xs
xsm
sm
md
lg

“ข้อแม้” ละเมิดได้!? ถ้าสัญญา “ไม่เป็นธรรม” อีกมุมดราม่า “บุปผาราตรี” บทเรียนลิขสิทธิ์คนทำหนัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วงการหนังลุกเป็นไฟ!! หลังผู้กำกับดังมีประเด็น “ละเมิดสัญญา-ละเมิดลิขสิทธิ์” หนังดังอย่าง “บุปผาราตรี” ที่กำลังจะมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมา แต่ยังไม่ทันได้คลอด การถ่ายทำก็ถูกขู่ให้ทำหมันเสียแล้ว
ชวนให้ผู้คนถกสนั่น ตกลงใครผิด ใครถูก กับการละเมิด “ข้อแม้” ในสัญญา ที่กูรูบอกไว้ว่า อาจไม่มีผลทางกฎหมาย ถ้ากำหนดไว้อย่าง “ไม่เป็นธรรม”


** เดือด!! “สัญญาไม่ตรงปก” **

ดรามาหักเหลี่ยมปม “ลิขสิทธิ์”ระหว่าง 2 ผู้กำกับ “ต้อม” (ยุทธเลิศ สิปปภาค)กับ “พิง ลำพระเพลิง” (ภูพิงค์ พังสอาด) และอีก 1 ค่ายหนัง “Be On Cloud”กับการปลุกตำนานหนังผีไทย อย่าง “บุปผาราตรี”ขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเบื้องหลังโปรเจกต์ยักษ์ครั้งนี้ เริ่มต้นตอนต้นปี 68 จากการที่ค่าย “Be On Cloud”ประกาศเปิดตัวภาพยนตร์ใหม่ อย่าง “บุปผาราตรี มาลีรัตติกาล”โดยมี “พิง ลำพระเพลิง”ขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับ แต่แล้วข่าวคราวหนังเรื่องนี้ก็เงียบหายไป


                                            {หนังเวอร์ชั่นแรก ที่ประกาศว่า “พิง” เป็นคนกำกับ}

จนมาวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่ายหนังเดิมได้กลับมาประกาศเปิดตัวหนังอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่รอบนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “บุปผา (Buppha The Movie)”

และมีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับ จากเดิมจะเป็น “พิง ลำพระเพลิง”นั่งกำกับร่วมกับ “ปอนด์” (กฤษดา วิทยาขจรเดช)เจ้าของค่าย Be On Cloud ก็เปลี่ยนมาเป็น “ปอนด์” เจ้าของค่ายรายเดิม กำกับร่วมกับ “หนิง” (พันพัสสา ธูปเทียน) แทน



ส่วน “พิง” กลายไปเป็น “ที่ปรึกษาภาพยนตร์” แทน ผลักให้ต่อมา “ต้อม ยุทธเลิศ” ออกมาโพสต์เดือดว่า เขาคือเจ้าของลิขสิทธิ์ “บุปผาราตรี”แต่เพียงผู้เดียว และนี่คือ “การละเมิดลิขสิทธิ์”

ฝั่งค่าย “Be On Cloud” เลยออกมาโต้ว่า พวกเขาได้ “ซื้อลิขสิทธิ์”หนังเรื่องนี้ มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จาก “บริษัท ฟิล์มรีพับบลิค จำกัด”ของ “ต้อม ยุทธเลิศ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


                                                          {“พิง”ต้องกำกับเท่านั้น คือ“ข้อแม้” ที่กำหนด}

“ต้อม ยุทธเลิศ”จึงออกมาอธิบายเพิ่มว่า มีการเซ็นมอบลิขสิทธิ์ “ชื่อหนังบุปผาราตรี” ให้ค่ายหนังแห่งนึงไปสร้าง ภายในเวลา “2 ปี”

โดยกำหนด “ข้อแม้” ไว้ว่า “พิง ลำพระเพลิง ต้องเป็นผู้กำกับ” และหนังเรื่องใหม่นี้ “ต้องไม่เกี่ยวข้อง หรือเป็นภาคต่อ ในจักรวาลบุปผาราตรี” ของเขา

ประเด็นนี้ “พิง ลำพระเพลิง” บอกเหตุผลเบื้องหลังไว้ว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนนายทุน ซึ่งนายทุนใหม่ก็คือ “Be On Cloud”ซึ่งต้องการ “แก้สัญญาใหม่”โดยให้มีชื่อของค่ายหนังรายนี้ “ถือลิขสิทธิ์ร่วมด้วย”ซึ่งต้อมก็ยินยอมเซ็นไปใหม่อีกครั้ง

แต่ประเด็นก็คือ Be On Cloud “ละเมิดข้อแม้”ในสัญญา นั่นก็คือ “พิง ลำพระเพลิง ไม่ได้กำกับ”และดูเหมือนหนังเรื่องใหม่นี้ จะกลายเป็น “ภาคต่อ” ของบุปผาราตรี ดังนั้น สัญญาทั้งหมดจึงเป็น “โมฆะ”


                                              {“ต้อม-ยุทธเลิศ” เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิม “บุปผาราตรี”}

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางค่ายได้ออกมาแก้ต่างแล้วว่า สัญญาที่ “ต้อม” หยิบมาโพสต์กล่าวอ้าง จริงๆ แล้วคือ “สัญญาเก่า”ที่ไม่มีผลทางกฎหมายแล้ว และหนังเรื่องนี้ก็ “ไม่ใช่ภาคต่อ” ส่วนเรื่องละเมิดข้อแม้ที่ว่า ผู้กำกับต้องเป็น “พิง” เท่านั้น ทางค่ายไม่ได้ชี้แจงอะไร


                                                       {“Be On Cloud”ชี้แจง ได้ลิขสิทธิ์มาถูกต้อง}

ความคืบหน้าล่าสุดจึงมาหยุดอยู่ที่ เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิมอย่าง “ต้อม ยุทธเลิศ”ขอยื่นหนังสือบอกกล่าว หรือ “โนติส” ถึง “ค่าย Be On Cloud”ให้หยุดการถ่ายหนังเรื่องนี้

และถ้ายังคงฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตาม “จะดำเนินการตามกฎหมาย”และได้ดำเนินการร้องเรียนไปยัง “กระทรวงวัฒนธรรม” เรียบร้อยแล้ว


                                                  {“โนติส”จากต้อม ถึงค่ายหนังให้หยุดการละเมิด}

แต่หลังจากเงียบมาหลายวัน “พิง ลำพระเพลิง” ก็ออกมาโพสต์อธิบายรายละเอียดของสัญญาว่า มีการแก้สัญญาใหม่จริงๆ โดยในนั้นระบุชัดว่า “พิง ลำพระเพลิง” และ “กฤษดา วิทยาขจรเดช” เจ้าของค่าย จะเป็นผู้กำกับ ซึ่งสัญญาฉบับใหม่นี่ “ต้อม ยุทธเลิศ” ก็รับรู้และเซ็นกำกับมาทุกหน้าแล้วด้วย



** มีสิทธิ์แค่ไหน? ดูที่ “ซื้อ” หรือ “ขออนุญาต” **

สิ่งนึงที่ค่ายหนังอย่าง “Be On Cloud”  ยืนยันมาตลอดคือ “พวกเขาได้รับลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้อง” ซึ่งแปลว่าจะทำอะไรกับสิทธิ์ที่ได้รับมาก็ได้จริงหรือเปล่า? และเอาเข้าจริงๆ “ข้อแม้” ในตัวสัญญาที่เคยกำหนด มันยังมีผลทางกฎหมายอยู่ไหม?

คนที่จะช่วยวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างตรงจุดที่สุด คงหนีไม่พ้น “รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” นักวิชาการด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ที่ชี้เป้าเอาไว้ให้ว่า ต้องดูสัญญาให้ชัดก่อนว่า เป็นการ “โอนลิขสิทธิ์” หรือ “ขออนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์”

“มันต้องไปดูอีกทีครับว่า ไอ้ตอนที่ทำสัญญาเนี่ย มันเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ หรือเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เพราะว่ามันจะมีความแตกต่างกัน”



ถ้าเป็น “การโอนลิขสิทธิ์”หรือ“การซื้อ-ขายลิขสิทธิ์”คนที่ซื้อไปก็จะถือว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และมีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ ดัดแปลง หรือจะขายต่อให้ใคร ยังไงก็ได้

แต่ก็ต้องมาดูด้วยว่า ลิขสิทธิ์ที่โอนไปเป็นส่วนไหนบ้าง เพราะมันสามารถแยกโอนได้ ยกตัวอย่างเช่น หนัง 1 เรื่อง ต้องดูว่า สัญญาที่ระบุเอาไว้ เป็นการขายลิขสิทธิ์ “หนังทั้งเรื่อง”เลยไหม

ส่วนถ้าขายแค่ ชื่อหนัง, ตัวละคร หรือเฉพาะบทภาพยนตร์นั้นๆ คนที่ซื้อลิขสิทธิ์ไป ก็จะได้เป็นเจ้าของแค่ที่ระบุเอาไว้ ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานทั้งหมด

แต่ถ้าเป็น “การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์”เจ้าของผลงาน หรือเจ้าของเดิม จะยังถือว่าเป็น “เจ้าของลิขสิทธิ์”อยู่ เพียงแต่อนุญาตให้คนอื่นเอาไปใช้ได้ ส่วนจะปรับแต่ง ใช้ได้แค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ได้ระบุเอาไว้



อีกเรื่องที่ต้องดูดีๆ คือ “ระยะเวลา” การโอนลิขสิทธิ์ หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ์ ว่าระบุเวลาในการถือครองนานแค่ไหน เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี

แต่ถ้าไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด ก็จะถือว่าสามารถถือครองได้ “ตามอายุของลิขสิทธิ์” ซึ่งก็หมายถึง “ตลอดชีวิต” ของผู้สร้างงาน และบวกไปอีก 50 ปี หลังจากผู้สร้างเสียชีวิตลง

“ถ้าอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เจ้าของเดิมเป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ แต่ถ้าโอนเนี่ย ผู้รับโอนไปจะเป็นผู้ถือครอง ถ้าหากโอนไปตลอดอายุการคุ้มครอง มันก็คือคนนั้น เป็นผู้ถือครองไปตลอดอายุลิขสิทธิ์”


                                                  {“รศ.ดร.เจษฎ์”กูรูกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา}

ในเคส “บุปผาราตรี” นี้ แม้จะยังไม่มีใครอื่นมีโอกาสได้เห็นสัญญาตัวจริง ที่ผู้เกี่ยวข้องทำสัญญากัน แต่ “ดร.เจษฎ์” มองว่า เป็น “การขออนุญาตให้ใช้สิทธิ์” เพราะดูจากคำชี้แจงของ “ต้อม ยุทธเลิศ” แล้ว มีการเซ็นสัญญาให้ใช้แค่ “ชื่อ” แถมกำหนดเวลาเอาไว้แค่ “2 ปี” ด้วย

“คือถ้าเป็นการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เนี่ย มันก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขนั้นๆ แล้วก็ต้องเป็นเงื่อนไขในระยะเวลา 2 ปีด้วย พ้นช่วงนี้ในระยะ 2 ปีเนี่ย ถ้าไม่ได้ทำอะไร ก็ถือว่าช่วยไม่ได้แล้ว ก็ได้แค่นั้น”

ซึ่งมันอาจเป็นแค่การขออนุญาต ไม่ใช่การซื้อขาดจริงๆ เพราะเอกสารที่  “Be On Cloud” ออกมาชี้แจงก็บอกว่า โครงการภาพยนตร์ “บุปผา (Buppha)” พัฒนาภายใต้ “สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์” ในชื่อและเค้าโครงเรื่องเดิมเท่านั้นเอง



** ถึงมี “ข้อแม้” แต่ไม่ทำตามก็ได้!!? **

อีกประเด็นสำคัญที่ยังคงถกเถียงกันไม่จบ ก็คือเรื่อง “ข้อแม้” ในสัญญา ซึ่งนักวิชาการด้านกฎหมายรายเดิมบอกไว้ว่า “มันสามารถกำหนดข้อแม้ได้” ตามที่ตกลงกันอยู่แล้ว

แต่เรื่องนี้ ยังมีข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่ คือฝั่ง “ต้อม ยุทธเลิศ” บอกว่า เป็นแค่ “การเพิ่มชื่อค่ายใหม่” มาในสัญญาที่มีอยู่แล้ว แต่ทางค่ายใหม่และพิง กลับบอกว่าเป็น “การเขียนสัญญาใหม่”

ซึ่งถ้าเป็นสัญญาใหม่จริง ก็ต้องมานั่งดูว่า มีการแก้ไข “ข้อแม้-ข้อกำหนด” อะไรหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นแค่ “การเพิ่มคู่สัญญา” แบบที่ ต้อม ยุทธเลิศบอก ก็ยังจำเป็นต้องยึดถือ “ข้อแม้เดิม” ที่กำหนดเอาไว้

“คนที่เป็นคู่สัญญาที่เพิ่มเข้ามา มันก็ต้องเป็นไปโดยความยินยอม ของคนที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แล้วข้อแม้เงื่อนไข มันก็ยังต้องเป็นข้อแม้เงื่อนไข อยู่ตามสัญญาเดิมอะครับ”



แต่ก็ไม่ใช่ว่า ทุกข้อแม้ที่เขียนไป จะมีผลทางกฎหมาย เพราะถ้าสิ่งที่เขียนไป ขัดกับหลักกฎหมาย หรือเป็นการเอาเปรียบคู่สัญญา ก็อาจถือเป็นโมฆะ

อย่างในเคสนี้ ถ้ามองเผินๆ แล้ว ข้อแม้อย่าง “กำหนดตัวผู้กำกับ”หรือ “ไม่ให้ทำเป็นภาคต่อ” ดูไม่ได้ขัดกับหลักกฎหมาย แต่อาจถูกมองได้ว่า “เป็นการจำกัดข้อแม้ ที่ทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม” ขึ้นก็ได้

“อันนี้ก็อาจจะต้องไปถกกันว่า ถ้ามันมีผู้กำกับเยอะแยะ การไปบอกให้จ้างผู้กำกับคนนี้เท่านั้น มันจำกัดการแข่งขัน โดยไม่เป็นธรรมหรือเปล่า”

ซึ่งถ้ามันกลายเป็น “ข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม” คู่สัญญามีสิทธิ์ที่จะ “ไม่ต้องทำตาม” ข้อกำหนดนั้นๆ ได้ เพราะตามกฎหมายไทย ข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมบางอย่าง อาจมีผลเป็น “โมฆะ” หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้ตั้งแต่แรก

แต่ถ้าข้อกำหนดหรือข้อแม้ เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับมีการละเมิดขึ้นมาจริงๆ สุดท้ายแล้ว ถึงแม้จะอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ หรือต่อให้โอนขายลิขสิทธิ์ไปแล้ว เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิมก็ยังสามารถ “ฟ้องเพิกถอน” การอนุญาต หรือการโอนนั้นๆ ได้ แล้ว “ยึดลิขสิทธิ์” กลับมาเป็นของตัวเองในที่สุด





** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น