xs
xsm
sm
md
lg

วิบากกรรม “กฎหมายสู้ฝุ่นพิษ” เพราะยุบสภา “ตาย 192 คน/วัน” รอ “พ.ร.บ.คืนชีพ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สุดท้ายก็คว้าไว้ไม่ได้ กับ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ที่คนไทยรอคอย เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หวังได้หอบ “อากาศบริสุทธิ์” เข้าปอด หลังมีกฎหมายคุ้มครอง

แต่กลับเจอมรสุมไม่หยุด ทั้งสภาฯ ล้ม, สว.เตะถ่วง มาจนถึงเกมการเมืองทำพิษ “ยุบสภาฯ” ทำพ.ร.บ.คว่ำ กูรูย้ำ อย่าเพิ่งหมดหวัง กฎหมายนี้อาจมีทางไปต่อ ถ้ารัฐบาลใหม่จริงใจกับการแก้ปัญหา “ฝุ่นพิษ”

** วิบากกรรม “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” **

และแล้ว ความฝันที่คนไทยจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ก็จบลง เมื่อ “หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32 ประกาศยุบสภาฯ ในวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ส่งให้ “ร่าง พ.ร.บ.” ที่ค้างอยู่ในสภาฯ หลายฉบับต้องถูก “ตัดตอน” กลางคันเพราะตาม “รัฐธรรมนูญมาตรา 147” ที่กำหนดให้ร่างกฎหมาย ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา จึง “เป็นอันตกไป” ทันที และ 1 ในนั้นคือ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด”

 ถึงแม้จริงๆ แล้ว พ.ร.บ. ตัวนี้ จะผ่านการลงมติของ สส.ใน “วาระ 3” แล้ว แต่ในชั้นพิจารณาของ “วุฒิสภา” กลับถูก “สว.” สั่งให้ “ขยายการพิจารณา” เพิ่มไปอีก “30 วัน” ถึง “2 ก.พ.69”

ตรงนี้เองที่เริ่มส่งกลิ่นตุๆ ว่า นี่อาจคือ “การเตะถ่วง” เพราะไม่อยากให้กฎหมายนี้ผ่านหรือเปล่า?



เพราะต่อให้ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ประกาศยุบสภา ในวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่กรอบเวลาที่ สว.สั่งให้ขยายออกไปถึงเดือน ก.พ.69 ก็ดูจะเลยไทม์ไลน์การยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน ของ “นายกฯ หนู” อยู่ดี

หากไล่ย้อนดูตั้งแต่ พ.ร.บ.ตัวนี้เข้าสภาฯ จะพบว่าต้องเจอวิบากกรรมมากมาย กว่าจะผ่านมาถึง วาระ 3 ได้ ทั้ง “สภาฯ ล่ม” กลางคัน ในการพิจารณา“วาระ 2”

ด้วยเหตุที่ว่า มี “สส.ขี้เกียจ” หลายคนไม่ยอมมาประชุมสภาฯ จน“องค์ประชุมไม่ครบ”และไม่สามารถพิจารณากฎหมายต่อไปได้

สุดท้าย ต้องยกไปพิจารณาในอาทิตย์ต่อไป ซึ่งก็วนภาพเก่าเหมือนหนังม้วนเดิม เพราะการพิจารณารอบที่ 2 มีแต่ความอืดอาด
การประชุมต้องเสียเวลา “รอ” สส.ให้มาครบองค์ประชุม กว่าจะได้พิจารณา

และในที่สุด “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ก็ถูกพิจารณาในชั้น สส.จนเสร็จ แต่กลับต้องมาโดน สว.เล่นเกมเตะถ่วง ขยายเวลาพิจารณาในชั้นวุฒิสภา จนเกิดคำถามว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลังเกมการเมืองนี้หรือเปล่า?



อย่างที่ “ไทภัทร ธนสมบัติกุล"คุณพ่อของคุณหมอหนุ่ม "กฤตไท ธนสมบัติกุล"เจ้าของเพจ "สู้ดิวะ"ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็งปอด เพราะ “ฝุ่น PM 2.5”ออกมาโพสต์ตั้งคำถามเดือดว่า เรื่องนี้มาจาก “กลุ่มทุนใหญ่”ที่เป็นตัวการหลักในการ “ก่อมลพิษ”เข้าไปแทรกแซง กระบวนการพิจารณากฎหมายตัวนี้หรือเปล่า?

“มีเสียงกระซิบมาหนาหูว่า ‘กลุ่มทุนใหญ่’หรือ ‘ผู้ประกอบการมลพิษสูง’ที่คุ้นเคยกับการทำมาหากินแบบมักง่าย ไม่สนใจผลกระทบที่ตัวเองก่อไว้ กำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อ‘เบรก’ กฎหมายฉบับนี้”


                                                  {“ไทภัทร (ขวา)” พ่อผู้เสียลูกชาย จาก PM 2.5}

“เลิกเล่นเกม ‘ถ่วงเวลา’เสียที ผมรู้ พวกท่านก็รู้ ข่าวคราวความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.เนี่ย มันผ่านสภาล่างไปได้แล้ว แต่ตอนนี้มันไปติดอยู่ที่ไหน มันกำลังถูก ‘ดอง’ หรือ ‘เตะถ่วง’อยู่หรือเปล่า”

ตอนแรกหลายฝ่ายยังคงมี “หวัง” ว่าต่อให้ถูกขยายเวลาพิจารณาไป กฎหมายนี้ก็อาจจะเสร็จทัน แต่ด้วย “เกมการเมือง” จึงผลักให้การยุบสภาฯ เกิดเร็วกว่ากำหนด จนพิจารณา “พ.ร.บ.อากาศสะอาด”เสร็จไม่ทัน และเป็นอันตกไปในที่สุด

                                 {"กฤตไท" คุณหมอหนุ่ม ผู้จากไปด้วยโรคมะเร็งปอดเพราะ “ฝุ่นพิษ”}

** ยังไม่หมดหวัง ถ้าไม่เล่นแง่ **

สรุปแล้ว คนไทยหมดหวังที่จะได้มี “กฎหมายอากาศสะอาด”แล้วหรือเปล่า? อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ภาคประชาชน อย่าง “ไข่-ดนัยภัทร โภควณิช”ช่วยวิเคราะห์ให้ทีมข่าวว่า เรายังมีหวังอยู่

ถึงแม้ตาม “รัฐธรรมนูล 2560”มาตรา 147 “วรรคแรก”จะบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.ใดๆ ก็ตามที่ “ค้างสภาฯ”ยังไม่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภา ต้องเป็นอัน “ตกไป”หากมีการยุบสภาฯ เกิดขึ้น

แต่ใน “วรรคสอง”ของมาตราเดียวกัน ก็ “เปิดช่อง”เอาไว้เหมือนกันว่า หาก “รัฐบาลใหม่”ที่เข้ามาหลังการเลือกตั้ง สามารถจะ “หยิบ”เอา “ร่างพ.ร.บ.” ที่ “ตกไป” ในรัฐบาลชุดก่อน กลับมาเสนอให้รัฐสภา “พิจารณาต่อได้”

“ก็ให้เสนอเรื่อง ให้รัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบ ถ้าให้ความเห็นชอบแล้ว กับการเอาร่างพระราชบัญญัตินั้น กลับมาพิจารณาต่อเนี่ย ตัวร่างนั้นๆ ก็จะคืนกลับมา สู่ขั้นตอนกระบวนการเดิม ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้ว”

                       {“ดนัยภัทร” อดีตกรรมาธิการฯ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ภาคประชาชน}

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้ง หยิบเอา “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” กลับมาเสนอให้สภาฯ พิจารณาต่อ กฎหมายตัวนี้ก็ถูกดึงขึ้นพิจารณาในชั้นของ สว.ทันที เพราะเป็นขั้นตอนที่กฎหมายตัวนี้ค้างอยู่ ก่อนมีการยุบสภาฯ

แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า คณะรัฐบาลใหม่ต้องเสนอเรื่องนี้ ภายในกรอบเวลา “60 วัน” หลังมีการนัด “ประชุมสภาฯ ครั้งแรก” เพราะถ้าเลยกรอบเวลานี้ ก็จะเท่ากับว่ากฎหมายอากาศตัวนี้ จะ “ตกไป” จริงๆ และต้องไปเริ่มนับ 1 ใหม่ ตั้งแต่การล่ารายชื่อ เพื่อยื่นกฎหมายเข้าสภาฯ

“กรณี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เราถือว่าค้างสภาฯ ใช่ไหมครับ แต่พอยุบสภาฯ ปั๊บ ก็ตกไป แต่มันยังไม่ได้ตกถาวรอาจจะกลับมาได้ ถ้ารัฐบาลหน้าเสนอ ให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมา ยื่นให้มีการกลับมาพิจารณาต่อ ในชั้นวุฒิสภา”

ความกังวล ณ ตอนนี้คือ คณะรัฐบาลใหม่จะหยิบ กฎหมายนี้กลับขึ้นมาพิจารณาต่อไหม? และจะทันกรอบเวลา 60 วันหรือเปล่า?



เพราะเวลาจะเริ่มนับตั้งแต่ “ประชุมสภาฯ ครั้งแรก” ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่า เกมการเมืองไทย มัก “เสียเวลา” ไปกับ “การโหวต” เลือกนายกฯ แบ่งเค้ก “เก้าอี้รัฐมนตรี” กว่าจะได้เสนอให้สภาฯ พิจารณากฎหมายได้ ก็ใช้เวลานาน

“ถ้าไม่ทันในกรอบ 60 วัน ก็เท่ากับว่า พ.ร.บ.นั้นๆ ที่ตกไปในสภาฯ ก่อน จะตกไปทันทีแบบถาวร”

“อันนี้ก็เป็นคำถามที่เรากำลังเรียกร้อง ไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคเช่นกัน ในเวลานี้ที่ต้องหาเสียงกันอย่างเข้มข้นนะครับว่า คุณจะมีนโยบายที่จะหาเสียงกับประชาชนไหมล่ะว่า หลังจากคุณได้เป็นรัฐบาลนะ คุณจะเอา พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาทันที”



** ขอให้รู้ไว้ มีคนตาย 192 ต่อวัน **

“ผลเสีย” ของการที่กฎหมายอากาศสะอาดตัวนี้ ถูก “ดอง” จนต้องมาพิจารณากันในรัฐบาลสมัยหน้า หรือเลวร้ายสุดคือ “ไม่ถูกหยิบ” มาพิจารณาต่อ จนเป็นต้อง “ตกไปถาวร”

คือมันจะทำให้คนไทย “หมดโอกาส” ที่จะได้ “อากาศบริสุทธิ์” และแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ได้อย่างแท้จริง เพราะ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” คือกฎหมายที่ “บังคับ” ให้ “ภาครัฐ” และ “เอกชน” ต้องกันร่วมรับผิดชอบต่อ “มลพิษ”ที่เกิดขึ้น ซึ่งสรุปใจความสั้นๆ ได้ 5 ข้อคือ
1. รัฐต้องตั้ง “คณะกรรมการอากาศสะอาดแห่งชาติ” เพื่อกำหนดนโยบายแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ
2. เมื่อประชาชน ได้รับผลกระทบจากมลพิษ สามารถ “ฟ้องร้อง” คนก่อมลพิษได้ ไม่ว่ารัฐ หรือเอกชน
3. บังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ต้อง “จัดการ” คุณภาพอากาศ และ “ควบคุม” การปล่อยมลพิษ
4. บังคับให้ ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ “ค่าเสียหาย” และ “เยียวยา” คนที่ได้รับผลกระทบ
และ 5. รัฐบาลต้องมีมาตรการแก้ปัญหา “ฝุ่นพิษ” ข้ามแดน จากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างจริงจัง
นี่คือ “กฎหมาย” ที่จะเป็นเหมือน “แส้” ไว้คอยบังคับให้ “ภาครัฐ” และ “เอกชน” หันมาจริงจัง กับการจัดการปัญหา “PM 2.5”



เกี่ยวกับประเด็นนี้ “รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม”อาจารย์นิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด คนที่ 1 สัดส่วนภาคประชาชน 

บอกกับเราไว้ว่า...ความจริงแล้ว เราควรเร่งให้กฎหมายนี้ได้ถูกประกาศใช้ เพราะไม่ใช่ว่าประกาศใช้แล้ว ปัญหามลพิษจะหมดไปทันที มันยังมี “กฎหมายลูก”ที่ต้องทำกันต่อ เพื่อให้กฎหมายบังคับใช้แบบ 100%

“ต่อให้กฎหมายผ่าน มันก็ยังต้องมีกฎหมายลูก ยังต้องมีกลไกอะไรอีกเยอะมาก เพราะเรากำลังทำกฎหมายเชิงโครงสร้างกันอยู่ไง งั้นยิ่งเหนี่ยวรั้งให้ช้าออกไป ไม่ได้มีผลดีกลับใครเลย”

                      {“รศ.ดร.คนึงนิจ” อดีตกรรมาธิการฯ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ภาคประชาชน}

ย้ำว่าทุกเวลาที่ทอดยาวออกไป คือชีวิตของคนไทยที่เสียไป เพราะสถิติจาก “องค์กรอนามัยโลก(WHO)” บอกว่า คนไทยที่ “ตาย” ก่อนวัยกันควร จาก “ปัญหาฝุ่นพิษ” เฉลี่ยปีละ “70,000 คน” หรือ ตกวันละ “192 คน”

“เอาเป็นว่า ในทุก 1 วัน ที่ทะเลาะกัน เสียโอกาสไม่ผ่านกฎหมาย หรือทำอะไรที่ยื้อยุดไปมาเนี่ย ในนั้นมีการเสียโอกาส และเสียชีวิต มีคนตาย 192 คนต่อวัน พูดเป็นตัวเลขจะได้เห็นชัด”




สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “ไทภัทร ธนสมบัติกุล”, “สู้ดิวะ”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น