xs
xsm
sm
md
lg

“ถึงตัวเราตาย แต่ชื่อเราไม่มีวันตาย” เจาะใจ “นางงามกู้ภัย” จิตอาสา [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในเส้นทางอาสากู้ภัย ที่ได้พิสูจน์ตัวตนเธอผู้นี้ ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ยังทำหน้าที่ช่วยคนทุกข์ร้อน-ยากไร้เหมือนเป็นคนในครอบครัว โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน ในเส้นทางแห่งความเสียสละที่หาได้ยากในสังคมไทยในปัจจุบัน






ครอบครัว “จิตอาสา” ปลูกฝังทำความดี


“แรงบันดาลใจที่ทำอยู่ทุกวันนี้ได้ คือ รอยยิ้มจากทุกเคส ทุกคนที่เราไปช่วยเขา มันเป็นแรงผลักดันที่ดีกับเรามากๆ ทั้งเคสที่ล้มเหลวบ้าง และทั้งเคสที่สำเร็จบ้าง

เคสที่ล้มเหลวก็ทำให้รู้ว่า เราควรจะทำเคสต่อๆ ไป ให้มันดีกว่านี้ และเคสที่สำเร็จเราช่วยเขา แล้วเขามีความสุข เรา happy ทุกอย่างจบ”

“เรย์ - กวินณดา พรพิชยานุรักษ์” หรือ “นางงามจิตอาสา” วัย 26 ปี กล่าวกับผู้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวชีวิตของเธอในฐานะการเป็นจิตอาสา ทำความดีเพื่อสังคม

จากเด็กผู้หญิงที่เห็นพ่อและแม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือสังคมมาตั้งแต่วัยเด็ก จนซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว

“เป็นอาสาอยู่ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเป็นอาสาอยู่ทั่วไปด้วย คุณพ่อก็ทำมาก่อน ตั้งแต่ก่อนเกิด ทำมาตั้งแต่ 20-30 กว่า แล้วก็ทำมากับคุณแม่ พอคุณแม่มีหนูก็ยังออกไปทำงานอาสาอยู่

จริงๆ คุณแม่ไปทำอาสาตั้งแต่หนูยังอยู่ในท้อง แล้วเหมือนมันซึมเข้ามารึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน พอโตมาเขาก็พาไปด้วยเรื่อยๆ ก็เลยอยากไปทำเอง จึงไปสมัครเองทำเอง


ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่สอนก่อน แล้วพอไปสมัครเอง เขาก็มีการอบรมอาสา การทำ CPR การทำแผลเบื้องต้น ปฐมพยาบาล เรย์มีคุณพ่อ คุณแม่เป็นแบบอย่าง เพราะเห็นคุณพ่อใส่ชุดแล้วดูเท่มาก พ่อเราเท่ขนาดนี้เลยเหรอ แล้วเขาไม่ได้เท่แบบลอยๆ เท่ไปวันๆ เขาเท่แบบให้คุณค่าแก่สังคม เราก็อยากเป็นแบบเขาบ้าง”

ด้าน วิฑูรย์ พรพิชยานุรักษ์ พ่อของเรย์ ได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นจิตอาสา เพราะอยากช่วยเหลือสังคมให้มีสิ่งที่ดีขึ้น


“พ่อทำตั้งแต่วัยรุ่น คือ ตอนเป็นวัยรุ่น พ่อชอบประเภทที่ว่าลุยๆ หน่อย แล้วช่วงนั้นอาสาสมัครยังไม่ค่อยมี มีน้อย แล้วมาเริ่มต้นเป็นอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเป็นหน่วยดับเพลิง อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิ ช่วงนั้นก็ยังมีน้อย

คือเคยเห็นตอนที่ถนนมีอุบัติเหตุแล้วไม่มีใครช่วยเหลือ ปล่อยให้คนเจ็บอยู่ที่เกิดเหตุ ช่วงนั้นยังไม่มีหน่วยงาน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะทำสิ่งนี้ เพื่ออยากมาช่วยเหลือ

แม่ก็ไปด้วยครับ จุดเริ่มต้นคือตอนที่พ่อทำ คุณแม่ก็จะนั่งรถไปด้วยกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน และช่วงนั้นแม่ก็ท้องน้องเรย์ ก็เหมือนกับอุ้มน้องเรย์ไปด้วย ออกไปพร้อมกัน ก็เลยเหมือนกับว่าซึมซับเขา คุณแม่ก็มาทำด้วย จนถึงปัจจุบัน

ส่วนน้องเรย์ถ้าทำเต็มตัว คือ ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นคือเป็นการติดตามพ่อแม่ไป จากการสังเกตของเรย์ เขาทำด้วยใจของเขาเอง อย่างช่วงที่เขาไปเรียนหนังสือ ไปเจอคนแก่ข้ามถนน เขาก็จะจูงคนแก่ข้ามถนนไป เจอสุนัขหิวโหย เขาก็จะซื้อลูกชิ้น หมูย่างให้กิน


กิจกรรมที่น้องเรย์ทำ ส่วนมากจะเป็นงานประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิ เช่น งานทิ้งกระจาด แจกสิ่งของผู้ยากไร้ งานกู้ภัย บางครั้งที่ว่าไปประสบเหตุเจอผู้บาดเจ็บบนท้องถนนก็มีการช่วยเหลือเบื้องต้น”

เห็นได้ชัดเจนว่าเธอมีความเป็นจิตอาสาอย่างเต็มเปี่ยม เพราะทั้งครอบครัวของเรย์นั้นทำงานจิตอาสา และบ่มเพาะความเป็นจิตอาสามาตั้งแต่เด็ก

[คุณแม่น้องเรย์]
โดย พัชราภา พรพิชยานุรักษ์ แม่ของเรย์ ยังช่วยสะท้อนอุปนิสัยของลูกสาวไว้ให้ฟังด้วยว่า ชอบช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ

“น้องเรย์เขามีนิสัยชอบจิตอาสาตั้งแต่ตัวน้อยๆ ที่แม่จำได้ คือ แม่ครัวท่านบอกว่ายายหนูคนนี้เขาชอบหมา ชอบแมว ชอบเลี้ยงในโรงเรียน แล้วมีแม่หมาไปโดนรถทับ หมายังไม่ลืมตาเลย เขากับน้องแอบซ่อนหมาขึ้นรถโรงเรียน

เขาเอาเสื้อนักเรียนสีขาว ซ่อนหมาข้างในเสื้อขึ้นรถโรงเรียนคนละตัวกับน้อง แล้วหมาขี้ใส่มาถึงบ้าน คิดดูว่าเขาหอบหมาที่ยังไม่ลืมตามาให้แม่ ตัวเขาเองยังเลี้ยงไม่ได้ในตอนนั้น แม่ว่ามันเป็นการซึมซับของไปแล้วที่เขารู้ว่าต้องช่วยชีวิตคนอื่น สิ่งนี้น่าภูมิใจมาก”


อย่างไรก็ดี ไม่เพียงเป็นครอบครัวจิตอาสาที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือสังคม แต่คุณแม่ของเรย์ยังมีหลักคิดและปลูกฝังลูกๆ โดยการให้ลูกๆ แบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งเพื่อทำงานสาธารณะอีกด้วย

“เราทำงาน เราหาเงิน เราอย่าหาเพื่อตัวเราเอง เราหาเพื่อคนอื่นสักส่วนหนึ่ง อย่างแม่คุยกับน้องเรย์ เงินเดือนน้องเรย์ แม่ขอ 10% เงินเดือนน้องชาย แม่ขอ 10% ทุกคนโอนให้ในบัญชีแม่ แม่จะเก็บให้ 2 คน ทำในเรื่องของสาธารณะ แล้วเขาก็ทำ

คือถ้าสังคมได้ส่วนหนึ่งของความคิดนี้ มันจะมีอะไรที่สวยงามกว่านี้นะแม่ว่า เพราะบางส่วนเรามองว่าที่มันไม่สวยงาม เพราะคนเห็นแก่ตัวเยอะเกินไปแล้ว”




มีเวลา-ใจรัก ทุกคนเป็น “จิตอาสา” ได้


สำหรับกิจกรรมที่เธอทำ ในฐานะอาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่วนใหญ่จะเป็นงานประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิฯ เช่น งานทิ้งกระจาด แจกสิ่งของผู้ยากไร้ รวมถึงงานกู้ภัย เมื่อเจอผู้บาดเจ็บบนท้องถนนก็จะให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น

“เหมือนอยู่กันมานานก็เลยไม่กลัวเท่าไหร่ กลายเป็นคนไม่กลัวอะไรไปเลย เราทำแผลได้ เวลาไปช่วยคนอื่นเป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก เราคิดว่าเขาก็มีครอบครัวเหมือนเรา มีพ่อแม่เหมือนเรา มีลูก มีพี่น้อง เราต้องคิดว่าเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัวเรา เราอยากช่วยเขาด้วยใจจริงๆ”


ไม่เพียงแค่นั้น งานจิตอาสาของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่การช่วยผู้บาดเจ็บบนท้องถนนเท่านั้น แต่เธอยังช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อน ผ่านการขอความช่วยเหลือเข้ามาทางเฟซบุ๊กอีกด้วย

“ตอนนี้ก็เป็นครีเอทีฟค่ะ และเป็นฟรีแลนซ์ทั่วไป เป็นกราฟิกดีไซน์ ล่าสุดเปิดบริษัททัวร์ รับจัดประชุมสัมมนา กู้ภัยเวลาว่างก็จะไป

ที่ทำทุกวันนี้ จริงๆ เราก็ทำงานประจำด้วย แล้วเวลาเหลือก็ค่อนข้างน้อย จากที่เราไปลงพื้นที่ เวลาเราก็เหลือน้อย ก็เลยมาทำเป็น Facebook

ตอนแรกๆ ก็เริ่มจากการแชร์เคสที่เขาต้องการความช่วยเหลือก่อน แล้วพอนานๆ ไปก็มีคนเข้ามาติดต่อเอง inbox เข้ามาว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ เขาต้องการสิ่งของนี้ ต้องการรับบริจาคอย่างนี้ ก็แจ้งเรามา แล้วเราก็มาลงเคสให้เขาบริจาค”

นอกจากตารางที่แน่นแล้วนั้น การเป็นสะพานบุญตรงนี้ต้องมีค่าใช้จ่าย เธอยอมรับว่าได้มีการนำเงินส่วนตัวเข้าไปช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่บางครั้งกลับโดนหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดี


“เอาเงินส่วนตัว แล้วบางทีถ้าเกิดมีคนอยากไปช่วย ก็เหมือนเราระดมทุนกันช่วยกันหลายคนก็อยากช่วยเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน ก็ติดต่อมาอยากไปด้วยจังเลย เขาก็ชวนๆ กันมา

คุณแม่มีช่วยเรื่องของเฟซบุ๊ก การช่วยสแกนเคส บางทีเรารับเคสเราก็ปรึกษาคุณแม่ว่า เฮ้ย อันนี้เขาจริงรึเปล่า หรือว่าเราจะช่วยเขา แนวทางการช่วยเหลือเขาจะช่วยยังไงดี

ถ้ามีคนส่งมาทาง inbox เราอาจจะดูก่อนว่าเขาอยู่พื้นที่ตรงไหน บ้านเขาอยู่ตรงไหน แล้วก็ติดต่ออาสาพื้นที่ให้เขาไปช่วยสแกนให้ ให้เขาไปช่วยดูให้ว่าจริงหรือเปล่า

เคยเจอเคสหลอกลวงค่ะ อันนี้ไม่เอ่ยชื่อ แต่ว่าเหมือนเขาให้เราช่วย เขาติดต่อมาทางเรา แล้วพอเราช่วยเสร็จ เราส่งอาสาไป เขาไปติดต่อส่วนตัวกับอาสาที่ไปช่วยเขา แล้วเขาเหมือนบล็อกเฟซบุ๊กเรา ลบเพื่อนเรา เขาไปบอกอาสาอีกต่อหนึ่งว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเพิ่ม ทั้งๆ ที่เขาได้เงินจากเราไปแล้ว เหมือนเขาไปเรี่ยไรเงินเพิ่มเรื่อยๆ มันก็ไม่ใช่แล้ว”


ด้านคุณแม่เสริมต่อ “หลังๆ แม่ก็จะแนะนำให้น้องเรย์เรียกดูบัตรประชาชน ให้ถ่ายสำเนามา เพราะเรารู้ว่าที่อยู่เขาจะตามบัตรประชาชนอยู่แล้ว และถ้าจำเป็นจริงๆ คือ ให้อาสาท้องที่ไปตรวจสอบ เพราะว่าบางเคสเราอาจจะพลาด เพราะว่าเคยพลาดบ่อย

คือโอนเงินกันเข้าไปแล้ว แต่เขาเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่เราก็อาจโดนหลอกลวงต่อ คนหลอกลวงก็มี คนที่เจ็บป่วยจริงๆ ก็มี

คนที่ลำบากจริงๆ ก็มี เราก็ต้องทำในลักษณะที่อาสาท้องที่มีส่วนช่วยด้วยทุกจังหวัด ไม่ใช่แค่ในละแวกใกล้เคียง หรือในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไปถึงใต้-ปัตตานี”




“ถึงตัวเราตาย... แต่ชื่อเราไม่มีวันตาย”


ไม่ใช่เพียงรับงานจิตอาสา แต่เธอยังเคยผ่านงานแสดง และการประกวดมาแล้วหลายเวที อีกทั้งเคยคว้าตำแหน่งผู้อุทิศเพื่อสังคมมาแล้ว

“เมื่อก่อนก็ประกวดนางงามมาบ้าง แล้วพอประกวดนางงามเสร็จ ก็มีเล่นละคร นางงามก็ประกวดตั้งแต่ Miss Teen Thailand 2012 เข้ารอบ 20 คน และก็มี Miss Grand Thailand 2013 เข้ารอบ 37 คน และล่าสุดปี 2014 Miss Thailand world ได้ 10 คนสุดท้าย และตำแหน่งนางงามอุทิศตนเพื่อสังคม”


แม้จะหยุดงานแสดงและการประกวดแล้ว แต่ปัจจุบันเรย์ยังทำงานเยอะมาก ทั้งงานประจำ งานจิตอาสา รวมทั้งศึกษาต่อปริญญาโท นางงามจิตอาสาคนนี้ไม่เพียงมีจิตอาสาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ที่บาดเจ็บหรือทุกข์ร้อน แต่เธอยังมีความรักและเมตตาช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทิ้งอีกด้วย

“สัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนเรา เราก็ไม่รู้ชาติหน้าเราอาจจะเกิดมาเป็นแมวก็ได้ ถ้าเราไม่มีข้าวกิน ก็สงสารเขา บางทีเจอหมา แมว ก็เก็บมาเลี้ยง เมื่อก่อนเก็บหมามาเลี้ยงเยอะมาก

ตอนนี้อยู่ที่บ้าน บางทีมีคนอยากเลี้ยงต่อ เขามีที่กว้างๆ สภาพความเป็นอยู่น่าจะดีกว่าเรา เราก็ให้เขาไป”


โดยเรย์มองว่า การเป็นจิตอาสา ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องสวมชุดอาสา เพราะการทำความดีนั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มใดๆ

“จริงๆ ถ้าเกิดอยากทำมูลนิธิฯ ก็สามารถไปสมัครได้ที่มูลนิธิเลย แต่ว่าจริงๆ ถ้าเราอยากทำอาสาจริงๆ แล้วเราไม่สะดวกที่จะไปสมัครตามมูลนิธิ ทุกวันนี้เราก็สามารถทำได้

ช่วยเหลือคนอื่นแบบไม่ต้องสังกัดที่ไหนก็ได้ เราเดินไปเจออะไร อยากช่วยอะไรเราก็ช่วยได้ ไม่มีใครมาห้ามเรา”

หลังตามรอยครอบครัวเป็นจิตอาสา ช่วยกู้ภัยมาหลายปี เรย์ได้แง่คิดกับตัวเองว่า ทุกวินาทีมีค่า ต้องใช้อย่างคุ้มค่าและไม่ประมาท

“การมาทำอาสาทุกวันนี้ มันก็ให้บทเรียนชีวิต ให้ข้อคิดในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ทุกวินาทีของเราจะต้องคุ้มค่าที่สุด ในการที่จะทำประโยชน์ให้กับตัวเอง และสังคมด้วย

ทำอะไรก็ได้ ที่เรามีความสนุขด้วย คนอื่นมีความสุขด้วย แล้วเราไม่เดือดร้อน คนอื่นไม่เดือดร้อน ทำอะไรที่มีประโยชน์แก่คนอื่น และใช้ทุกวินาทีไม่ประมาท เพราะว่าเราไม่รู้ว่าลมหายใจจะหมดไปเมื่อไหร่ และเราจะไปนอนอยู่ตรงนั้นแบบที่เรย์บอก เมื่อไหร่ก็ไม่รู้”


ขณะที่พ่อของเธอบอกเล่าให้ฟังว่า หากใครที่ต้องการอยากเป็นจิตอาสา อย่างครอบครัวของเขานั้นต้องมีใจรัก มีเวลา รวมถึงครอบครัวด้วย

“ให้ทุกคนมองว่าการเป็นจิตอาสาเป็นงานที่มาจากจิตสำนึกของคน ทุกคนที่ไม่ได้เป็นอาสาก็สามารถทำได้เหมือนกัน

เริ่มต้นจาก 1. ใจรัก 2. ต้องมีเวลาว่าง คือทำอาสาแล้วจะไม่เดือดร้อนในครอบครัวด้วย ต้องมีเวลา และ 3. ต้องมีความรู้ อบรมเบื้องต้นเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บท้องถนน และมีกิจกรรมของที่ต่างๆ ก็เข้าไปช่วยเหลือได้”


แม่เสริมว่า คนที่ไม่เคยทำไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน แม่มองว่าให้เริ่มจากตัวเองก่อน “แม่คิดว่าการเป็นอาสาไม่ใช่ความยากลำบาก เป็นความรู้สึกดีด้วยซ้ำที่เราเป็นอาสาแล้วไปช่วยเหลือคนอื่น เพราะการช่วยเหลือเมื่อก่อนต่อให้แม่ไม่ได้ใส่ชุด แม่เดินไปห้างฯ ไปเจอสิ่งที่จำเป็นต้องช่วยก็ต้องช่วย

มีเคสหนึ่ง คือ คนตาบอด แม่เดินไปกับน้องเรย์ มีวงดนตรีคนตาบอด ฝนกำลังตก โบกแท็กซี่กี่คันก็ไม่จอด เหมือนเราเห็นเขาในระยะ 50 เมตร เราไปถึง เขาโบกตุ๊กตุ๊กไป กับแท็กซี่ไป แต่ไม่มีใครจอด

น้องเรย์บอกจะช่วยเขายังไง แม่ก็บอกว่าเดี๋ยวแม่โบก แล้วเดี๋ยวเราจ่ายค่ารถให้เขา ถ้าเราโบกเขาจอดแน่ แล้วเราก็ค่อยคุย เพราะคนตาบอด รถสาธารณะจะไม่ค่อยรับ อันนี้คือปัญหาของเขา เราต้องเข้าไปช่วย และอยากจะให้สังคมมองตรงนี้ คนตาบอด คนเดินถนน บางทีเราช่วยเขานิดหนึ่ง”


ระยะเวลาที่เรย์ นางงามจิตอาสาได้อุทิศช่วยเหลือสังคมมา เธอมองว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่อยู่ที่การทำความดี การช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่า

“ถ้าสมมติว่าเราแสวงหาแต่ทรัพย์สิน ประโยชน์ใส่ตัว ความสุขใส่ตัวเองอย่างเดียว วันหนึ่งถ้าเราไม่อยู่แล้ว คนก็จะจำได้แค่ว่านี่คือคนแก่คนหนึ่งที่เสียไปแล้ว จบไปแล้วแล้วไม่มีใครอยากจำ

แต่ถ้าเราทำความดี ช่วยเหลือคนอื่นไป คนจะจดจำเราภาพที่ว่าเราช่วยเขา เราจะอยู่ในใจเขาตลอด ไม่ว่าร่างกายเราจะอยู่ หรือว่าจะไปแล้ว …ถึงตัวเราตาย แต่ชื่อเราไม่มีวันตาย”








สัมภาษณ์ รายการ "ฅนจริง ใจไม่ท้อ"
เรียบเรียง : ผู้จัดการ Live
เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...