อินฟลูฯ แนะ “แก้วสเตนเลส” รักษ์โลก ต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน คนสงสัยมันไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้ยาวๆ เหรอ? กูรูสายวิทย์ชี้ เขาผลิตมาให้ “ใช้ซ้ำ” แต่คนชอบเปลี่ยนซื้อของใหม่ แบบนี้เท่ากับ “ทำลาย” มากกว่า “รักษา” สิ่งแวดล้อม
** อธิบายสั้นจนชวนงง หรือเข้าใจผิดจริง? **
กลายเป็นเรื่องราวคาใจข้ามปี ให้สังคมได้ตั้งคำถามกันไปต่างๆ นานา เมื่อคุณหมออินฟลูฯ รายนึง ทำคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับ “แก้วเก็บความเย็น” หรือ “แก้วเก็บอุณหภูมิ”
โดยนอกจากจะพูดถึงวิธีการทำความสะอาด, การเลือกเกรดของวัสดุ เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อราและโลหะหนัก ที่อาจหลุด หรือปนเปื้อนในแก้วแล้ว
ประเด็นที่ทำให้กลายเป็นที่ถกเถียง คือข้อมูลที่ให้ไว้ว่า ถ้าเป็นแก้วแบบ “สเตนเลส” ต้องเลือกเกรด “304” หรือ “316” เพราะเป็นเกรดสำหรับอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับอาหาร ทนทานต่อการกัดกร่อน และควร“เปลี่ยน”แก้วใหม่ ทุกๆ “6 เดือน”!!
ตรงนี้เองที่ชวนตกใจ จนสังคมตั้งคำถามว่า ต้องเปลี่ยนถี่ ถึงขั้นทุก 6 เดือนขนาดนั้นเลยเหรอ? ตกลงแล้วแก้วพวกนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ซ้ำๆ ได้นานๆ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรอย่างงั้นหรือ?
ที่สำคัญคือ ถ้าต้องเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ อาจจะเป็นการไป “ทำลายโลก” มากกว่า “รักษ์โลก” อย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?
เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ทางทีมข่าวจึงขอต่อสายตรง ไปยังกูรูด้านวิทยาศาสตร์ อย่าง “อ.เจษฎ์” (รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์) อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ
หลังจากลองฟังคลิปของคุณหมออินฟลูฯ ต้นเรื่อง แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือรายนี้จึงให้คำตอบว่า เนื้อหาในคลิป น่าจะหมายถึงว่า ถ้ามี “ความกังวล” ว่าจะเสื่อมสภาพ ผู้บริโภคก็ควรเปลี่ยน แต่อาจไม่ได้หมายถึงให้เปลี่ยนทุก 6 เดือน
“บางที คลิปมันสั้น มันอธิบายอะไรต่างๆ อาจจะไม่เห็นภาพมาก แต่โดยภาพรวมๆ เนี่ย ถ้าเป็นอย่างกลุ่มแก้วสเตนเลส จริงๆ ใช้ได้หลายปีนะครับ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน”
เพราะ “แก้วเก็บอุณหภูมิ” แบบ “สเตนเลส”โดยเฉพาะที่ทำมาจากสเตนเลสเกรดสูง อย่าง “304”หรือ “316”ถ้าเก็บรักษา และทำความสะอาดให้ดีๆ อายุการใช้งานก็สามารถยืดไปได้ถึง “5-10 ปี”
ด้วยวัสดุที่มีความทนทานสูงมาก ต่างจากแก้วแบบ“พลาสติก” ที่จะอายุการใช้งานจะอยู่ได้ราวๆ 1 ปีเท่านั้น ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ตัวใหม่แล้ว
ส่วนจุดที่จะบอกได้ว่า เราควรต้องเปลี่ยนแก้วใบใหม่ได้เมื่อไหร่? ก็คือต้องดูจาก “การเสื่อมสภาพ”ของสินค้าชิ้นนั้นๆ
โดยพิจารณาจากเริ่มมี “รอยขีดข่วน”ทั้งด้านใน และด้านนอกของตัวแก้วแล้ว
เพราะรอยพวกนี้จะทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องยาก และกลายเป็นแหล่งสะสมของ “เชื้อโรค”ในที่สุด
หรืออาจดูได้จากลักษณะแก้วว่า “แก้วบุบ-แก้วเบี้ยว”หรือไม่ หรือมี “น้ำซึม”หรือเปล่า ถ้ามีตำหนิจนไม่สามารถรักษาอุณหภูมิได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยน
ส่วนอายุการใช้งานของแก้วประเภทนี้จะยืนยาวได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน และการดูแลรักษา
“ต้องระวัง ไม่ให้ไปตกกระทบ กระแทก หรือแม้แต่การทำความสะอาด การล้าง ใช้แปรงที่แข็งเกินไป รอยขีดข่วน ก็เกิดขึ้นได้”
“ที่สำคัญอย่างนึงคือ ต้องเลือกภาชนะที่มั่นใจได้ว่า มันเป็นเกรดตามนั้นจริงๆ บางทีบางคนไปซื้อถูกๆ มา มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ”
{“อ.เจษฎ์”กูรูด้านวิทยาศาสตร์ ม.จุฬาฯ}
** มีแต่ “ซื้อซ้ำ” แต่แทบไม่ได้ “ใช้ซ้ำ” **
สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ พวกของใช้ที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้ “ใช้ได้นานๆ” จะได้ลดการใช้ทรัพยากร ลดโลกร้อน แต่ถ้าเลือกใช้ผิดวิธี เน้นเปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่บ่อยๆ แทนที่จะช่วย “รักษ์โลก” อาจกลายเป็น “ทำร้ายโลก” มากกว่า
ยกตัวอย่าง การผลิต “แก้วสเตนเลส” 1 ใบ ต้องใช้ “ทรัพยากร” มากกว่า การผลิตแก้วพลาสติก 1 ใบแน่นอน เพราะมีทั้งกระบวนการขุดแร่หาโลหะหลายชนิด เพื่อผสมให้ออกมาเป็นสเตนเลส
ไหนจะกระบวนการหลอมอีก ซึ่งจุดนี้ก็มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา มากกว่าการทำแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งอยู่แล้ว
หรือแม้แต่เคสของ “ถุง” ก็กระทบไม่ต่างกัน คือถ้าเทียบกันระหว่าง “ถุงผ้า” กับ “ถุงพลาสติก” แน่นอนว่าถุงผ้ามีการใช้ทรัพยากร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อใบ มากกว่าการผลิตถุงพลาสติก
โดยเฉพาะ “ถุงผ้าคอตตอน (Cotton)” ที่ผลิตจาก “ฝ้าย” เพราะต้องผ่านหลายขั้นตอนทั้ง “การเพาะปลูก-เก็บเกี่ยว” หลังจากนั้นก็ต้องนำไปเข้ากระบวนการผลิต ด้วยการ “ย้อมสี” ก่อนอีก
จากนั้นถึงเป็นขั้นตอนปั่นเป็นเส้น แล้วจึงนำมาทอเป็นผ้า กระทั่งเย็บเป็นถุงได้ในที่สุด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ ใช้สารเคมีและพลังงานในการผลิต มากกว่าถุงพลาสติก
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “แก้วสเตนเลส” หรือ “ถุงผ้า” ก็มีอายุการใช้งานที่ “นานกว่า” วัตถุดิบอื่นมากๆ จนไม่จำเป็นต้องผลิตใหม่เรื่อยๆ คือสามารถใช้ซ้ำได้ จึงเหมาะแก่การหนุนขั้นตอนลดมลพิษ และการทรัพยากรได้มากกว่า
ในทางกลับกัน ถ้าผู้บริโภคเข้าใจผิดเรื่องพฤติกรรมการใช้ จนเลือกใช้ของพวกนี้อย่าง “สิ้นเปลือง” แทนที่จะช่วยลดมลพิษ ลดการใช้ทรัพยากร ก็จะกลับกลายเป็นการถลุงทรัพยากร และก่อมลพิษมากกว่าเดิมเสียอีก
อย่างที่อาจารย์เจษฎ์ ช่วยคอนเฟิร์มอีกเสียงว่า คือสภาวะที่กำลัง “เกิดขึ้นจริง” ซึ่งถือเป็นประเด็นน่าห่วงมาก เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย เข้าใจแค่ผิวเผิน แค่ทำตาม “กระแสรักษ์โลก” แต่ไม่ได้เข้าถึงหลักการที่แท้จริง
ตามหลักการแล้ว กระบวนการช่วยรักษ์โลก จะประกอบไปด้วยการ “Reduce” (ลดการใช้) , “Reuse” (การใช้ซ้ำ) และ “Recycle” (การนำกลับามาใช้ใหม่)
แต่ในเคส “การใช้ถุงผ้าในไทย” กลับได้ผลในทางกลับตาลปัตร คือแทนที่การรณรงค์ใช้ถุงผ้า จะช่วยให้ผู้บริโภคได้ Reduce (ลดการใช้ถุงพลาสติก) แล้วหันมาReuseด้วยการนำถุงผ้ากลับมาใช้ซ้ำๆ
แต่กลับกลายเป็นว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย เลือกใช้วิธี “ซื้อถุงผ้าใหม่”ไปเรื่อยๆ ทั้งที่มีของเดิมอยู่แล้ว จนผลักให้เกิดการผลิตออกมามากขึ้นไปอีก
“ประเด็นคือ ถ้าถุงนี้ถุงเดียว คุณใช้ทั้งปีเลย อย่างนี้มันก็ยังโอเค แต่บางครั้งก็เห็นว่า มีแล้ว ก็มีใหม่ คนแจก คนทำผลิตกัน จำนวนของพวกนี้ กลับยิ่งสร้างขึ้นมาเยอะ กระบวนการผลิต มันก็ยิ่งเยอะ”
“แก้วน้ำ ที่ใช้ซ้ำๆ ได้ หรือถุงผ้า มันก็คือเรื่องของการ Reuse นั่นแหละ แต่ถ้าเราซื้อแล้วก็เปลี่ยนแก้วบ่อยๆ หรือว่าเราซื้อสะสมแก้วเยอะๆ
มันก็ไม่ได้ลดทรัพยากรเรื่องการ Reuse(ใช้ซ้ำ) เท่าไหร่ มันไม่ลดจากการ Reduce(ลดการใช้) เท่าไหร่ด้วยซ้ำ”
แล้วเราต้องใช้ซ้ำขนาดไหน ถึงจะคุ้มค่า? ถ้าพิจารณาจากข้อมูลการรายงานของ “Danish EPA” หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของเดนมาร์ก ระบุเอาไว้ว่า...
“ถุงผ้าคอตตอน (Cotton)”ต้อง“ใช้ซ้ำ” อย่างน้อยกว่า“7,000 ครั้ง” ถึงจะคุ้มค่า กับทรัพยากรที่เสียไปในการผลิต
ส่วนถ้าเป็น “แก้วสเตนเลส” งานวิจัยของ “PERI” สถาบันวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา บอกไว้ว่า...
ต้อง “ใช้ซ้ำ” ประมาณ “500 ครั้ง” หรือราวๆ “2 ปี” นิดๆ เพื่อให้คุ้มค่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมา รวมถึงทรัพยากรที่ถูกใช้ไปในขั้นตอนการผลิต
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณข้อมูล : Facebook “Nature Touch”, nytimes.com
ขอบคุณภาพ : Facebook “Jessada Denduangboripant”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


