายืมจมูกคนอื่นหายใจ มันอาจจะต้องรอ สุดท้ายถ้าเราหายใจด้วยจมูกตัวเอง มันทำได้เลยวันนี้ บางคนคิดว่า ลาออกจากงานไปทำเกษตรชิกๆ ทำคอนเทนต์ แต่บางทีมันไม่ใช่ มันต้องลงทำจริง มันเหนื่อย หน้าอาจจะเห็นสวยงาม แต่เบื้องหลังคือเหนื่อย ขุดดิน ขนแกลบ คือเหงื่อแตก คนอาจจะเห็นในโซเชียลฯ แค่ 10% ในมุมที่ดี ในมุมที่สดใส ในมุมที่ประสบความสำเร็จ แต่อีกประมาณ 90% ในมุมที่แย่ มุมเหนื่อย มุมดาร์ก มุมท้อ เขาอาจจะไม่ได้ให้คนในโซเชียลฯ เห็น ประสบการณ์บางที มันนำมาซึ่งหนี้ก้อนโต หรือว่าชีวิตที่พังทลาย ก็อยากทุกคนตระหนัก ลองก่อนนิดๆ หรือว่าพยายามศึกษาให้เยอะ ศึกษาให้เยอะจริงๆ มันช่วยเราได้มาก ไม่ได้แค่การันตีว่าเราจะประสบความสำเร็จ ถ้าจะกระโดดมา ศึกษาให้เยอะๆ เพราะว่าการศึกษาเยอะๆ ทำให้เรารู้แนวทาง แต่การที่เราศึกษาเยอะ มันก็ไม่ได้การันตี ว่าเราจะประสบความสำเร็จนะ มันช่วยลดเปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะล้มเหลว อย่าลืมศึกษาข้อมูลเยอะๆ ธุรกิจอะไรทำได้ อะไรมีความเสี่ยง อะไรที่มีเปอร์เซ็นต์การล้มเหลวมากที่สุด แล้วเราต้องรู้อะไรบ้าง ในการกระโดดเข้าสู่ธุรกิจแบบนี้ ปริมาณข้าว น้ำตาลในข้าว ปลอดสาร NGO, GAP, อย. กฎหมายที่มันเกี่ยวข้อง ในทุกๆ ธุรกิจ มันมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากๆ อยู่แล้ว ถ้าข้อมูลเราไม่แน่นพอ เราก็จะเป็นผู้แพ้ในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Facebook “โอวาข้าวหอมมะลิแท้สุรินทร์100%”, TikTok @ovaricesurin
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


