หรอยแรง!! เมื่อ "เด็กเจน Z" ใช้ความครีเอต พาการละเล่นพื้นบ้านอย่าง "หนังตะลุง" มาปรับมุกให้เข้ากับยุค จนกลายเป็น "ขวัญใจ TikTok" ทั่วทุกภาค ย้ำชัด "หนังตะลุงไม่ตาย แค่ต้องปรับตัว"
*** พ่อดันหลัง สอนอดทน "นายหนังรุ่นจิ๋ว" ***
ถ้าพูดถึงการละเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่น้องภาคใต้ หลายคนน่าจะนึกถึง “หนังตะลุง” มาเป็นอันดับแรกๆ
ที่เป็นการเชิดหุ่นหนังผ่านแสงเงา พร้อมกับพากย์เสียงตัวละคร และเล่าเรื่องราวด้วยสำเนียงท้องถิ่น บ้างก็เป็นบทละครดั้งเดิม บ้างก็ล้อไปกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทั้งสนุกและทันเหตุบ้านการเมืองไปพร้อมๆ กัน
แต่ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ค่อยๆ เลือนหายไปตามเวลา ด้วยเพราะมีสื่อบันเทิงรูปแบบอื่นให้เสพมากขึ้น และคนมาสานต่อก็อาจจะมีจำนวนลดน้อยลงไปด้วย
แต่วันนี้มีเด็กหนุ่มที่หลงใหลในศิลปะการแสดงแขนงนี้ และหยิบเอามาพรีเซนต์ในรูปแบบที่เข้าถึงคนเจนใหม่ได้มากขึ้น
เรากำลังพูดถึง “พีท - ภาวินท์ ภักดี" หนุ่มชาวนครศรีธรรมราช วัย 25 ปี เจ้าของช่อง TikTok “นายหนังพีท” ที่มีผู้ติดตามเกินครึ่งล้าน
เขาได้พาหนังตะลุงโลดแล่นบนโลกโซเชียลฯ จนไวรัล พร้อมกับการเล่าเรื่องราวตามเทรนด์ให้เข้าถึงคนทุกวัย และไม่ใช่แค่คนใต้ที่เข้าใจ แต่คนทั่วประเทศไทยก็สนุกไปกับด้วย
ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในสมัยที่ ด.ช.พีท ได้ชมการแสดงหนังตะลุงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เส้นทางชีวิตของเขาก็ชัดเจนทันทีว่าจะต้องเดินไปทางไหน
“คุณพ่อเล่าให้ผมฟังว่าสมัยก่อนที่ตอนผมเด็กๆ ผมก็ยังจำความไม่ได้ เวลามีหนังตะลุงมาเล่นข้างบ้าน คุณพ่อก็จะไปดู ผมก็ไปด้วย เหมือนประมาณว่าพอหนังตะลุงเขาเริ่มบรรเลงดนตรี ผมก็ออกไปเต้นตามดนตรีที่หนังตะลุงเขาเล่น (หัวเราะ)
พอประมาณ ป.2 เวลาส่งการบ้านวิชาอะไรก็แล้วแต่ ผมวาดรูปตัวหนังตะลุงหรือโรงหนังตะลุงเป็นเวทีเอาไว้ ผมก็จำไม่ได้ตอนนั้น แต่คุณครูเขาเล่าให้คุณพ่อฟัง หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวหนังตะลุงอีกเลย ก็ใช้ชีวิตแบบเด็กปกติทั่วไป
แต่ว่าที่จำได้ตอนประมาณ ป.4 ถึงจะรู้สึกว่ามีความชอบในเรื่องนี้ พอดีเพื่อนของคุณพ่อท่านเป็นนายหนังตะลุงครับ ท่านมีสอนวิชาหนังตะลุงในโรงเรียนมัธยม แค่บางโรงเรียนครับ เป็นวิชาชมรม แล้วแต่ความชอบของเด็กครับ
วันนั้นบังเอิญว่าคุณพ่อพาผมไปที่บ้านเพื่อนของพ่อ ชื่อว่า อ.ปรีชา ก็มีการสอบวิชาหนังตะลุง เด็กมัธยมเขาสอบกัน ผมก็ไปดูด้วย อาจารย์ก็บอกพ่อว่าให้พีทขึ้นไปเชิดดูหน่อย ผมก็เลยขึ้นไปเชิด พอไปเชิดปุ๊บแล้วเราทำได้ค่อนข้างจะคล่องแคล่ว อาจารย์ก็เลยบอกว่าน่าให้หัดหนังตะลุงนะ ผมก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ
เริ่มฝึกหนังตะลุงจริงๆ จังๆ ก็ ป.4 ครับ ฝึกกับ อ.ปรีชาครับ ก็มีฝึกเองด้วย จริงๆ เริ่มฝึกเองมาก่อน มันจะมีเป็น CD หนังตะลุงที่เขาอัดไว้ ผมก็เอามาเปิดแล้วก็เชิดตามครับ ยังไม่มี YouTube เลยครับตอนนั้น ค่อนข้างจะหาดูยาก มันเป็นยุคเริ่มของ Facebook ของ YouTube ครับ CD อย่างเดียวเลยครับ”
[ “คุณพ่ออำนวย ภักดี” ผู้ซัพพอร์ตลูกชายเสมอมา ]
จากการดูหนังตะลุงในวันนั้น ได้กลายมาเป็นความชอบของเด็กชายตัวน้อย บวกกับครอบครัวที่คอยซัพพอร์ตเรื่องนี้อย่างสุดทาง ทำให้พีทตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางของนายหนังตะลุงมาตั้งแต่ตอนนั้น
“พ่อผมสนับสนุนเต็มที่เลยครับ เมื่อก่อนมันจะมีอีกแบบนึงเรียกว่า หนังตะลุงแบบพากย์เทป ก็คือจะเป็นเวทีจอเล็กๆ เปิด CD แล้วก็เชิดตาม ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว เดี๋ยวนี้จะเป็นหนังตะลุงแบบพากย์สด นายหนังเป็นผู้พากย์เอง
ตอนนั้นที่ผมเป็นหนังตะลุงพากย์เทป ออกโรงเล่นก็ประมาณตอน ป.5 - ป.6 พ่อทำทุกอย่างให้หมดเลย สนับสนุนทุกอย่าง ผมแทบจะไม่ต้องทำอะไร ผมรู้ตัวว่าแกเหนื่อยมากตอนนั้น จ้างลูกน้องช่วยกันขึ้นให้ผมได้เล่น
ตอนนั้นมีรถกระบะอยู่แค่คันเดียวที่บ้าน สภาพมันน่าเอ็นดูมาก แต่ว่าคุณพ่อต้องยัดลำโพง ยัดเครื่องเสียง ยัดเวทีขึ้นไปอยู่บนนั้น แคบมาก คุณพ่อก็จะขับรถไปให้ ขึ้นเวทีให้ทุกอย่าง ผมแค่ต้องนอนเพื่อตื่นไปเรียนในวันรุ่งขึ้น พอย้อนนึกแล้วแบบว่า... พ่อสนับสนุนจริงๆ ถ้าไม่สนับสนุนคงไม่ทำถึงขนาดนั้นครับ
คืนละ 2,500 ครับ เล่นใน จ.นครฯ ผมจำได้ พอหักค่าแรงโน่นนี่นั่น ให้คนทำเวที 500 แล้วค่าน้ำมันอีก จบ ถ้าไปไกลๆ แทบจะไม่เหลืออะไร เหลือแค่พันเดียวต่อคืน แต่ก็ถือว่าแพงนะครับ สำหรับหนังตะลุงพากย์เทปในยุคนั้น”
เมื่อโตขึ้น การขัดเกลาวิชาหนังตะลุงก็เข้มข้นยิ่งขึ้น พีทได้เรียนรู้การเล่นหนังตะลุงแบบพากย์สดและการใช้ชีวิตการเป็นนายหนังที่ดี จากหัวหน้าคณะหนังตะลุงชื่อดังแดนใต้ ที่เขานับถือเป็นพ่อคนที่ 2 เลยทีเดียว
“ตอนช่วง ม.1 พ่อบอกว่าไปฝึกหนังตะลุงแบบพากย์สด ถ้าเล่นไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมา แกก็ส่งผมไปเรียน พอดีไปเจอกับอาจารย์ชื่อว่า หนังชายป้อ ประทุมศิลป์ ทุกปิดเทอมผมต้องขึ้นไปอยู่ที่ จ.สงขลา ไปฝึกวิชาหนังตะลุง
ครอบครัวของหนังชายป้อก็ดูแลผมแบบฟรีๆ ผมจะเรียกว่าพ่อป้อ แกรักผมเหมือนลูกเลย พาผมไปอยู่ ไปกิน ตอนนั้นที่ไปอยู่ก็ฝึกแทบจะทุกอย่างเลยครับ การว่ากลอน การพากย์เสียง การเชิดรูป การใช้รูปหนังตะลุง
ผมจะต้องไปเป็นลูกคู่ก่อน ไปเป็นลูกน้องเขา ไปขึ้นเวที ไปตีดนตรี ให้เข้าใจถึงเบื้องหลังของคนทำงานให้นายหนังตะลุงก่อน แกฝึกให้ผมไปนอนวัด เพราะปกติผมเป็นคนที่เรื่องมาก ผมจะกินยากมาก แต่ว่าพอไปอยู่กับหนังตะลุง งานที่ไปเล่นก็ต้องไปเป็นงานศพบ้าง เป็นงานวัดบ้าง มันเลือกไม่ได้ครับ เงินก็ไม่ค่อยมีเพราะเราก็ไปแบบตัวเปล่าๆ
ท่านก็สอนวิถีชีวิตแบบทีมงานหนังตะลุงจริงๆ ก่อนที่จะเป็นคนเบื้องหน้า แม้กระทั่งวิถีชีวิตของนายหนังที่ดีควรเป็นยังไง แกก็ยังสอนครับ นายหนังตะลุงที่ดี ที่จะเข้าใจในทีมงาน เข้าใจถึงเจ้าภาพ นิสัย การพูดการจา การใช้ชีวิต
บางคนเป็นนายหนังตะลุงก็จริง แต่ทำอะไรไม่เป็นเลย แกฝึกให้ผมตีเครื่องดนตรีเป็น ประกอบเวทีเป็น เข้าใจความเหนื่อยของทีมงานเบื้องหลัง เข้าใจในทุกๆ งานของเบื้องหลังว่าเป็นยังไง เราถึงจะพรีเซนต์งานของเราออกมาได้ดีด้วย”
*** เสน่ห์ท้องถิ่น ปั้นให้ฟินบน TikTok ***
หลังเล่าเรียนการเล่นหนังตะลุงแบบพากย์สดมาครบถ้วน ก็ถึงว่าเวลาออกโรงแสดงครั้งแรก ค่ำคืนนั้นเรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม ของนายหนังตะลุงที่ยังมีคำนำหน้าชื่อเป็นเด็กชายคนนี้
“สมัยที่หัดหนังตะลุงแบบพากย์เทป ผมฝึกในวัดข้างบ้าน ชื่อว่าวัดท่าลาดครับ มีหลวงพี่ช่วยดูแล เมื่อก่อนจอหนังตะลุงยังไม่มีด้วยซ้ำ ก็ไปเอาสไบครองของแม่ชี ผ้าขาวๆ มาทำจอ หลวงพี่ก็ไปหารูปหนังตะลุงมาให้ แล้วก็นั่งดูกันเอง (หัวเราะ)
พออายุ 14 ผมก็ขึ้นทำการแสดงแบบพากย์สดครั้งแรก โอ้โห (หัวเราะ) ครั้งแรกผมจำไม่เคยลืม เอาจริงๆ นะ ตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นเลย มันเหมือนเชิงโดนบังคับมากกว่า คุณอากับคุณพ่อผมบอกว่างานนี้ต้องเล่นนะ ไปฝึกมาเลย เล่นมาให้ได้
ผมก็เกร็งๆ กลัวๆ แต่ว่าก็ขึ้นไปเล่นทั้งอย่างนั้น ให้พ่อป้อไปด้วย พอเล่นได้ซักแป๊บนึงแกก็ลง เพราะถ้านั่งข้างๆ ผมก็จะหันไปดูเรื่อยๆ ไม่มีสมาธิ วอกแวก แกก็เลยลงจากเวที แล้วให้ผมเผชิญกับเหตุการณ์เบื้องหน้าคนเดียว
นิยายหนังตะลุงก็จะมีหลายประเภท เกี่ยวกับเรื่องพื้นบ้านบ้าง เกี่ยวกับเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ บ้าง เกี่ยวกับเรื่องของวิถีชีวิตของคนบ้าง ตอนนั้นผมเล่น ชื่อเรื่องว่าน้ำใจนางครับ เป็นเรื่องเป็นราวที่ตายตัวอยู่แล้ว เนื้อเรื่องอย่างนี้ กลอนว่าแบบนี้ ก็จะมีเป็นสคริปต์ไว้ ส่วนของการด้นสดหรือว่ามุกตลกอะไร บางครั้งเราก็ไปปรับหน้างาน ดูสถานการณ์เอา
แต่คืนนั้นผู้ชมเอ็นจอยมาก คนแก่ๆ ข้างบ้านเขามาดู ‘เออ ใช้ได้ว่ะ เล่นดีมาก’ ผมก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี พอเล่นแล้วได้ยินเสียงหัวเราะของคนจริงๆ เหมือนที่เราเห็นใน CD แล้วเรามาพากย์เองครั้งแรก มันก็ตื่นเต้นแต่ผ่านไปได้ด้วยดีครับ”
[ นายหนังตะลุง ในวัย 14 ปี ]
เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พีท บาลานซ์บทบาทหน้าที่ของตัวเองได้อย่างลงตัว
“พอเข้ามหา’ลัยเป็นจุดเริ่มต้นหลายๆ อย่างเลยที่เริ่มโตขึ้น ผมได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัยด้วย แล้วก็องค์การนักศึกษา ผมชอบกิจกรรมมากเลยครับ ผมรักกิจกรรมยิ่งกว่าสิ่งใดเลย ผมชอบเจอเพื่อนฝูง เจอพี่ๆ ก็ไปทำงานองค์การฯ ด้วยกัน
ทีนี้มันก็เลยส่งเสริมให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ส่งเสริมด้านหนังตะลุงเข้าไปด้วย บางครั้งเล่นหนังตะลุงครั้งนึงอยู่ได้ 2-3 เดือนเลยครับ เล่น 1 คืนก็จะได้ประมาณ 10,000 - 12,000 ครับ เดือนนึง 2-3 คืน สำหรับเด็กมหา’ลัยก็คือเยอะแล้ว
เหมือนจะเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้เลยครับ เป็นทั้งค่าขนม เป็นทั้งค่าผ่อนรถกระบะ พ่อผมบอกเลยว่าได้ผ่อนทุกวันนี้ เพราะน้องพีทเล่นหนังตะลุงเลยนะ แต่งานไม่ได้เยอะเหมือนตอนนี้ ยังอยู่ในวัยเรียน คุณพ่อให้โฟกัสการเรียนมากกว่า
ระบบหนังตะลุง ถ้าเป็นสมัยก่อน นายหนังตะลุงมีลูกคู่ มีทีมงานเป็นของตัวเอง แต่ว่าปัจจุบัน ลูกคู่หนังตะลุงหรือว่าเวทีมันจะเป็นระบบเช่าครับ
สมมติว่าวันนี้ผมเล่นสุราษฎร์ฯ โทร.หาทีมสุราษฎร์ฯ ว่าพิกัดงานตรงนี้ๆ เขาไปลงเครื่องเสียง ลงเวที เราไปเล่น เล่นเสร็จปุ๊บก็กลับเลย เป็นระบบอย่างนี้หมดแล้วครับปัจจุบัน”
[ ส่งตัวเองเรียนได้เพราะหนังตะลุง ]
และแล้ว ช่วงเวลาที่ผู้คนทั้งโลกถูกแช่แข็งก็มาถึง นั่นคือการระบาดของ “โควิด-19” ในตอนนั้นพีทยังเรียนอยู่ ท่ามกลางวิกฤตใหญ่นี้ ได้มีโอกาสครั้งสำคัญเกิดขึ้น ชนิดที่ว่าเจ้าตัวยังคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ
“พอเริ่มเข้าช่วงโควิด นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญเลย ที่ผมเข้าสู่โลกออนไลน์ ผมยังไม่รู้จัก TikTok เลยครับ ปี 2021 ทุกคนก็หยุด work from home ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ว่าก็ยังต้องเรียนอยู่
ผมเรียนวิชาการจัดการวัฒนธรรมฯ อาจารย์ก็เลยให้โจทย์มา ให้ไปทำคลิปเกี่ยวกับวัฒนธรรมอะไรก็ได้ แน่นอนผมทำหนังตะลุงเพราะเราถนัดสุดแล้ว ก็ทำไปส่งอาจารย์ แต่บังเอิญน้องคนนึงที่อยู่หอกับผมบอกว่า ‘พี่พีท คลิปพี่มันน่าลง TikTok นะ ผมว่าน่าจะดังนะ’ ผมไม่รู้ ก็พูดว่า ‘TikTok มันคือไอ้ไหรน้อง’ มันก็เปิดให้ดู อ๋อ… เป็นอย่างนี้ โอเค ผมก็เลยเอาไปลง
คลิปแรกยังไม่ได้ลงหนังตะลุงครับ ลงเหมือนกับว่าไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แค่วันเดียวคนดูประมาณ 2,000 แล้ว ผมดีใจมากเลยครับ ผมยังไม่รู้ว่ามันเยอะหรือว่าน้อย แต่ว่าคนแลมากจัง ก็เลยตัดสินใจเอาหนังตะลุงไปลงดู ที่ผมเล่นแล้วอัดไว้ เป็นตอนที่ตาหนูนุ้ย ตัวละครเขาวิ่งหนีเสือในป่า ลงไปคลิปสั้นๆ เป็นคลิปแรกเลยที่ผมแตะหลักแสน ดีใจมาก (ยิ้มกว้าง)
พอลงปุ๊บ คนดูเป็นแสนภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง ตกใจมาก มีคนสนใจอย่างนี้ด้วยเหรอในโลก TikTok แล้วผมเอาไปให้พี่ๆ ในมหา’ลัยดู เออเป็นแสนจริงๆ เขาก็ตกใจครับ หลังจากนั้นก็มีน้องคนนึงมาถ่ายผม เขาให้ผมทำเสียงหนังตะลุงให้ฟัง คลิปนั้นก็เป็นไวรัลในช่วงนั้น แตะหลักล้านเหมือนกัน ก็เลยกลายเป็นเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในโลก TikTok ในช่วงนั้นครับ”
เสียงตอบรับอย่างล้มหลาม กลายเป็นกำลังใจอย่างดีให้นายหนังวัยรุ่นคนนี้ เดินหน้าเอาจริงเอาจริงกับการเผยแพร่การแสดงพื้นบ้านของท้องถิ่นสู่สายตาผู้คนบนโลกโซเชียลฯ
“เขาหัวเราะครับ เขาบอกว่าตลกจัง ฮาดี เพิ่งเคยได้เห็น บางคนก็ไม่เคยดูเลย เปิดโลกเขามากเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งว่าคนใต้ที่ไปอยู่จังหวัดอื่นๆ ที่เขาเคยดูตั้งแต่เด็ก แล้วเขาไม่ได้ดูมา 20-30 ปีแล้ว เขาก็มาเห็นใน TikTok
พอเป็นแสนปุ๊บก็แตะหลักล้าน ทีนี้ก็เริ่มมีกำลังใจทำมากขึ้นครับ ช่วงนั้นจริงจังเลยครับ ก็เริ่มทำจอซ้อมหนังตะลุงในบ้าน จอเล็กๆ แล้วก็อัดเอง พอดีมีกล้องอยู่แล้วตัวนึง ตัดเอง ไปเอาซาวด์ตบมุกจาก YouTube ฟรี แล้วก็เอามาประกอบเอง
พอฟีดแบกดีเราก็ทำต่อ มันว่างด้วยครับเพราะโควิด ตอนนั้นจุดเริ่มต้นของการทำ TikTok ก็มาจากการส่งการบ้าน จนมาถึงตอนนี้ก็นำวิชาที่เรียนในมหา’ลัยมาประยุกต์ใช้ มีวิชาที่เกี่ยวกับเรื่องของการทำคลิปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการตัดต่อ การใช้กล้อง ทำคลิปทำอะไรก็ได้มาจากการเรียน”
*** เสิร์ฟมุกพร้อมซับ ปรับตัว ฮาวงกว้าง ***
หลังจากที่เริ่มเป็นที่รู้จักบนโลก TikTok ขึ้นมา ชีวิตของนายหนังพีทก็เปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อนการแสดงหนังตะลุง ต้องเดินทางไปชมหน้าเวที ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนมาลงแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่พยายามเข้าถึงคนทุกภาคและทุกวัยให้มากยิ่งขึ้น
“พอหลังจบจากรั้วมหา’ลัย ผมเป็นคนว่างงาน 100% ผมก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีรายได้ ผลาญเงินไปเรื่อยๆ พ่อไม่เคยกดดันผมว่าต้องไปทำนู่นทำนี่ทำนั่น แต่พ่อแกพูดขึ้นมาคำนึงว่า ‘ไปทำงาน อบต.มั้ย เดี๋ยวพ่อฝากให้’ (หัวเราะ)
ผมก็เริ่มฉุกคิด หรือว่าเราไปทำงานดีมั้ยวะ เหมือนที่พ่อบอก หรือไปอยู่สักหน่วยงานนึง ไปทำได้ แต่ผมคิดว่าถ้าผมทำ ผมต้องไม่มีความสุขแน่ๆ ถ้าไปทำงานเช้าไป-เย็นกลับ ก็เลยตัดสินใจบอกพ่อว่า ขอเรื่องหนังตะลุงอีกสักปีได้ไหม ถ้ามันเลี้ยงชีพไม่ได้ เดี๋ยวค่อยไปสมัครงาน แกก็เริ่มที่จะเชื่อมั่น แล้วผมเริ่มเอาจริงจัง
ผมอยากทำหนังตะลุงที่มีความเป็นยุคใหม่ จับทางว่าอะไรบ้างที่มันจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่หรือว่าคนภาคอื่น ก็เริ่มจากเอาคอนเทนท์ของคนใต้ก่อน มุกหนังตะลุงแบบเก่าๆ เอามาผสมผสานความใหม่นิดนึง แต่ก็ยังใช้ภาษาใต้ในการเล่าเรื่อง
มันเริ่มเป็นไวรัล ผมก็สังเกตคนที่เข้ามาคอมเมนต์เป็นคนภาคอื่นมากขึ้น เขาบอกมันดูน่าตลกนะ แต่ฟังไม่รู้เรื่องค่ะ ประมาณนี้ ผมว่าผมน่าจะเป็นคนแรกที่ทำ subtitle ด้วย พูดเป็นภาษาใต้เสร็จ แต่ทำ subtitle ให้คนภาคอื่นอ่าน
จากนั้นผมก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้เป็นภาษากลางแบบทองแดงๆ คนกลางก็ฟังได้ คนใต้ฟังก็ยังฮาอยู่ แตะหลักล้านเหมือนกันคลิปประมาณนั้น ก็เลยมีกำลังใจที่จะทำมากขึ้น พอเริ่มเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ผมก็เริ่มหันมาดูว่าอะไรเป็นไวรัลบ้าง สิ่งที่ผมถนัดที่สุดก็คือเพลงเป็นกระแสอยู่ เราเอามาทำให้หนังตะลุงเป็นคนเล่าเรื่อง เอาเพลงมาแปลงให้มันฮาๆ”
การเลือกพื้นที่ในการโชว์ของก็สำคัญ เพราะถึงแม้จะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์เหมือนกัน ที่กลุ่มคนที่เข้ามาใช้งาน กลับเลือกเสพเนื้อหาที่ต่างกันออกไป
“ใน TikTok เรามีฐานอยู่แล้ว อีกสิ่งนึงที่ทำให้ผมมีงานมากก็คือเพจ แต่ว่าเพจล้มเหลวมากครับในช่วงแรกๆ เพราะว่าผมไม่ได้เข้าใจกลุ่มผู้ชม ผมเอาคอนเทนต์จาก TikTok มาลง มันไม่มีคนดู ผมก็งงว่าทำไม ถ้าในสายงานหนังตะลุง เราคิดว่าคนติดตามเราเยอะพอสมควรเลยนะ แต่ทำไมพอเราลงเพจไม่มีคนดูเราเลย
ก็เลยนึกได้ว่ากลุ่มผู้ชมไม่เหมือนกัน คนที่ดูในเพจเขาจะเป็นวัยทำงาน หรือแม้กระทั่งพ่อผมที่นั่งไถอยู่ทุกวัน แสดงว่าคอนเทนต์ที่เอามาลงต้องไม่เหมือนกัน ผมก็เลยเริ่มใหม่ คอนเทนต์ที่เป็นวัยรุ่น เป็นไวรัล คลิปสั้น เราจะปรับไปอยู่ใน TikTok
แต่พอมาเข้า Facebook เราต้องปรับให้เป็นวิถีชีวิตของคนมากขึ้น ที่คนวัยทำงานเข้าถึง อย่างในเพจผมก็จะมาลงเกี่ยวกับการว่ากลอนที่คนแก่ๆ ชอบฟัง แล้วก็มุกตลกที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่คนใต้เข้าถึงได้ง่ายๆ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ TikTok ก็กว้างขึ้นมากเลยนะครับ ผมรู้สึกว่าคนมีอายุก็เล่นเหมือนทุกวัยแล้ว ตอนนี้จะลงอะไรก็ได้ มันเปิดมากเลย
แต่ช่วงหลังผมไม่ค่อยมีไฟทำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนลงถี่ๆๆ เดี๋ยวนี้ไม่ลงแล้ว (หัวเราะ) ไม่ค่อยมีเวลาด้วย น้องพีทเป็นคนลงคลิปน้อยมาก เลื่อนดูได้เลยใน TikTok เลื่อนไม่กี่อันก็สุดแล้ว ตามฟีลจริงๆ เมื่อก่อนซีเรียสกับยอดวิวมากเลย คลิปไหนถ้ายอดวิวน้อยก็ลบทันที แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ปล่อยไป ไม่กดดัน เป็นความสุขของตัวเองมากกว่า”
แม้จะยึดการเป็น “นายหนังตะลุง” เป็นงานหลักที่หล่อเลี้ยงตัวเอง แต่เด็กหนุ่มคนนี้ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายังมีสิ่งอื่นที่อยากทำ นั่นคือการเป็น “ศิลปิน” ซึ่งเป็นความฝันอันดับแรก และตอนนี้เขาก็กำลังเริ่มถักทอฝันนั่นขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง
“ผมอยู่กับหนังตะลุงมารู้ตัวอีกทีคือเป็น 10 ปีแล้ว แต่ผมก็มีเป้าหมายอย่างอื่นที่อยากจะทำ ยังไงมันก็ตัดไม่ขาดหรอก เป็นสิ่งที่เลี้ยงชีพเรา อยู่ในเลือด อยู่ใน DNA แล้วก็มีความผูกพันมากครับ
แต่แค่อาจจะลดบทบาทลงไปทำในสิ่งที่น้องพีทอยากจะทำ หมายถึงว่าในอนาคต ไปโฟกัสกับการทำเพลงมากขึ้น ผมอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นศิลปิน เป็นความฝันแรกเลยก่อนหนังตะลุงอีกครับ ตอนนี้ก็ฝึกทำเพลงอยู่ครับ
แต่ก็ยังเล่นหนังตะลุง เรียกว่าเป็นรายได้หลักที่เลี้ยงชีพผม บางเดือนเป็น 10 คืนก็มี 15 คืนก็มี บางเดือนก็ 6-7 คืนบ้าง ก็จะมีฤดูอยู่ ภาคใต้ช่วงนี้เป็นฤดูทอดกฐิน เป็นฤดูที่ทางวัดจะมีงานเยอะ
ถ้าเต็มวงของน้องพีทอยู่ที่ประมาณ 23,000 ครับ ยอดกลมๆ ทั้งนายหนัง นักดนตรี เวทีทุกอย่างครบหมด ทีมงานก็ประมาณ 13 คนครับ รวมผมเข้าไปด้วยก็เป็น 14 ที่อยู่บนเวทีหนังตะลุงเวลาแสดง”
*** หนังตะลุงไม่ตาย แต่ต้องปรับตัว ***
สำหรับหนังตะลุงแบบ “พากย์สด” เรียกได้ว่าเป็นความท้าทายของนายหนังของแท้ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ไหวพริบและการแก้ไขปัญหาเฉพาะ แถมพวกเขายังต้องตามให้ทันทุกเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อที่จะนำเรื่องราวมาสอดแทรกกับการแสดงให้ทันกระแส
“ศึกษาเยอะครับ ก็ต้องดูว่าช่วงนั้นสถานการณ์บ้านเมืองเป็นยังไง มีเรื่องอะไรที่เป็นไวรัล ที่เป็นกระแสก็เอามาทำครับ เอามาพูดบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าก็ต้องมีขอบเขต เพราะว่าเดี๋ยวนี้ความละเอียดอ่อนมันเยอะ โดยส่วนตัวน้องพีทรู้สึกว่าเราเป็นศิลปินพื้นบ้าน การจะพูดอะไรออกไป คนที่มาดูเราก็มีหลายกลุ่ม ไม่รู้ว่าพอพูดออกไป มันจะเกิดเอฟเฟกต์อะไรบ้าง
เวลาที่เราเล่นหนังตะลุงอาจจะต้องเซฟๆ ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน เมื่อก่อนนี่คือผมเป็นตัวเองมากเลย นึกจะพูดอะไรก็พูดๆๆ บางครั้งก็ไม่ได้ส่งผลดีเลย ผมก็เลยเอาอยู่ในขอบเขตครับ เพราะกลุ่มผู้ชมที่ไปดูน้องพีทจะมีหลายกลุ่มมากเลยตอนนี้ มีทั้ง FC ใน TikTok ที่เป็นเด็กๆ ก็เยอะ คนมีอายุ วัยทำงานก็มี หรือแม้แต่ผู้ชมที่อยากจะไปดูผมร้องเพลงอย่างเดียวก็มีครับ
เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ได้มีชื่อ ก็เลยไม่ค่อยมีคนดูเยอะ (หัวเราะ) เหมือนเราไปเล่นมุกตลกแล้วไม่มีคนหัวเราะ มันก็เฟลทุกคืนเลย แต่พอเริ่มมี TikTok มายุค 2-3 ปีหลัง เล่นแล้วมีความสุขมากเลย มีคนมารอดู มีคนมาเชียร์ครับ
ปัจจุบันนี้พอมองดู เด็กที่อายุน้อยลงไปกว่าผมเยอะกว่าเมื่อก่อนมาก ถ้าในอนาคตยังได้รับการสนับสนุน ผมว่าหนังตะลุงน่าจะไม่หาย น่าจะมีเด็กสืบทอดเยอะอยู่ครับ เวลาเด็กมาบนเวที ผมก็จะให้โอกาสเขาเชิด เป็นรูปไหว้ครู ก็จะมีการออก 3 รูปก่อน มีรูปพระฤาษี พระอิศวร มีรูปปรายหน้าบท เป็นพิธีไหว้ครูที่โหมโรงช่วงแรกๆ ก็มีการส่งต่อให้เด็กรุ่นใหม่บ้างครับ
เรื่องยุคใหม่ ผมเป็นกังวล มีหลายครั้งที่เด็กขึ้นมาบนเวทีหนังตะลุงของผม พอเด็กจะจับหนังตะลุง ผมเห็นพ่อแม่เขามีความเชื่อแบบผิดๆ จะแบบว่า… ‘อย่าไปจับนะ ของมีครู เดี๋ยวโดนของ’ นู่นนี่นั่น ผมว่าวัฒนธรรมมันจะยิ่งห่างไกลกับคนรุ่นใหม่ไปเรื่อยๆ จากการเข้าใจอะไรผิดๆ เด็กรุ่นใหม่เขาอยากเล่น ให้เขาจับ ให้เขาดู มันไม่ได้มีอะไรขนาดนั้น”
และการทำหน้าที่ของนายหนัง ที่เป็นทั้งผู้พากย์เสียง ทั้งขยับไม้คันชักพาหุ่นหนังตัวละครผ่านแสงเงา พีท บอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันคือการใส่จิตวิญญาณลงไป ให้หุ่นแต่ละตัวเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต
[ ขวัญใจพ่อยก-แม่ยก ]
“ตอนเด็กๆ เราทำเพราะว่ามันเป็นความชอบ เป็นความรัก ปัจจุบันก็ยังเป็นสิ่งนี้อยู่ แต่ว่ามันมีเพิ่มเติม ผมได้มีโอกาสไปแสดงละคร แล้วก็ได้เจอกับอาจารย์ที่เขา casting แกจะอธิบายเรื่องการแสดงให้เราเข้าใจมากขึ้น
ผมก็เลยเปลี่ยนมุมมองกับหนังตะลุงใหม่เลยครับ เมื่อก่อนก็แค่เล่นตามบทที่วางไว้ แต่ว่าเอาจริงๆ อย่างนึงที่สำคัญมาก ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ของหนังตะลุง นายหนังเป็นผู้ที่สวมทุกวิญญาณให้กับตัวละครในนั้น
ถ้าเป็นมโนราห์ ใช้บุคคลในการร่ายรำ ในการแสดงจะเห็นสีหน้าท่าทางหมดทุกอย่าง แต่หนังตะลุงเป็นเพียงแค่ตัวหนังตะลุง ที่เราทำหน้าที่จับแล้วก็เชิด ซึ่งเราต้องใช้เสียงของเรา ในการให้เสน่ห์กับเขา สร้างจิตวิญญาณของเขาขึ้นมา
มันยากนะ ทำให้หุ่นตัวละครมันมีจิตวิญญาณ ให้เข้าถึง มันคือศาสตร์ล้ำลึกอย่างนึงมากๆ ที่เหมือนเป็นการแสดงละครเลย ผมรู้สึกอย่างนั้น รู้สึกว่าเราจับหนังตะลุงตัวไหน เราต้องเป็นตัวนั้น”
ถามถึงอนาคตของ “หนังตะลุง” ผ่านมุมมองของนายหนังเจนใหม่ เขาสะท้อนว่า ศิลปะการแสดงพื้นบ้านชนิดนี้ ยังไงก็ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างแน่นอน
“ปัจจุบันยังได้รับความนิยมอยู่ ผมจะตอบแบบตามความเป็นจริง จะไม่ตอบแบบโลกสวย ผมมองว่าหนังตะลุงจะไม่ตาย แต่ผมรู้สึกว่าจะต้องมีการปรับครั้งใหญ่แน่นอนในอนาคต ถ้าเรายังอยู่ในแบบเดิมๆ ไม่ฉีก ไม่แหวกแนว สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของโบร่ำโบราณ กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงคนยุคใหม่ได้ เราโตขึ้น ผู้คนก็โตขึ้น มีเด็กเจนใหม่มากยิ่งขึ้น
ผมก็ไม่นึกว่าจะปรับตัวมาอยู่ในออนไลน์ มันเป็นการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งในอนาคตต้องปรับมากกว่านี้อีก ผมมั่นใจว่าหนังตะลุงไม่ตาย แค่ต้องปรับตัว แล้วก็ปรับให้ถูกวิถี ถูกทาง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องทำยังไงเหมือนกัน
เพราะว่าแต่ละคณะก็จะมีแนวทางตัวเองที่ไม่เหมือนกันครับ บางคณะก็จะยึดเล่นแบบดั้งเดิม บางคณะก็จะยึดแบบผสมผสาน บางคณะก็เป็นยุคใหม่ แต่มันก็แล้วแต่คณะด้วย
ในอนาคต ก็ต้องดูไปตามสถานการณ์ เพราะมันไม่เหมือนศาสตร์อื่น เวลามโนราห์มีโชว์วาไรตี้ การแสดงตลกก็เหมือนกัน เห็นสีหน้าท่าทางเคลื่อนไหวร่างกาย เห็นมูฟเมนต์ต่างๆ แต่ว่าพอเป็นหนังตะลุงอยู่แค่หน้าจอสี่เหลี่ยม แล้วก็ตัวละครยืนอยู่ หน้าก็อยู่แบบเดิมๆ เราแค่ชักปากให้เขาพูด นั่นแหละต้องปรับยังไง มันไม่ได้เหมือนศาสตร์อื่นๆ
อยากจะฝากท่านผู้ชมนะครับ นักท่องโลกออนไลน์ต่างๆ อยากแนะนำให้มาดูหนังตะลุงดูครับ นอกจากน้องพีทแล้ว ก็ยังมีคนทำหนังตะลุงออนไลน์ยุคใหม่เริ่มขึ้นหลายคนแล้ว อยากให้ลองมาดูศาสตร์ศิลปะเหล่านี้สักครั้งนึงในชีวิต อย่างน้อยแค่ดูก็เหมือนเป็นผู้อนุรักษ์คนนึงแล้วครับ”
เจาะตลาดเจนใหม่ “แบรนด์ดัง xหนังตะลุง” “เมื่อประมาณปี 2023 ตอนนั้น Pepsi เขาจะ Soft Power ภาคใต้ครับ ก็เลยเอาคนใต้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ แล้วผมก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เขาก็ไม่ได้บอกว่าต้องไปถ่ายกับใคร แค่แบบว่าน้องมาถ่ายนะ กับเครื่องดื่มน้ำอัดลมนะ ผมก็ไป ตอนนั้นจะมีน้องพีท แล้วก็ น้องซัน หนุ่มกรีดยาง แล้วก็อีกคนนึง ผมไม่ได้ตั้งตัวก็คือ พี่นนท์ ธนนท์ มาเป็นเมนหลักยืนใกล้ๆ ตอนนั้นช่องผมคนติดตามแสนนึงเอง ก็เลยแบบว่า… มันเป็นไปได้เหรอวะ เราได้ถ่ายอย่างนี้จริงๆ ก็ตกใจมาก ช่วงนั้น Pepsi ก็จะพาผมไปเป็นคณะกรรมการ เขาจะมีโชว์การแสดง ให้คนใต้มาแสดงความสามารถ เราก็ไปเป็นกรรมการ ก็นั่งข้าง พี่เก่ง ธชย นั่งข้างพี่นนท์ ธนนท์ เราอยู่ตรงกลาง ไม่ไหวๆ ตอนที่ผมไปช่วงแรก ผมรู้จักว่าคนนี้คือพี่นนท์ ธนนท์ แต่ไม่ได้รู้ว่าดังขนาดไหน แต่พอกลับไปแล้วไปเล่าให้พี่ฟัง ‘เนี่ยพี่ ผมไปถ่ายกับพี่นนท์ ธนนท์’ พี่แกตกใจมาก ‘จริงเหรอ ดังมากเลยนะ’ ผมก็เริ่มติดตาม ทีนี้รอบต่อไปผมหัวใจจะวาย เพราะแกมานั่งข้างผมพอดี ดีใจครับ ดีใจมาก หลังๆ ก็เริ่มเป็นงานมีพรีเซนเตอร์เยอะขึ้น ล่าสุดก็ไป collab กับรองเท้า Converse ก็เป็นอีกงานนึงที่รู้สึกว่า… คืออย่างนี้ครับ พูดตรงๆ เลยว่าผมไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ผมไม่ได้หล่ออะไร เวลาเขาติดต่องานไปถ่ายแบบอะไรอย่างนี้ ผมไม่รับเลย ผมไม่เอาเลยจริงๆ แต่ผมไม่เคยกล้าไปถ่ายเลย ผมรู้ตัวเองว่าไม่ได้หล่อ ผมเกร็งมากเวลาเจอหน้าคน หลายคนจะเข้าใจว่าผมเป็นคนพูดเก่ง พอเขาเลือกไปเป็นพิธีกรเราพูดเก่ง แต่ว่าความเป็นจริงคือไม่ใช่ (หัวเราะ) เขาจะคิดว่านายหนังจะพูดเก่ง แต่ว่าก็บางคน ผมเป็นคนไม่ได้พูดเก่งขนาดนั้น แต่ Converse มันเป็นการตั้งกฎของชีวิต ว่าต่อไปนี้โอกาสอะไรเข้ามาน้องพีทจะรับ จะลองพัฒนาตัวเองดูสักครั้ง ก็เป็นอีกนึงแบรนด์ที่ผมกล้ารับเกี่ยวกับเรื่องของงานถ่ายแบบ กับการไปเป็นพรีเซนเตอร์ตัวแทนของภาคใต้ ที่เลือกเพราะผมอยากเห็นวัฒนธรรมเก่า collab กับสินค้าใหม่ๆ ก็รู้สึกว่า Converse เข้ากับศิลปะวัฒนวัฒนธรรมของภาคใต้ครับ ตัวรองเท้าเขารับกับเสื้อกับผ้าขาวม้ากับผ้าถุงของใต้ รู้สึกว่าใส่แล้วมันเท่ว่ะ ผมก็ไม่นึกว่ามันจะเท่ ดูดีครับ” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “พีท ภาวินท์”, “นายหนังพีท”, IG @converse_thai และ TikTok @petepukdee
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


