xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตนางเอกไม่ง่าย เจาะใจ “คริสซี่” ถูกบูลลี่เพราะอ้วน สู่คลั่งผอม กว่าจะรู้จัก “รักตัวเอง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ความสามารถในการแสดง ทำไมต้องเกี่ยวกับหน้าตา?” เผย ชีวิตหลังกล้องผ่านประสบการณ์ตรงในฐานะ “นางเอก” วงการบันเทิงไทย ที่ทำให้หลาบจำไปทั้งชีวิต หนักถึงขั้นผลักให้กลายเป็น “โรคคลั่งผอม” เพราะถูกกดทับจาก “Beauty Standard” บอกเลยกว่าจะกลับมา “รักตัวเอง” ได้อย่างวันนี้ไม่ง่าย และขอ ใช้ชีวิต” ในแบบที่ใฝ่ฝัน บ๊ายบายทุกดรามาทำร้ายจิตใจ




ทลายกำแพงนิยาม Beauty Standard”


“ความสุขของซี่ในปัจจุบัน คือ การเดินทาง และการได้เริ่มกิน โดยที่ไม่ต้องนั่งห่วงคำพูดของคนอื่น ไม่ต้องมานั่งคิดว่า กินตอนนี้เดี๋ยวไปกอง แล้วเขาจะทักเราไหม


เป็นครั้งแรกที่ซี่รู้สึกว่า อยากกินอะไรก็กิน อยากไปไหนก็ไป อยากทำผมยังไง อยากจะอาบแดดให้ผิวแดงก็ทำได้ และซี่รู้สึกว่าสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้ซี่มีความสุขใน daily มากขึ้นมากๆ ค่ะ”


ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แววตาที่สดใส และพลังบวกที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากคำพูด เธอคือ คริสซี่ - กฤษณ์สิรี ศุขสวัสดิ์” หรือหลายๆ คน อาจจะคุ้นหน้าชื่อของเธอคนนี้ในฐานะนักแสดง ที่พกรอยยิ้มและความมั่นใจออกมาอยู่ตลอดเวลา จนอาจจะติดภาพจำว่าเธอนั้นเป็น “นักแสดง” ไปแล้ว

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า นักแสดงในวัย 26 ปี คนนี้ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน พลังบวก และมี passion ในแบบของตัวเธอเอง จะเคยถูกบูลลี่ เพราะ Beauty Standard (การถูกบูลลี่เพราะสังคมตัดสินจากมาตรฐานความสวย) จนส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน รวมทั้งจิตใจ ถึงขั้นกลายเป็น “โรคคลั่งผอม” ผ่านภายใต้รอยยิ้มสวยของเธอนี้ เต็มไปด้วยความเจ็บปวด


“ถึงขั้นอยากถอนตัวจากละครเลย เพราะว่าพอจบละคร The sixth sense ภาค 1 ซี่คิดว่าถ้าจบภาคนี้แล้ว ฉันจะไม่ทำงานในวงการบันเทิง ฉันจะไม่ถ่ายละครต่อ ฉันรับแรงกดดันไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าร่างกาย คือ พังมาก

คิดว่า จะจบแล้วจริงๆ ปรากฏว่า พอมันมี The sixth sense ภาค 2 เราก็ต้องถ่ายต่อ เราจะให้คนมาเปลี่ยนตัวกลางคันมันก็ไม่ใช่ แต่ว่า ณ ตอนนั้นซี่ก็คุยกับแม่เลย ว่าไม่ไหวแล้ว ไม่กลับไปเจอแรงกดดันแบบนี้ อยากพักร่างกาย อยากพักจิตใจ แล้วก็ไม่อยากตื่นมาทุกวัน พร้อมกับการร้องไห้ก่อนไปทำงาน แล้วแม่ก็คุยกับผู้จัด คุยกับทุกคนว่าน้องไม่ไหว น้องท้อมาก และสภาพจิตใจไม่โอเค

แต่ด้วยความที่มันดันเป็นละครกระแสนิยมดีมาก และคนก็หลงรักตัวละครเนตรสิตางศุ์ และตัวละครทั้ง 5 ตัวเลย ถ้าเกิดจะมาเปลี่ยนคนเล่นเนตรสิตางศุ์กลางคัน มันก็ไม่ใช่ แล้วเราก็รู้สึกว่าเรารักตัวละครตัวนี้ แล้วเราก็รักเพื่อนนักแสดงทุกคนจริงๆ เหมือนตัวละครเรารักเลย

ซี่ก็รู้สึกว่าอีก 4 คน เขาก็สู้ที่จะไปต่อให้มันจบให้ได้ ซี่ก็สู้อีกรอบนึง แล้วหลังจากนั้นจะพอ ซี่โชคดีมากที่ทีมงานในกองถ่ายเขาก็เห็นใจ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ได้บอกใคร แล้วซี่ว่าน่าจะยังไม่มีใครรู้ คือ ซี่ไม่เคยถ่ายฟิตติ้ง The sixth sense ภาค 2


ในขณะที่คนอื่นถ่ายฟิตติ้งใหม่หมด เปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมหมด แต่ซี่เป็นคนเดียวที่รูปฟิตติ้งใช้รูปภาค 1 ซ้ำ เพราะว่า ซี่ไม่อยากมองตัวเอง แม้แต่ในกระจก ไม่อยากลองเสื้อผ้า ไม่อยากรู้ไซส์ตัวเอง คือ อยากตัดตัวเองออกจากทุกอย่างแล้ว

เขาก็เลยบอกว่า มาถ่ายต่อให้หน่อย ยอมไม่ให้ฟิตติ้งก็ได้ เพราะว่าการฟิตติ้ง คือ ตัวบ่งบอกเลยว่าหุ่นเราเป็นยังไง เขาบอกว่าเดี๋ยวจะใช้รูปฟิตติ้งภาค 1 ให้ ฉะนั้น ถ้าเกิดกลับไปสังเกตดีๆ รูปในภาค 2 และภาค 1 ซี่คือเซตเดียวกันเลย ในขณะที่คนอื่นเปลี่ยนหมด”


ทว่า การที่เธอบอบช้ำ จากมาตรฐานความสวย ที่โดนแต่งแต้ม สร้างมาตรฐานเอาไว้ อาจจะไม่ใช่แค่ความรู้สึกทุกข์ หรือสร้างความกดดัน ที่นำไปสู่การโทษตัวเอง แต่เพราะมาตรฐานนั้นได้นำไปสู่สิทธิพิเศษบางอย่างในการใช้สิทธิ หรือโอกาสในหน้าที่ ที่ดีกว่าเดิม อีกทั้งเกิดการตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นของตัวเองซ้ำๆ ด้วยการปิดกั้น และกดดัน

“ซี่ก็งงเหมือนกันว่า ทำไมการเป็นนักแสดง ซึ่งเราใช้ความสามารถในการแสดง ทำไมต้องเกี่ยวกับหน้าตาด้วย ก็ปล่อยให้เรื่องหน้าตาเป็นของนางงาม ปล่อยให้เรื่องหุ่นเป็นเรื่องของนางแบบ ปล่อยให้เรื่องการแสดง การสวมบทบาทตัวละครเป็นเรื่องของนักแสดงสิ นั่นคือ ซี่เข้าใจ


มันสร้างปัญหาให้ซี่เยอะมาก คิดในใจว่า แค่การมีหุ่นที่ดี มันเอาชนะได้หมดเลยขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ ณ ตอนนั้น ซี่ด้วยความเป็นเด็ก แล้วเรายังใหม่ในวงการ เรายังไม่กล้า


เขาสั่งอะไรมาเราก็ทำ ซึ่งมันก็เกิดเหตุการณ์แบบที่ซี่เล่าเลย คือ ทั้งป่วย ทั้งกลายเป็นโรคคลั่งผอมไปเลย คือ หลายๆ คนอาจจะรู้ว่า เขาอาจจะขอให้ลด แต่ว่าเขาให้ได้ขอให้ You ถึงขั้นเป็นโรคคลั่งผอมรึเปล่า แต่มันเป็นอะไรที่เราห้ามไม่ได้ พอเราเจอแรงกดดัน แล้วไม่ว่าเราจะลดลงขนาดไหน เขาก็ขอให้เราลดอีก มันลดไปเรื่อยๆ จนมันเข้าสู่ตรงนั้นเอง โดยอัตโนมัติ

คือ เราไม่ได้ต้องการไปถึงจุดนั้นเหมือนกัน แต่ต่อให้เราลดไปแล้ว 5 โล มันก็ยังไม่พอ ไปกองก็จะเจอคำพูดว่า น้ำหนักลดแล้วนะ แต่ลดอีกนิดนึงจะสวย


คำว่าอีกนิดนึง ซี่เจอตลอดเวลา แล้วซี่ก็ไม่เข้าใจอีกนิดนึงของเขา คือ ต้องไปสุดตรงไหน แล้วเราก็ไปสุดจนน้ำหนักเหลือต่ำกว่า 40 เขาถึงพูดว่าสวย”





มีความสุข เริ่มจากตัวเอง



“มันต้องเริ่มจาก mindset ของ You ก่อน แล้วพอ You รักตัวเอง You มั่นใจว่า You มีความสุขกับทุกอย่างที่ตัวเองมี พอเรามีความสุขจากข้างใน มันจะสร้างออร่าให้เราจริงๆ

เพราะซี่รู้จักหลายคนมาก ที่ไม่ตรงตาม Beauty Standard แต่พอเขามีความสุขกับตัวเอง เขารักตัวเอง เขาก็มีออร่าตลอดเวลา เป็นคนที่เราอยู่ด้วยแล้วเรา happy มาก เพราะคนเหล่านี้เขาสดใส และแววตาเขาประกาย เพราะว่ามันมาจากข้างในเขาจริงๆ”





เพราะ ความสวย” ไม่ได้มีแบบเดียว!!


เรียกได้ว่า มาตรฐานความงามของสังคม ผิวขาว ตาโต รูปร่างผอม ความงามในอุดมคติที่มองว่า “แบบที่สวย”, “แบบที่หล่อ” สร้างความบอบช้ำให้กับเธอในอดีตเป็นอย่างมาก


”เคยถึงขั้นล้วงคอเลย แต่ว่ามันไม่ค่อยออก เพราะมันไม่มีอาหาร เป็นคนที่กินน้อยมาก ล้วงแล้วแต่ก็ไม่มีอาหารออก ก็เลยรู้สึกว่า ล้วงไปก็ไม่ช่วย ก็เลยไม่ได้ทำต่อ แต่ก็เคยมีความคิด และลองทำหลายรอบเลย

มันกระทบเยอะมาก อย่างแรกเลย คือ ร่างกายและจิตใจ ร่างกาย คือ เห็นชัดเลย ทุกอย่างคือแย่มาก แล้วกิจกรรมต่างๆ ที่เราเคยเป็นเด็กกิจกรรมที่เราทำได้ เราก็ทำไม่ได้แล้ว

ตอนนั้นซี่จำได้ว่า ซี่เป็นเด็กโตมากับการเรียนบัลเล่ต์ เป็นนักบัลเล่ต์ เพราะว่าแม่ก็เป็นนักบัลเล่ต์ แล้วซี่ต้องเลิกเต้นบัลเล่ต์เพราะว่าไม่มีเวลา ซึ่งการเต้นบัลเล่ต์เหมือนการซ้อมกีฬา เราขาดบ่อยๆ เราจะตามเพื่อนไม่ทัน แล้วแรงจะไม่มีเท่าคนอื่นแล้ว

ฉะนั้น พอซี่ไม่สามารถให้เวลามันได้เต็มที่ บวกกับเราผอมมาก เราไม่ได้มีแรงจะไปเต้นแล้ว เพราะว่าการเทรนด์ หรือการซ้อม การเรียนบัลเล่ต์มันหนักมากๆ มันใช้เวลาวันหนึ่ง คือประมาณ 4-6 ชั่วโมง

แล้วซี่ก็ไม่มีแรงจะทำแล้ว ซี่ก็เลยรู้สึกว่า ซี่จะต้องยอมทิ้งหนึ่งในสิ่งที่ซี่โตมากับมัน เพราะว่าเหตุการณ์ที่ซี่เจออยู่ แล้วมันก็สร้างความห่วงกับคนในครอบครัวด้วย แล้วจริงๆ ก็เกือบถึงขั้นหาหมอแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ซี่ดีขึ้นได้ คือ โชคดีที่แม่ช่วยซี่ได้ทัน

แม่เป็นห่วง แม่มีทำศึกษาค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ต ว่าสิ่งที่แม่เห็นคืออะไร เช่น ขนเล็กๆ ขึ้นตามร่างกาย ประจำเดือนหายไป เหมือนไม่กล้ากินแป้ง คิดเสมอว่าตัวเองอ้วน แล้วแม่พิมพ์ปุ๊บ ทุกหัวข้อขึ้นตรงว่า Anorexia หรือโรคคลั่งผอม


แล้วแม่ก็เอามากางให้ดูเลยว่า รู้ไหมว่า You เป็นอย่างนี้อยู่ ตอนนั้นซี่ก็ไม่เชื่ออีก ยังไงก็ไม่เชื่อ แต่แม่ คือ พูดย้ำๆ ตลอด จนมันน่าจะดึงสติซี่กลับมาได้นิดนึง แล้วซี่ก็รู้สึกว่ามันจริง เราไม่มีแรงเลย แล้วเราก็โหยอาหารมาก

พอเราต้องเริ่มหันมาทาน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น มันก็เด้ง บวกกับเราเป็นโหยอาหารด้วย ที่เราไม่ได้กินมานาน คือ ซี่เป็นอาหารธรรมดามากเลย เป็นอาหารตามสั่ง ตอนเช้าอยากกินขนมปังปิ้ง คือ ไม่ใช่กินเลย์ 5 ทุ่ม 5-10 ถุง มันเป็นอาหารที่คนธรรมดากินทั่วไป แต่มันเป็นสิ่งที่ซี่ไม่ได้กินเลย เรากลับมากินปุ๊บ มันก็เลยกลายเป็นว่ามันระเบิด”


โดยเฉพาะมาตรฐานคนในวงการศิลปิน-ดารา จะถูกกำหนดผ่านบริบทในสังคม ซึ่งจะเห็นได้จากสื่อโฆษณา สื่อโทรทัศน์ ที่ชี้นำ ให้ผู้คนคิดว่า จะต้องมีสีผิวแบบนั้น จะต้องรูปร่างดี หุ่นแบบนี้ เป็นการเคาะสรุปถึงมาตรฐานที่ถูกสนับสนุนมากเรื่อยๆ

สำหรับ คริสซี่ เด็กวัย 17 ปี ในตอนนั้น กลับเคยมีประสบการณ์ ที่ไม่ค่อยดีนักถูกฝังกลบด้วยมาตรฐานความงามที่จำเป็นต้องผอมหุ่นดีเท่านั้น ถึงจะเฉิดฉายได้ในวงการบันเทิง นั่นทำให้ “การลดน้ำหนัก” กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า “ความสามารถ” ที่เธอมีและเธอกลับถูกปลดจากละคร และยกเลิกสัญญานักแสดงในที่สุด

“ณ ตอนนั้น Beauty standard มันมาหลักๆ เลย แทบจะเรียกว่าเป็นอะไรที่รู้กันอยู่ในชาวในวงการ ว่า บางทีรูปร่างหน้าตามักมามากกว่าความสามารถด้วยซ้ำ อย่างหลายๆ คนต่อให้ไม่มีความสามารถ ไม่มีทักษะด้านการแสดง แต่แค่หน้าตาดี หุ่นดี ก็ถูกยกชึ้นทันที

ในขณะที่หลายๆ คน มักไม่มีโอกาสทางการแสดง เพราะว่าหน้าตา และหุ่นเขา ไม่ตรงตามที่เขาต้องการ แล้วนั่นคือสิ่งที่ซี่ก็เจอ ต่อให้ทักษะเรามี สิ่งที่เขาบอกว่าหน้าตาสวย แต่แค่หุ่นเราไม่ตรงตามที่เขาต้องการ เขาก็ดีดซี่ทิ้งเลย แล้วซี่คิดว่า ณ ตอนนั้นที่ซี่โดนไม่ต่อสัญญา เพราะเขารู้สึกว่า “เราอ้วน”

คือ ทักษะ ความสามารถในการแสดงมันยังไปเรียนได้ ใช้ Acting coach ตัดต่อช่วยได้ แต่ถ้าหุ่นไม่ดี ใส่อะไรก็ไม่สวย ออกกล้องก็ไม่ได้ จะมาเดินคู่กับพระเอกหุ่นดี แต่นางเอกตัวใหญ่ก็ไม่ได้

ซี่รู้สึกว่าในวงการ ถ้าไม่ใช่หุ่นที่ผอมเพรียวเท่ากับไม่สวย คือ ใครจะอยากดูคนที่มีพุงอยู่บนจอ นั่นคือ สิ่งที่คนคิดในสมัยก่อน แล้วเขาก็รู้สึกว่าคนที่ไม่ใช่คนผอม อยู่บนจอแล้วไม่น่าเอ็นดู ไม่น่าทะนุถนอม เป็นนางเอกต้องผอมเพรียว
ให้พระเอกอุ้มแล้วตัวเบา พอเราไม่ใช่ตรงนั้นมันก็ไม่ได้แล้ว เขาก็เลยรู้สึกว่าซี่ได้โอกาสมาแล้ว แต่ซี่ไม่ดูแลโอกาสตรงนี้ให้ดี เขาคิดว่าซี่ปล่อยตัว ไม่ดูแลตัวเองให้ดี ไม่เคารพในอาชีพ แล้วมีเด็กที่พร้อม ขึ้นมาเป็นนางเอกให้แทนเยอะมาก


มีเด็กผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเยอะมากในตอนนั้น จะเขี่ยนางเอกเดิมคนหนึ่งทิ้ง มันไม่เป็นอะไรหรอก มันเป็นการเพิ่มที่นั่งว่างให้คนอื่นมาแทนที่ด้วยซ้ำ ก็เลยโดนทิ้งเลยกลางคัน

ตอนนั้นทั้งสับสน และโกรธที่ว่าเราเองก็อยากออกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่พวกคุณดึงให้ฉันทำงานต่อ แล้ววันที่ฉันพร้อมกลับมาทำงาน คุณก็ไม่ต้องการฉันแล้ว คุณก็ทิ้งฉันกลางคัน ดีดทิ้งตายตรงนั้นเลย ตอนนั้นมันมีความรู้สึกโกรธและสับสนว่าฉันทำอะไรผิดนักหนา ทำไมถึงต้องโดนพวกนี้...


ทุกอย่างที่ซี่ทำ คือ ทำเพราะ You ต้องการ แต่พอผลออกมาไม่ตรงกับที่ You วาดฝันไว้ ก็เฉดหัวทิ้งง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ ตอนนั้นอีกครึ่งในใจ ก็มีความรู้สึกโล่ง เพราะในที่สุดก็จะได้ออกแล้วอย่าที่หวัง”




ปรับ mindset หาสมดุลชีวิต!!


เมื่อถามเธอว่า กว่าอยู่ในจุดที่มั่นใจในร่างกายและตัวตนของเรา รวมทั้งการค้นพบจุดสมดุลความสุขในชีวิต แต่ Beauty Standard ในสังคมยังคงแข็งแรงและยังมีคนวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดีอยู่ เธอต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไร คริสซี่ตอบอย่างตรงไปตรงมา ผ่านมุมมองบวกๆ ของเธอ เลือกที่จะปรับทัศนคติของตัวเอง เป็นอันดับแรก

“มันก็อยู่ที่กระแสสังคมด้วย ที่คนเขายอมรับกันมากขึ้น ยอมรับว่า หุ่นซี่คือปกติ เราไม่ใช่คนอ้วน เราไม่ใช่คนผอม เราคือคนปกติ คนผอมก็คือหุ่นปกติ คนอ้วนก็คือหุ่นปกติ ทุกคนคือคนปกติ เท่านี้คุณก็จะสามารถมองทุกคนเท่ากันได้หมด แค่มองว่าทุกคนคือมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ทุกคนไม่ได้เป็นคนเดียวกัน ไม่ได้มีกระดูกเท่ากัน ไม่ได้มีความสูงเท่ากัน

การไม่แคร์คำพูดของคนอื่นด้วย เราจะต้องไม่ปล่อยตามคำพูดคนอื่นเกินไป และตั้งแต่ซี่คิดว่าจะไม่ลดลงน้ำหนักเพื่อใครอีกแล้ว หรือไม่ลดน้ำหนักเพราะคำพูดของคนอื่นอีกแล้ว ซี่ก็รักตัวเองขึ้นมาทันที

แต่ก่อนพอใครพูดปุ๊บ เรามองตัวเองในกระจก เราก็จะมองว่าตัวเองอ้วนเลย เราก็จะไม่รักตัวเองเลย ไม่ชอบตัวเอง แต่พอเราตัดคำพูดเหล่านี้ออกไปได้ เรามองตัวเองในกระจกทีไร เรา happy ตลอด


แล้วพอเรา happy อาหารการกิน การใช้ชีวิตเราจะดีขึ้นในทันที เพราะว่าใช่วงที่เราไม่ happy กับตัวเอง เราลดน้ำหนัก แน่นอนมันก็จะเกิดการโหย แล้วพอเราโหยปุ๊บ มันก็จะกลับไปกินเยอะ สุดท้ายการลดไปมันก็กลับไปเท่าเดิม

แต่ถ้าเราเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิธีการกิน ทุกวันนี้ซี่ก็กินปกติ เช้า กลางวัน เย็น ถ้าหิวก็อาจจะมีขนมจุดจิกบ้างไม่ตลอดเวลา แต่หลังจากนั้น น้ำหนักของซี่ก็กลับมาคงที่ตลอด ทุกอย่างคือดี มันอยู่ที่ mindset จริงๆ”


ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีใครรู้ถึงแนวคิดเบื้องหลังของสิ่งที่เราได้เห็น รวมถึงความสวยของเธอจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่าต้องผ่านอะไรมาบ้าง เพราะเมื่อเอ่ยพูดถึงเรื่องนี้ เธอยอมรับตรงไปมา เธอเพิ่งก้าวผ่าน และรับมือแรงกดดันเหล่านี้ได้ไม่นานนัก

“ซี่รู้สึกว่าซี่เพิ่งโอเคจริงๆ กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ภายในปีแค่ 2 ปีที่ผ่านมาเอง เพิ่งกล้าที่จะออกมาพูด กล้าที่กลับมาดูรูปเก่าๆ และกล้าที่จะเล่าออก Youtube จริงๆ


ประสบการณ์เป็นอะไรที่ซี่อยากลืมมาตลอด แล้วใครถาม คือ ซี่จะ ignore จะไม่อยากเล่า จะไม่อยากพูดถึง แต่ซี่รู้สึกว่าที่ซี่โอเคขึ้น เพราะว่ากระแสของโลกในเรื่องของ ฺBeauty Standard เปลี่ยนไป

มันเลยทำให้รู้สึกว่า การที่เราหุ่นอย่างนั้น จริงๆ เราก็ไม่ผิดนี่หว่า มันไม่ได้ผิดที่เรา มันผิดที่สังคมต่างหาก ซี่ก็เลยรู้สึกว่าเออว่ะ เราไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วพอซี่เริ่มออกมาเล่าให้คนอื่นฟัง มันก็มีคนมาเล่าทั้งคอมเมนต์ และ DM หาซี่ส่วนตัว มาเล่าให้ฟัง


ซี่รู้สึกว่า มีคนเจออย่างนี้เยอะมาก แต่แค่เราไม่รู้ คือ เราไม่ได้เป็นแค่ตัวประหลาดคนเดียว แต่ก่อนใครพูดเรื่องน้ำหนัก คือ ซี่นอยด์ทั้งวัน ร้องไห้ แต่ตอนนี้ใครมาทักว่า ทำอะไรอ้วนขึ้น คือ ซี่กล้าจะด่ากลับเลย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ซี่น้ำตาคงเอ่อแล้ว คือ ซี่รู้สึกว่าอย่างแรก หลักๆ ที่ทำให้กล้า และยอมรับในอดีตของตัวเองได้ คือ เพราะกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป

...แค่ทุกวันนี้สังคมหันมายอมรับทุกอย่างมากขึ้น ยอมรับหุ่นต่างๆ ยอมรับสีผิวต่างๆ ขึ้นมาได้ และยอมรับได้ว่าการจะเป็นนางแบบ นางงาม นักแสดง ไม่ได้มีแค่หุ่นและหน้าตาแบบเดียว คือ แค่นี้ซี่ก็ดีใจมาก ที่ไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะสามารถยอมรับตรงนี้ด้วยซ้ำ

แต่วันนี้ยอมรับได้ ความคิดคนก็เปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วยิ่งมีน้องแอน (ชิลี สก๊อต-เคมมิส) ที่เป็นนางงาม ขึ้นมาพูดด้านนี้เต็มๆ ซี่รู้สึกว่า สังคมต้องการอย่างนี้ ที่มีกระบอกเสียงมากพอ ที่จะกล้าพูดเรื่องแบบนี้

คือ ซี่อาจจะยังไม่มีกระบอกเสียง และตำแหน่งมากพอ ที่จะกระจายความคิดเหล่านี้ได้ แต่ Youtube ซี่รู้สึกว่ามันเป็นแพลตฟอร์มซี่สามารถทำได้ และซี่เลยได้เข้าไปพูดเรื่องนี้ แล้วดีใจมากที่หลายๆ คนทักข้อความมาหาซี่ส่วนตัว และรู้สึกกำลังใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องเจอ

แล้วซี่ตอบทุกคนยาวเหยียดมาก ให้กำลังใจ ความรู้สึกของซี่ ดีใจมาก ถ้าเขาสามารถพูดได้ ว่าพอได้เห็นคำพูดซี่เรื่องนี้ เขาหันมารักตัวเองมากขึ้น ซี่ว่านั่นคือสิ่งที่ซี่ภูมิใจแล้วผลลัทธ์ที่ซี่ทำสำเร็จ คือ ซี่สามารถทำให้คนๆ หนึ่งรักตัวเองได้มากขึ้น”





รักหนักแน่น เพราะความเข้าใจ



แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป หลายคนมองว่าการอยู่ก่อนแต่ง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากเป็นบุคคลมีชื่อเสียงแล้ว ก็ยิ่งจะต้องห่วงภาพลักษณ์ แต่คงไม่ใช่สำหรับเธอและ “เค้ก - นันทวัชร์ แก้วบัวสาว” ที่คบหากันมา 5 ปี ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ซึ่งเปิดเผยกับเราไว้ว่า เราทั้ง 2 คนชัดเจน พร้อมมองอนาคตในระยะยาว และความสัมพันธ์อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เสมอ

“เราจะมองว่าเราจะถูกก็ไม่ได้ เพราะซี่มองว่าก็อยู่แต่บ้าน แต่อย่างบ้านซี่จะค่อนข้างมีความคิดในทางตะวันตก ทั้งบ้านซี่และบ้านพี่เค้กด้วย

เราไม่ได้คบกัน 2-3 เดือน แล้วย้ายมาอยู่ด้วยกัน เราจะคบกันมาจะ 5 ปีแล้ว ถึงจะตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันจริงๆ เรา 2 คน คือ ชัดเจนตั้งแต่แรก ทั้งครอบครัวทั้ง 2 ฝ่ายว่า เรา 2 คนรักกัน และเราก็มีแพลนอยู่ด้วยกันในระยะยาว

เราทำอะไร ไปเที่ยวไหน เราอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด เราชวนพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ไปเที่ยวด้วยกันตลอด ไปกินข้าวด้วยกันตลอด

มันก็เลยมีความรู้สึก เราอยู่กันไปกลุ่ม เราอยู่กันเป็นครอบครัวมาตั้งแต่แรก มันเลยไม่ใช่การที่หนุ่มสาวสองคน เป็นแฟนกัน แล้วหนีหายกันไป ไม่ยุ่งเกี่ยวครอบครัว แต่เราเอาครอบครัวมาอยู่ในความสัมพันธ์ของเราค่อนข้างเยอะ

ฉะนั้น เขาจะรับรู้ความสัมพันธ์เรา และความเป็นไปของเรา 2 คน เกือบตลอดเวลา

เวลาเราจะทำอะไร อย่างเช่น เมื่อก่อนพี่เค้กจะพาซี่เดินทางไปเที่ยวไหน เขาจะมาขออนุญาตแม่ซี่ก่อนตลอด เขาจะให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ...ไม่ใช่อยู่ดีๆ ผู้ชายมาจีบสาว แล้วผ่านมา 1 ปี ไม่เคยมาเจอพ่อแม่ มันไม่ใช่เลย แล้วเขาก็พาซี่ไปเจอครอบครัวเขาตั้งแต่ช่วงแรกๆ

โดยครั้งแรกที่พาไปกินข้าวกับครอบครัวเขา ไม่ได้เจอแค่พ่อแม่เขา แต่เจอลุงป้า น้าอา กลุ่มใหญ่มาก ซี่ว่าความชัดเจน ที่มีมากตั้งแต่แรกด้วย ฉะนั้น อยู่ดีๆ จะมาซื้อบ้านด้วยกัน มันเลยไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับครอบครัว เพราะว่าเราทำให้เห็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ว่า เราวางแผนระยะยาวด้วยกัน



และก่อนที่จะย้ายเข้าบ้านที่ซื้อด้วยกัน จริงๆ พี่เค้ก มีการกึ่งย้ายเข้าไปซี่ที่อยู่กับคุณแม่ก่อนด้วย ... เราซื้อบ้านอยู่ด้วยกันก็จริง เราอยู่ก่อนแต่งก็จริง แต่เราก็ไม่ชัวร์ว่าเราจะอยู่ด้วยกันรอดจริงๆ รึเปล่า

ตอนนั้นก็เลี้ยงแมวด้วยกันด้วย พี่เค้กก็อยากเข้ามาช่วยเลี้ยงแมวด้วย ช่วงนั้นบ้านซี่ก็เดินทางบ่อย แม่ซี่ก็เดินทางบ่อย ฉะนั้นทิ้งแมวอยู่บ้านไม่ได้ พี่เค้กก็เลยอาสามาดูแมวให้ หลังจากนั้น ก็เลยกลายเป็นการย้ายเข้ามา กึ่งย้ายเข้ามาอยู่ด้วย



อยู่รวมกับพี่ชายซี่ แม่ซี่ อยู่ด้วยกันหมด และทำให้รู้ว่า เราอยู่รวมกันเป็นครอบครัวที่ไม่ใช่แค่ 2 คน มันก็ยังมีเรื่องจูนกันค่อนข้างเยอะ เราก็โชคดีที่เราอยู่ด้วยกันที่นั้นประมาณปีครึ่ง และพอวันนี้เราย้ายเข้ามาอยู่บ้านเพียงแค่ 2 คนจริงๆ มันแทบจะไม่ต้องปรับอะไร มันน้อยมาก เพราะเรามีการปรับกันมาแล้ว”









แอดเวนเจอร์ลุยได้ทุกที่!!


“เราเป็นคนขี้เบื่อด้วย เพราะฉะนั้นจะให้ซี่มาทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซี่คิดว่ายังไงก็ทำไม่ได้หรอก คือ เราเป็นอย่างนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว คือ การได้เปลี่ยนในสิ่งที่ทำเรื่อยๆ”

จนถึงวันที่ปลดล็อกตัวเอง และเลือกส่งต่อความสุขของการ “รักตัวเอง” ให้กับผู้คน คริสซี่ย้ำชัดตลอดบทสนทนาว่า อยู่ที่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการไม่ส่งต่อคำพูดไม่ดี ต่อผู้อื่น


โดยอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ถึงเส้นทางกว่าจะได้เจอกับวิธีการเป็นตัวของตัวเอง รักตัวเอง และมีความสุขกับการเป็นตัวเอง รวมไปถึงการส่งต่อความรักและกำลังใจนี้ไปถึงคนอื่นๆ ผ่านช่อง Youtube ที่ชื่อว่า “The Bottom Club”

สิ่งที่ฉายชัด ให้เห็นคือ เธอไม่เคยชอบหยุดนิ่ง ถ้ามีเวลาว่างเธอก็มักจะออกไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นจะขาดการออกไปดำน้ำไม่ได้

“ซี่ว่า มันให้สังคมแน่นอน เพราะทุกครั้งที่เราไปดำน้ำ เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือ ทั้งหมด 4-5 วัน กับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน และการอยู่บนเรือมันไม่ได้มีสัญญาณโทรศัพท์ มันไม่ได้มีอะไรเลย

ฉะนั้น ทุกคนต้องวางโทรศัพท์ทิ้ง เทคโนโลยีต่างๆ แล้วหันหน้าคุยกัน แล้วการเข้าไปจะเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ตามหาสิ่งที่เหมือนกัน เราได้อยู่บนเรือด้วยกัน มันก็คุยถูกคอได้เร็ว ไม่ว่าอายุจะต่างกันเท่าไหร่ หรือว่าทำงานอะไร กลายเป็นว่าทุกครั้งที่จบทริป เราได้เพื่อนใหม่กลับไปเสมอ

เราได้ connection ใหม่ๆ จนถึงทุกวันนี้ ซี่ดำน้ำหลายปีมาก แต่กลายเป็นว่า ทุกวันนี้รุ่นพี่ที่สนิทหลายๆ คน ก็มาจากทริปดำน้ำ ซี่รู้สึกว่าเวลาอยู่ใต้น้ำ มันสร้างความสงบให้ซี่มาก แล้วทำให้ซี่มีสมาธิ เพราะว่าเวลาอยู่ใต้น้ำ เรามี goal ในการทำ คือ เราต้องไปทางไหน แล้วข้างหน้ามีอะไรอันตรายรึเปล่า

อีกอย่างหนึ่ง เราต้องมองหาสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ฉะนั้น ซี่รู้สึกว่าอยู่ใต้น้ำ เราไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่นเลย เราไม่มีเวลาฟุ้งซ่านเรื่องอื่นเลย เพราะเราต้องโฟกัสกับสิ่งที่เราต้องอยู่ตรงหน้าเท่านั้น แล้วตอนนี้ซี่ฝึกเป็น Drivemaster คือเหมือนจะเป็นลองครูลงมา


แล้วยิ่งเป็นแบบนี้ เราต้องยิ่งโฟกัสข้างหน้า เราต้องพากลุ่มเราไปทางไหน มีอะไรอันตรายรึเปล่า กลุ่มเราทุกคนข้างหลังมากันครบไหม


ต้องคอยหันไปนับตลอด ว่าอยู่กันครบรึเปล่า แล้วก็ต้องคอยถามอากาศว่าโอเคไหม อากาศเหลือรึเปล่า หรือถ้าเขาต้องการเป็นพิเศษ เราต้องคิดให้ได้ว่าอย่างแรกเราต้องทำอะไร ...เราต้องไม่ตกใจ และถ้าเจอลูกทัวร์ ลูกทีมที่ตกใจ เราจะรับมือกับสถานการณ์ยังไง

ซึ่งมันเป็นอะไรที่บนบก ซี่ไม่เคยได้ยินเหตุการณ์แบบนี้เลย แต่กลายเป็นว่าพอเราอยู่ใต้น้ำ เราเป็นหัวหน้าขึ้นมา มันก็เป็นการฝึกที่ดีมากๆ จนทำให้ซี่รู้ว่า เราก็เป็นคนที่มีสมาธิใช้ได้ เพราะอยู่ข้างบน (บก) ซี่เป็นคนที่คิดว่าตัวเองสมาธิสั้นมาก

เพราะอ่านหนังสือเราก็ต้องหยุดเล่นโทรศัพท์ ดูหนังก็ต้องกด pause ไปเล่น เมื่ออยู่ใต้น้ำรู้สึกว่า มันมีหลายครั้งที่เราเองก็เครียด เราเองก็ตกใจอยู่ใต้น้ำ แต่ว่าเราก็ตั้งสติได้ ก็รู้สึกดีใจกับตัวเองว่า เราก็โอเคเหมือนกัน”


การดำน้ำเหมือนโลกส่วนตัวอีกใบที่ทำให้เธอค้นพบตัวเองตลอดเวลา เพราะตัดทุกอย่างภายนอกออกไป ไม่มีมือถือ โซเชียลฯ แต่กลับได้โฟกัส

แน่นอนว่า แค่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ทำให้ได้ยินน้ำเสียงตอนที่เธอเล่าออกมานั้น ก็รับรู้ถึงว่าเธอมีความตื่นเต้นและความสุขมากขนาดไหน

“ชอบ moment ที่ซี่ว่ายอยู่ แล้วเราพลิกตัวหันไปมองข้างบน เราก็จะเห็นน้ำ พระอาทิตย์ส่องลงมา มันจะแวบๆ ซี่รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่สวยมาก แล้วซี่ก็จะทำตลอด ซี่ก็จะหันไปดูว่าความสวยงามของชีวิตใต้น้ำมันเป็นอีกโลกนึง ที่ถ้าใครไม่เคยลงมาจะไม่รู้เลยว่าเป็นยังไง”

การดำน้ำจึงเป็นกิจกรรมที่เธอสามารถทำได้ไม่มีเบื่อและเมื่อมีโอกาส” ซี่ว่าแต่ละที่ไม่ว่าจะในไทย หรือต่างประเทศ มันจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน และซี่รู้สึกว่าทั้งการดำในไทยและต่างประเทศก็สร้างความรู้สึกมหัศจรรย์ ว้าวให้ซี่ได้พอๆ กันเลย

อย่างในไทยเราจะมีปะการังที่สวย แล้วเรายังสามารถเจอสัตว์ใหญ่ เช่น ปลากระเบนแมนตา (Manta rays) หรือว่าฉลามวาฬ เป็นสิ่งที่นักดำน้ำต่างตามหากัน เราก็สามารถเจอได้ที่ไทยได้ แต่ว่ามันก็จะมีบางประเภท เช่น ฉลามหัวค้อน ที่เราจะต้องไปตามหาที่ต่างประเทศ หรือใครชอบเป็นสายหาที่เป็นทากทะเล ตัวเล็กๆ สีสันสวยๆ คือ ต้องไปตามหาที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

แต่ซี่รู้สึกทุกครั้งที่ซี่ไปดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นในไทย หรือต่างประเทศ คือ มันก็สร้างความประทับใจให้ซี่ได้ทุกที่เลย”


นอกจากนี้ ยิ้มตาสระอิ ที่เผยให้เห็นว่า เธอมีความสุขในชีวิตปัจจุบัน ใครจะรู้ว่าด้วยความที่รักการเล่นกีฬาทั้งครอบครัว เธอจึงเล่นกีฬาเป็นหลายอย่างตั้งแต่เด็ก และเป็นกีฬาที่ค่อนข้างแอดเวนเจอร์ ซึ่งขัดกับหน้าตาอันอ่อนหวานแต่เธอบอก เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเธอได้อย่างดีที่สุด

ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังหลงใหลในการเดินทาง และมักมีความสุขกับสิ่งที่ทำเสมอๆ แต่เมื่อมีวิกฤตโควิด-19 ก็ทำให้สิ่งเหล่านี้ต้องหยุดชะงักไป

“ปกติถ้าไม่ทำงาน ซี่เป็นคนที่เดินทางเยอะมาก คือ ถ้าวันไหนมีวันหยุด หรือ gap จากการทำงาน คือ ซี่จะเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ ขึ้นเขา หรืออยู่ใต้น้ำไปหมด แต่พอมีโควิด  นอกจากการทำงานที่ต้องหยุดกองด้วย การเดินทางที่ต้องเบรก

ทำให้รู้สึกว่าต้องอยู่บ้านแล้วมันเฉาค่ะ ปกติเราต้องไปอยู่กับธรรมชาติแล้ว เพราะซี่เป็นคนที่ชอบอยู่กับธรรมชาติมาก เป็นคนไม่ชอบอยู่ในเมือง

พอเราเดินทางไม่ได้ ต้องอยู่บ้านเยอะๆ มันจะเกิดอาการเฉา เพราะเป็นคนที่ติดอยู่กับธรรมชาติ จะเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในเมืองค่ะ แล้วพอเราต้องอยู่ในเมือง ในห้องเดิมๆ อยู่แต่ที่บ้าน ซี่จะมีความรู้สึกหดหู่ กดดัน

คือ ซี่ไม่ชอบอยู่ห้องปิดกั้น คือ ถ้าอยู่ในห้องต้องอยู่ในห้องที่เป็นกระจก ห้องหน้าต่างเยอะๆ อยู่กับธรรมชาติ คือซี่บ้านอยู่กลางเมือง และมันล้อมไปด้วยตึก

มันจะไม่เห็นต้นไม้ ฉะนั้น มันจะรู้สึกเฉาข้างใน ไฟมอดดับสิ้นมลายสูญมาก แต่คิดว่ามันก็เป็นอะไรที่ทุกคนต้องเจอ ฉะนั้น เราก็คิดว่าไม่ได้เป็นคนเดียวที่เฉาอยู่คนเดียว คนรอบข้างเราก็รู้สึกเหมือนกัน”


เห็นได้ชัดว่า ตลอดการให้การสัมภาษณ์ของคริสซี่ จะเต็มไปด้วยพลังบวก และทัศนคติที่ดี ที่ไม่เคยหยุดลองทำสิ่งใหม่ๆเมื่อมีโอกาสเข้ามา เพราะเธอมองว่า...“การไม่เก่งสักทาง แต่ชอบทำอะไรหลากหลาย ก็เลยอยากลองทำมันทุกอย่าง เพื่อให้ความสุขกับตัวเอง”


“ชอบไม่ชอบคืออีกอย่างหนึ่ง แต่อยากลองไว้ก่อน เขาเรียกว่าเป็นเป็ด คือ ทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่เก่งสักอย่าง 

 ซี่เป็นคนหนึ่งที่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ คือ ลองทำหลายอย่างมาก เราก็ทำได้หมด แต่ว่าไปไม่สุดสักทาง...

อาจจะเป็นเพราะซี่ เป็นคนเบื่อง่าย ซี่ไม่สามารถทำอะไรอย่างหนึ่งไปจนสุดทางได้ ซึ่งตรงนี้มันเป็นข้อเสีย แต่มันก็ทำให้ซี่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นตลอดเวลา ซี่ก็เลยกลายเป็นคนทำได้เกือบทุกอย่าง

เล่นกีฬาได้ เรียนได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นคนเอาด้านดีด้านหนึ่งไปเลย แต่ซี่มีความรู้สึกงงๆ กับตัวเอง อย่างคนอื่นได้เกรด 4 ถ้าเป็นวิชาการไปเลย เป็นหมอ เป็นวิศวะไปเลย

กับบางคนที่เป็นกีฬา ก็เก่งไปเลย แต่ทำไมซี่กึ่งๆ กลางๆ ไปหมดทุกอย่างเลย เคยมีความรู้สึกว่าทำไมกูไม่เก่งสักอย่างเลย คนอื่นพอเขาจบออกมา เขาจะมีเส้นทางอาชีพของเขา ที่เขาไปสุดได้ แต่ซี่ไม่เคยไปได้สักทางเลย”











สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ขอบคุณภาพ : Instagram“@ksiekeissie”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **







กำลังโหลดความคิดเห็น