xs
xsm
sm
md
lg

“นักสู้แขนเดียว” พลิกชะตาชีวิต ทำฟาร์มจิ้งหรีดเลี้ยงครอบครัว! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากเสาหลักครอบครัว อุบัติเหตุเกือบดับชีวิต!! กลายเป็นชายพิการแขนและขา สู้รักษาจิตใจตัวเอง พลิกชะตา-ไม่ยอมแพ้ ลืมตาอ้าปากด้วยการทำฟาร์มจิ้งหรีดขาย แม้รายได้ไม่มี ก็ไม่คิดที่จะขอใครกิน






พิการแขน-ขา แต่ไม่พิการหัวใจที่แข็งแกร่ง


“ในความคิดในตอนนั้น คือ ไม่อยากเจอใคร อยากจะอยู่คนเดียว มันมีแต่ความหมอง ความเศร้า แม้แต่เห็นหมู เห็นหมา ผมยังไม่อยากจะมอง

คือ ชีวิตเขาดีกว่าเรา เราจะคลานยังคลานไม่ได้ คลานไปก้นก็พัง ทำอะไรก็เจ็บไปหมด ผมก็เลยกลับไปทวนตัวเอง ถ้าหากอยู่ที่นี่ แฟนก็ไม่ได้ทำงาน ทุกคนทุกอย่างจะลำบากกันไปหมด แล้วชีวิตเราก็คงจะแย่ลง แฟนก็ต้องไป เราก็คงต้องกลับไปหาพ่อหาแม่ ตอนนั้นคิดลักษณะฟุ้งซ่านแล้วล่ะ”


นี่คือคำบอกเล่าของ “พงษ์-สมพงษ์ แนวกลาง” อดีตพนักงานขับรถสิบล้อ หนึ่งในผู้โชคร้ายที่ถูกไฟฟ้าแรงสูงดูด ขณะทำงาน ทำให้ต้องตัดสินใจตัดแขน-ขา เพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง

“ผมถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตเมื่อปลายปี 54 ผมได้ถูกช็อต ได้ไปดึงประตูเพื่อจะช่วยเพื่อนที่ติดอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะเราเป็นพนักงานขับรถสิบล้อติดเครน ลักษณะยกสินค้า ไปใกล้สายไฟ แต่การเรียนรู้ของเรา ไม่รู้ว่าการเข้าใกล้ก็ถูกช็อตถูกดูดแล้ว ก็ผิดพลาด ไฟก็ลงมาที่รถ พอไฟลงผมก็ยังไม่เป็นไร ร่วงลงพื้น เดินได้วิ่งได้ปกติ แต่เพื่อนอีกคนยังติดอยู่ ผมก็เลยใช้แขนขวาเข้าไปดึงประตู เพื่อปิดสวิตช์รถ แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิด พอเราจับ มือเราก็กำแน่นเลย สรุปแล้ว ก็ต้องรอไฟหม้อฝั่งโน่นระเบิด ก็เลยพากันหลุดออกมา

หลังจากที่โดนตอนเที่ยง มาถึงโรงพยาบาลตอนเย็นแล้ว ระยะเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วถึงมือหมอมันนานมาก หมอที่โรงพยาบาลเขามองว่าเป็นเคสหนัก ก็ต้องส่งตัวเข้าที่โรงพยาบาลในเมือง…”

หลังได้รับการรักษาจนออกจากโรงพยาบาลและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพจิตใจของเขาค่อนข้างแย่ กับการที่ต้องสูญเสียแขนขวาและขาทั้ง 2 ข้าง ทำให้เขาตัดสินใจเลือกจบชีวิต เพื่อจบปัญหาทุกอย่าง

“อยู่ไปก็เป็นภาระ ทำอะไรก็เป็นภาระ คือ ขับรถลงน้ำเลย มันเป็นจังหวะเหมือนกับว่า ชะตาชีวิตของเรามันยังไม่ถึงฆาต ก็มีคนมาช่วยเราขึ้นมาได้ พอช่วยขึ้นมาได้ คือ จากวันนั้นมาผมเลยเปลี่ยน เราตั้งใจที่จะทำ ตั้งใจที่จะตายแล้ว แต่ก็ยังมีคนมาช่วยเราได้อีก เราก็เลยคิดว่ามันคงยังไม่ถึงเวลา”

ผลกระทบด้านจิตใจที่เขาเองก็ยอมรับว่าได้รับมาอย่างหนักเช่นกัน แต่หลังความคิดจมดิ่งกับการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะต้องมาประสบชะตากรรมกลายเป็นคนผู้พิการ ทำให้เขาค้นพบว่ายังมีคนที่รัก และให้กำลังใจเขาอยู่

“เขาจะพูดลักษณะปลอบเรามากกว่า ว่า พงษ์อย่าไปคิดอะไรมาก จะมองหน้ากันแล้วจะน้ำตาไหล คิดว่าคนที่แย่กว่าเรายังมี”


เช่นเดียวกับ ปราณี กิ่งโพธิ์ ภรรยาของพงษ์ ได้บอกเล่าความรู้สึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้น พร้อมให้กำลังใจ และยืนยันจะอยู่ดูแลกันไป

“ถึงตัวเองจะเป็นอย่างนี้ เขาก็จะอยู่เคียงข้างตลอด ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องท้อ พร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน บอกให้เขาเข้มแข็ง


ตอนที่เขายังไม่เป็นอะไร ดูแลครอบครัวดีมาก รักลูก รักเมีย เพราะทั้งชีวิตเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาทำมา พอเขาประสบอุบัติเหตุก็จะพยุงเขาขึ้นมาให้เหมือนเดิมให้ได้ ทั้งกำลังใจและร่างกายเขาค่ะ

ลำดับแรก คิดว่า พี่เขาล้มแล้ว เป็นเสาหลักของครอบครัว เราจะต้องเป็นกำลังใจเขา คือจะพูดคุยกับเขาเหมือนเขาไม่ได้โดนตัดแขนตัดขา จะเป็นอย่างนี้ ทำมาตลอด ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีกำลังใจขึ้น จะทำสม่ำเสมอ เหมือนตอนที่เขาเป็นอะไรเลย ทำให้เขามีกำลังใจเรื่อยมา”




ขาย “จิ้งหรีด” สร้างรายได้ แบ่งโอกาสให้ผู้พิการ!!


แน่นอนว่า การเป็นผู้ป่วย ต้องพักฟื้นรักษาตัวต่อเนื่องยาวนาน อีกทั้งในแต่ละวันจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายสูง ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ทำให้เขาเครียด ที่ต้องเป็นภาระของครอบครัว

แต่ด้วยกำลังใจที่ได้รับ และจิตใจที่เข้มแข็ง ทำให้เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยการหาอาชีพทำ แต่กว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราไปศึกษาการเลี้ยงกบมา ก็ถือว่าประสบผล เลี้ยงเป็น ผสมเป็น ขายเป็น ทำให้รายได้กลับมา มีกำลังใจเมื่อได้เห็นเงิน”


แม้การทำฟาร์มกบจะมีทิศทางที่ดี แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน และประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้เขาหันมา “เลี้ยงจิ้งหรีด” เพื่อขายแทน จนกลายเป็นอาชีพสร้างรายได้สู่ครอบครัวในปัจจุบัน

“เขาให้มา 1 ถัง เราก็มาหัดผสมพันธุ์เอง เพาะเอง ตอนเช้าจะให้อาหาร แล้วก็เติมน้ำ ถ้าถาดน้ำสกปรกเราก็จะเปลี่ยน กิจวัตรของเขาง่ายๆ คือ ให้อาหาร เปลี่ยนน้ำ ถ้า 2 อย่างนี้สะอาด แมลงก็ออกมาได้สวย เราขายเป็นแมลงต้ม ส่วนหนึ่งเรานำมาขายปลีก

ถ้าขายในรสชาติความอร่อยก็จะสูง จะมันมาก ถ้าท้องแฟบก็เหมือนเรากินสัตว์เลี้ยงไม่สมบูรณ์ เราหักต้นทุนอาหารเขา เหลือคิดได้ลังละ 500 บาท 500 บาท นั้นคือกำไรของเรา แต่ด้วยความพร้อมของแมลง บางครั้งแมลงขาดทุนมันก็มี แมลงได้กำไรก็มี”

จากการศึกษา และไม่ท้อถอยต่อโชคชะตา ทำให้ปัจจุบันเขาสามารถทำฟาร์มจิ้งหรีด ไม่เพียงแค่นั้นยังขายสายพันธุ์ไข่จิ้งหรีด และอุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด พร้อมแนะเทคนิคการเลี้ยงจากประสบการณ์ของตนเองด้วย

“ยอดกิโลของเรา มันได้ไม่กี่กิโล เพราะเราทำมาไม่มีครู เราศึกษามาด้วยตัวเอง จนกระทั่งเราได้เข้าสู่โลกของเฟซบุ๊ก และได้เรียนรู้จาก google, Youtube เข้ามา


สมัยนั้นมันยังไม่มีโทรศัพท์อย่างนี้ เรายังใช้โทรศัพท์ธรรมดา เราสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตไม่เป็น เพราะว่าในสมัย 7 ปีก่อน มันยังไม่พัฒนาขนาดนี้ เพื่อนก็บอกว่าให้ใช้ google สิ เราก็คิดว่าจะทำยังไง เราจะไปเปิดที่ไหน ทุกวันนี้ใช้เป็นแล้ว ใช้ในมือถือ เราก็ศึกษามาเรื่อยๆ คนที่ทำฟาร์มใหญ่ๆ เขาใช้อาหารอะไร เทคนิคเขามีอะไรบ้าง เราก็ไปดูข้อมูลจากเขา”

เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากคนธรรมดา กลายเป็นผู้พิการไร้แขน ขา 1 ข้าง ไม่ใช่แค่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเท่านั้น สำหรับเขาผู้นี้ เมื่อสร้างงานให้ตัวเองได้แล้ว เขายังแบ่งปันไปถึงผู้ด้อยโอกาส หรือคนพิการได้มีงานทำเช่นกัน

“เราก็จะขายตัวแมลงจิ้งหรีด และขายสายพันธุ์ไข่จิ้งหรีด และพัฒนาอุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด ในทุกวันนี้การเลี้ยงทั้งหมดเรารองรับให้หมดเลย มีอุปกรณ์การเลี้ยง มีเทคนิคการเลี้ยงจากประสบการณ์ของผม และไม่มีเก็บ ไม่มีอั้นเอาไว้ว่าผมไม่เก็บเอาไว้ทำเองในสูตร ในเทคนิคนี้ ผมกระจายบอกทุกคน


มีไปสอนด้วย เช่น ทางศูนย์ฟื้นฟูเขาก็จะให้เราไปเป็นวิทยากรสอน เพื่อนๆ พี่ๆ เขาพิการอยู่ ให้เขาเข้าสู่ในการประกอบอาชีพ อย่างเช่นผู้พิการ ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องลำบาก บางคนคิดว่าเขาอยู่ในโลกของความสบาย ถึงเวลากดออดเรียกกินข้าว

แต่จริงๆ ตรงนั้นมันเป็นความสบาย โลกของความลำบากจริงๆ คือ โลกส่วนตัวกลับมาบ้านเรา ว่า เราจะใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์ฟื้นฟู หรือประกอบอาชีพไมได้เลย เพราะว่าจริงๆ โลกของเราการดิ้นรนมันสูง แข่งขันกันเยอะ ผมก็เลยบรรยายให้คนในศูนย์ฟื้นฟูได้ฟัง”


เขาไม่เพียงเป็นคนที่พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด แต่เขาไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ให้ความสำคัญเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ

และพงษ์ยังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เชื่อในตัวเองว่าความสามารถที่มีอยู่ในตัวไม่ได้ลดลง กลับมาต่อสู้ฟันฝ่าต่ออุปสรรคที่เข้ามาจนขายจิ้งหรีด นำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวของเขาได้

“ความสุของผม คือ ครอบครัว น้ำพริกถ้วยเดียวผมกินด้วยกันได้ 3-5 วัน แค่นั้นของผมก็คือความสุขแล้ว ได้อยู่ด้วยกัน ถึงเราไม่มีเงิน แต่เรามีรอยยิ้มให้กับครอบครัว ความสุขตรงนั้นผมว่ามันเยอะ

ตอนนี้เป้าหมายเรื่องอาชีพของผม คือ คิดว่าตัวเองได้บรรลุเป้าไป 70% แล้ว สำหรับการทำอาชีพการเลี้ยงจิ้งหรีด ที่ผมคิดในปัจจุบัน ตอนนี้ผมมีรอยยิ้มแล้ว ผมได้สร้างงานของตัวเองมา แต่ผมอยากจะแบ่งปันรอยยิ้มของผมไปให้คนที่ด้อยโอกาส ให้คนที่นั่งอยู่บ้านเฉยๆ

หรือคนที่คิดว่าเขาไม่มีค่า ให้เขาได้ทำงานด้วยตัวของเขาเอง รายได้อาจจะไม่ได้เยอะ แต่ให้เขาได้สัมผัสการการซื้อ การขาย เท่ากับว่าให้เขาได้เลี้ยงตัวเองได้ ถือว่าภาระครอบครัวเขาจะลดลง

เมื่อเขาสร้างตัวเองได้ ถ้าเราคิดว่าเราเดินไม่ได้ เราทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ ถ้าคิดว่าได้ ไม่มีขาก็ยังทำได้ครับ ผมคิดแบบนี้ครับ”


เรียกได้ว่าสู้ชีวิตสุดๆ กับชายคนนี้ ที่แม้ร่างกายอาจไม่เอื้อให้ทำอะไรได้เหมือนคนปกติทุกอย่าง แต่เขายังมีไฟที่อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ไม่เคยดูดาย หยุดพัฒนาตัวเอง เพียงเพราะเป็นผู้พิการไร้แขน และขา



สัมภาษณ์ : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : MGR Live
เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **






กำลังโหลดความคิดเห็น