xs
xsm
sm
md
lg

ทลายลัทธิหน้าที่ “หมอปลา” ? “พระบิดา” สะท้อนช่องโหว่หน่วยงานรัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อย่าหาทำ!! “ลัทธิพระบิดา” สุดแปลก ให้กินยารักษาโรคชั้นดี “ปัสสาวะ-อุจจาระ-เสมหะ-ขี้ไคล” อ้างเปิดรับรักษาทุกชนิด-โควิดยังกลัว สังคมตั้งคำถามไร้คนตรวจสอบ แพทย์แผนปัจจุบันพร้อมเตือน สะท้อนความรอบรู้ด้านสุขภาพคนไทย!?




ความเชื่อ-งมงาย หลุดโลก สะท้อนช่องโหว่รัฐ!!?


กลายเป็นประเด็นร้อนๆ หลังหมอปลา, กัน-จอมพลัง ร่วมมือกับ ไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าฯ จ.ชัยภูมิ เข้าตรวจสอบลัทธิประหลาด โดยมีเจ้าของสำนักคือ ‘พระบิดา โจเซฟ’ ให้ลูกศิษย์กิน “ปัสสาวะ-อุจจาระ-เสมหะ-ป้อนขี้ไคลใส่ปาก” เชื่อว่ากินแล้วได้ขึ้นสวรรค์ รักษาโรคได้ พร้อมทั้งพบ 11 ศพ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ที่ยังคงรอการตรวจสอบอีกด้วย

ชายชราผมยาว ไม่สวมเสื้อ และไม่อาบน้ำมานานหลายเดือน สำหรับบรรดาผู้มาปฏิบัติธรรมพากันนับถือเรียกว่า พระบิดา มาจากการที่เชื่อว่าตนเองเป็น ‘พระเมตไตรยะ’ หรือ ‘พระบิดาของทุกศาสนา" ประกอบกับสาวกทุกคนจะไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย เพราะเชื่อว่าหากอยู่ในสำนักภายใต้การคุ้มครองของ "พระบิดา" โควิด-19 จะไม่สามารถทำอันตรายพวกเขาได้


ไม่เพียงแค่นั้น ลูกศิษย์ยังนำน้ำเหลืองศพมาอาบ และยังนำดินโคลนของเสียของพระบิดาที่ถ่ายทิ้งไว้มาพอกตัว เชื่อว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นกัน โดยไม่ต้องไปหาหมอ

เมื่อตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้ได้มีหญิงรายหนึ่งร้องเรียนมีการกักขังผู้มาปฏิบัติธรรมและรักษาโรคโดยวิธีแปลกประหลาดไม่ถูกสุขลักษณะ พบอาคารเป็นกระต๊อบไม้ชั้นเดียวมุงด้วยใบหญ้าคา ภายในมีข้าวของวางสุมกองไว้ และโอ่งมังกรที่บรรจุปัสสาวะ รวมทั้งชายหญิงตั้งแต่วัยกลางคน จนถึงผู้สูงอายุ นั่งรายล้อมชายชราผมยาว

ทันทีที่สังคมได้เห็นการกระทำสุดยี้นี้ ก็นำมาซึ่งการตั้งคำถามให้กับความเชื่อถึงการเสพสิ่งปฏิกูลของลัทธิสุดแปลกนี้ อีกทั้งไร้การตรวจสอบมาหลายปี ส่งให้แฮชแท็กคำว่า #พระบิดา ขึ้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์เป็นอันดับ 1


โดยมีทวิตเตอร์ “@ThinkTalkLound” ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมสังคมตอนนี้เมื่อมีสิ่งที่ผิดแปลกเกิดขึ้น กลายเป็นหน้าที่ของหมอปลา ที่มาทลายลัทธิแปลกๆ นี้ ทั้งที่จริงๆ ต้องเป็นหน้าที่หน่วยงานของรัฐฯ ซึ่งช่วงหลังหมอปลาเปรียบเสมือนมีหน้าที่ออกโรง เป็นผู้ดูแลเมื่อมีความเชื่องมงาย

“1. ทำไมเป็นหมอปลาเข้าถึงปัญหา 2. ทำไมไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าถึง ตั้งแต่เกิดศพแรกๆ 3. คนในพื้นที่ไม่แจ้งตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่? 4. การศึกษาบ้านเราอ่อนแอ 5. คนไทย (not all) dependent สูงกับความเป็นทาส และการพึ่งพาอำนาจที่เหนือกว่าตน”





ดื่มกินปัสสาวะ-อุจจาระ-เสมหะ-ขี้ไคล รักษาโรคหาย?


ถึงแม้จะมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อในพลังการรักษาโรคสุดอัศจรรย์จากปัสสาวะ-อุจจาระ-เสมหะ-ขี้ไคล ของลัทธิพระบิดา แถมยังมีการชักชวนคนอื่นๆ ให้เปิดใจนี้


เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทีมข่าว MGR Live จึงติดต่อไปยัง พญ.ศศิธร คุณูปการ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลสินแพทย์ ช่วยวิเคราะห์ภาพรวมของ “ปรากฏการณ์กินสิ่งปฏิกูล” ที่เชื่อว่ากินแล้วได้ขึ้นสวรรค์ และสามารถรักษาโรค ซึ่งอาจจะถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้ง อันเนื่องมาจากโลกออนไลน์ยังมีการส่งต่อข้อความจากชายผู้นี้

“คำตอบมันชัดอยู่แล้วว่าไม่ได้ เพราะว่ากระแสดื่มปัสสาวะมันมาเป็นระยะๆ ที่มีการดื่มปัสสาวะรักษาโรค ซึ่งตอนนั้นก็มีอาจารย์แพทย์หลายๆ ท่านออกมาให้ความรู้ข้อเท็จจริงกันไปหลายๆ ครั้งแล้วว่า พวกสารคัดคลั่งจากร่างกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ อุจจาระ ขี้ไคล น้ำลาย ทั้งหมดมันไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคอยู่แล้ว

มันเป็นของเสียที่ต้องการขับออกมาจากการเผาผลาญ เป็นของที่ร่างกายใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ ต้องมีการขับออกมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะเกิดประโยชน์ในการรักษาโรค ก็ต้องตอบว่าไม่มี”

[พญ.ศศิธร คุณูปการ]
แต่ในขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่ในสังคมกลับไม่ได้ไม่รู้สึกคล้อยตามไปด้วย เพราะมองว่าสิ่งที่กล่าวข้างต้น คือของเสียที่ร่างกายขับออกมา โดยหมอรายเดิมได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากรับประทานเข้าไป มีโอกาสพบเชื้อปนเปื้อนเสี่ยงโรคต่างๆ ได้

“มันต้องมีแน่นอนค่ะ เพราะว่าของดีของร่างกายต้องเก็บไว้ ไม่ขับออกมา ของเสียก็คือของที่ร่างกายใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้วเท่านั้นถึงจะขับออกมา

ในกรณีที่ดื่มปัสสาวะ ซึ่งมีความเป็นกรด ถ้าดื่มในเวลาท้องว่าง อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความระคายเคืองต่อเยื่อบุผนังลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และอีกอย่างคือ กระเพาะปัสสาวะที่ออกมาเป็นการขับยา หรืออนุพันธ์ของยา ของเสียต่างๆ จากร่างกาย มันก็จะกลับไปสะสมในร่างกายอีกรอบ

หรือว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ เพราะทางออกแต่ละทวารมันมีแบคทีเรียที่เป็นแบคทีเรียประจำถิ่น ถ้าเราไม่ได้รับประทาน ไม่ได้เอาเข้าไปสู่ร่างกายอีกรอบหนึ่ง มันก็จะไม่เกิดโรค แต่ถ้าเอากลับเข้าไป ในทางที่ไม่ควร เช่น ไปรับประทาน หยอดตา ก็ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้”


ทว่า ในการกินของเสียในร่างกายเพื่อป้องกัน รักษาโรคในครั้งนี้ อาจจะสะท้อน “ความไม่รอบรู้ด้านสุขภาพ” ที่สอดคล้องผลสำรวจเมื่อปี 62 ว่าคนไทย 19% มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำ

คุณหมอได้ทิ้งท้ายถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน และอาจจะต้องสร้างความรู้ด้านสาธารณสุขของไทยให้มีความก้าวหน้าและปลอดภัย

“ความเชื่อมันเกิดจากความไม่รู้ ก็ต้องอาศัยความรู้ และข้อเท็จจริงไปอธิบายให้คนที่กำลังเข้าใจผิด ให้กลับมามองง่ายๆ ด้วยความเท็จจริง อย่าหลงผิดคิดผิดเชื่อว่าการทำแบบนั้นจะทำให้รักษาโรคได้ คิดง่ายๆ ถ้าเป็นของดีร่างกายต้องเก็บเอาไว้ค่ะ ถ้ามันขับออกมาแสดงว่ามันไม่ใช่ของดีแน่นอน

มองว่าความรู้ด้านสุขศึกษาของคนไทย อาจจะยังไม่ดีพอ การเข้าถึงของระบบสาธารณสุขพื้นฐานอาจจะยังไม่ดีพอ ที่ทำให้ประชาชนขาดการทำความเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง จริงๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ตั้งแต่เด็กก็ต้องรู้แล้วว่าเราไม่สามารถเอาสิ่งที่เป็นของเสียพวกนั้นมาใช้ในการรักษาโรคได้

เราอาจจะต้องกลับไปมองต้นเหตุรึเปล่าว่า การให้ความรู้ประชาชนของเรามันบกพร่องตรงไหนรึเปล่า หรือการเข้าถึงการรักษาของเรา มันบกพร่องตรงไหนรึเปล่า ทำให้เขาต้องไปพึ่งสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ”

ล่าสุด หลังเกิดปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดให้ละเอียด ก่อนแจ้งดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาบุกรุกป่าหรือพื้นที่สาธารณะ และ พ.ร.บ.สาธารณสุข





สกู๊ปข่าว : MGR Live
ขอบคุณภาพ : FB “หมอปลาช่วยด้วย”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น