xs
xsm
sm
md
lg

“ซุปเปอร์บอน” นักชกระดับโลก เจาะมุมมืด “วงการค้ากำปั้น” วางยา-ล้มมวย ฝ่าสารพัดมรสุมกว่าจะปัง!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะเส้นทาง "นักค้ากำปั้น" จากอาชีพที่ไม่ชอบ กลายเป็นแหล่งเงินทุนชีวิต จากการบุกเวทีโลก จนอัปเลเวลได้“ค่าตัวหลักล้าน” พร้อมสะท้อน “มุมมืดวงการมวย” ที่ผลักให้ “คนสวมนวม” ตัวเล็กๆ ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก โดยเฉพาะพิษร้ายจาก “การพนัน-การล้มมวย”


จากสิ่งที่ไม่ชอบ กลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว

“ในวงการมวยบ้านเรามันก็คล้ายๆ การเมืองบ้านเรา มีผู้มีอิทธิพล มีพรรคพวก มีการเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็มีการกดขี่ข่มเหง ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ นักมวยชกแพ้ก็โดนตบตีบ้าง โดนวางยาบ้าง

เรื่องพวกนี้ล้วนแต่เกิดมาจากการพนันถูกไหม ถ้าไม่มีการพนัน เขาจะวางยานักมวยทำไม เพื่อให้นักมวยหมดแรงแล้วชกแพ้ บางคนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล ซึ่งมีเห็นกันอยู่บ่อยๆ

บอน-ศุภชัย หมื่นสังข์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน” ยอดมวยชาวไทยระดับโลก วัย 32 ปี ดีกรีแชมป์หลายเวที ช่วยสะท้อนถึงวงการมวยในบ้านเรา ในฐานะนักมวยที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ผ่านเวทีมวยมาอย่างโชกโชน ซึ่งเขายังจัดเป็นมวยอัจฉริยะที่ผ่านมาแล้วทั้งมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง โดยทุกความสำเร็จของเขานั้นล้วนแต่ต้องใช้ความมุมานะพยายามทั้งสิ้น

แต่ก่อนที่จะไปฟัง “ซุปเปอร์บอน”สะท้อนถึงวงการมวยในบ้านเรา ไปรู้จักเขาให้มากขึ้น กับเส้นทางชีวิตกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องผ่านมรสุมชีวิต และต้องพยายาม อดทน ฝึกฝน พิสูจน์ความเก่งกาจมามากแค่ไหนจนมีชื่อเสียงโด่งดัง มีแฟนมวยไปทั่วโลกได้ในทุกวันนี้


สำหรับ ซุปเปอร์บอน ที่เรียกได้ว่าเป็นยอดมวยจาก จ.พัทลุง เพราะเขาเริ่มสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จัก จากการชกมวยแถวบ้านเกิด ภายใต้ชื่อ “ซุปเปอร์บอน ลูกเจ้าแม่สายวารี” ซึ่งเป็นค่ายมวยของครอบครัว

ซึ่งเขาเริ่มทำความรู้จักกับมวยไทย ในวัย5 ขวบ จากผู้เป็นพ่อที่ชื่นชอบมวยเป็นชีวิตจิตใจ จนเปิดค่ายมวยของตนเอง จากนั้นเขาก้าวเข้ามาสู่เวทีมาตรฐานในกรุงเทพฯ เมื่ออายุได้ 15 ปี

“จริงๆ พ่อผมเป็นเจ้าของค่ายมวยเล็กๆ ที่จ.พัทลุง ก็เลยโดนจับซ้อมมวยตั้งแต่เด็ก พ่อจับผมซ้อมตั้งแต่ 5 ขวบ ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องอะไรหรอกครับ ตอนนั้น 5 ขวบ สภาพแวดล้อมก็คือ ตื่นขึ้นมา หน้าบ้านก็เป็นค่ายมวย พ่อแม่ก็อุ้มพาไปดูเขาซ้อมมวย แล้วเขาก็ปล่อยไว้บนเวที พวกนักมวยก็แกล้ง จับเราไปปล่อยไว้บนเวที มันเหมือนเป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากว่า

ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้ชอบอยู่แล้ว เพราะว่าโดนพ่อบังคับตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อจะกลัวเราไปติดยา ไปเล่นยาเสพติด เพราะว่าละแวกหมู่บ้านมันก็จะมีเด็กที่ติดยาเยอะ กลัวเราไปกับเพื่อน เหมือนเขาอยากให้เราไปเล่นกีฬา แล้วก็ไม่อยากให้มีเวลาเหลือไปเที่ยวกับเพื่อน ก็เลยโดนจับซ้อมมวยตั้งแต่เด็ก

เราไม่ได้อยากซ้อมมวย เราอยากไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้คิดว่ามันดีหรือไม่ดี ไม่ได้สนใจตรงนั้นเลย พอโตขึ้นมาหน่อยก็รู้สึกว่า เหนื่อย เลิกเรียนแล้วก็อยากไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้อยากเลิกเรียนแล้วก็กลับไปชกมวย เพราะว่าทุกวันผมต้องตื่นเช้าตีห้า ซ้อมมวยก่อนค่อยไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียนก็ไปซ้อมมวยต่อ แล้วก็ซ้อมเสร็จบางทีก็สองทุ่มสามทุ่มก็เข้านอน”


แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ชอบตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อได้ลองลงมือทำแล้ว เขาก็เข้าใจได้ว่า ทุกอย่าง หรือทุกอาชีพล้วนมีข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น จนในที่สุดยอดมวยจากพัทลุง เขาก็พยายามตั้งใจ พร้อมยึดเป็นอาชีพในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวในที่สุด

“ก็ไม่เชิงว่าเป็นทุกข์ขนาดนั้น แต่ว่ามันก็มีข้อดีข้อเสีย เราอาจจะไม่มีเวลาไปเล่นกับเพื่อนมาก แต่เราหาเงินเองได้ เราอยากได้อะไรเราก็ซื้อเอง ไม่ต้องไปขอพ่อแม่ หรือบางทีเราอยากทำอะไรก็หาเองได้ นั่นก็คือข้อดี ถามว่าเป็นทุกข์ขนาดนั้นไหม แค่มันไม่ชอบ แค่มันอยากไปเที่ยวเล่นเฉยๆ ครับตอนเด็กๆ

และข้อดีอีกอย่างคือ เราก็เป็นได้ในทุกวันนี้ ข้อเสียก็คือ เราน่าจะได้มีโอกาสเลือกทำอย่างอื่นมากกว่านี้ เพราะว่ามันไม่มีเวลาให้เราไปทดลองเรื่อยๆ บางทีเราอาจจะเป็นหมอ เป็นวิศวกรก็ได้ พอเราซ้อมมวยหนักไม่มีเวลา เราก็เหนื่อย เหนื่อยจนไม่อยากไปเรียนหนังสือ กลายเป็นขี้เกียจเรียนหนังสือ ทั้งที่เราอาจจะเรียนหนังสือได้ดี ผมเป็นคนแบบถ้าตั้งใจเรียน ผมทำได้ดี

แต่ถ้าเรื่องชอบไม่ชอบ ถ้าถามว่าทำไมถึงกลับมาชกมวยจนถึงทุกวันนี้ จะมีช่วงที่ผมเรียนจบ คือเรารู้สึกว่าเราแล้วจบแล้วไปทำงานเดือนละหมื่นห้า ก็รู้สึกว่ามันไม่พอจะดูแลใครเลย แม้แต่ตัวเองด้วยซ้ำไปบางที ก็เลยรู้สึกว่ามวยหาเงินได้เยอะกว่า ก็ยังชกไฟต์ละแสน แล้วก็เรายังมีเวลาเหลือ ยังมีเวลาในการได้ทำอะไร

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าการชกมวยสามารถหาเงินเลี้ยงชีวิตได้จริงๆ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ชอบ แต่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ ก็เลยเป็นงานที่เราทำได้ดีที่สุด นี่เป็นงานที่หาเงินเลี้ยงดูเรามาตลอดชีวิต แล้วเราจะทิ้งมันทำไม ก็เลยเลือกทำมัน และตั้งใจทำมันให้ได้ดีที่สุด”


ค้ากำปั้นจากค่าตัวหลักร้อย สู่ค่าตัวหลักล้าน

สำหรับเส้นทางการค้ากำปั้นของซุปเปอร์บอน เขาเริ่มด้วยค่าเหนื่อยเพียงหลักร้อยเท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจฝึกซ้อม ค่อยๆ ยกระดับฝีมือตัวเองและอัพค่าตัวขึ้นจนเป็นหลักล้าน

ซุปเปอร์บอนเล่าให้ฟังว่า เริ่มซ้อมมวยในวัยเพียง 5 ขวบ แต่เริ่มชกมวยจริงๆ ตอนอายุ 6 ขวบ ซึ่งค่าตัวตอนนั้นก็ได้ประมาณ 150 บาท หลังจากนั้นก็เพิ่มเป็นหลักพัน แล้วค่อยๆ ขึ้นมาเป็นหลักแสน สู่หลักล้านในที่สุด

“ชกครั้งแรกก็ 150 บาทตั้งแต่เด็ก ตอนที่ผมจบม.ปลาย ค่าตัวตอนนั้นผมก็อยู่ประมาณ 40,000-50,000 บาท ซึ่งผมอยู่กรุงเทพฯ โดยที่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ แถมยังส่งเงินกลับบ้านให้ด้วย ตั้งแต่เด็กแล้วครับที่ผมแทบจะไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้เลย
จนมาถึงวันนี้ก็หลายล้านครับ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ค่าตัว มันยังมีรายได้จากที่เราไปงานอื่น อีเว้นท์อื่นๆ สอนมวย หรืองานสื่อต่างๆ เป็นพรีเซ็นเตอร์บ้าง ได้จากสปอนเซอร์บ้างที่เข้าตามๆ กันมาจากสิ่งที่เราทำ

ซึ่งถ้าเราไม่ตั้งใจทำจริงๆ สปอนเซอร์ก็ไม่จ่ายเราอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าเราไม่เป็นแชมป์เขาก็ไม่จ่ายเรา สื่อเขาก็จะไม่มาสัมภาษณ์เรา รายการที่เขาจ้างเขาก็ไม่จ้าง สุดท้ายแล้วมันก็มาจากการตั้งใจชกมวย”


แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ซุปเปอร์บอนเองก็ยังมองว่า ตอนนี้ตัวเองยังไม่ถึงขั้นประสบความสำเร็จ เพราะยังมีเป้าหมายอีกหลายๆ อย่างที่อยากทำให้สำเร็จ

“ในความคิดส่วนของผม (ประสบความสำเร็จ) ในระดับหนึ่งครับ แต่ว่าถามว่าทั้งหมดไหม ก็ไม่ครับ ผมมีเป้าหมายที่เยอะกว่านั้น แต่ถ้าถามว่าผมเอาชนะความดูถูก หรือเอาชนะในสิ่งที่ผมบอกไว้ว่า ผมจะไม่ยอมให้ใครตัดสินใจแทนผมในชีวิตได้ 

ผมก็ทำให้เขาเห็นแล้วว่าผมมาได้ไกลจากตรงนั้นเยอะมาก แล้วผมช่วยเหลือที่บ้านได้เยอะมาก เราทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่คุณคิดมันไม่ถูกต้อง แล้วสิ่งที่เราคิดมันเป็นไปได้”


ยกให้“บัวขาว” เป็นต้นแบบครูมวยน่าเอาเป็นแบบอย่าง

ระหว่างที่ถูกทาบทามให้ไปชกในรายการระดับอินเตอร์หลายครั้ง ทำให้ซุปเปอร์บอน ได้รู้จักกับ “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยรุ่นพี่ชื่อดัง ที่เป็นตำนานยอดมวยไทย ขวัญใจคนไทย

ซึ่งครั้งนั้นถือ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวัย 23 ปี ของซุปเปอร์บอน เพราะหลังจากได้เจอกับบัวขาว เขาก็ได้ย้ายมาอยู่ค่าย “บัญชาเมฆ” ทันที ซึ่งเป็นจุดพลิกชีวิต ให้ซุปเปอร์บอน สามารถสร้างชื่อเป็นที่รู้จักในเวทีต่างประเทศ

“ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมไม่ได้ชกในเมืองไทยแล้ว เพราะว่าผมตัวใหญ่ ในประเทศยังไม่ค่อยมีนักชกที่ตัวใหญ่ ก็ไม่ค่อยมีคู่ชก แล้วมีครั้งที่ผมไปชกที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย แล้วผมไปชกเป็นคู่เอก แต่พี่บัวไปเป็นแขกรับเชิญ เสร็จแล้วก็ไปอยู่ที่นั่นก็ได้ซ้อมกับพี่บัวอาทิตย์หนึ่ง แล้วพี่บัวก็ไปเป็นแขกรับเชิญในงาน เป็นหัวหน้าทีม

พอกลับมาที่ประเทศไทย เทรนเนอร์แกก็มาชวนว่ามาซ้อมด้วยกันไหม จะได้มาเป็นคู่ซ้อมให้พี่บัวด้วย เพราะผมตัวใหญ่กว่าพี่บัวด้วยตอนนั้น เสร็จแล้วเดี๋ยวหารายการชกต่างประเทศให้ เพราะผมก็ไม่มีรายการชกต่างประเทศบ่อย แล้วพี่บัวเหมือนเป็นคนแรกๆ ที่ไปชกในต่างประเทศ และมีคอนเนกชั่นที่ต่างประเทศเยอะ ก็เลยตัดสินใจไปอยู่กับเขา

พี่บัวเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ผมมาอยู่ทุกวันนี้ได้ เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ไปเจอพี่บัวในวันนั้น เราก็อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปชกมวยที่ต่างประเทศ แล้วเราก็ไม่ได้มีคอนเนกชั่นที่จะได้รู้จักใครในการไปชก ต่อให้เรามีฝีมือแค่ไหน ถ้าไม่มีสถานที่ให้เราโชว์ฝีมือ เราก็ทำอะไรไม่ได้”

[บัวขาว จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ซุปเปอร์บอน สามารถสร้างชื่อเป็นที่รู้จักในเวทีต่างประเทศ]
ถึงแม้ทุกวนนี้จะไม่ได้อยู่ค่ายเดียวกับนักมวยรุ่นพี่ชื่อดัง เพราะค่ายมวย “บัญชาเมฆ” ย้ายถิ่นฐานขึ้นเหนือไปปักหลักที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้ ซุปเปอร์บอน ไม่สามารถย้ายตามได้ แต่ซุปเปอร์บอน ก็ยกให้บัวขาวเป็นอีกหนึ่งครูมวยรุ่นพี่ชั้นเยี่ยมที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง

“ผมรู้สึกว่าผมซึมซับมากกว่าครับ เหมือนกับเราใช้ชีวิตกับเขาทุกวัน ผมตั้งคำถามกับตัวเอง คือเขาไม่ถึงกับสอนหรอก แต่ผมรู้สึกว่าเขาทำให้เป็นตัวอย่าง พี่บัวชกค่าตัวล้านสองล้าน พวกผมชกค่าตัวแสนห้าสองแสน มันต่างกันเยอะมาก แล้วความสามารถเราห่างจากพี่บัวขนาดไหน ผมก็มาประเมินตัวเอง

เทคนิค สกิลเราเริ่มมาก็เหมือนกันหมดนี่หว่า แล้วอะไรคือความแตกต่าง ผมก็มานั่งถามตัวเองว่าพี่บัวมีอะไรแตกต่างจากเรา ก็อยู่กับเขาเรื่อยๆ ก็คอยถามคำถามพวกนี้อยู่เรื่อยๆ ว่าเราจะเป็นอย่างบัวขาวได้หรือเปล่า และจะมีนักมวยคนอื่นเป็นอย่างบัวขาวได้หรือเปล่า เป็นเซเลบริตี้ประสบความสำเร็จ ได้ค่าตัวเยอะ

อันดับแรกที่ผมนึกได้ ตอบคำถามตัวเองได้ตอนแรกๆ เลยก็คือ ตอนนั้นหุ่นพี่บัวดีมาก กล้ามชัด ใครเห็นก็มองว่านักมวยแน่นอน เหมือนนักรบที่พร้อมจะสู้ตลอดเวลา เราก็เลยคิดว่านี่คือจุดหนึ่งที่เราต้องเปลี่ยน ก็เริ่มเล่นเวทให้หุ่นดีขึ้น

อะไรต่างๆ นานาที่เห็นเขาทำ เราก็ทำตามเขา สไตล์การชกแต่ก่อนเราเป็นมวยไทย แล้วเราจะเป็นแบบเขาได้ไหม ก็พยายามซ้อมกับเขา แล้วก็เป็นคู่ซ้อมให้เขาทุกวัน แล้วก็จำมา เบสิคเราก็ได้อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้เขาคอยมาชี้ เพราะประสบการณ์ผมก็เยอะแล้วตอนนั้น ก็จำเอามาใช้ อันไหนบางสิ่งบางอย่างถ้าไม่เข้าใจก็ถามเลย เขาก็จะสอน

พอเราอยู่กับเขาทุกวันเราก็จำ เขาไปทำงานอะไร เขาพูดยังไง เขากินอะไร เขาใช้เวลายังไง ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เขาทำให้ผมเห็นมากกว่า เขาขยันซ้อม เขาตื่นตีห้าครึ่งมาวิ่ง มันทำให้เราซึมซับแล้วทำตามเขาไปเรื่อยๆ บางทีเขาก็มีแนะนำบ้างบางอย่าง แต่ก็ไม่เยอะ แต่ก็ทำให้ดูมากกว่า ทำให้เห็นแล้วเราก็ซึมซับมาจากเขา บางสิ่งบางอย่างที่เราก็มีถามบ้าง เขาก็บอก”


สะท้อนภาพปัญหา มวยไทยต้องอยู่คู่กับการพนัน?

เมื่อให้สะท้อนถึงภาพปัญหาวงการมวยในบ้านเราที่หลายคนมักมองว่านักมวยกับการพนันเป็นของคู่กัน ซึ่งซุปเปอร์บอนก็มองว่า ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ชกมวยมา สิ่งหนึ่งที่บอกได้ชัดเจนคือ นักมวยมักโดนเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งเป็นความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้น

“ในวงการมวยบ้านเรามันก็คล้ายๆ การเมืองบ้านเรา มีผู้มีอิทธิพล มีพรรคพวก มีการเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็มีการกดขี่ข่มเหง ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ นักมวยชกแพ้ก็โดนตบตีบ้าง โดนวางยาบ้าง

เรื่องพวกนี้ล้วนแต่เกิดมาจากการพนันถูกไหม ถ้าไม่มีการพนัน เขาจะวางยานักมวยทำไม เพื่อให้นักมวยหมดแรงแล้วชกแพ้ บางคนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล ซึ่งมีเห็นกันอยู่บ่อยๆ

นักมวยลงมาชกแพ้ โดนตบ โดนตี โดนซ้อม อันนั้นที่โดนที่เห็นก็เป็นส่วนน้อยครับ เวลาอยู่ในค่ายมวยไม่มีใครถ่าย ไม่มีใครเห็นหรอก แต่พวกผมรู้ พวกผมเป็นนักมวยไง แล้วการจ้างวานนักมวยล้มเขาจ้างทำไม เขาจ้างให้นักมวยแพ้ เพราะเขาได้ชนะในการพนัน นี่คือระบบการทำลายวงการมวยของแท้


ย้อนกลับมามองก่อนที่จะมีโควิดก็ได้ นักมวยค่าตัวสูงสุดไม่เกินแสนห้า ในสนามมวยคนลดลงจากแต่ก่อน 3-4 เท่า นักมวยใหม่ๆ เกิดขึ้นน้อย ต้องซ้อมหนักอะไรต่างๆ นานา กว่าจะไปเป็นซุปเปอร์สตาร์ได้ต้องไปอ้อนวอนขอร้องจากผู้มีอิทธิพลในวงการมวย ซึ่งเขาจะชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง ไหนจะเป็นกรรมการที่ได้ค่าตัวน้อย ก็ต้องรับจ้างนอกเพื่อให้มันได้เยอะขึ้น ซึ่งมันก็ส่งผลทั้งหมดต่อการตัดสินในกีฬา ซึ่งระบบเหล่านี้ที่ผมมองว่ามันทำลายวงการมวย

แล้วก็ถ้ามองย้อนไปที่นักมวย ถ้าสังเกตนักมวยยกเว้นบัวขาว มีนักมวยคนไหนที่ดูรวย จริงไหม ถูกไหม แล้วทำไมล่ะ แล้วใครที่รวยในวงการมวย ถึงไม่ใช่คนมวยก็พอจะทายถูกว่าโปรโมเตอร์ แล้วเขารวยจากอะไร เขารวยจากการขายตั๋ว จากนักมวยมา จ่ายค่าตัวนักมวย

คือโปรโมเตอร์กับนักมวยเขาต้องทำงานร่วมกัน ต้องแบ่งผลประโยชน์กัน แต่สังคมยังมองว่านักมวยเป็นเครื่องมือทำเงินมากกว่าเป็นผู้แชร์ผลประโยชน์ เหมือนคนส่วนมากจะไปตกที่โปรโมเตอร์แล้วก็พวก แล้วถ้ามีอะไรก็จะไปลงที่นักมวย คนร้าย ความไม่ดีจะไปอยู่ที่นักมวยหมด ความดีจะอยู่ที่โปรโมเตอร์หมด เพราะเขามีสิทธิ์ตัดสินใจ สิทธิ์กระทำต่างๆ นานา แล้วนักมวยต้องอ้อนวอนของาน ซึ่งจริงๆ แล้วโปรโมเตอร์เขาต้องมีนักมวย ถ้าไม่มีนักมวยเขาก็จัดงานไม่ได้ เขาก็ไม่มีเงินเหมือนกัน เขาก็ไม่ได้เงินจากการจัดมวย


แต่ว่าสุดท้ายแล้วนักมวยจะโดนเอาเปรียบ โดนหักจากโปรโมเตอร์บ้าง โดนหักจากหัวหน้าค่ายบ้าง ถ้ารู้จากคนวงในบางทีชกมวยไม่ได้เงินก็มี บางทีเขาบอกเดี๋ยวค่อยเอา กูเลี้ยงมึงมา มึงเติบโตมาในค่าย ผมถามคุณคำหนึ่งว่า คุณเลี้ยงเขามาถ้าคุณไม่เห็นผลประโยชน์เขา คุณจะเลี้ยงเขาไหม ใครก็ไม่รู้ คุณจะให้ข้าว ให้อาหาร ให้ที่นอนเขาไหมถ้าคุณไม่เห็นว่าเขาทำเงินได้

สำหรับผมมองว่า นี่คือพาร์ทเนอร์ในการทำงาน แต่พวกเราไม่ได้ถูกมองเป็นพาร์ทเนอร์ พวกเราถูกมองเป็นเครื่องมือทำมา
หากินของเขา ถ้าเราไปได้ดีเขาก็จะบอกว่ามึงลืมบุญคุณกู แต่อย่าลืมว่าคุณให้ข้าว ให้ที่นอนผมก็จริง แต่ถ้าผมไม่ทำเงินให้คุณ คุณก็ไม่ให้หรอกถูกไหมครับ

พวกผมเป็นนักกีฬา ถ้าเราลองย้อนไปกีฬาอื่นๆ นักฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส หรืออะไรก็ตาม เขาจะมีความซุปเปอร์สตาร์ เขาจะมีความเป็นเซเลบริตี้ ถ้าลองย้อนมาดูนักมวยบ้านเรา เคยเห็นสักคนไหมล่ะ ยกเว้นบัวขาว ไม่มี”


หวังยกระดับ“วงการมวยไทย” เทียบระดับโลก!!

นอกจากจะช่วยสะท้อนภาพ “มุมมืดวงการมวย” ที่ผลักให้ “คนสวมนวม” ตัวเล็กๆ ไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก โดยเฉพาะพิษร้ายจาก “การพนัน-การล้มมวย” แล้วนั้น ซุปเปอร์บอนยังมองอีกว่า มวยไทย ยังไปสู่ระดับสากลได้มากกว่านั้น

และในฐานะที่อยู่ในวงการมวยมาตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี เขาจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศิลปะการต่อสู้ของประเทศไทย ที่มีความโดดเด่นด้านเทคนิคต่างๆ รวมไปถึงตัวนักมวยเอง ในอนาคตหวังว่า นักมวยบ้านเรา จะสามารถยกระดับตัวเองให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ เทียบระดับโลกได้มากขึ้น

“นักกีฬาทำไมถึงมองว่าเขาถึงเป็นเซเลบริตี้ในต่างประเทศ เพราะเขารวยไง แล้วทำไมนักมวยเราถึงไม่มองเป็นเซเลบริตี้ เพราะนักมวยบ้านเรามันจนไง ง่ายๆ เลยถ้านักมวยบ้านเรามันรวยเขาก็มองเป็นเซเลบริตี้ สมมติผมชกมวยแล้วได้ค่าตัว 100 ล้านบาท มันจะมีลูกหลานที่อยู่ละแวกบ้านผมเป็นหลายๆ คนที่จะมาฝึกมวย

แต่ถ้าผมชกมวย ฝึกหนัก โดนตบ โดนตี โดนกระทืบ โดนเขาด่า โดนเขาวางยา โดนเขาจ้างล้มมวย สื่อก็เขียนด่าทุกวันว่าล้มมวยอีกแล้ว แล้วก็ได้เงินอยู่ประมาณ 50,000 บาท ไม่พอใช้ต่อเดือนด้วยซ้ำ แล้วเราจะให้ลูกหลานเราไปซ้อมมวย ไปชกมวยไหมล่ะ

ถ้าเป็นลูกหลานเราจะส่งไปชกมวยป่ะล่ะได้ค่าตัวแค่ไม่กี่ตังค์ โดนเขาด่า โดนเขาว่า ชกมาโดนเขาตบอีก เผลอๆ โดนเขาวางยาเกิดอาการช็อกตายก็เป็นไปได้ไม่มีใครรู้ เพราะมันเคยมีเคสนักมวยโดนวางยาในสนามมวย เพื่อให้ชกแพ้ แต่ว่านักมวยช็อก ต้องส่งโรงพยาบาล แค่นั้นก็แย่มากพออยู่แล้ว แล้วยังจะอยู่แบบเดิมกันอีกกี่ปีล่ะครับ ผมจะไม่อยู่แบบนั้นเด็ดขาด ซึ่งจริงๆ ผมไม่อยู่มาตั้งนานแล้ว เพราะผมออกมาตรงนั้นแล้ว


แล้วมาพูดว่ามรดกไทย กีฬาไทยต้องสืบทอด จะมีใครอยากมาชกมวยได้ครั้งละ 5,000บาท ซ้อมแทบตาย แต่ถ้าลองได้ค่าตัว 10-100 ล้านบาท จะมีเด็กครึ่งประเทศมาซ้อมมวย แล้วนี่คือการพัฒนาวงการมวยป่ะล่ะ แต่ถ้านักมวยได้ค่าตัวต่ำลงเรื่อยๆ แล้วมันจะสืบทอดมวยไทยไปได้ยังไง แล้วจะมาพูดว่ามวยไทยเป็นของประเทศไทยต่อไปได้ยังไง ในเมื่อลูกหลานไทยไม่ฝึกมวยอีกต่อไปแล้ว

กลายเป็นว่าฝรั่งบินมาจากเมืองนอก มาเรียนมวยกับเรา ยอมจ่ายค่าตั๋วแพงๆ เพื่อมาจ่ายค่าจ้างแพงๆ เพื่อมาเรียนมวยกับเราเพื่อไปชกที่เขาได้ค่าตัวเยอะกว่าในต่างประเทศ

เพราะกีฬาเราดี เทคนิคทุกอย่างเราดี มวยไทยเราดี เป็นกีฬาที่ดีที่สุดแล้ว เขาถึงมาฝึกกับเรา แต่คนไทยเขาไม่เห็นค่า เขาไม่เห็นว่าเราสามารถไปตรงนั้นได้ เราไปทำเงินระดับสิบล้านยี่สิบล้าน สามสิบล้าน หรือร้อยล้านได้ เขาก็เลยเป็นระบบนี้อยู่ โปรโมเตอร์ก็ทำแบบนี้ไป ทุกวันนี้ค่ายมวยก็ลดน้อยลงแทบจะไม่มีแล้ว นักมวยก็น้อยลง การจัดการแข่งขันก็น้อยลง แต่ก่อนมีมวยทุกวันทุกที่ เดี๋ยวนี้น้อยลงเรื่อยๆ อย่างที่เห็น เพราะว่าอย่างที่ผมบอก

ผมอยู่ตั้งแต่ 6 ขวบ ตอนนี้ผม 32 ปีแล้ว อยู่มา 20 กว่าปี แล้วผมไม่ได้พูดพล่อยจากคนข้างนอก ผมพูดจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ ผมพูดจากสิ่งที่ผมเจอมาในชีวิต”









สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
คลิป : อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพบางส่วน : เฟซบุ๊ก “ศุภชัย หมื่นสังข์”, อินสตาแกรม @superbon_banchamek, TikTok @superbon_16, แฟนเพจ “ONE Championship Thailand”
ขอบคุณสถานที่ : ค่ายมวยสิงห์มาวิน Sighamawynn Muaythai (ถ.นวลจันทร์)



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น