โจทย์ยากวงการจอเงิน เหตุการณ์ไม่คาดคิด พ่วงวิกฤตคนเข้าโรงหนังน้อยลง แต่จะทำยังไงให้ทำเงิน ผ่านเลนส์ผู้บริหารตัวตึงวงการหนังเกือบ 3 ทศวรรษ ถ้าคอนเทนต์ดี หนังโดนใจ ยังไงคนก็เข้าโรง
*** ลบอคติ “ดูหนังไทยไม่คุ้มเงิน” ***
ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาในยุคนี้ ทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการเสพสื่อ ให้เลือกหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ตัวเอง ทำให้ฟากฝั่งผู้ผลิตสื่อ ต้องปรับตัวตามให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป ใครที่ช้า ก็ตกขบวนไปอยู่หางแถว
ไม่ใช่แค่สื่อออนไลน์เท่านั้น แต่แวดวงหนังก็เช่นกัน
พูดคุยกับ “หว่อง - พรชัย ว่องศรีอุดมพร” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และเลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ
“ผมว่าเราผ่านตั้งแต่ยุคที่หนังฝรั่งเข้ามาฉายเยอะๆ หนังไทยมีปีละไม่ถึง 10 เรื่อง มายุคที่หนังไทยเริ่มกลับมาอีกครั้งนึง ช่วงแรกๆ ไม่ว่า ‘2499’ หรือ ‘นางนาก’ ที่หนังไทยเริ่มกลับมา
แล้วก็มา ‘องค์บาก’ ‘ต้มยำกุ้ง’ ‘สุริโยทัย’ แล้วก็เริ่มซบเซาอีกรอบนึง ค่อยๆ ขึ้นมาอีกรอบ ในเรื่องของปรากฏการณ์ ‘สัปเหร่อ’ ‘ธี่หยด’ ก่อนหน้านั้นก็มี ‘พี่มากฯ’ ที่ทำเป็น 1,000 ล้านขึ้นมา
ผมว่ามันมีความยากของแต่ละยุค แต่ละสมัยที่แตกต่างกัน ในยุคนี้มันมีเรื่องของเทคโนโลยี แล้วก็ gadget ที่มันเพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือ iPad อินเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างรวดเร็ว
เหมือนกับ anytime anywhere คุณสามารถเสพคอนเทนต์ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องไปที่ใดที่หนึ่ง ผมว่าคนเลือกที่จะใช้เวลากับอะไรที่เขาพอใจ แล้วก็มีต้นทุนที่สามารถที่จะรองรับได้ เลยทำให้คนที่จะเดินเข้าโรง วันนี้มันอาจจะยากขึ้น”
[ “หว่อง - พรชัย ว่องศรีอุดมพร” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และเลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ]
และยิ่งตอนนี้ ผู้ชมเดินเข้าโรงหนังน้อยลงทุกที บวกกับยังมีบางคนที่มีอคติกับหนังไทย เพราะรู้สึกไม่มั่นใจในคุณภาพ เลยยิ่งทำให้คนเข้าโรงหนังน้อยลงไปอีก
ผู้คร่ำหวอดในแวดวงจอเงินกว่า 29 ปี สะท้อนว่า นี่จึงถือได้ว่าเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทาย สำหรับค่ายหนังในยุคนี้ จะทำยังไงให้อุตสาหกรรมนี้กลับคึกคักได้
“ผมว่าเราก็ต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ถ้ามันมีเสียงสะท้อนออกมาว่า เขาไม่ดูเพราะหนังไทยมันก็ธรรมดา ดูไปไม่คุ้มค่าไม่อะไร เราก็ต้องกลับมาคิด ว่าเราจะทำยังไงให้คำพูดตรงนี้มันหายไป ในการพัฒนาเรื่องของบท เรื่องของการแสดงให้มันดี ได้คุณภาพ เท่าที่คิดว่า budget จะ support ได้ คนก็ซื้อถ้ามันเหมาะกับราคา เหมาะกับคุณภาพของมันครับ
อคติ ผมไม่แน่ใจว่าน้อยหรือมาก แต่ผมว่าวันนี้คนไทยยังให้โอกาสกัน เขายังรอว่าเราทำในสิ่งที่เขาชอบหรือเปล่า ตราบใดที่คนไทยยังกินผัดกะเพรา ผมว่าคนไทยก็ยังดูหนังไทยได้ เหมือนละคร ทำไมละครยังผลิตตลอด ก็เพราะว่าคนดู
โดยเฉลี่ยคนไทยดูแค่ 0.5 ต่อคนต่อปี ครึ่งเรื่อง ต่อคนต่อปี หมายถึงว่าประชากรเรา 70 คน คนดูประมาณสัก 35 ล้านคนต่อปี ตอนนี้มันก็จะน้อยกว่านั้นอีก มันอย่างนี้เป็นมานานแล้ว หลังโควิดมันน้อยลงมาอีก
มันก็อาจจะเกิดจากคนดูส่วนนึง ไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วหรือเปล่า ก็อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะว่ามันก็มีโปรโมชั่นที่ทำให้คนเข้าโรงได้ ราคาตั๋ววันพุธก็ถูก แต่ว่าปัญหาหลักอาจจะเป็นเรื่องของคนไม่มั่นใจ ว่าเงินที่เขาจ่ายไป จะได้สิ่งที่เขาพอใจมั้ย
อย่างคนเมือง เขาก็จะดูหนังฮอลลีวูดที่จะค่อนข้างการันตีเรื่องคุณภาพ เหมือนเราซื้อของ ถ้าเป็นยี่ห้อแบบนี้ เราน่าจะได้โอเคนะ มันไม่ใช่กล่องสุ่ม หนังไทย บางทีเขาอาจจะรู้สึกเป็นกล่องสุ่ม เขาสุ่มบางยี่ห้อน่าจะโอเค แต่ถ้าสมกับยี่ห้อนี้ เขาอาจจะไม่กล้าสุ่ม เราจะทำยังไง ให้คนเขาสามารถที่จะมั่นใจในตราสินค้าได้ ก็คือตราสินค้าหนังไทย”
*** “นากรักมาก ม๊ากมาก” เกือบหลับแต่กลับมาได้ ***
สำหรับผลงานล่าสุดของ แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กับหนังตลก โรแมนติก สยองขวัญ เรื่อง “นากรักมาก ม๊ากมาก” ที่ได้ “หม่ำ-เท่ง-โหน่ง” ดาวตลกระดับตำนานของไทย เสริมทัพด้วย “ญดา - นริลญา กุลมงคลเพชร” และ “คริส - พีรวัส แสงโพธิรัตน์” ที่หยิบเรื่องราวของ “ตำนานแม่นาก” มาเล่าในมุมมองใหม่
“เรื่อง นากรักมาก ม๊ากมาก เป็นโปรเจ็กต์ที่ผมคุยกับพี่หม่ำมาก่อนหน้าสัก 2-3 ปี แต่ก็ยังไม่ได้ทำ จนผมมาจอยกับที่ แบล็ค ดรากอน มีการคุยกับพี่สง่า ของ Transformation แล้วก็คุยกับคุณฉาย ของ Nation ก็เห็นตรงกันว่าอยากจะทำเรื่องนี้เหมือนกัน ก็เลยหยิบโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมาคุยกันใหม่ แล้วก็มีการพัฒนากันขึ้นมา ก็ใช้เวลาประมาณสัก 2 ปี ก็เสร็จสิ้นออกมา
เรื่องนี้มันเป็นโจทย์ที่เราคิด ทำยังไงให้มันไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นที่ผ่านๆ มา มีมุมไหนอีกที่เราจะเล่าได้ คอนเซ็ปต์คือว่า นากข้ามเวลามาปัจจุบันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะมีคนกลุ่มนึงกำลังทำหนังเรื่องนี้ แล้วก็ไปอยู่ในกองถ่ายนี้ มันก็น่าจะสนุกนะ
จุดขายของเรื่อง แน่นอนว่านากกับมาก บวกกับพี่หม่ำ-พี่เท่ง-พี่โหน่ง น่าจะยังมีแฟนอยู่ในมุมเรา ผมว่าเป็นการสื่อสารที่ง่ายที่สุด ชัดเจนที่สุด แล้วก็เสริมด้วยญดากับคริส มาเติมในเรื่องของความเหมาะสมของบท ดูแล้วมันกลมกลืนกันไป
เราก็มองว่าสถิติโดยทั่วไป คอนเซ็ปต์ของหนังที่ทำเกี่ยวกับนางนาค พี่มาก ไม่เคยต่ำกว่า 100 ล้านบาท แต่ว่ามุมไหนล่ะ ที่เราจะเอามาทำในยุคนี้ แล้วก็สื่อสารกับคนยุคนี้ได้ อันนี้ก็เป็นโจทย์ที่เราเริ่มต้นเรื่องนี้ครับ”
[ “หม่ำ-เท่ง-โหน่ง” ออกโรงรับประกันความฮา ]
ทว่า... เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะ “นากรักมาก ม๊ากมาก” เข้าฉายพร้อมๆ กับเหตุการณ์ความไม่สงบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งให้รายได้ของหนังในวันแรกๆ ไม่ขยับจนใจแป้วไปตามๆ กัน
ในที่สุดจากกระแสปากต่อปาก ก็ทำให้ผู้ชมตบเท้าเข้าโรงหนังมาดู จนทำรายได้อยู่ที่ราว 56 ล้านบาท ในสัปดาห์ที่ 5
หว่อง เล่าว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ เป็นครั้งที่ 2 ที่เคยพบเจอ ต่อจากเรื่อง “โหมโรง” หนังดนตรีไทยขึ้นหึ้ง ที่ในตอนแรกผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจจน แต่ก็พลิกกลับขึ้นมา เขาให้นิยามว่า “เกือบหลับแต่กลับได้”
“หนังเรื่องนี้ หลังจากเรารีเสิร์ชเสร็จแล้ว ก็ค่อนข้างมั่นใจนะครับ ว่าเป้าที่เราเคยวางไว้ประมาณสัก 100 ล้านบาท อาจจะเป็นไปได้ที่มันเกินกว่านั้น เพราะว่าผลรีเสิร์ชออกมา คนดูค่อนข้างที่จะตอบสนองได้ดีมากครับ
หลังจากที่เข้าวันแรก ก็มีเหตุการณ์ 8 โมงเช้าที่ชายแดน กัมพูชายิงเข้ามาในประเทศไทย หนังเราเข้า 10 โมง ตัวเลข 2 วันแรกค่อนข้างที่จะตกใจ มันออกมาประมาณสักล้านกว่าบาท พอเหตุการณ์ก็เริ่มสงบ วีคที่ 2 รายได้มันก็เพิ่มขึ้นมาสักประมาณ 30 % เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ในชีวิต หนังที่มันเหมือนเกือบหลับแต่กลับได้
ตอนนั้นผมอยู่ในส่วนของโรงภาพยนตร์ โหมโรง วีคแรกเงียบเลย ไม่ได้ตังค์ อาจจะเป็นหนังที่มันแปลก เป็นหนังย้อนยุค หนังดนตรีด้วย ใครจะดู แต่ว่าด้วยตัวหนังโหมโรงก็พิสูจน์ตัวเอง ท่านมุ้ยไปออกรายการ สรยุทธ์ช่วยพูด ก็ทำให้โหมโรงกลับมาได้ตังค์ ปิด box office ไป 50 กว่าล้าน
กลับมา นากฯ เหมือนกัน วีคแรกอยู่ประมาณ 16 ล้านบาท วีคที่ 2 ก็ขึ้นมาอีกเป็น 18 ล้านบาท แล้วมาวีคที่ 3 ก็เก็บไปประมาณ 14 ล้าน ก็เป็นตัวเลขที่ผมว่ามันไต่ขึ้นเรื่อยๆ เราก็รอดูวีคที่ 4 หวังว่าโรงภาพยนตร์เขาจะดูแลในเรื่องของรอบฉาย
(ได้ 100 ล้าน) ณ ชั่วโมงนี้ผมว่าก็ค่อนข้างที่จะยาก อย่างที่บอกว่าคนดูทางเลือกเยอะ ในแง่ของตัวเลข อาจจะยังไม่ได้พอใจกับมัน แต่ว่าผมพอใจในแง่ของคนดูตอบรับกับสิ่งที่เราทำ
มันก็เป็นที่น่าภูมิใจแล้วก็ดีใจ ผมว่ามันเป็นการพิสูจน์ให้เห็น ว่าถ้าเราทำคอนเทนต์ที่ดี ดีในแง่นี้หมายถึงว่าคนดูตอบรับ เขาสนุกกับมัน คนเข้าไปแล้วคิดถึงอะไรบางอย่าง เขาเสียน้ำตา แต่เสียน้ำตาอย่างมีความสุขครับ”
[ บุกถึงค่าย ผ่อนคลายเหล่าทหาร ]
“นากรักมาก ม๊ากมาก” ยังได้งัดกลยุทธ์ ด้วยการเปิดรอบพิเศษ 2 รอบทั่วประเทศ นำรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ไปบริจาคให้แก่โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา พร้อมกับยกจอไปฉายหนังกันถึงในค่าย ให้เหล่าทหารดูแบบฟรีๆ เพื่อเป็นการมอบความสุข และลดความเครียดจากเหตุการณ์ที่เจอมา
“ผมก็เลยได้โทร.หาโรงภาพยนตร์แต่ละที่ ไม่ว่าจะ Major, SF, Coliseum, ธนา, MVP ท้องถิ่นของทางอีสานทั้งหมด ทุกคนก็ตอบรับว่า ‘เห็นด้วย’ อยากจะทำรอบที่จะนำเงินรายได้ทั้งหมด ที่ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายไปบริจาค ก็เลยเปิดรอบมา 2 วัน วันศุกร์รอบทุ่มนึง วันเสาร์ก็รอบเที่ยง ทำ 2 วัน ได้ประมาณ 800,000 กว่าบาท ก็ถือว่าค่อนข้างเยอะมากๆ
รวมทั้งกิจกรรมที่เราไปฉายหนังให้กับทางค่าย มทบ. 25 ที่ จ.สุรินทร์ ก็ได้รับการอนุเคราะห์ที่ทางกองทัพ ให้เรามีส่วนร่วมไปฉายให้กับกำลังพลที่มาพักผ่อนได้ดูเรื่องนี้ครับ เราเสนอเข้าไป กำลังพลประมาณ 400-500 คน
เครื่องฉายที่ไปฉาย ก็เป็นเครื่องฉายที่ฉายในโรงภาพยนตร์ จอก็เป็นจอ silver screen เป็นจอคุณภาพโรงภาพยนตร์เหมือนกัน ตรงนี้ก็ได้รับอนุเคราะห์จากพี่เอนก มงคลภาพยนตร์ ที่เป็นหน่วยฉายภาพยนตร์กลางแปลงอยู่ครับ
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 อาจจะมีครั้งต่อไป ก็อยู่ที่สถานการณ์ว่าทางกองทัพจะปลอดภัยตรงไหน แล้วก็เป็นเรื่องแรก หนังไทยไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ที่หนังยังเข้าโรงอยู่เลย แล้วก็เอาไปฉายให้ข้างนอกดู ก็เป็นโรงภาพยนตร์ outdoor
ผมว่าเราอยู่ในสังคม เราก็ควรที่จะคืนอะไรให้สังคม ส่วนตัวผมเองเราก็มีทำกิจกรรมอยู่เรื่อยๆ ในเรื่องของการเอาหนังไปฉายให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสได้ดูฟรี ใครขอเข้ามา เราก็อนุญาตให้ตลอด เราอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เราสามารถช่วยอะไรสังคมได้ เราก็ยินดีที่จะทำ ไม่ว่าเรื่องของฉายหนัง ความบันเทิง หรือให้ความรู้นะครับ รวมทั้งมีการบริจาคบ้างครับ”
*** ล้วงเคล็ด(ไม่)ลับ ทำหนังให้ทำเงิน ***
ผู้บริหารจาก แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ยังได้เล่าประสบการณ์ ความสำเร็จที่เกิดจากการทำการตลาดอย่างเข้มข้น ของหนังเรื่อง “ส่ม ภัค เสี่ยน” หนังตลกที่ใช้ภาษาอีสานทั้งเรื่อง
“พี่หม่ำไม่ได้ทำหนังมาประมาณ 10 กว่าปี กลับมาเสนอโปรเจ็กต์ แล้วก็เป็นโปรเจ็กต์ที่พูดภาษาอีสานด้วย ชื่อเรื่อง ส่ม ภัค เสี่ยน เราก็ โห… ยังไงวะเนี่ย (หัวเราะ) แต่ว่ามั่นใจว่าโอเคบวกกับมี โตโน่ (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) ก็ดูใหม่ดีตอนนั้น
องค์ประกอบของเรื่องนี้ น่าจะโอเคในแง่ขาย local เราก็คิดว่าจะเจาะตลาดอีสานแล้วกัน เราก็ไปที่อีสานเลย ผมก็ไปทำการตลาดตั้งแต่เปิดตัว แถลงข่าวอยู่ที่อีสานหมด ตอนนั้นมีการพูดคุยกับโรงภาพยนตร์ค่อนข้างเยอะ
จริงๆ ราคาตั๋วหนังของวัน movie day โรงทั่วไป ที่เป็นโรงอำเภอเล็กหน่อยอาจจะ 79 บาท โรงอำเภอประมาณ 99 บาท โรงจังหวัดประมาณ 110-120 บาท เราก็โอเค ของเราขอยืนราคานี้ตั้งแต่แรกแล้วกัน ผลตอบรับค่อนข้างดีมากนะครับ
ผมว่าเราเป็นเรื่องแรกที่ทำรายได้เกือบ 70 ล้านบาท เฉพาะอีสานอย่างเดียว แต่ทั้งประเทศก็เก็บประมาณ 200 ล้าน ก็ทำให้เราเห็นว่าการที่เราโฟกัสคนดูชัดๆ ว่าของเราอยู่ที่ไหน เราทำการตลาดกับมันอย่างเข้มข้น คิดตั้งแต่ครั้งแรกก่อนเปิดกล้อง มีการวางแผนหมด เรารู้เป้าของเรา เราควรจะทำอะไร ก็ทำสิ่งนั้นให้มันชัด ลงไปทำงานให้มันหนัก ก็สำเร็จได้นะครับ
มาอีกโปรเจ็กต์นึงเรื่อง ‘อีเรียมซิ่ง’ เรื่องนี้ก็ทำไป 200 ล้าน เอาเบลล่ามาเป็นคาแรกเตอร์แบบนี้ บวกกับพี่ค่อม พี่โรเบิร์ต เรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จ อะไรที่มันชัด มันก็จะง่ายในการสื่อสารในเรื่องของการตลาด นี่คือสิ่งที่ผ่านมา”
[ “อีเรียมซิ่ง” ซิ่งสวนโควิด ทะลุ 200 ล้าน ]
จุดขายหนังไทย ที่หลายคนอาจจะมองว่า ต้องเป็น หนังตลก หรือไม่ก็ หนังผี ถึงจะขายได้ หว่อง สะท้อนว่า ...
“จริงๆ ถ้าเราดูตลาด ผมว่ามันขายได้ทุกแนวอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าขนาดของมันอาจจะไม่เท่ากัน สมมติ คนดูหนังดราม่า อย่าง ‘หลานม่า’ ของ GDH ก็ทำให้เห็นว่ามี 500 ล้านก็ได้ อย่าง ‘สัปเหร่อ’ หนังดราม่า มันก็ไป 800 ล้านได้ ผี ผมว่ามันเป็นแค่องค์ประกอบนึง แต่คนเข้าไปดูเรื่องนี้ไม่ใช่เข้าไปดูเพราะผี แต่เข้าไปดูเพราะมันซึ้งว่ะ มันมีดราม่าที่ดี
แต่ถ้าเราจะขายดราม่าอย่างเดียวเลย มันก็ไม่ได้ หนังมันไม่มีชองเดียว มันดราม่าบวกอะไร มันเป็นอะไรที่มากกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง หนังถ้ามันมีอะไรแบบนี้ มันก็จะทำให้คนดูประทับใจได้ค่อนข้างง่ายครับ
กลับมาในแง่ของหนังไทย ต้องทำแต่ผี ตลก rom-com ตลอดเวลา ผมว่าไม่ มันก็อยู่ที่เราได้วัตถุดิบอะไรมา วัตถุดิบของเราก็คือคอนเซ็ปต์ของเรื่อง ถ้าเรามีวัตถุดิบที่ดี ผมว่าเราปรุงให้ถูก มันก็น่าจะโดนใจคนนะครับ เพียงแต่เรื่องของผีกับ comedy มันเป็น local ที่เราเข้าใจได้ง่ายกว่า สื่อสารกับคนดูได้ง่ายกว่า”
จากที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า หนังไทยหลายเรื่องสร้างปรากฏการณ์ ทำรายได้ทะลุหลาย 100 ล้าน แซงหน้าหนังฮอลลีวูดที่เข้ามาด้วยซ้ำ นี่คือสัญญาณที่ดีในอุตสาหกรรมหนังก็จริง แต่พอมองลงไปให้ลึกถึงรายละเอียด ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง
“ปีที่แล้ว market share (ส่วนแบ่งทางการตลาด) ของหนังไทยอยู่ประมาณ 40 % ของตลาดรวม มันเติบโตขึ้นนะครับ แต่มันโตแค่บางเรื่อง เหมือนกับ รวยกระจุก จนกระจาย หนังประสบความสำเร็จแค่บางเรื่อง แค่บางบริษัท
เราดูรายละเอียดนะครับ ถ้าหนังฮอลลีวูดทำเงิน 500 ล้าน 700 ล้าน มันก็จะเป็นคนเมืองซะส่วนใหญ่ที่ดู แต่ที่ผ่านมา ไม่ว่า ‘สัปเหร่อ’ ที่ได้ 700-800 ล้าน ‘ธี่หยด’ เอง ‘หลานม่า’ เอง หนังปรากฏการณ์ 500 ล้านขึ้นไป มันก็เป็นหนังที่สามารถที่จะสื่อสารกับคนไทยได้ง่ายกว่าหนังฮอลลีวูด เราจะทำยังไงให้หนังประเภทนี้มันเยอะขึ้นได้
หนังไทยปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยมันก็ตกอยู่ประมาณ 17 ล้านบาทต่อเรื่อง เรามีประมาณสักเกือบ 60 เรื่อง มันยังต่ำอยู่ เพราะการลงทุนของเราอยู่ที่ประมาณ 20-30 ล้าน ถ้าเราทำให้ box office 30 ล้านทุกเรื่องได้ มันก็จะทำให้หนังไทยอยู่ได้
อย่างประเทศอินโดฯ ปีนึงเขาประมาณ 300 เรื่อง เฉลี่ยต่อเรื่องเขาอยู่ที่ 30 ล้านนะ แต่ต้นทุนเขาอยู่ประมาณสัก 10 กว่าล้าน ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น คนดูซัพพอร์ตหนัง local”
[ “หลานม่า” กวาดรายได้ 2,000 ล้านทั่วโลก ]
ที่ผ่านมา บ้านเรายังไม่ได้แบ่งสัดส่วนของหนังไทยและหนังต่างชาติอย่างชัดเจน บวกกับจำนวนหนังไทยในตลาดยังน้อยอยู่ นั่นเลยทำให้หนังต่างชาติ เข้ามาครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากกมาย
“หนังจะฉายยืนโรงได้นานแค่ไหน มันก็อยู่ที่รายได้ ว่าคนมาดูเรื่องนี้ต่อเนื่องแค่ไหน ถ้าอาทิตย์ที่ 4 อาทิตย์ที่ 5 ยังมีคนดู หนังก็ยังยืนโรงอยู่ครับ ผมยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าต้นทุนเขาในการฉาย 1 รอบ อยู่ที่ 1,000 บาท ตั๋วใบละ 100 ถ้าคนดู 10 คนขึ้นไป เขาก็จะยังให้ฉายอยู่ ลักษณะนี้ มันคุ้มทุนมั้ย ในการที่จะฉายหนัง 1 รอบ
ต่างประเทศมีกฎหมายพวกนี้ อย่าง เกาหลี เขาก็มีสัดส่วนในการฉายหนัง ต้องมีหนังท้องถิ่นกี่เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย ไม่ได้มีกฎหมายตรงนี้ แต่ว่าก็มีธรรมเนียมปฏิบัติของภาคเอกชน ที่คุยกับภาครัฐว่าจะส่งเสริมยังไง คุยกับโรงภาพยนตร์ยังไง มีบางโรงภาพยนตร์ที่ฉายเฉพาะหนัง local ไม่ได้เอาหนังฮอลลีวูดเข้าเลยก็มี
จำนวนหนังของเขาเพียงพอ ปีนึงประมาณ 300 เรื่องที่เข้าโรงภาพยนตร์ แต่เขาผลิตปีนึง 600 เรื่อง ซึ่งมันก็เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะแข็งแรง ทำให้ market share ของอินโดนีเซีย ประมาณ 60-80 % ของทั้งตลาดหนังของอินโดนีเซีย
ตอนนี้ประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายมารองรับ หนังไทยทั้งผลิตทั้งฉาย ปีนึงโดยเฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 50 เรื่อง แต่ก็จะมีหนังที่ถูกใจคนดูเต็มที่ไม่เกิน 10 เรื่องต่อปี อาจจะ 5 เรื่องทำเงิน อีก 5 เรื่องอาจจะ break even อีก 40 เรื่องก็จบไป
เพราะว่า success rate ของคนไทยอยู่ประมาณ 10% วัดจากหนังที่ประสบความสำเร็จกับจำนวนที่ผลิต เราไม่ได้วัดกันที่ว่าต้อง 100 ล้าน บางเรื่องทำเงินแค่ 50 ล้าน ก็ทำกำไรแล้ว”
*** หวัง “Soft Power หนังไทย” เติบโตตลาดโลก ***
เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ สะท้อนถึงวงการหนังไทย ว่าจำนวนของหนังไทยในตลาด และ ผู้สร้างในประเทศยังมีน้อย เมื่อเทียบกับบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง อินโดนีเซีย ที่อุตสาหกรรมหนังแข็งแรงมาก เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนของเขาให้การสนับสนุน และมี 50 กว่าสตูดิโอในประเทศ ที่ผลิตหนังอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ส่วนบ้านเรา เลขาธิการสมาพันธ์ฯ บอกว่า ภาครัฐมีทุนหนุนคนทำหนังไทย ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านก็มี
และเรื่องที่ผลักดัน คือเวลาที่กองถ่ายต่างประเทศ เข้ามาถ่ายทำที่บ้านเรา จะได้ cash rebate หรือเงินคืน อยู่ราวร้อยละ 30 เพื่อดึงดูดผู้ผลิตหนังต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากขึ้น สร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ในทางกลับกัน พอเป็นผู้ลิตหนังของไทย กลับต้องจ่ายเต็มจำนวน
[ “หว่อง” กับบทบาท เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ]
“งานของสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เราซัพพอร์ตสมาชิก ในการวาง booking หนัง มีการจัดงานสุพรรณหงส์ประจำปี และงานที่เราคัดเลือกส่ง Oscar มีปัญหาที่จะพูดคุยกัน เสนอต่อภาครัฐยังไง มีการผลักดันกับภาครัฐ จะทำยังไงให้คนผลิตหนัง ผลิตได้มากขึ้น
มีการคุยเรื่องของ cash rebate ซึ่งหนังฝรั่งได้ไป เข้ามาผลิตที่ประเทศไทย เหมือนกับ Netflix ผลิตหนังไทย เขาเป็นเจ้าของหนัง เขาเอาเงินจากต่างประเทศมาผลิต เขาก็จะได้คืนไปประมาณ 30%
เหมือนกับรัฐสนับสนุนเขา ไปส่งเสริมอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน ไปส่งเสริมให้ต่างชาติแข็งแรง แต่หนังไทย เราผลิตในไทยเอง จ่าย 100 % เราไม่มีเงินคืน ตอนนี้เรากำลังคุยเรื่องนี้ ถ้าเราผลักดันสำเร็จโดยภาครัฐสนับสนุน มันก็โอเค
ตอนนี้ภาครัฐก็ลงมาค่อนข้างเยอะนะ หลังจากที่มีนโยบายชัดเจน มีงบประมาณชัดเจนออกมานะครับ มีการสนับสนุนหนังไป ผมว่าให้ทุนไปหลาย 10 โปรเจ็กต์ หนังเล็ก-หนังใหญ่ ก็ต้องรอดู ผมว่าตรงนี้ต้องให้โอกาสนิดนึง
แต่เขามีสนับสนุนทางอ้อมอยู่ ในแง่ของซัพพอร์ตในการไปงานเทศกาลนู้น เทศกาลนี้ เราก็พาไปออกตลาด เท่าที่ผมเห็นอย่าง ‘สัปเหร่อ’ เขาก็ได้ budget ส่วนนึงที่ไปญี่ปุ่น หลังจากที่หนังประสบความสำเร็จ
ภาครัฐก็พยายามช่วย แต่อาจจะยังไม่ได้เป็นไป อย่างที่เราต้องการในช่วงแรกๆ ผมว่าตรงนี้ถ้าเราพูดคุยกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ถูกจุด แล้วก็มีผลงานออกมา มันก็จะดีขึ้น ง่ายขึ้นในอนาคตนะครับ มันก็จะดีทั้ง 2 ฝั่ง”
หว่อง บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกวันนี้ลายเซ็นของหนังไทยในสายตาชาวโลก อาจจะยังไม่ได้ชัดเจนไปทางใดทางหนึ่ง แต่ด้วยความเป็นหนังไทยนี่แหละ ที่เขามั่นใจในคุณภาพว่าเป็นของดี และสามารถทำเงินในต่างประเทศได้แน่นอน
[ “สัปเหร่อ” อีกหนึ่งหนังไทยกระแสแรงแห่งยุค ]
“ผมว่าถ้าพูดจริงๆ เรายังไม่ได้มีคาแรกเตอร์อะไรชัดขนาดนั้น เราเคยเกือบจะเป็นในยุคนึง ที่เรามี ‘องค์บาก’ มี ‘ต้มยำกุ้ง’ ไปไหนคนก็ยังพูด อันนี้ผมว่ามันเป็น iconic ที่ค่อนข้างชัดเจน ถ้าเขาจะหาหนังแบบนี้ เขาต้องมาหาที่เมืองไทย
แต่วันนี้มันมีหลายประเภทมาก ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดีนะ เขาอยากหาหนังผี เขาก็ไปหาที่ Five Star แต่ถ้าเขาหาหนัง rom-com เขาก็ไปหาที่ GDH ถ้าเขาหาหนังแอ็กชั่น ต้องไปหาที่สหฯ (สหมงคลฟิล์ม) ผมว่า Identity อย่างนี้ มันไม่ได้ระบุว่าเป็นหนังไทย แต่มันระบุคาแรกเตอร์ของค่าย ที่เมืองนอกเขาเคยซื้ออะไรไป แล้วเขาทำเงินกับมันได้
เหมือนตอนผมไปซื้อหนังต่างประเทศ ผมรู้แล้ว ผมเข้าค่ายนี้จะได้อะไร ถ้าโดยรวมเมืองไทยมันไม่ได้มีนิยามขนาดนั้น แต่เราก็คิดว่าเราคาดหวังว่าทุกบริษัท ใครอยากทำเงิน ก็เข้าบูทประเทศไทย คุณจะได้ของดีกลับไป สิ่งนั้นเราต้องร่วมกันทำ
มันต้องเป็น universal language เป็นอะไรที่เป็นวัฒนธรรมร่วมได้ ถ้าเป็นตลก คนอาจจะไม่เก็ตมุกนี้ ต้องเป็นตลกที่ไม่ใช่แค่คำพูด อาจจะเป็นตลกท่าทาง เราพูดมุกนี้ จะแปลตรงๆ แบบไทยไม่ได้ เราแปลแบบที่อินเตอร์เข้าใจยังไงได้บ้าง เราดูของประเทศอื่นๆ บางทีเราก็ไม่เข้าใจ มุกนี้ขำหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นพากย์ไทย เขาก็พากย์มันเข้ากับมุกคนไทย
แต่สิ่งที่มันไปได้เลยคือดราม่า ผมว่าทุกคนความรู้สึกได้หมด อารมณ์รัก อารมณ์โกรธ มันไปได้หมด แล้วก็ความกลัว แอ็กชั่น ความตื่นเต้น พวกนี้คือความรู้สึกที่คนรับรู้ได้ ตรงนี้มันก็อยู่ที่ Marketing ด้วยว่าของแต่ละประเทศ เขาจะดีลยังไงครับ
วันนี้เมืองไทยเรา มีทรัพยากรที่ผมว่าเพียงพอแล้วก็เพียบพร้อม มันก็คือรอเวลาให้ทุกอย่าง คนที่ทำในอุตสาหกรรมเข้าใจเรื่องพวกนี้ให้หมด มีปริมาณที่เพียงพอ รักษาคุณภาพมาตรฐานให้ได้ แล้วเราจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ในไม่ช้านี้”
*** น้ำท่วม-โควิด บทพิสูจน์ภาวะผู้นำ ***
สำหรับจุดเริ่มต้นของความชื่นชอบในวงการหนัง ต้องย้อนกลับไปในสมัยที่ หว่อง ยังเป็นเด็กชายตัวน้อย เขาตื่นตาตื่นใจไปกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ จนคิดว่าสิ่งที่เห็นในจอเงินนั้นคือเรื่องจริง
“เราดูปีนึง 100 กว่าเรื่องเป็นอย่างน้อย ก็ดูทุกประเภท ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆ หนังเรื่องแรกไปดูกับคุณย่า เรื่อง ‘Superman’ ตอนนั้นยังไม่ถึง 10 ขวบครับ มันก็ทำให้เด็กคนนึงว้าว คนบินได้ด้วย ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นจริง
พอเราโตขึ้นมา ทำไมหนังทำให้คนมีจินตนาการ ได้เห็นในสิ่งที่ทุกคนคิดว่ามันเป็นไปได้เหรอ มันเป็นจริง แล้วก็มีการเคลื่อนไหว ทำให้เราประทับใจ ตรงนั้นผมว่ามันจุดประกายเริ่มต้น ทำให้เราชอบ
หนังมันเป็นคอนเทนต์ที่บันทึกเหตุการณ์ของแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ แล้วก็มันมีความอัปเดตตลอดต่อเนื่อง ความไม่หยุดนิ่ง บวกทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี วิธีการถ่ายทำ วิธีการที่จะทำให้ภาพมันสมบูรณ์ มันมีความทันสมัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันมีเทคโนโลยีที่ทำให้สิ่งที่มันเคยอยู่ในจินตนาการ ทำให้มันสมจริงมากขึ้นครับ
ณ วันนี้ ผมก็ยังอยากจะทำคอนเทนต์ที่ทำให้คนดูสนุกกับมัน ตื่นเต้นกับมัน ในการส่งความฝันอะไรบางอย่าง ให้คนที่มาดู มีความประทับใจในเรื่องที่เรานำเสนออยู่ แล้วได้อะไรกลับไป ทำให้มี inspiration ต่อการดำเนินชีวิตต่อไปครับ”
ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนจบจากด้านบัญชี ไม่ใช่ด้านภาพยนตร์สายตรง แต่ด้วยความชอบในเรื่องนี้ ทำให้ หว่อง ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง จนได้มีโอกาสมาทำงานในแวดวงหนัง ทั้งในส่วนของโรงภาพยนตร์และฝั่งการผลิต
“เราก็ต้องหาความรู้เพิ่ม เพราะมันไม่มีพื้นฐาน ผมว่าเราก็ดูหนังเยอะ เราอ่านจากแมกกาซีน หาหนังสือตามร้านหนังสืออ่าน เราก็สะสมความรู้มาตลอด แต่ถ้าเอาในเชิงที่เป็นทฤษฎี หรือเป็นหลักวิชาการที่มันสามารถที่จะอธิบายได้จริงๆ ก็ต้องอ่านหนังสือที่เป็นหลักวิชาการ เอามาเปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ
ผมว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุขกับมัน เราอยู่กับมันได้นานๆ แล้วเราไม่เบื่อ ผมว่าสิ่งนั้นมันก็คือสิ่งที่เราชอบนะครับ แล้วบังเอิญมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราสามารถเป็นอาชีพได้ด้วย ผมว่าตรงนี้ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นไปได้หมด
ตอนนี้ผมว่ามันง่ายขึ้นกว่ายุคสมัยก่อนเยอะมาก เราสามารถที่จะลองได้หลายๆ อย่างเลย มันมีคอร์สโน่นคอร์สนี่เต็มไปหมด ให้เราทดลองเรียนก่อน แล้วค่อยลองทำ ผมว่ามันมี case study เยอะ สมมติเราไม่ได้ไปลงเรียน เราสามารถดูประสบการณ์ในออนไลน์ได้เต็มไปหมด”
แน่นอนว่าตลอดระยะเวลาถึง 29 ปีในวงการหนัง ย่อมเคยเจออุปสรรคมากมาย แต่สุดท้ายก็ผ่านทุกปัญหามาได้ เพราะมีทีมที่ดีและการตัดสินใจอย่างเฉียบคมในบทบาทผู้นำ
“วงการหนังช่วงโควิดแล้วกัน มันจะล่มสลายมั้ย ตอนนั้นก็กระทบทุกคน เราก็มองว่ามันจะเดินยังไง หนังจะฉายไม่ฉาย ผมเคยทำเรื่องนั้น เรื่อง ‘30 กำลังแจ๋ว’ ตอนนั้นปี 54 น้ำท่วม น้ำก็ล้อมทั้งกรุงเทพแล้ว ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เขาก็บอกว่า ‘หว่อง ถ้าน้ำมันมาถึงตรงนี้ เราไม่ฉายมั้ย’ หมายถึงเมเจอร์รัชโยธิน เพราะเป็นจุดใหญ่ที่สุดของโรงหนัง
7 โมงเช้า น้ำมาถึงรัชโยธิน เป็นวันหนังเข้าวันแรก เราก็จำเป็นเพราะโฆษณาไปหมดแล้ว ก็ฉาย ก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หนังก็ทำไป 70 ล้าน เฉพาะกรุงเทพฯ อย่างเดียว ก็ค่อนข้างที่จะโอเค
เราตกใจในแง่ที่เราไม่ได้คาดคิด ประเทศไทยไม่มีใครคิดหรอกครับ ว่าน้ำจะท่วมขนาดนั้น แต่เราตัดสินใจว่ายังไงก็ทุ่มเต็มที่ เพราะเป็นพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครเอาหนังมาฉาย อีกอันนึงเป็นเรื่อง อีเรียมซิ่ง ก็ฉายช่วงโควิด ได้มา 200 ล้าน ช่วงนั้นก็ไม่มีใครฉายเหมือนกัน
ผมว่ามันมีช่วงที่คิดว่าเฟล แต่เราต้องหาทางออกให้ได้ นี่คือเรื่องของผู้นำที่ต้องคิด เราจะตัดสินใจกับมันยังไง อันนี้คือสิ่งที่ผมเจอมา รู้สึกท้อได้ แต่ว่าเราต้องหาทางออกให้ได้ มันต้องตัดสินใจที่เร็วและเด็ดขาด มันถึงจะผ่านพ้นตรงนั้นมาได้”
เขายังฝากแง่มุมชวนคิด ไปถึงคนวงการหนังที่อาจจะกำลังหมดไฟอยู่ ขอให้ดูผู้กำกับระดับโลก อย่าง “Clint Eastwood” เป็นต้นแบบ เพราะถึงแม้อายุจะเข้าใกล้ 100 ไปทุกที แต่ไฟในการทำหนังก็ยังไม่มอดลงแม้แต่น้อย
“ผมว่ามันก็มีเป็นพักๆ ตามจุดที่มันเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและวัยด้วย เราก็เลยคิดอย่าง Clint Eastwood เขาทำ ‘American Sniper’ ตอนอายุ 90 เขายังทำหนังที่มันฮิตเป็น blockbuster ได้ เข้าชิง Oscar ได้
ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องของอายุ มันอยู่ที่ว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราก็ทำสิ่งนั้นให้เข้ากับอายุของเราที่เราเข้าใจมัน พอถึงอายุนึง ผมว่าถ้าเราเข้าใจชีวิตมากขึ้น เราอาจจะทำดราม่าได้ดีนะ เราก็จะทำสิ่งนั้น
อันนี้ผมว่ามันสำคัญว่าเราจะเอา material ถึงยุคที่เราจะปรุงแบบนี้ได้ คนอายุเยอะหน่อยก็จะกินรสจัดขึ้น กินขมขึ้น มันก็เรื่องปกติ แต่วันนี้เราพิสูจน์ เราต้องตกผลึกในสิ่งที่เราอยากเล่า คนดูอยู่ตรงไหน หาให้เจอ
คือถ้า Clint Eastwood อายุ 90 ยังทำหนังได้ วันนี้ผมว่าถ้าเราทำได้เรื่อยๆ ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ได้ มันก็ทำให้อุตสาหกรรมมันโต ผมว่า generation gap มันก็จะน้อยลง เพราะมันมีหนังที่เข้าใจในยุคของเรา ผสมกับคนทำงานรุ่นใหม่โตขึ้นมา ผมว่ามันก็สามารถที่จะถ่ายโอนอะไรบางอย่างได้ แล้วก็ช่วยสังคมได้ ในมุมผมนะ”
สุดท้าย ผู้บริหารมากประสบการณ์ด้านหนัง ก็ได้ฝากถึงผลงานใหม่อย่าง “วันทอง” ที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากหนังสือ “รติรสไม่นำพา” ซึ่งมีกำหนดฉายในปีหน้า เขาหวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นถูกใจผู้ชมทั้งในไทยและต่างแดน
“'วันทอง' เป็นโปรเจ็กต์ที่เราลงทุนค่อนข้างสูง ผมว่าก็เป็นมุมมองอันนึงที่เราจะนำเสนอด้วยความพิถีพิถันจากคอนเซ็ปต์ของเรา ก็หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนดูจะชอบ และเราสามารถที่จะเดินทางได้ในตลาดต่างประเทศด้วย
มันไม่ได้เรื่องของความเป็นไทยอย่างเดียว เรื่องนี้มันเป็นการนำเสนอคอนเซ็ปต์ ที่มันอาจจะเป็นอะไรที่คนกำลังพูดถึงเรื่องผู้หญิงค่อนข้างเยอะ วันทองเป็นบทบาทของผู้หญิงในสังคมยังไง ผมว่ามันเป็นอะไรที่มันร่วมสมัย ทั้งในและต่างประเทศ
กับค่ายเอง เราก็คาดหวังว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมหนังไทย ที่จะทำให้อุตสาหกรรมมาเติบโตไปได้ ด้วยความพิถีพิถันของเรา ที่จะมองทั้งตลาดไทยและตลาดต่างประเทศ ก็หวังว่าเราจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากคนดูครับ”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : Facebook "Black Dragon Entertainment" , GDH และ ไทบ้าน เดอะซีรีส์
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **