เจาะเส้นทางชีวิตรัก “พอร์ช-อาม” คู่รักนักแสดง LGBTQ+ ที่โรยไปด้วยไซเบอร์บูลลี่ กับ 17 ปี ที่รอคอย จดทะเบียนคู่แรก ฝ่าดราม่า รักฉาบฉวย พร้อมเคล็ดลับคู่รักในอุดมคติ อยากเป็นโมเดลคู่รัก ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
กฎหมายทำให้ครอบครัวแข็งแรงขึ้น
“ไม่ได้คิดว่ามันจะน้ำตาไหลออกมา แต่ว่าวินาทีที่เราเห็นทะเบียนสมรส เห็นชื่อเรา2คนอยู่บนนั้น มันเป็นความตื้นตันที่ไม่ได้คาดคิด มันเกินจะจินตนาการไปว่า เราในฐานะคู่รักLGBTQ+ที่เป็นคู่รักเพศเดียวกัน วันนี้จะมีชื่ออยู่บนทะเบียนสมรสของประเทศไทย ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว น้ำตามันไหลออกมาเลย”
“คือมันตื้นตันครับ รู้สึกอิ่มเอิบใจ ในที่สุด สิ่งที่เราต่อสู้กันมา มันก็ถึงวันนี้สักทีนึง เราต่อสู้ในสิ่งที่มันควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเราด้วยซ้ำ”
“พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี”อายุ 50 ปี และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกุล”อายุ 39 ปี คู่รักนักแสดง LGBTQ+ ที่เป็นที่รู้จักในบทบาทตัวละคร “สิปกร” และ “เจ้าน่าน”จากซีรีส์วายเรื่อง “อัยย์หลงไน๋”
ล่าสุด ไม่นานมานี้ ทั้งคู่ได้จูงมือกันจดทะเบียนสมรสกัน เป็นคู่แรกของเขตพระนคร หลังคบหากันมานานถึง 17 ปี ซึ่งคู่นี้ ถือเป็นไอดอลคู่รัก LGBTQ+ ต้นแบบของประเทศไทย ที่เป็นกระบอกเสียง เพื่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ต่อสู้เรื่องสมรสเท่าเทียมมาโดยตลอด
ทั้งคู่บอกถึงความดีใจ หลังจากที่จูงมือกันไปจนทะเบียนสมรสว่า โดยฉพาะพอร์ช ที่ไม่คิดว่า จะมีน้ำตาความตื้นตันไหลออกมา เพราะในฐานะคู่รัก LGBTQ+ ที่เป็นคู่รักเพศเดียวกันมันเกินจินตนาการไปมาก
“ผมไม่ได้จินตนาการว่า ประเทศไทยจะมีวันนี้ เพราะมันมีปัจจัยหลายอย่าง แต่ผมก็ยังขอเขาแต่งงานอยู่ดี เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะผมรู้สึกว่า ในฐานะมนุษย์คนนึงที่มีความรัก และความรักมันสุกงอมแล้ว เราอยากมีครอบครัว เราอยากบอกเขา อยากให้เกียรติเขา อยากให้เกียรติครอบครัวเขาอย่างเป็นทางการ ผมก็ขอเขาแต่งงาน เหมือนมนุษย์ที่มีความรักคนอื่นๆ
6 ปีที่คบกันไป ก็ขอกันแต่งงาน ถ้าเป็นคู่อื่น เผลอๆ ลูกเขาอาจจะ 3 ขวบ 4 ขวบ แล้วก็ได้นะ เพราะฉะนั้นทำไมผมจะไม่ขอเขาแต่งงานล่ะ ถึงจะมีกฎหมายหรือไม่มีกฎหมายก็แล้วแต่ เราก็ให้เกียรติเขา
แต่ในวันที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่อยากใช้คำว่าสมรสเท่าเทียมแล้ว มันคือสมรสของคนทุกคน ที่สามารถมีสิทธิ์เหมือนกัน วันนี้มาถึงแล้ว ในช่วงชีวิตของเราด้วย ก็ดีใจมากครับ
เมื่อรัฐบาลที่แล้ว ผมเคยได้รับโอกาสให้ไปเป็น ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต แล้วก็สมรสเท่าเทียม พอมารัฐบาลนี้ ก็ได้แบบเฝ้ามอง ดีใจ สุดท้ายแล้วสมรสเท่าเทียม ประกาศใช้จริงๆ แล้วก็ยังมีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่ต้องได้รับการศึกษา แล้วก็พูดถึง แล้วก็ผลักดันกันต่อไปอีกมากมาย ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน”
เช่นเดียวกับอาม เขาเองก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่า จะมีวันนี้ แม้จะช่วยต่อสู้กันมา แต่ก็ไม่เคยมีภาพตัวเองไปจดทะเบียนสมรสในหัวเลย
“สำหรับอาม คือไม่คิดเลย ไม่มีภาพนี้ในหัวเลย อามไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การที่เราเป็น LGBTQ+ เราจะแต่งงานได้เหรอ เราจะมีคนที่รักเรา คอยเคียงข้างเรา อยู่ในทางกฎหมายอย่างนี้ได้ยังไง อามจินตนาการภาพไม่ออกเลย”
ก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่ได้มีการจัดเฉลิมฉลองงานแต่งกันไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มีความอบอุ่นในหัวใจทุกครั้ง
“เราแต่งงานกันหลายรอบนะ ผมขอเขาแต่งงานเมื่อ11ปีที่แล้ว วันนั้นพอขอเขาแต่งงานปุ๊บ ผมไปหาคุณพ่อคุณแม่อาม ไปกราบท่าน แล้วก็บอกท่านว่า ผมอยากขอน้องมาร่วมชีวิต พ่อแม่ก็อวยพร
ผมมองว่าวันนั้นคืองานแต่งงานของเราแล้ว ผู้ใหญ่อวยพร เราไปกินข้าวด้วยกันหลังจากนั้น ทุกอย่างมันคือเหมือนงานแต่งงานเลย เพียงแค่เราไม่ได้เชิญแขก หลังจากนั้น เรา2ก็ไปสวมแหวนกันที่ปารีส ก็เป็นงานแต่งงานแล้ว
หลังจากนั้น 11 ปีต่อมา เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ม.ค.ซึ่งเป็น 11 ปี พอดีเป๊ะ กับวันที่ผมขอเขาแต่งงาน เราจัดงานแต่งงานแบบมีแขกมาร่วม มีพิธีสวมแหวน มีพ่อแม่ มีเพื่อน เป็นงานแต่งงานอีกครั้งนึงแล้ว
แล้วก็เราจดทะเบียนสมรสกัน เป็นการแต่งงานกันในทางกฎหมาย แต่ละครั้งความรู้สึกต่างไปมหาศาลแน่นอน วันที่เราแต่งงานกันในครอบครัว มันเป็นความอบอุ่นใจ วันที่เราไปสวมแหวนกัน มันเป็นความรู้สึกผูกพันกันในทางความรู้สึก วันที่เราจัดงานแต่งงานกัน มันเป็นความอบอุ่นใจดีใจที่เพื่อนเราเป็น 100 คนเป็นพันคน มาอยู่ในเวลาเดียวกัน
เมื่อวันที่เราจดทะเบียนสมรสกัน มันเป็นความรู้สึกปลอดภัย ถ้าวันนึงเราต้องการความช่วยเหลือในทางกฎหมาย เราในฐานะมนุษย์คนนึง มีกฎหมายที่รองรับความรักของเราแล้ว เพราะฉะนั้นแต่งงานของเราแต่ละครั้ง มันต่างไปหมดเลย”
อามบอกว่า แต่ละครั้งที่มีการแต่งงาน เขารู้สึกว่า มันมีความมั่นคงในจิตใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวันนี้ ที่กฎหมายรองรับ ก็ยิ่งรู้สึกมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก
“แต่ละครั้งที่เราแต่งงานกัน มันมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นในจิตใจเพิ่มขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่พี่พอร์ชบอกไป คือการแต่งงาน อามว่ามันเป็นเรื่องของการตีความของแต่ละคนแหละ
วันที่พี่พอร์ชสวมแหวนให้อาม วันที่ 10 ม.ค. 2014 วันนั้นเราเข้าไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน เราคิดว่าเท่านี้แหละ มันพอแล้ว นี่คือการแต่งงาน มันคือการผูกพันของ 2 ครอบครัวแล้ว เราก็รู้สึกมั่นคงในจิตใจประมาณนึงแล้ว ว่าที่บ้านรับรู้ ครอบครัวซัพพอร์ตเรา เพื่อนๆ รักเรา ซัพพอร์ตเรา
พอมันขยับสเต็ปขึ้นมาหน่อย มันเป็นอีกหนึ่ง chapter ของเรา ที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เราอยากมีงานเฉลิมฉลองกัน เราอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าความรักของเรานี่แหละเข้มแข็ง มั่นคง มันก็คือวันที่ 10 ม.ค. 2025 ที่เราจัดงานแต่งงานกัน มีสักขีพยานเยอะมาก มีเพื่อนๆ มีครอบครัวเรามาร่วมอวยพร มาร่วมแสดงความยินดีกับเราเยอะมาก เราก็รู้สึกมั่นคงมากขึ้น
และสุดท้าย เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 เรารู้สึกมั่นคงอย่างที่สุดเลย เพราะว่าเราในฐานะ LGBTQ+ เราได้รับการยอมรับ เราได้รับการอนุญาต ให้สร้างครอบครัวอย่างมั่นคง และแข็งแรงแล้ว”
ความรักเหมือนกัน ทำไม?ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น
กฎหมายฉบับนี้ พอร์ชมองว่า เป็นเหมือนเข็มขัดนิรภัยเวลานั่งรถ ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็จะมั่นใจได้ว่า เข็มขัดนิรภัยนี้ จะคอยช่วยเราทั้งคู่ไว้
“จะเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า ถ้าวันนึงเรานั่งอยู่บนรถบัสคันนึง ในฐานะผู้โดยสาร ก็มีคู่อื่นๆ เขาก็นั่งอยู่เหมือนกับเรา เป็นรถบัสครอบครัวที่วิ่งกันไป เราเป็นกลุ่มคนที่ให้นั่งได้เฉยๆ แต่ไม่อนุญาตให้คาดเข็มขัดนิรภัย ถามว่ายังนั่งต่อไปได้ไหม นั่งต่อไปได้ ถึงจุดหมายเหมือนกันไหม
แต่ถ้าวันนึง บนรถบัสคันนั้น เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา เราจะเป็นกลุ่มคนที่กระทบมากที่สุด เรารักกันต่อไปได้แน่นอน แต่วันนี้ ที่มีกฎหมายมาคุ้มครองเราแล้ว มันอุ่นใจขึ้นก็แค่นั้นเอง
จริงๆ มันเป็นเรื่องของ ศักดิ์ศรีของความเป็นคนมากกว่า ในเมื่อความรักมันเหมือนกัน เราไม่มีอะไรต่างกันในความรู้สึก ทำไมเราต้องเลี่ยงขนาดนี้ ทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้ เพื่อเราจะสร้างครอบครัวของเราไป
วันที่เราขึ้นรถบัสของครอบครัวคันนั้นมา แทนที่เราจะนั่งปุ๊บ แล้วเราควรจะคาดเข็มขัดได้ หรือบางคนรู้สึกไม่อยากคาด กฎหมายฉบับนี้ยังไม่อยากเซ็น ทุกคนควรจะได้เลือก แต่ไม่ใช่ที่นั่งของเรามันไม่มี”
หลังจากที่เป็นคนคนเดียวกันในทางกฎหมายแล้ว นอกจากจะวางแผนว่าจะทำธุรกิจร่วมกันแล้ว ทั้งคู่ก็บอกว่า อาจจะร่วมกันซื้อเรือนหอใหม่ ในการสร้างครอบครัว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วย
แม้ก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ มาโอบรับความหลากหลายทางเพศ ทั้งคู่ก็ยังพอสามารถทำธุรกรรมร่วมกันได้บ้าง แต่พอร์ชก็มองว่า มันยากกว่าคนอื่นๆ มากๆ
“มันสามารถทำได้ แต่ใช้คำว่าเหนื่อย และยากเย็นกว่าครอบครัวแบบอื่น ครอบครัวแบบที่ส่วนมากในสังคม เราสามารถกู้ร่วมกันได้ แต่ต้องใช้หลักฐานมหาศาล ว่าเรารัก และเราร่วมชีวิตกันจริงๆ มากกว่าคนอื่น”
เช่นเดียวกับอาม ที่บอกว่า มันยากมากจริงๆ ในขณะที่คนอื่นสามารถใช้คำว่าคู่ชีวิต คู่สมรสกันได้ แต่ทำไมเราทั้งคู่จึงจะใช้ไม่ได้ ในเมื่อมันก็เป็นสวัสดิการ ที่เราทุกคนควรจะได้
“หรือบางทีในแง่ธุรกรรม ในแง่ของการเงิน ธุรกิจ มันอาจจะไม่ใช่คำว่าคู่สมรสคู่ชีวิตแล้ว มันอาจจะเป็นคำว่าหุ้นส่วน มันอาจจะเป็นคำอื่นที่ต้องเลี่ยงกันไป แล้วเราก็ต้องพยายามมาก หรือแม้แต่เรื่องสุขภาพ เรื่องสวัสดิการทางด้านสุขภาพ เราอาจเป็นในฐานะคู่สมรสคู่ชีวิตไม่ได้แล้ว อาจจะเป็นแง่ของบุคคลกับบุคคล ที่เราอาจจะต้องสู้กันไป”
อามบอกอีกว่า ถึงไม่มีกฎหมายฉบับนี้ออกมารองรับ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรารักกันไม่ได้ แต่การมีกฎหมายมารองรับ ทำให้เราสร้างครอบครัวได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น เพราะทั้งคู่วางแผนสร้างครอบครัวอย่างมั่นคง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจ การมีทรัพย์สินร่วมกัน เรื่องมรดก รวมถึงเรื่องสวัสดิการของคู่สมรสในการรักษาพยาบาล ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าอุ่นใจขึ้นมาก เพราะสามารถเป็นคนคนเดียวกันในทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์แล้ว
“คือจริงๆ แล้วความรัก มันขึ้นอยู่กับคน2คน ย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีที่ เราก็รักกันดี แล้วเราก็ develop ความสัมพันธ์ของเรา ในแง่ของคน2คน เราก็developมันขึ้นไป ในแง่ของครอบครัว เรา develop ไป
ในแง่ของสังคม เราไม่เคยปิดกั้น ว่าไม่ให้สังคมรับรู้ว่าเราคือแฟนกัน เราคือคน2คน ที่อยากจะใช้ชีวิตไปด้วยกัน จนแก่จนเฒ่า เราไม่เคยปิดบังอะไร
เรามองแค่ว่า ถ้าไม่มีกฎหมาย ถ้าวันนี้ยังมาไม่ถึง เราก็ใช้ชีวิตกันต่อไป ครอบครัวก็พร้อมซัพพอร์ตเราเสมอ พี่น้องเพื่อนก็พร้อมซัพพอร์ตเราเสมอ สังคมก็พร้อมซัพพอร์ตเราเสมอ
เราเชื่อว่ากฎหมายมาเพื่อเติมเต็ม ในสิ่งที่เป็นเรื่องสิทธิ ที่เราควรจะได้รับในแง่ของกฎหมาย สวัสดิการที่เราควรจะได้รับ แต่ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่เป็นไร เรารักกันได้ เรายังรักกันเหมือนเดิม”
นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังบอกอีกว่า กฎหมายเป็นสื่อกลางที่จะช่วยให้สังคมเข้าใจความรักของกลุ่ม LGBTQ+ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โดยเฉพาะการมีตัวตนอยู่ในสังคม ที่ไม่ได้ผิดแปลกไปจากมนุษย์คนอื่น
“ลูก” คือสเต็ปต่อไปในชีวิตคู่
สำหรับสเต็ปต่อไปในชีวิตคู่ เรื่องการอุปการะลูก ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการวางแผนครอบครัวของทั้งคู่ แต่ทั้งคู่ก็บอกว่า ก็ต้องอยู่ที่ความพร้อมด้วย
เพราะในปัจจุบันนี้ การที่จะเลี้ยงดูเด็กสักหนึ่งคนให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในสังคม ต้องใช้สรรพกำลังอย่างสูงมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องดูให้พร้อมจริงๆ ก่อนถึงจะตัดสินใจได้
แม้จะสามารถใช้สวัสดิการต่างๆ หาหมอ การธุรกรรม เหมือนคู่อื่นแล้ว แต่พอร์ชก็มองว่า ในเรื่องของการมีลูก ของคู่รักเพศเดียวกัน ยังไม่ครอบคลุมเท่าไหร่นัก
“แต่ตอนนี้ ใช้คำว่า 99% เลย ขาดแค่เรื่องอุ้มบุญ ที่ยังต้องแก้ไขกันต่อ อีกนิดนึงเท่านั้นเอง ยังไม่ละเอียด ยังต้องปรับอีกนิดนึง นอกนั้นสิทธิและหน้าที่ทุกอย่างในฐานะคู่สมรสเหมือนกันแล้ว สำหรับประชาชนไทยทุกคนที่ใต้กฎหมายฉบับนี้ครับ
อย่างตอนนี้ สามารถรับบุตรบุญธรรมได้ทั้ง 2 คนแล้ว เมื่อก่อนจะรับได้ฝ่ายเดียว ก็ถ้าใครพร้อมแล้ว อยากให้โอกาสมนุษย์คนอื่น อีกคนนึง ยังมีเด็กกำพร้า หรือใครก็แล้วแต่ อันนี้ก็ส่งเสริมเต็มที่เลยนะครับ แบ่งปันความพร้อมของคุณ
แต่ในเรื่องอุ้มบุญ จะยังมีกฎหมายdetailเรื่องบุพการีลำดับแรกอะไรอย่างนี้อยู่ อาจจะศึกษาในเชิงรายละเอียดกันต่อไป แล้วก็ปรับแก้ แต่ใครที่พร้อมแล้ว ยินดีด้วยมากๆ แล้วก็อยากให้แบ่งปันความพร้อม แบ่งปันความรักให้คนอื่น สร้างครอบครัวที่พร้อมและโชคดี”
แม้จะเป็นคนชอบเด็กทั้งคู่ และอยากมีลูก แต่อามก็ยังมองว่า ในแง่ของเรื่องการอุ้มบุญ กฎหมายไทยก็ยังไม่ได้รองรับ ในฐานะคู่สมรสเพศเดียวกัน ก็เลยยังไม่ได้แพลนกันว่า จะเป็นมาเป็นบุตรบุญธรรม หรือ อุ้มบุญ ตอนนี้จึงสนุกกับการเลี้ยหลานๆ ไปก่อน
“จริงๆ รักเด็ก ตอนนี้เล่นกับหลานอยู่ เลี้ยงหลาน แต่จริงๆ การที่เราจะมีมนุษย์เพิ่มอีกหนึ่งคน มาอยู่ในครอบครัวเรา ต้องใช้ความพร้อมอย่างมาก ในสังคมปัจจุบันนะครับ
ถามว่าคุยกันไหม คุยกัน แพลนกัน แต่แพลนนี้ มันก็ต้องมากับความพร้อมของเรา อย่างมากเลย เพราะมันคือหน้าที่ความรับผิดชอบที่เราจะต้องเลี้ยงดูมนุษย์หนึ่งคน สองคน ให้เติบโต ไม่ใช่แค่เลี้ยงตอนเด็กๆ ด้วยนะ ทุกวันนี้ก็ยังคุยกันอยู่เลย ยังคิดไม่ตกเลยว่าจะยังไงดี
คู่ไหนถ้าคุณพร้อมเอาเลย ทำได้เลยเต็มที่ แต่ต้องมั่นใจก่อนนะครับว่า คุณพร้อมอย่างจริงจัง คุณพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว การเลี้ยงดูบุตรหรือมนุษย์คนนึง มันไม่ใช่ 3 ปี 5 ปี จบไปนะ เราต้องเลี้ยงดูเขาทั้งชีวิตเลย
นั่นหมายความว่าความรักที่มา มันจะมาพร้อมกับหน้าที่ ความรับผิดชอบด้วย เพราะฉะนั้นอย่างที่เราบอกแหละว่า เราจะต้องรอให้ทั้ง2คนพร้อมที่สุดก่อน เราจะต้องรอให้กฎหมายพร้อมที่สุดก่อน มันยากนะ ในการฝ่าฟันใช้ชีวิต และรอกฎหมายครับ”
เช่นเดียวกับพอร์ช ที่ยืนยันว่า ตัวเองนั้นก็เป็นคนรักเด็กเหมือนกัน แต่การจะเลี้ยงคนหนึ่งคนให้เติบโตมา ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องพร้อมจริงๆ ถึงจะมีลูกได้
“เรารักเด็ก แต่เขาจะไม่ได้อยู่เป็นตัวน้อยๆ วิ่งเล่นอย่างนี้กับเรา แค่ไม่กี่ปีเขาจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราพร้อมแล้วใช่ไหม ที่เราจะดูแลเขา ในภาวะเด็กน้อย วัยรุ่น อะไรไปเรื่อยๆ ต้องถามตัวเองเยอะๆ ว่าพร้อมไหม แต่ถ้าถามว่าอยากมีไหม อยาก
ถ้าเอาเรื่องอายุ จริงๆ ก็ควรจะมีแล้วนะ(หัวเราะ) เป็นเรื่องความพร้อมมากกว่าครับ ในหลายๆ ด้านเลย ก็คือไม่อยากกดดันตัวเอง ว่าภายในกี่ปีๆ เอาจริงมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องพร้อม สำหรับทุกคนเลยนะ ไม่ใช่แค่เรา
เอาเป็นว่ารอให้ทั้งเรา และกฎหมายพร้อมที่สุดดีกว่า เพราะว่าบางทีถ้ายังไม่พร้อม ทั้งเราและกฎหมาย เดี๋ยวขลุกขลัก แล้วพอเดี๋ยวเรามีมนุษย์อีกคนนึงมาแล้ว แล้วเขาต้องฝ่าฟันไปกับเราด้วย เราเคยฝ่าฟันมาแล้ว”
แม้ทั้งคู่อยากมีลูกกันมากแค่ไหน แต่ทั้งคู่ก็มองว่า จุดสูงสุดของการสร้างครอบครัว ไม่ได้อยู่ที่การมีทายาท โดยเฉพาะพอร์ชที่มองว่า ถ้าในวันข้างหน้า เราไม่ได้มีลูกเป็นของตัวเองจริงๆ เราก็สามารถแบ่งปันความรักเหล่านั้น ให้กับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ได้เช่นกัน
“จุดสูงสุดของการสร้างครอบครัวสำหรับผมนะ ไม่ได้อยู่ที่การมีทายาท เราสามารถแบ่งความรักของเรา ให้น้องเรา หรือให้มนุษย์คนอื่นๆ ด้วยหลายวิธี
บางทีเขาไม่จำเป็นจะต้องเป็นพอร์ช-อามจูเนียร์ก็ได้ ที่เราจะเลี้ยงดูเขา มันสามารถมีวิธีอีกมากมาย ที่เราจะเผื่อแผ่ความพร้อมไปให้มนุษย์คนอื่น ได้ในรูปแบบต่างๆ หลายคนถามว่าจะมีลูกไหมในครอบครัว สำหรับผมไม่ได้มองว่า การมีทายาทคือสิ่งสูงสุด ในการสร้างครอบครัวครับ”
จับมือกันไปจนแก่เฒ่า เคล็ดลับคู่รักในอุดมคติ
ความรักอันยาวนานและมั่นคงของ พอร์ชและอาม เป็นสิ่งที่โซเชียลฯ ต่างชื่นชม เพราะทั้งคู่ถือเป็นคู่รักLGBTQ+คู่แรกๆ ที่เปิดเผยต่อสังคม
ส่วนเคล็ดลับ ในการครองรักกัน มาอย่างยาวนาน ถึง 17 ปี ทั้งคู่บอกว่า มีเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกัน ด้วยการตั้งธงไว้ในใจว่า อยากอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า
ดังนั้นพอมีธงแบบนี้ในใจที่ตรงกันแล้ว ไม่ว่าจะเกิดปัญหาเกิดปัญหาอุปสรรคอะไรในชีวิต ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะจับมือกันเดินไปให้ถึงธงนั้น โดยไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคขวากหนาม นี่แหละคือเคล็ดลับในการครองคู่ชีวิตรักของพอร์ช-อาม ที่หลายคนยกให้ ว่าเป็นคู่รักในอุดมคติ
สิ่งที่หลายคนยกให้ ว่าเป็นคู่รักในอุดมคตินั้น ทั้งคู่ก็บอกว่าขอบคุณมากๆ โดยเฉพาะอามที่บอกว่า โชคดีด้วยที่ครอบครัว และคนรอบข้างเข้าใจ และเป็นแรงซัพพอร์ตที่ดีเสมอมา
“ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่บอกว่าเราเป็นคู่รักในอุดมคตินะครับ แต่ต้องบอกว่าเราโชคดี ที่พื้นฐาน ที่เป็นหน่วยเล็กที่สุด คือครอบครัว เข้าใจเรา พอครอบครัวเข้าใจเรา เพื่อนฝูงเข้าใจเรา เราได้รับการสนับสนุน เราได้รับแรงซัพพอร์ตจากหน่วยที่เล็กที่สุด
เราก็สามารถส่งต่อความรัก เราสามารถส่งต่อ massage ที่อามเชื่อว่า เป็นประโยชน์ต่อสังคม ออกไปได้ผ่านสิ่งที่ทุกคนเห็นนั่นแหละว่า เราเป็นคู่ที่รักกัน
เราตั้งธงเอาไว้ ว่าเราอยากจะใช้ชีวิตกันไปจนแก่จนเฒ่า เราอยากจะดูแลกันไป จนบั้นปลายของชีวิต เราเลยเซ็ตธงอันนี้ไปปักก่อน แล้วเราก็พยายามจับมือกันเดินไป จะเดินบ้าง วิ่งบ้าง ขรุขระบ้าง
แต่สุดท้าย เรามีธงปักเอาไว้เป็นปลายทางของเรา ไม่ว่าจะเกิดอุปสรรค ขวากหนาม ไม่ว่าจะมีความสุข ความทุกข์อะไรใดๆ เราก็จะจับมือกันไปหาธงนั้นแหละ เรียกว่าเคล็ดลับก็ได้ เรียกว่าจุดมุ่งหมายของเราก็ได้ ที่เราอยากจะใช้ชีวิตคู่ของเราไปถึงตรงนั้น”
เช่นเดียวกับพอร์ช ก็บอกว่า เป็นเกียรติมาก และต้องขอบคุณมากๆ ที่หลายคนมองว่าเราเป็นคู่รักตัวอย่างที่ดี แต่ในคำว่าอุดมคติของใครหลายๆ คน ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่มุมรักหวานชื่น มุมทะเลาะกันก็มี แต่ที่ทำให้จับมือแน่นมาถึง17ปี คือการรับให้อภัยกันและกัน
นอกจากคำว่าคู่รักในอุดมคติที่คนมอบให้แล้ว พอร์ชเองก็หวังว่า หลายคนจะได้ข้อคิดในคู่ของเรา ไปปรับใช้ในคู่ของตัวไม่มากก็น้อย
“ต้องขอบคุณมากเลย เป็นเกียรติมาก แต่ว่ามันอุดมคติขนาดนั้นไหม มันมีแน่นอนการทะเลาะกัน การไม่เข้าใจกันอะไรอย่างนี้ แล้วเราก็พยายามบอกนะ ว่าเราทะเลาะกันบ่อย เราไม่ได้หวานกันตลอดเวลา ไม่ได้ต้องมานั่งจับมืออย่างนี้ตลอด
แต่ในโมเมนต์ที่เราโกรธกัน เราจะพยายามนึกถึงอะไรอย่างนี้ แล้วเราก็จะเติบโตไปด้วยกัน ว่าเรายังอยากไปถึงภาพที่เราอยากเห็นไหม ก็คืออยู่กันไปจนแก่จนเฒ่า อยู่คอยช่วยเหลือกัน คอยอยู่ข้างๆ กันในบั้นปลาย
ถ้าเรายังอยากอยู่ตรงนั้น เรารีบเคลียร์ให้อภัยกัน แล้วเราก็กลับมาจับมือกัน อันนี้แหละผมก็เลยมองว่า เป็นเกียรตินะครับ ถ้าจะมองว่า นี่คืออุดมคติ ก็อยากให้ได้อะไรไปนิดนึง ไปปรับใช้ได้ก็จะยิ่งภูมิใจมากครับ”
พอร์ชบอกอีกว่า อยากเป็นหนึ่งโมเดลในการใช้ชีวิตคู่ ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ครอบคัวไหนที่รู้สึกว่า ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซนที่ดี ก็สามารถสร้างครอบครัวที่โชคดีให้กับตัวเองได้
“หลายคนถามว่า เคยเจอเรื่องบูลลี่ หรือการกดดัน หรือการไม่เข้าใจกันของครอบครัวไหม เราทั้งสองครอบครัวโชคดีมาก ที่พ่อแม่เราไม่เคยมองว่าเราเป็น LGBTQ+ หรือเป็นอะไรเลย มองแค่เป็นมนุษย์คนนึงที่อยากสร้างครอบครัว มีความรัก ก็เหมือนคนอื่น เหมือนลูกคนนึงแค่นั้น โชคดีจัง
บ้านผม แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่ด้วยกันเหมือนเป็นเพื่อนกัน เป็นทั้ง แม่ทั้งเพื่อน ทั้งพี่สาว ทุกสิ่งทุกอย่างเลย ผมว่าก็เลี้ยงมาปกติ เหมือนแม่ดุลูก บังคับให้ตั้งใจเรียน เพียงแต่ผมว่า เขาไม่คาดหวังมากกว่า ว่าชีวิตลูกจะต้องดำเนินไปแบบนี้ เขาแค่บังคับ หรือเลี้ยงดูลูก ให้ลูกมีความสุขมากกว่าแค่นั้น
กับคนอื่นที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่โชคดีแบบนี้ เราสร้างได้นะ ไม่ต้องไปหวังกับคนรุ่นที่เขายังไม่ได้เข้าใจเรา ไม่เป็นไร ให้เวลาเขา แต่เราสามารถสร้างครอบครัวที่โชคดีแบบนี้ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราได้ ให้เขาไปบอกเพื่อนเขาตอบไปว่า ผมโชคดีจัง ที่เกิดมาในครอบครัวที่เข้าใจ
อย่างหลาน เราก็จะคุยกับพ่อแม่ของหลานแล้วว่า ลูกถามแบบนี้ จะตอบยังไง เราก็จะแชร์ความคิดเห็นกัน มีหมดเลยนะ ตั้งแต่ 3 ขวบ 4 ขวบ 6 ขวบ 8 ขวบ
นี่คือรูปแบบนึงของความรัก นี่คือรูปแบบนึงของครอบครัวในสังคม ไม่มีส่วนมาก ไม่มีส่วนน้อย ไม่มีปกติ ไม่มีผิดปกติ แค่รูปแบบนึง
ไม่ได้ต้องมาบอกแม่ว่าผมเป็นอะไร แต่ผมเคยคิดตลกๆ อย่างนี้ว่า ถ้าวันนึง ผู้ชายคนนึง ถึงวัยนึง 15 ปี ก็ได้ 17 ปี ก็ได้ ต้องเดินกลับไปบอกพ่อแม่ว่า พ่อแม่ครับ ผมขอโทษนะ ผมชอบผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายครับ แล้วมาบอกทำไมอ่ะ ก็เป็นไปสิ LGBTQ+ วันนึงผมก็อยากให้ครอบครัวรู้สึกเหมือนกันว่า อ้าวมาบอกทำไมว่าเป็นอะไร ก็เป็นไปสิ แค่นี้เอง”
ส่วนอามเอง ก็มองว่า พ่อแม่ยุคใหม่ ก็พยายามปลูกฝังลูกๆ ให้เข้าใจว่า นี่คือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคม และไม่ใช่เรื่อแปลกอะไร
“คือจริงๆ อามว่าครอบครัวยุคใหม่ เป็นครอบครัวที่พ่อแม่ยุคใหม่ เริ่มให้ความรู้กับลูกๆ ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นใคร คนนี้เป็นอย่างนี้ คู่นี้เป็นแบบนี้ เขาเป็นเพศเดียวกันที่รัก อามว่ามันไม่ใช่ชุดความรู้นี้แล้ว
แต่ชุดความรู้ที่ครอบครัวยุคใหม่ ที่พยายามสื่อสารออกไป แล้วพยายามสอนลูกๆ มันจะเป็นชุดความรู้ที่ไม่ได้บอกว่าเขาแปลก แล้วเธอต้องเข้าใจ แต่พยายามให้เด็กๆ เรียนรู้ว่า นี่คือเรื่องปกติ
บ้านอามเป็นครอบครัวขนาดกลางครับ ก็จะมีคุณพ่อคุณแม่ พี่ชายน้องชาย มีคุณย่า คุณป้า อยู่ด้วยกัน ครอบครัวเราอบอุ่นนะ เวลาเราไปไหน เราไปด้วยกัน เราทำกิจกรรมร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่พาไปเที่ยวทั้งบ้าน อามว่าเป็นครอบครัวที่ หลายๆ คนใฝ่ฝันว่าอยาจะมีแบบนี้แหละ
พ่อแม่เลี้ยงดูอามมาด้วยความเข้าใจ เขาไม่เคยตัดสินอะไรเรา เขาปล่อยให้เราทำในสิ่งที่เราชอบ แต่ก็อยู่ในกรอบเล็กๆ ของเขา กรอบบางๆ นิดหน่อย อะไรที่มันออกนอกกรอบไป เขาก็อาจจะแนะนำ คอยเตือนเรา เข้ามาอยู่ในสิ่งที่มันควรจะเป็น
บ้านอามไม่ได้ถาม ไม่ได้ตัดสินว่าเธอเป็นอะไร เธอจะต้องมา come out อามไม่มีโมเมนต์นั้นเลย อามโชคดีที่พ่อแม่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอึดอัดอะไร แล้วเขาtreatเราเป็นแค่ลูกคนนึง โดยที่ไม่ได้ระบุด้วยซ้ำว่า เธอจะต้องเป็นเพศนี้เท่านั้น เธอจะต้องทำตัวแบบนี้ เขาไม่ได้สร้างบรรยากาศอึดอัดแบบนี้ให้เรา เราเลยรู้สึกสบายใจเวลาเราอยู่ที่บ้าน”
LGBTQ+ รักฉาบฉวย เป็นความคิดที่เชย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การยอมรับ และความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ของสังคมไทย ยังมีไม่มากเท่ากับในตอนนี้ ความรักของ LGBTQ+ จึงมักถูกเหมารวม ว่าเป็นความรักที่ “ฉาบฉวย”
แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่จริงเสมอไป ยกตัวอย่างคู่รักคู่นี้ ที่ครองรักกันมานานถึง 17 ปี แถมยังถือว่าคู่รัก LGBTQ+ ในอุดมคติ ต้นแบบของประเทศไทยอีกด้วย
อามช่วยสะท้อนถึงการถูกเหมารวมนี้ด้วยว่า ความคิดนี้ควรถูกทำความเข้าใจใหม่ เนื่องจากความรักคือความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนเพศไหน มันก็คือความรัก ปัจจัยสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ
“อามว่าเรื่องความรัก จะบอกว่า LGBTQ+ คบกันฉาบฉวย ไม่ยั่งยืน อามว่าอันนี้เป็นชุดความคิดที่ผิด บอกได้เต็มปากเลยว่ามันผิด เป็นชุดความรู้ที่เชย ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร เราเห็นหมดนะ ไม่ว่าจะเป็นเพศชายเพศหญิงคบกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันคบกัน
ความสัมพันธ์มันขึ้นอยู่กับแค่2คนแค่นี้แหละ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเพศ แล้วมันจะฉาบฉวย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นอายุแล้วจะฉาบฉวย ไม่ได้ไปขึ้นอยู่กับว่าเป็นเชื้อชาต ไม่ใช่นะ ปัจจัยพวกนี้เป็นปัจจัยแบบรองๆ เลยครับ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือความสัมพันธ์ของคน 2 คนมากกว่า คุณเข้าใจกันไหม คุณคลิกกันไหม คุณใส่ใจกันใหม่detailอันนี้มันเป็นdetailที่สำคัญมากกว่าที่จะบอกว่าคุณคือเพศเดียวกัน แล้วคุณจะคบกันแบบฉาบฉวย เพราะฉะนั้นก็วนกลับมาว่า เรื่องเพศไม่เกี่ยวแล้ว อยู่ที่ mindset และ attitude แล้ว”
เช่นเดียวกับพอร์ช ที่ก็มองว่า สำคัญคือทัศนคติที่มีต่อกันมากกว่า เรื่องเพศไม่บอกได้ ว่าจะเป็นความรักที่ฉาบฉวย หรือรักที่มั่นคง
“สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องว่าเพศไหนกับเพศไหน มันคือทัศนคติของคน2คนมากกว่า ถ้าคุณเป็นเพศเดียวกัน แล้วมีทัศนคติว่า เราไปได้ไม่นานหรอก มันจะไม่นานจริงๆ
แต่ถ้าคุณมีทัศนคติร่วมกัน โดยที่ไม่คิดอย่างนั้นแล้ว เราลบสิ่งนั้นออกไปก่อน ว่าคนเพศเดียวกัน ต่างเพศกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ จะยาวจะสั้น มองแค่เรา2คน อยากได้ภาพ อยากไปถึงจุดไหน อันนั้นคือปัจจัยที่สำคัญมากกว่า”
นอกจากเรื่องเพศแล้ว เรื่องอายุ ก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่า จะเป็นควาารักที่ไม่ยั่งยืน แม้ทั้งคู่จะอายุห่างกัน 11 ปี แต่เรื่องอายุ ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคในชีวิตคู่เลย ถึงแม้อามจะบอกว่า ตอนคบกันแรกๆ ก็เคยคิดเหมือนกัน ว่าเรื่องอายุจะเป็นอุปสรรค
“อุปสรรคเรื่องอายุ ที่จริงเราห่างกัน11ปีนะครับ คบกันแรกๆ คิดว่าจะมี แต่สุดท้ายแล้วไม่มี ก็ต้องบอกว่าพี่พอร์ช จะมีลักษณะนิสัย ที่จะลงมาเป็นเด็กหน่อย อามก็จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย มันแมตช์กันได้ดีมากครับ เพราะฉะนั้นอุปสรรคด้านอายุ เราตัดไปเลย”
แม้ระหว่างทางจะมีขัดแย้ง หรือทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ทั้งคู่ก็ใช้วิธีการสื่อสารพูดคุย และรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน และพร้อมจับมือกันไปในที่สุด
“สิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามตัวเอง คือเราเถียงกันไปทำไม เราทะเลาะกันไปทำไม คือถ้าเถียงกันด้วยเหตุและผล สุดท้ายมันก็จะจบไป แล้วก็จำนนกันไปด้วยเหตุและผล
แต่ถ้าสมมติเราเถียงกันด้วยอารมณ์ ว่าเราอยากจะชนะเขา ไม่ได้ฉันไม่ยอม มีอยู่ครั้งนึง เถียงกันไปแล้วมันไม่จบ มันเถียงแล้วมันวนไปวนมาไม่จบ แล้วอามก็เลยถามเขาว่า นี่เราต้องการอะไร เราเถียงกันไปเราต้องการอะไร อยากทำอะไรบอกมาสิ
เสียเวลามากเลย 2-3 ชั่วโมง นั่งเถียงกันอยู่เนี่ย พอรู้สึกตัวแล้ว ก็ step out ออกมา โอเคอย่างนั้นเดี๋ยวหาโซลูชั่นกัน แล้วก็ไปใช้ชีวิตกันต่อ
เราทะเลาะกันทุกวัน เราเถียงกันทุกวัน แต่อามมองว่า การที่เราเถียงกัน การที่เราทะเลาะกัน มันเป็นการเรียนรู้กันไป เหมือนที่เราอัปเดตชีวิตเราไปเรื่อยๆ เพราะเราต่างฝ่ายต่างเติบโตมาในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูที่ต่างกัน เราเติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน
เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่คน 2 คน เติบโตมาในครอบครัวที่ต่างกัน แล้วอยู่ดีๆ จะมีลักษณะนิสัยที่มันเหมือนกันไปหมดเลย มันเป็นไปไม่ได้ การเถียงกัน การทะเลาะกัน มันทำให้เราได้รู้ว่า อ๋อ..เขาคิดแบบนี้ เขามีลักษณะนิสัยแบบนี้ เขาอยากทำแบบนี้ ต้องการแบบนี้ แล้วทำให้เราได้ปรับกัน ได้จูนกันไปเรื่อยๆ
ถามว่าตอนนี้คบมา 17 ปีแล้วครับ ก็ยังต้องอัปเดตกันเรื่อยๆ อีกไหม ต้องนะ ต้องไปเรื่อยๆ เพราะบางทีมันก็ยังมีบางจุดที่แบบ 17 ปี เรายังไม่เคยเห็นมุมนี้ของเขาเลยด้วยซ้ำ
ที่จริงเราคุยกันถึงแพลนในอนาคตของเราเรื่อยๆ นะครับ ว่าเรามองอนาคตของเราไว้เป็นยังไง เรามองเรื่องครอบครัวของเราไว้เป็นยังไง เรามองเรื่องความสัมพันธ์ของเราไว้เป็นยังไง เราก็คุยกันเรื่อยๆ แล้วก็อัปเดตกันเรื่อยๆ เป็นแบบ Year Review ว่าเดี๋ยวอนาคตจะเป็นยังไง เดี๋ยวเราจะมีแพลนแบบนี้ๆ เดี๋ยวพี่จะแพลนเรื่องแม่แบบนี้ เราจะแพลนเรื่องชีวิตแบบนี้ เราจะมีพี่มีน้องนี้ๆ
คือเรามองภาพของครอบครัวครับ ให้มันอัปเดตไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วธงที่เราตั้งไว้ว่า เราอยากจะอยู่กันไปจนแก่จนเฒ่า มันก็ยังมีธงนี้ เป็น gold หลักของเราอยู่ดี”
การจะฝ่า คำว่ารักฉาบฉวย จริงๆ ก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะแน่นอนว่าตลอดระยเวลา ที่คบกันมา จนจดทะเบียน ใช้ชีวิตคู่กันอย่างเป็นทางการ อย่างที่บอกว่า ก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่ที่ทำให้ก้าวผ่านมาได้ พอร์ชพูดเสริมอีกว่า การลดอีโก้ลง ต่างคนต่างถอย และที่สำคัญคือ ต้องคุยกันด้วยเหตุและผล
“ต่างคนต่างถอยก่อน ผมก็จะนอนก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยกัน เขาก็จะยอมบางทีแหละก็จะยอม แต่ก่อนนอนเราก็มีกิจวัตร ที่ไม่ว่าจะทะเลาะ หรือไม่ทะเลาะ ไม่ว่ายังไง เราต้องทำทุกคืน คือเราจะกอดกัน แล้วบอกรักกันว่า พี่รักอามนะ
บางทีโกรธจนขอนอนก่อน เขาก็จะถามแล้วว่าจะบอกไหม(หัวเราะ) จะนอนก็ได้ จะแยกก็ได้ แต่ถามว่าบอกหรือยัง ก็เลยโอเค เราก็กอดกัน พี่รักอาม อามก็รักนะ
พอเราบอก ไอ้ความโกรธ หรืออารมณ์ที่มันเป็นอีโก้ของเราอยู่ มันจะค่อยๆ เล็กลง จริงๆ เรารักกันนี่หว่า เราต้องการอะไร พรุ่งนี้เช้า เราค่อยเย็นลง เราค่อยมาจบเรื่องนั้นไป
มันก็เลยเหมือนมาเจอกันตรงกลางว่า ไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่ หรือก็ไม่มีใครเป็นเด็ก ทุกคนเป็นทั้งผู้ใหญ่และเด็กในคนเดียวกัน ในวันที่เขางอแง ผมเป็นผู้ใหญ่ แต่วันที่ผมงอแง เขาเป็นผู้ใหญ่ มันเลยเหมือนบาลานซ์กันได้”
เส้นทางความรัก ที่โรยไปด้วยไซเบอร์บูลลี่
ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีก่อน คู่นี้เคยทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแต่งงานกันไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกพูดถึงไม่น้อยจากชาวโซเชียลฯ
เพียงแค่คลิปที่ทั้งคู่คุกเข่าขอแต่งงานกัน แล้วถูกโพสต์โดยเพื่อนๆ ในหลากหลายช่องทางโซเชียลฯ จนเกิดเป็นไวรัล แฮชแท็ก #พอร์มอาม ขึ้น
แต่กลายเป็นว่า เพื่อนๆ ที่โพสต์ไปเพียงแค่อยากแสดงความยินดี กลับกลายเป็นว่า ทั้งคู่ต้องเจอกับไซเบอร์บูลลี่หนักมาก ในสมัยนั้น เพราะด้วยความที่สมัยนั้น เรื่องความรักของ LGBTQ+ ยังไม่ได้เปิดกว้างเท่ากับตอนนี้
“11 ปีที่แล้ว ผมขอเขาแต่งงาน แล้วเพื่อนถ่ายคลิปไว้ ก็แชร์ดูกันสุดท้ายมันก็ไวรัลด้วยตัวของมัน ตื่นเช้ามาก็ตกใจ โห..มีอะไรมากระหน่ำมาหมดเลย คอมเมนต์
ผมมองว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่ยอมเห็นได้ แต่ไม่ได้ยอมรับ พอเห็นปุ๊บ ด้วยความที่ไม่ยอมรับ เขาก็จะพยายามทำยังไงก็ได้เพื่อผลักสิ่งนี้ออกไป สิ่งที่ทำได้ในอินเทอร์เน็ตก็คือ การพูดแรงๆ คอมเมนต์แรงๆ เหยียดแรงๆ เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย ว่าสิ่งนี้มันออกห่างจากตัวเราไปแล้ว สังคมวิปริตไปแล้ว มีทุกรูปแบบ ครอบครัวแตกสลายไปแล้ว
แต่มาปัจจุบันนี้ ถามว่ามันยังมีอะไรแบบนั้นอยู่ไหม มันก็ยังมี แต่น้อยลง แต่ยังมีแหละ แม้กระทั่งจดทะเบียนสมรสกันไปแล้วก็ยังมีอยู่”
อามบอกว่า จากไซเบอร์บูลลี่ ตอนนั้น ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะอยู่ที่ 80% - 90%เลยทีเดียว ที่ชาวโซเชียลฯ ไม่เพียงแต่ไม่มายินดีกับโมเมนต์ที่น่ายินดีนี้ กลับกลายเป็นว่า ต้องมาโดนคำด่าหยาบคาย จากใครก็ไม่รู้ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“เมื่อเทียบสัดส่วน ย้อนกลับไปตอนที่เขาขออามแต่งงานเมื่อ11ปี ที่แล้ว วันนั้นไซเบอร์บูลลี่ น่าจะ 80 - 90% เลยครับ ที่ไม่ได้มาร่วมยินดีกับเรา ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เข้าใจว่าผู้ชาย2คนนี้มาทำอะไร ทำไมผู้ชายสองคนถึงต้องมาคุกเข่าขอแต่งงาน ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในประเทศไทย สังคมเสื่อมเสียแน่นอน ไปไกลจนถึงคำหยาบคาย มีหมด ทุกรูปแบบ
แต่พอมายุคปี 2025 ก็ถือได้ว่าไซเบอร์บูลลี่ คือน้อยลงไปเยอะมากนะครับ ถ้าเทียบก็น่าจะสัก10% 5%ที่เหลืออยู่ ถามว่าเห็นไหม เห็น แต่ก็เลือกรับ เลือกเห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น
คนมาอวยพรเราเยอะมาก คนมาแสดงความยินดีกับเราเยอะมาก คนมาพูดในฐานะว่าเราเป็นinspirationให้กับเขา เยอะมากเลยนะ แล้วเราก็รู้สึกว่าได้พลังแบบนั้นกลับมา แล้วเราก็รู้สึกมีพลังที่จะขับเคลื่อน หรือจะสื่อสาร messages ที่เราอยากจะสื่อสารออกไป ได้อย่างแรงกล้า”
ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่ทั้งคู่คุกเข่าขอกันแต่งงาน เป็นเพียงคู่รักธรรมดาคู่นึงที่รักกัน และยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่พูดถึงมากถึงตอนนี้ และยังไม่ก้าวขาเข้าสู่วงการด้วยซ้ำ มันเลยทำให้ทั้งคู่ ค่อนข้างที่จะตกใจ กับฟีดแบ็กแรงๆ จากชาวโซเชียลฯ ในครั้งนั้น
โดยเฉพาะพอร์ช ที่ยอมรับว่า สลัดคำพูดออกเหล่านั้น ที่คนเข้ามาด่า ไปได้ยากกว่าอาม แต่ก็โชคดี ที่ได้อาม และครอบครัว คอยให้กำลังใจมาตลอด
“ตกใจมากกว่า เรื่องจังหวะส่วนตัวของเรา มันกลายเป็นสาธารณะขึ้นมา อันนั้นตกใจแล้ว เพราะเราไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะขอการแต่งงาน เพื่อให้ประชาชนคนอื่นมาเห็นด้วย ทีนี้พอคนอื่นได้เห็น กลายเป็นว่า ทำไมความรักของเรา ไม่ได้รับความยินดี ในเมื่อมันก็เหมือนคนอื่น ทำไมไม่ยินดี แล้วต้องเหยียบมันลงไปอีก
ผมเป็นพวกที่ชอบเก็บมาคิด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่สิ่งที่ได้กำลังใจสูงสุดก็คือครอบครัว เพราะมันเกิดไวรัลนั้นขึ้น มีคอมเมนต์ น้องผมที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ที่สนิทกัน มาหาที่บ้าน แล้วก็มาจับมือ แล้วก็บอกว่า ทุกคนอยู่ตรงนี้นะ ไม่ต้องสนใจคนอื่น
อามก็พูดว่า ตัวอักษรเหล่านั้น มันมาจากใครก็ไม่รู้ ที่ไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้มีค่าอะไรกับเราเลย เราไม่ได้รู้จักเขา เขาก็ไม่ได้รู้จักเราด้วยซ้ำ ทำไมเราจะต้องไปสนใจ หรือให้ค่าตัวอักษรพวกนั้นด้วย เขาก็แค่พิมพ์ อามและครอบครัว ช่วยเรื่องความรู้สึกนี้ไว้ได้เยอะมาก”
ส่วนอามเอง ที่ค่อนข้างจัดการกับดราม่า ที่ถาโถมเข้ามา ได้ค่อนข้างดีกว่า ก็บอว่า ยอมรับว่าเวลาเจอคำบูลลี่ ก็เสียใจบ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดจนรกสมอง ได้แต่คาดหวังว่า คนเหล่านั้น จะเข้าใจในอนาคต
“ต้องบอกว่า พี่พอร์ช เขาจะรับมา แล้วทิ้งออกไปได้ยากหน่อย ได้ช้ากว่า แต่อามรับเข้ามาปุ๊บ แล้วอามคิดเลยว่า ถ้ามันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับเรา ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับชีวิตคู่เรา อามจะทิ้งมันออกไปทันที มันเลยทำให้เราได้ให้กำลังใจเขาเสมอว่า ไม่เป็นไร คำพวกนั้น มันมาจากคนที่เราไม่รู้จัก บูลลี่ได้ ไม่เป็นไร แต่เราเลือกรับได้ เราเลือกที่จะฟัง แล้วเลือกที่จะมองได้
ก็มีความรู้สึกว่า คนเหล่านั้น เขาแค่อยากจะกดเรา เหยียบเราลงไป แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ในจุดที่เขาจะไม่เหยียบเราได้ ไม่เป็นไร ก็เห็นแหละ คาดหวังว่าสักวันนึง พวกเขาเหล่านั้น จะรู้สึกเข้าใจเรา
แล้วก็จะเข้าใจบริบทต่างๆ ของสังคม ว่ามันเป็นเรื่องราวดีๆ มันไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ทำให้สังคมเสื่อมเสียอะไร มันไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตของเขาเหล่านั้นแย่ หรือด้อยลงไป คาดหวังว่าให้เขาเหล่านั้น เข้าใจมันในอนาคต”
เช่นเดียวกับพอร์ชเอง ก็คาดหวังว่า คนเหล่านั้นจะเข้าใจได้ในอนาคต แต่ถึงไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เพราะไม่สามารถไปบังคับให้ใครเข้าใจได้
“เราไม่สามารถบังคับให้เขาเข้าใจได้ แล้วเขาก็ไม่สามารถบังคับให้เราเป็นอย่างอื่นได้ ต่างคนแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยให้เกียรติกัน ในฐานะคนคนนึง เราคงไม่เดินไปเจอคุณป้าคนนึง แล้วชี้ด่าเขา ทำไม่ได้ ก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นสิ่งที่เราไม่ชอบ เรารู้สึกว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปยืนด่าเขา
ก็เหมือนกันเขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วย กับสิ่งที่เราเป็น ก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไร ที่เขาจะต้องด่าทอเรา ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย ก็ปล่อยผ่านไป ดำเนินชีวิตของกันและกันต่อไป เมื่อเดินมาเจอกัน ก็ให้เกียรติกันในฐานะคนคนนึง แค่นั้นก็พอครับ”
ล่าสุด หลังจดทะเบียนสมรสกันได้ไม่นาน ก็มิวายโดนกลุ่มแอนตี้จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม วิพากษ์วิจารณ์ทางโลกออนไลน์ ด้วยข้อความหมิ่นประมาทและถ้อยคำบูลลี่และร้ายแรง ถึงขั้นถูกส่งข้อความมาขู่ฆ่า จนล่าสุดทั้งคู่ต้องขอหอบเอกสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รู้สึกเป็นอ้อมกอดที่คุ้นเคย
จุดเริ่มต้นความรักของทั้งคู่ ย้อนกลับไป 17 ปีที่แล้ว ที่เจอกันในงานรียูเนี่ยน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ทั้งคู่นั้นเรียนจบจากคณะเดียวกัน จนวันนึง พอหลังจากจบงานรียูเนี่ยน พี่พอร์ช ได้ทัก Hi 5 เพื่อนไปจีบรุ่นน้องอย่างอามไป จนทั้งคู่ได้ develop ความสัมพันธ์กันไป จนรู้สึกได้ว่า เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยของกันและกัน
“ผมรู้สึกว่ามันมาจากการที่เราคลิกกันเร็วมาก ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าเราคบกันไม่นาน แต่รู้สึกว่าเราคุ้นเคยกันมากเลย ทำไมเราถึงเข้ากันได้ขนาดนี้ ทำไมเราถึงคลิกกันได้ขนาดนี้ ผมเคยบอกเขาเสมอว่า วันแรกที่เราได้กอดกัน ไม่รู้สึกว่าเรากอดคนแปลกหน้า เหมือนเราเคยกอดกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราเดตกัน ผมจีบเขา เราไปเดตกัน ไม่นานเลย ผมก็ขอเขาเป็นแฟนเลย เพราะมันรู้สึกเหมือนกัน เป็นแฟนกันเถอะ ประมาณเดือนสองเดือน เร็วไปไหม หรือว่าช้าไป
ก็จะวนไปคล้ายๆ ทำไมผมถึงขอเขาแต่งงาน มันก็รู้สึกได้เองว่ามันถึงเวลาแล้ว เหมือนที่ขอเขาเป็นแฟนเร็ว คบกัน 6 ปี อยากขอเขาแต่งงาน ก็ขอแค่นั้นเอง มันไม่ได้มีอะไรมาก”
“อามก็รู้สึกว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่แรก เป็นอ้อมกอดที่คุ้นเคยมาตั้งแต่แรก เป็นการจับมือที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่แรกครับ คนเราพอศึกษาดูใจกัน ระยะเวลาไม่ใช่ปัจจัยเลย ที่เราจะตัดสินใจคบกัน ถ้าเรายิ่งประวิงเวลาไป บางทีโอกาสนั้นมันอาจจะหลุดลอยไปเลยก็ได้ แล้วเจอคนที่ใช่แล้ว เราพร้อมที่อยากจะมา เดี๋ยวเราคบกันหน่อยสิ เราเป็นแฟนกันสิ ตัดสินใจได้เลยไม่มีปัญหาอะไร”
สุดท้าย อามก็ฝากบอกอีกว่า สมรสเท่าเทียม ถือว่าเป็นประตูบานแรกแค่นั้น เรายังมีกฎหมายอื่นอีก ที่ยังรอรับการศึกษา ยังแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
“เราอาจจะคิดว่า LGBTQ+ เป็นคนชายขอบ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราเรียกร้อง อยากให้ศึกษา และแก้ไข มันเป็นสิทธิที่เราในฐานะมนุษย์คนนึง ควรที่จะได้รับมาตั้งแต่กำเนิด
มันอาจจะเป็นสิทธิ ไม่ได้เรียกว่าเรียกร้องหรอก แต่อยากจะให้ทุกคนได้หันมามองว่า พวกเรามีตัวตน พวกเราคือหนึ่งในมนุษย์ในสังคม แค่นี้เองครับ เราทั้ง2คน ก็ยังจะช่วยรณรงค์ มีอะไรที่เราสามารถเป็นกระบอกเสียงได้ มีอะไรที่เราสามารถสื่อสารออกไปได้ เราทั้ง2คนยินดี”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ, วชิร สายจำปา
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : Instagram @porschapiwat, @armarmarmและFacebook “Apiwat Porsch Apiwatsayree”, “Sappanyoo Arm Panatkool”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **