xs
xsm
sm
md
lg

เปิดโลกหลังลูกกรง!! “เอิร์น วัดใหญ่” เจอมาหมด “เป๋อป่อง-จิ๊กโก๋-ซามูไร-วีไอพี”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดชีวิตโลกหลังกำแพง ดำดิ่งในคุก “เอิร์น วัดใหญ่” อดีตนักโทษกลับใจ ที่ผันตัวมาเป็นวิทยากรจิตอาสา และยูทูบเบอร์ เพื่อถ่ายทอดบทเรียนชีวิต ที่เดินทางผิดตั้งแต่วัยไร้เดียงสา ให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นหลัง พร้อมแฉคุก VIP ระดับ “สมเด็จ” จ่ายจบ แลกความสบาย กับศัพท์คุกในทุกตำแหน่ง

แฉ!! นักโทษระดับ “สมเด็จ” จ่ายจบ

เล่าลือกันมานานว่าในเรือนจำไทย มีสิ่งที่เรียกว่า “สมเด็จ” ซึ่งหมายถึงนักโทษที่มีอิทธิพลทางการเงิน มีเงินจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่หรือผู้คุม เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย หรือเป็นคนสนิทของเจ้าหน้าที่ ทำให้ได้รับอภิสิทธิ์ชนในคุก

สมเด็จจึงมีชีวิตต่างจากนักโทษทั่วไป เช่น ญาติเยี่ยมได้ไม่จำกัดเวลา อยากมีอะไรได้มี อยากกินอะไรได้กิน เจ้าหน้าที่จัดหาให้หมด แถมยังไม่ต้องร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนแค่เปลี่ยนที่นอนเฉยๆ แล้วยังจ้างนักโทษอื่นมาเป็นบริวารคอยพัดวีบีบนวดให้ด้วย

และนี่คือตัวอย่างสมเด็จ ที่ “เอิร์น วัดใหญ่” หรือ “นพนันท์ ทองเครือ” อายุ 44 ปี อดีตนักโทษกลับใจ เล่าให้ฟัง ที่คนรู้จักจากข่าวดัง ว่ามี “สมเด็จ” จริงๆ ในนั้นยังมีอีกหลายตำแหน่งลับ

เขาคืออดีตนักโทษคดียาเสพติด ที่ผันตัวมาเป็นวิทยากรและยูทูบเบอร์ เพื่อถ่ายทอดบทเรียนชีวิตจากการหลงผิดในอดีต ให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่คนอื่น โดยเฉพาะผู้ต้องขัง

และเป็นที่รู้จัก ผ่านการเป็นนักเล่าเรื่องสไตล์สนุกสนานเฮฮา เรียกได้ว่าคลังศัพท์ในหัวของเขาที่นำมาเล่า มักจะเรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ บวกกับสาระความรู้ไปในตัว

ผ่านรายการการประจำชื่อว่า “ฟังเพลินๆ กับ เอิร์น วัดใหญ่” ทางช่องยูทูบ “หรั่ง พระนคร Official (น.ช.ไม่ทิ้งกัน)” ของช่างทำกีตาร์ฝีมือดี ที่ภูมิหลังมาจากการเป็นอดีตนักโทษเหมือนกัน จึงชักชวนกันมาทำ

และนี่คือประสบการณ์ตรง จากคนที่กระทบไหล่มาแล้วทุกแบบ ที่เห็นคุก VIP ระดับ “สมเด็จ” จ่ายจบ แลกความสบาย และแทบจะทำอะไรตามใจชอบได้ทุกอย่าง ขอแค่มีเงิน




“ถ้ามีฐานะเขาจะเรียกสมเด็จ สมเด็จพิมพ์นิยม มีสมเด็จเก๊ก็มีนะ มีตังค์แค่ช่วงแรกๆ หลังๆ แผ่ว สมเด็จจะมีแต่คนห้อมล้อม คนรักใคร่มาก บ้านไหนมีสมเด็จ บ้านนั้นไม่อดไปยาวๆ มีเมตตามหานิยมอยู่

ความเท่ของการเป็นขาใหญ่ สมมติเข้ามาแล้ว ทุกอย่างมันต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งมันสวนทางกับเป๋อป่องมาก ที่นอน เสื้อผ้า เขามีไว้ให้หมดแล้วนะ สมุนบริวาร ห้องมีให้อยู่ กองงานอะไรเขากองไว้หมดแล้ว คือเข้ามามันสบายเลย

ขาใหญ่ดาวดังมาข้ามแดน คนอื่นต้องแบกสัมภาระ แต่ขาใหญ่ต้องมาตัวเปล่า แล้วแดนโน้นเขาพร้อมเย็บที่นอนอะไรไว้หมดแล้ว ตู้มีอะไรไว้พร้อมหมด คนมันถึงอยากจะเป็นไง พอมันเป็นแล้วมันสบาย

พิเศษกว่าคนทั่วไป ในเรื่องความเป็นอยู่ หน้าที่การงาน เขาคงไม่เอาอดีตข้าราชการไปพับถุงหรอก เขาก็ให้หน้าที่การงานให้มันเหมาะสม

อย่างสมมติอดีตตำรวจ ผมบอกได้เลย เข้าไปก็ต้องเป็น ผชร.(ผู้ช่วยพนักงานราชทัณฑ์) อาจจะเป็นหัวหน้า ผชร. ผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่

ส่วนคนที่เกี่ยวกับอัยการ ก็ต้องไปอยู่ฝ่ายบัญชี คอยอยู่กับกระดาษปากกา ทำงานสบายหน่อย แต่ยังไงก็ต้องนอน 3 ผืนเหมือนกันในยุคนี้ นอนที่เดียวกัน ห้องที่เขาอยู่ อาจจะเป็นห้องคนมีหน้าที่ อาจจะเบียดน้อยหน่อย แต่ก็เบียดเหมือนเดิม ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ จะเกรงใจคนพวกนี้ อย่างน้อยเขาก็ให้เกียรติกัน เป็นข้าราชการเหมือนกัน

เขาเรียกว่าแรงตามบิล บิลมีเยอะ จริงนะคนคุก ถ้าคนไม่มีตังค์ มันทำอะไรห่อเหี่ยวไปหมด จะบู๊กับใคร เงินในบุ้งก็มีอยู่ศูนย์บาท จะทำอะไรก็คิดพะว้าพะวงไปหมด มันไม่กล้า แต่คนในมีตังค์มันกล้าวัดไปหมด กูจะกระทืบไอ้นั่นให้ได้ อย่างน้อยกูขัง กูก็ไม่อด”

[ผัวตัวเป็นวิทยากรจิตอาสา เล่าอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นหลัง ไม่ให้หลงผิด]


และตำแหน่งสมเด็จ จะเป็นที่รักใคร่ของคนในคุกมาก เพราะถ้าใครอยู่ภายใต้การดูแลของสมเด็จ หรือเรียกง่ายๆ ว่าคอยรับใช้สมเด็จ จะอยู่สุขสบายในคุกไปยาวๆ โดยเฉพาะผู้คุมบางคน ที่คอยจะจ้องหาแต่ผลประโยชน์

“เป็นที่รักใคร่หมด ผมกล้าพูด บางเรือนจำเจ้าหน้าที่พูดกับสมเด็จดีๆ พูดเพราะๆ มีเงินใช้นะ บริการดีๆ เขาให้เงินใช้นะ”

โดยเฉพาะเรื่องที่ทำเอาราชทัณฑ์สะเทือนหนัก หลังคุกพิเศษกรุงเทพฯ มีเรื่อง คุก VIP จนถูกเปิดโปงว่า มีเจ้าหน้าที่เรือนจำ มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้นักโทษจีนเทา แลกเงินหนา กินหรูอยู่สบาย เครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกครบครับ แถมมีสาวสวยต่างชาติเข้าเยี่ยมประจำ

เช่นเดียวกับที่อดีตนักโทษคนดัง ก็บอกว่า เคยได้ยินเสียงลือกันมาว่า คุกคลองเปรม ต่างชาติเขาก็มีกลุ่มมีแก๊งเป็นของตัวเอง ซึ่งก็จะไม่ค่อยมีใครได้เข้าไปยุ่ง

“ต่างชาติคุกที่ผมอยู่ ส่วนมากจะมาน้อย ส่วนใหญ่จะไปฝั่งพิเศษกรุงเทพฯ คลองเปรมจะเยอะ แต่ว่ากันว่าถ้าหลุดเข้าไปคลองเปรม ต่างชาติเขาก็มีกลุ่มมีแก๊ง เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยเข้าไปยุ่งกับเขามาก

เพราะเขามีสถานทูตดูแล ส่งให้ทุกเดือน ขาเจ็บไม่ได้นะ เขาเป็นอะไรไม่ได้สถานทูตดูแลดีมาก ผมยังสงสัยว่า ถ้าผมเป็นคนไทยไปติดต่างชาติ สถานทูตเราจะดูอย่างนั้นหรือเปล่า”

ส่วนเรื่องการไปรังแกนักโทษต่างชาติ อดีตนักโทษคนดัง ก็บอกว่า ไม่ค่อยได้มีใครไปรังแกขนาดนั้น เพราะพวกเขามีสถานทูตคอยกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด

“อาจจะไม่ได้ไปรังแกถึงขนาดในหนังหรอก แต่อาจจะปั่นอ่ะมีผมเชื่อ เพราะคนไทยมันชอบปั่น เห็นพูดไม่รู้เรื่องมันก็ปั่นแกล้ง แต่จะไปถึงขั้นรังแกขนาดนั้นคงไม่ได้ เพราะยังไงมีสถานทูต”




ศัพท์คุกในทุกตำแหน่ง “เป๋อป่อง-จิ๊กโก๋-ซามูไร”

จากประสบการณ์อยู่ในเรือนจำ 21 ปี 8 เดือน เข้าคุกไป 6 รอบ ผ่านมา 7 เรือนจำ จึงทำให้ค่อนข้างที่จะรู้ความเป็นมาของโลกหลังกำแพงมากพอสมควร

และนอกจากระดับสมเด็จแล้ว ระดับชั้นที่นักโทษไว้เรียกกันเองในคุก ก็ยังมีอีกเยอะมาก เริ่มจากนักโทษที่เข้าไปใหม่ๆ เรียกว่า “เป๋อป่อง” ทุกคน หรือที่บางเรือนจำเรียก“แบ๊ว”ซึ่งมีความหมายเดียวกัน คือไว้เรียกนักโทษใหม่ๆ ในกรณีที่ติดคุก ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังกัด

“ถ้าเราเข้าไปใหม่เป๋อป่องทุกคน เป็นศัพท์บางที่เขาเรียกแบ๊ว แบ๊วทุกคน เข้าไปไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้วิถีชีวิตในคุกเลย แต่ถ้ามีวันจำมากขึ้นๆ มันจะสอนเราว่า เราจะแกร่งหรือจะกรอบ เราก็เลือกเอาเองว่า ถ้าเราอยากจะแกร่ง เราก็ต้องเรียนรู้พฤติกรรม”

และสิ่งแรกที่นักโทษระดับเป๋อป่องต้องโดนก็คือ โดนรับน้อง ด้วยการกลั่นแกล้งสารพัดจากรุ่นพี่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการซัก ผ้าล้างจาน ให้กับรุ่นพี่ กระทั่งงานไหนที่ใช้แรงงาน ก็รับจบหมด

“สิ่งแรกเข้าไปเลย โดนแกล้งแน่นอน โดนปั่น นอนลำบาก กินลำบาก ทำงานงกๆ ชีวิตแบ๊วๆ ในคุก ผมถึงบอกว่าคนคุกมันถึงอยากกระเสือกกระสนเป็นขาใหญ่ เพราะมันเป็นแบ๊วมันลำบากทุกขั้นตอน

แล้วยิ่งถ้าไม่มีญาติ รู้เลยว่านรกบนดินเป็นยังไง รู้เลยว่าซ้อมตกนรกเป็นยังไง ถ้าเป็นแบ๊วอยู่ในคุก มันยากมาก ถึงบอกว่ามันต้องเป็นระบบบ้านมีเพื่อนมีฝูง ที่นี่มันก็อยู่ที่แบ๊วแล้วว่าจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาไหม

พวกนี้จะนวดรับจ้างนวด บางทีขาใหญ่นวดฟรี ขาใหญ่เต็มที่ให้ขนมมากินหน่อย ล้างจาน ซักผ้า ดูแล งานไหนที่ใช้แรงทำหมด นี่คือมุมของแบ๊ว บางคนมันก็แบ๊วอยู่หลายปี เลือกที่จะยอมก็จะเหนื่อยไปอย่างนั้น

 
 บางคนไม่ยอม ในความเป็นคนมนุษย์ มันมีสัญชาตญาณดิบอยู่ กูไม่ยอมคนอย่างนี้แล้วเว้ย กูต้องสู้ ต้องไม่ยอมแล้ว อยู่ที่ว่าจะใช้ทางลัด หรือเป็นไปตามสเต็ป ถ้ามันใช้ทางลัด หรือว่าใครพูดไม่เข้าหู มันบวกเลย มันหาเรื่อง หาตรวนมาใส่

จากแบ๊วถ้ามีขาใส่โซ่ตรวจแล้วเนี่ย มันจะได้การยอมรับในระดับนึง พอใส่ตรวนแล้วคำว่าแบ๊วจะจางหายไป พอได้มีประกาศนียบัตรจากตรวนเส้นนี้แล้ว เขาคือมาสายบู๊แล้ว ทีนี้เขาจะบู๊ต่อไป โอเคนี่คือวิธีลัดเป็นจิ๊กโก๋แล้ว อันนี้คือกรณีจะสร้างชื่อขึ้นมาข้างใน

ใส่ตรวนแล้วเป็นจิ๊กโก๋แล้ว จะไปใช้มันทุกวันไม่ได้ มันเป็นตรวนแล้ว เดี๋ยวมันโบกให้ คนคุกมันจะชอบคนสู้คน คราวนี้มันก็ใช้วิธีของมันนั่นแหละ ก็เริ่มหาเหลี่ยมหากินแล้ว

เป็นโก๋แล้ว พอเจรจาได้แล้ว มีหมึกใช่ไหม ผมขอเอี่ยวด้วยได้ไหม เอาหมึกสักมาขายบ้าง พัฒนาไปปล่อยกู้บ้าง พัฒนาไปปล่อยกู้โต๊ะบอล แล้วก็มันจะหยุดไว้แค่ตรวนเส้นนี้ หรือสร้างวีรกรรมกันต่อก็แล้วแต่มัน”


จากจิ๊กโก๋ ไต่ระดับสเต็ปต่อไป จะกลายเป็น “ผี” คือสามารถมีเหลี่ยมหากินในคุก เอาตัวรอดได้ โดยไม่เคยมีญาติมาเหลียวแล นอกจากหาเงินหาทองใช้เองในคุกแล้ว คนระดับผี ยังสามารถซัพพอร์ตไปถึงคนข้างนอกได้ด้วย

“คนพวกนี้เก่ง ติดคุกญาติไม่เคยมาดูแลเลย แต่มันมีวิธีเอาตัวรอดของมัน เป็นตามสเต็ป จากไม่มีอะไรเลย เป็นแบ๊ว เป็นเป๋อป่องเข้ามา ต่อสู้ขึ้นมา จนมีเหลี่ยมหากินได้แล้ว หาเงิน หาทองใช้ จนไม่ต้องเดือดร้อนญาติ โดยที่ตัวเองก็อยู่ได้ และซัพพอร์ตไปถึงคนข้างนอกได้ด้วย”

ส่วนที่หลายคนสงสัยว่า แล้วคนหลังกำแพง เขาเก็บเงินกันยังไง นักโทษมากประสบการณ์คนนี้ เขาก็เล่าให้ฟังอีกว่า นักโทษยุคก่อน จะเอาของกินของใช้ที่หามาได้ มาแลกเป็นเงินสดเก็บไว้

“มันจะมีเงินสด และของข้างใน กาแฟบุหรี่ ตรงนี้เอาไปแลกเป็นเงินสดได้ บางคนก็เก็บเป็นเงินสดเอาไว้กับตัว สอยเย็บอย่างดี เพราะถ้าเกมต่อคดี เงินสดยังไงมันก็มีมูลค่า

เมื่อก่อนผมมีรอบนึง ผมใกล้กับบ้าน จะเอาของที่ผมหามาได้ นม บุหรี่ กาแฟ ไปแลกเป็นเงินสด นม 15 กล่อง แลกแบงก์ 100 ผมจะแลกเก็บเพื่อเอากลับบ้าน นี่คือวิธีง่ายๆ”


แต่ในยุคโซเชียลฯ แบบนี้ ถ้าใครมีญาติอยู่ข้างนอก ถ้าหาเงินจากข้างในมาได้ ก็จะโอนไปฝากญาติข้างนอก และนักโทษบางคนสามารถหาเงินจากข้างใน ส่งเสียลูกที่อยู่ข้างนอกเรียนได้ด้วย

“แต่ด้วยความเป็นยุคหลัง ยุคสมาร์ทโฟนมันมีโอน แล้วยุคนี้มันโซเชียลฯ แล้วด้วย เราเลื่อนเฟซบุ๊กไปยังไงต้องเจอญาติแน่นอน ต้องมีใครสักคนใดคนหนึ่งติดต่อได้ แล้วเราก็เอาเลขบัญชีเขา เราหาเงินจากข้างในอะไรก็แล้วแต่ โอนไปเก็บไว้ข้างนอก”

อดีตขาใหญ่ ผู้มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชน เขาเล่าอีกว่า ในคุกยังมีอีกหนึ่งอาชีพ ที่คนอาจจะไม่รู้มากนัก ก็คือตำแหน่ง “ซามูไร” ที่รับจ้างปลิดชีพ และคอยอารักขาเหล่าบรรดาสมเด็จ ที่มีเงินคอยจ่ายๆ เยอะๆ ซึ่งใครจะทำตำแหน่งนี้ได้ คือต้องพร้อมตายในคุก

“ซามูไรก็จะรับงานปลิดชีพคน ต้องเล่นทีเผลอ ไม่งั้นสังหารไม่ได้ เอาชีวิตคนไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับมือปืน ก็ต้องซุ่มเหมือนกัน มันเป็นวิถีการเอาชีวิตคน อันนั้นคือหน้าที่ของซามูไร แล้วมีค่าตัวนะ คนพวกนี้ไม่มีอะไรจะเสีย มันเป็นวิธีของเขา

แล้วหัวเรือเขาจะต้องมีซามูไรล้อมรอบ เพราะอะไรมันจะเกิดขึ้นก็ได้ ต้องฝีมือดีอยู่ด้วย เชิงเหล็กต้องดี ใจต้องถึงทุกอย่าง”

[หรั่ง พระนคร เพื่อนที่ชักชวนกันมาทำยูทูบเบอร์]


ประสบการณ์โหด โดนตีป่วยไปครึ่งปี

ในเรือนจำ จะมีคนแค่ 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือขาสั้น ก็คือนักโทษ ขายาวคือผู้คุม ซึ่งนักโทษก็จะมีทั้งคนดีและไม่ดี ก็ไม่ต่างอะไรจากผู้คุมเช่นกัน ที่มีทั้งคนดีและไม่ดี

เขาบอกอีกว่า ผู้คุมบางคนเหมือนไม่ได้มาทำงาน แต่มาหาผลประโยชน์อย่างเดียว ส่วนผู้คุมบางคน บทจะเจอคนดี ก็ดีจนน่าใจหาย

“ผู้คุมคนไหนดีๆ ก็ดีแบบน่าใจหาย เขาดีมาก น่าจะเป็นครูบาอาจารย์มากกว่า ไม่คิดจะทำร้าย ทำอะไรนักโทษเลย ผู้คุมคนไหนไม่ดี อันนี้ต้องยอมรับว่ามีจริงๆ คือเหมือนไม่ได้มาทำงาน มาหาผลประโยชน์อย่างเดียว

มีหมดเลยมาหาผลประโยชน์ กินกับนักโทษ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เอาตังค์มา หากินกับนักโทษมีจริงๆ ในยุคก่อนนั้นนะ ยุคนี้อาจจะซาๆ แล้ว ยุคก่อนเขาอยู่กันอย่างนี้จริงๆ

ของผิดกฎหมายเข้ามาในเรือนจำได้ยังไง มันไม่สามารถเดินเข้ามาเองได้หรอก นักโทษก็ออกไปเอาเองไม่ได้ มันเข้ามาเองได้ส่วนนึงก็เพราะผู้คุมนั่นแหละ ที่เป็นอย่างนั้น”


เขาเล่าประสบการณ์โหดๆ ที่เจอกับตัวเองว่า ผู้คุมบางคนก็เป็นสายโหดแบบไร้ความปรานี มีครั้งนึงโดนตี จนป่วยไปครึ่งปี

“โหดแบบว่าไร้ความปรานีเลย โหดจริงๆ โหดไม่มีเหตุผล บางทีเรื่องเล็กๆ อย่างผมเคยโดนครั้งนึง โดนที่ใต้ถุนศาล แค่ลักลอบสูบยาเส้น ในยุคนั้นที่มันยังสูบได้ด้วย แต่ในใต้ถุนศาลก็จะห้ามกัน ผมมองมันเหลื่อมล้ำแล้ว

ถ้ามี(เงิน) สูบได้ ถ้าไม่มีลักลอบสูบเดี๋ยวเจอกัน สูบกันอยู่ 7-8 คน มีควันขึ้นมา ผู้คุมเห็นเกมแล้ว เขาก็เรียกไปตีทีละคน ใส่กันยับเลย

ผมคนที่ 8 คนสุดท้ายพอดีเลย หนักกว่าเพื่อน มันค่อยๆ ไหลมาเป็นทอดๆ ผมเด็กผมก็ไม่รู้รอบแรก ถ้าผมรู้ว่ามันตีขนาดนี้ผมก็ไม่สูบหรอก ผมเด็กเห็นผู้ใหญ่เขาสูบ ก็ไปขอเขาสูบด้วย สุดท้ายโดนกระหน่ำไปตอนนั้น เปิดมาเนี่ยเตะก้านคอผมแล้ว เตะร่วงลงไป

ใช้ก๊องเป็นอาวุธที่ว่ากันว่ามันผิดกฎระเบียบ แต่เจ้าหน้าที่บางคนเขาใช้ ซึ่งเป็นก๊องไม้ตะบอง แล้วพันผ้าหนาๆ เหมือนคัตตอนบัตยักษ์ ผมโดนดอกนั้นเขาไป โดนไป 3 ที ลมออกหูเลย วิญญาณแทบกระเด็นออกมา ป่วยไปครึ่งปีเลยโดนชุดนี้เข้าไป แค่ลักลอบสูบยาเส้น

ถ้ากรณีที่แบบว่าไปแทงกัน ไปประหัตประหารกัน แล้วโดนอย่างนี้พอเข้าใจ แต่เล็กๆ น้อยๆ บางทีมันโหดเกินไป เขาก็จะมีสไตล์เขา ผู้คุมสายโหดเขาก็จะเหยียบหน้า แล้วตีนกระทืบหน้า เตะหน้าอยู่อย่างนั้น ยับอ่ะ

ประเด็นคือนักโทษสวนไม่ได้ เขาจะมีขั้นตอนเขานะเวลาโดน สมมติผมโดนเจ้าหน้าที่คนนี้ เพื่อนจะคอยเตือนอย่ากันนะ ถ้าจะโดนห้ามกัน กันเนี่ยเขาจะบอกมึงเป็นมวยโดนหนักอีก ไหว้ไม่ไหวแล้วครับ เขาก็จะบอกปลุกพระหรอ โดนหนักอีก ไม่ร้องก็ไม่ได้ คือทุกอย่างต้องแอ็กชั่น ถ้าเราโดนแล้วอดทน ยิ่งหนักเข้าไปอีก

บางคนยอมทำยังไงก็ได้ ให้หลับให้เร็วที่สุด ทำยังไงก็ได้ให้แตกให้เร็วที่สุด ยื่นหน้าเข้าไปหาเลย ถ้าง้างเตะปุ๊บ เอาหน้าหม่นตีนมาเลย จะได้หลับให้ไวที่สุด จะได้ไม่เจ็บหนัก บางคนก็หลับไวไปหน่อย เขาเอาน้ำราดก็ฟื้น ชิงหลับก่อนไม่ได้ บางคนก็เน้นให้แตก บางคนเห็นเลือดเขาก็หยุด”


ในบทเรียนอันโหดร้าย เขายังบอกว่า ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่ตอนนั้นได้เจอผู้คุมที่เหมือนคอยเป็นครูสอน โดยผู้คุมคนนั้นเคยเป็น ผบ. เรือนจำที่เขาติดอยู่ในขณะนั้น ซึ่งตอนนี้เกษียณไปแล้ว

“ถ้าคนไหนไม่ตี เขาไม่ตีจริงๆ ผมเคยเห็นครั้งนึง ผมนับถือผู้คุมคนนี้มาก เขาเรียกกันป๋า เป็นบุคลากรของกรมราชทัณฑ์ เป็น ผบ.อยู่แดน 3 เขาเป็นคนที่รักนักโทษมาก

ขี้เยี่ยวอะไรบอกเขา เขาช่วยหมด ญาติไม่มาเซ็นวันลดให้ บอกเขา เขาตามได้หมด ใครมีปัญหาอะไร เขาช่วยเหลือนักโทษมาก เขารักนักโทษมาก ป๋าเขาดีมาก เขาบอกไม่มีพวกมึง กูก็ตกงานดิ

เขาช่วยได้เขาก็จะช่วยสุดๆ แต่ถ้าผิดจริงก็ว่ากันไปตามผิด แต่เขาจะไม่ลงมือ ถ้ากรณีมึงอยู่ในแดนกูไม่ได้นะ ก็ต้องออกไป แต่ถ้ายังอยู่กันได้ ปรับความเข้าใจกันได้ เขาก็จะให้อยู่ต่อ แต่เขาก็จะไม่ลงไม้ลงมือ ส่วนนึงก็เกเร ส่วนนึงก็จะไม่เกเร เกรงใจป๋า”


ดิ่งสุด!! เมียทิ้ง-แม่เสีย ได้ธรรมะช่วยเยียวยา

ตามโซเชียลฯ หลายคนอาจจะเห็นภาพของเขา ที่สนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอดเวลา แต่ใครจะไปรู้ว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องดำดิ่งกับชีวิตแค่ไหน วันนี้เขาจึงขอเล่าถึงชีวิตที่จมดิ่ง ที่เจ้าตัวเอ่ยปากว่า ไม่ค่อยเล่าในมุมนี้ที่ไหนมาก่อน

“ปกติเน้นชอบเล่าเรื่องแนวคอมเมดี้ซะมากกว่า ไม่ค่อยซีเรียส ไม่ค่อยเสนอด้านอ่อนแอ ด้านดราม่าอะไร ชอบเก็บไว้ในใจ ไม่ค่อยแสดงด้านนี้ให้ใครเห็น ผมแทบจะไม่ได้เล่าออกช่องไหนเลย คนคุกมันมีช่วงเวลานึงที่อ่อนแอ ที่มันดำดิ่ง ที่มันรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

ชีวิตผมติดคุกหลายรอบ แต่ละรอบไม่มีคนรักอยู่ข้างนอก เอาง่ายๆ คือไม่มีแฟนอยู่ข้างนอกเลยสักครั้งเดียว จนมารอบล่าสุดผมมี

แต่ผมเห็นจากประสบการณ์ที่มองจากเพื่อนๆ คนที่มีแฟนอยู่ข้างนอก ส่วนใหญ่บั้นปลายจบไม่สวยสักคน ส่วนใหญ่จะโดนทิ้ง เขาเรียกว่าเมียลื่น(เมียทิ้ง) ทุกคน แล้วก็จะดำดิ่ง แล้วก็จะช็อต กรีดหน้า กรีดหัว บางคนอยากจะคิดสั้นเลย รับไม่ได้

ใหม่ๆ ผมก็มองตลกเพื่อน บ้าเปล่าว่ะ แค่เมียลื่น มึงกรีดนั่นนี่ แต่พอแม่มึงเสีย มึงแค่โกนหัว ตอนนั้นผมมองเป็นเรื่องตลก เพราะไม่ได้เจอกับตัว

แต่พอวันนึงมาเจอกับตัว ผมเข้าคุกรอบล่าสุด ยังไม่ทันจะตัดสินเลย ผมก็เริ่มได้ข่าว พยายามเขียนจดหมาย คิดถึง ห่วงใย ใส่ใจตลอด ป่านนี้จะนอนหรือยัง คิดถึงคนข้างนอกตลอดเวลา เป็นห่วงตลอดเวลา เขาจะกินข้าวหรือยังนะ วันนี้เขาทำงานเหนื่อยไหม นอนก่ายหน้าผากคิดมากทุกวัน

แต่เวลาผ่านไป ผมมาได้ข่าวว่า เขาไปมีคนใหม่ตั้งนานแล้ว แต่เราเสียดายแค่ว่า ไอ้ความรู้สึกดีๆ ตรงนั้น มันเป็นความรู้สึกจากใจ มันบริสุทธิ์ คือเราคิดถึงและห่วงใยเขามาก แล้วมันสูญเปล่า จริงๆ แล้วในระหว่างที่เราคิดถึงเขาอยู่ เขาอาจจะไปอะไรกับแฟนเขาอยู่ มันปวดร้าวตรงนี้”


นักโทษกลับใจคนนี้ เขาบอกว่า การที่โดนเมียทิ้ง ระหว่างที่ติดคุก ก็ยังไม่เจ็บปวดเท่าผู้เป็นแม่ ต้องมาเสียชีวิตไปในตอนที่ตัวเองยังอยู่ในเรือนจำ และยังไม่ทันได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีให้แม่เลย ซึ่งเขาบอกว่า พอคิดได้ มันก็สายไปแล้ว

“ผมย้อนกลับไปคิดว่า แฟนอยากได้อะไร อยากกินอะไรให้กิน อยากไปเที่ยวไหนไป อยากได้อะไรให้หมด คือจัดสรรให้หมดอย่างดี

ย้อนกลับไปผมเสียดายความรู้สึกตรงนั้น ผมมีแม่อยู่คนเดียว ผมไม่เคยพาแม่ไปเที่ยวไหน แม่อยากกินอะไร ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ไม่เคยอยากจะซื้ออะไรดีๆ ให้แม่กิน แม่อยากได้อะไรผมไม่เคยได้ใส่ใจตรงนี้เลย

พอวันเวลาผ่านไป ผมติดคุกรอบล่าสุด ผมคิดได้ เฮ้ย..เราควรไปทำอย่างนี้กับแม่เรามากกว่า ก็เนี่ยความดิ่งจากตรงนี้ ผมมาคิดแล้วผมดิ่ง ทำไมเราไม่ทำกับแม่เรา

วันนั้นจะติดต่อแม่แล้ว แต่ยังไม่ได้ทันได้ติดต่อเลย ข่าวร้ายมา เพื่อนผมเบนซ์ มือกระดูก ไปเยี่ยมญาติกลับมา แล้วได้ข่าวมา เดินมาจับมือผม บอกเอิร์นทำใจดีๆ นะ แม่เสียแล้ว ผมก็ทำตัวไม่ถูก ผมไม่ค่อยติดต่อแม่ด้วย เวลาติดคุกผมไม่อยากให้แม่รับรู้ถึงความลำบาก

เร็วๆ นี้ เมียก็ทิ้ง แม่เสียอีก คือความรู้สึกเราเหมือนมันเคว้งคว้าง ไม่เหลืออะไรเลย แล้วยังไม่ทำในสิ่งที่เราคิดจะทำกับแม่เราเลย ไม่มีโอกาสได้ทำตรงนั้น เรารู้สึกมันดิ่ง แต่ผมก็พยายามทำตัวให้มันเข้มแข็ง ทำตัวให้เพื่อนๆ เห็นว่าเราก็ยังเฮฮาเหมือนเดิม แต่จริงๆ ในใจผมนี่มันแบบโอ้โห..แม่งไม่ได้จริงๆ”

เรียกได้ว่าน้ำตาตกใน เพราะในคุกจะทำตัวอ่อนแอไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ลำบาก จนเริ่มคิดหาทางออกให้กับตัวเอง ว่าจะหลุดพ้นความทุกข์นี้ไปได้ยังไง

“มันข้างใน แต่เราพยายามเก็บไว้ข้างในใจ อ่อนแอไม่ได้ในคุก มันต้องแกร่ง บางทีร้องไห้ให้คนเขาเห็น คนก็อยากจะมาดูถูกเราอีก ติดคุกไม่เคยดูแลพ่อแม่ จนแม่มึงเสียแล้ว แล้วมึงค่อยมาร้องไห้

มันดิ่งจนผมต้องหาทางออก จะไปออกทางไหน จะไปทำยังไงให้จิตใจเรา คือตอนนี้รู้อย่างเดียวว่าเป็นทุกข์มากๆ ตัดสินใจเดินเข้าไปตรงโต๊ะเสมียน เรือนจำที่ผมอยู่ในตอนนั้นไม่มีห้องสมุด เห็นโต๊ะเสมียนมันมีหนังสือมากมาย ผมเข้าไปเลือกดู หนังสือธรรมะทั้งนั้น ลองหยิบเอามาอ่านสักเล่ม 2 เล่ม”


จนไปเจอเข้ากับหนังสือธรรมะ และหลักธรรมประจำใจ ที่ทำให้ชีวิตหลังกำแพงของเขาไปต่อได้ ก็คือ “พรหมวิหาร 4”

“พออ่านปุ๊บ เราเริ่มรู้สึกมันดีขึ้น อาจไม่ถึงขั้นพ้นทุกข์หรอก แต่มันก็ทุกข์น้อยลง ผมไปรู้จักพรหมวิหาร 4 เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา

หากเรามีเมตตา เราก็จะไม่เกลียดใคร ผมจะไม่เจ็บแค้นแฟนผมที่ทิ้งผมไป หากเรามีความกรุณาเราก็จะไม่ไปทำร้ายใคร ผมก็จะไม่ไปแก้แค้นแฟนผม หรือคนที่ไปกับแฟนผม

เรามีมุทิตาอันนี้ดีมาก ผมรู้สึกว่าคนในสังคมมันเป็นจริงๆ นะ เห็นคนอื่นเขาได้ดี เห็นคนอื่นเขามีความสุข แล้วเป็นทุกข์ ไปอิจฉาเขา เรามีตัวนี้ก็ไม่ต้องไปอิจฉาใคร

สุดท้ายอุเบกขา ต้องปล่อยวาง ถ้าผมยึดติดกับตรงนี้ ชีวิตผมก็ทุกข์อยู่แบบนี้ ต้องปล่อยวาง แม่ผมยังไงก็ไม่ฟื้นแล้ว แฟนผมยังไงก็ไปแล้ว โลกมันต้องไปข้างหน้า ผมจะไปยึดติดตรงนี้ไม่ได้ ก็พ้นจากความทุกข์ตรงนั้นมาได้ในระดับนึง”

แต่กว่าจะรู้สึกว่าธรรมะช่วยเยียวยาจิตใจให้พ้นทุกข์ได้ ก็เกือบหลงผิดทำร้ายตัวเอง ด้วยการกรีดหน้ากรีดหัว เพราะเขาบอกว่า ก็ไม่ใช่ว่าอ่านปุ๊บแล้วบรรลุธรรมได้เลย ต้องอ่านทำความเข้าใจอยู่สักพักใหญ่ๆ จนรู้สึกปล่อยวางได้

“สักพักใหญ่ๆ บางเล่มก็ไม่เข้าใจ เริ่มอ่านจนรู้ว่าทุกข์มันเป็นยังไง เขาบอกว่าทุกข์จริงๆ เป็นสิ่งประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีทุกข์เราก็ไม่รู้หรอกสุขเป็นยังไง คนเราถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม มันต้องรู้จักความทุกข์ก่อน ถ้าเราอยู่กับมันได้ เราก็ไม่ทุกข์แล้ว เพราะเรารู้ว่ามันคืออะไรความทุกข์

ช่วยเยียวยาได้ เราเคยตลกเพื่อนเรา ในสิ่งที่เพื่อนเราทำ ดีที่ผมไปเจอหนังสือธรรมะ เกือบจะมีแผลจิ๊กโก๋แล้ว ในคุกเขาเรียกกรีดเพราะรัก สักเพราะแค้น เกือบไปแล้ว”


นอกจากความตั้งใจที่อยากส่งต่อบทเรียน ไม่ให้ใครหลงผิดแล้วนั้น เขายังทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ถ้าวันนึงมีใครต้องเข้าไปอยู่ในคุก จนเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต้องคอยเตือนสติตัวเองเสมอว่า ติดคุกอย่างเดียว อย่าไปติดสิ่งไม่ดีในคุกด้วย

“สมมติว่าเราเข้าคุกไปเลย คราวนี้มันก็อยู่ที่ตัวเราแล้ว ว่าจะรับมือกับสิ่งนี้ยังไง สิ่งหนึ่งที่คนคุกจะชอบบอกกันเสมอ ในเมื่อขาเราเหยียบเข้าไปในคุกแล้ว อย่าตื่นเต้น ให้ตื่นตัวอย่างเดียว

ให้บอกกับตัวเองเสมอว่ากูติดคุกแล้ว แล้วพยายามติดคุกอย่างเดียวให้ได้ อย่าไปติดอย่างอื่น อย่าไปติดกิน ติดแดก ติดเส้น ติดสัตว์ ติดเมา อย่าไปติดอย่างนั้น”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



สัมภาษณ์ : YouTube “พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Facebook “นพนันท์ ทองเครือ”, “หรั่ง พระนคร Rang Akkarin Puri”, TikTok @earn.fungthon


กำลังโหลดความคิดเห็น