xs
xsm
sm
md
lg

เด็กช่างตัวครึ่งท่อน หัวใจเกินร้อย! ขอโอกาสฝึกงาน “อย่าเพิ่งตัดสินว่าทำไม่ได้”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แชร์สนั่น!! นร.ช่างครึ่งท่อน มุมานะหาที่ฝึกงาน

สวัสดีครับ ผมชื่อ ต๊อด ตอนนี้ผมเรียนช่างยนต์อยู่ครับ แล้วเดือนตุลาคมนี้ ผมต้องไปฝึกงานตามอู่หรือศูนย์บริการซ่อมละคับ แต่ผมอาจจะไม่เหมือนช่างทั่วๆ ไปตรงที่ว่าผมมีแค่ครึ่งท่อน ไม่ทราบว่าพอจะมีอู่ หรือศูนย์บริการซ่อมที่ไหนรับผมฝึกงานบ้างครับ ขอเป็นอู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ครับ #ตามหาที่ฝึกงาน

กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่โลกโซเชียลฯ พากันส่งกำลังใจให้อยู่ในขณะนี้ เมื่อ “ชาตรี กรวัชรธาดา หรือต๊อด หนุ่มวัย 22 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ปวช.ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ หลังจากที่เขาออกมาโพสต์ข้อความเพื่อหาสถานที่ฝึกงานในเทอมหน้า ผ่านกลุ่มหางานในจังหวัดเชียงใหม่ โดยระบุว่าตัวเขาอาจจะไม่เหมือนช่างทั่วๆ ไป เพราะ ผมมีแค่ครึ่งท่อน







ไม่รอช้า ทีมข่าว MGR Live ได้ต่อสายตรงไปยังชายหนุ่มคนดังกล่าว ซึ่งเขากล่าวว่า ตอนแรกก็รู้สึกกังวลไม่น้อยในการหาที่ฝึกงาน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านร่างกายที่พิการครึ่งท่อนมาแต่กำเนิด แต่พอหลังจากที่ลองโพสต์ออกไปก็ปรากฏว่า มีสถานประกอบการด้านรถติดต่อเข้ามาเพื่อให้เขาไปฝึกงานด้วยเป็นจำนวนมาก

“อาจารย์เขาให้ลองไปหาร้านที่เราอยากทำ แต่ผมมองว่าบางทีเขาอาจจะเห็นผมแล้วไม่อยากรับ ผมก็เลยลองโพสต์ลงในกลุ่มหางาน เผื่อจะมีพี่ๆ คนไหนที่เขาอยากจะให้ผมไปฝึกงานด้วย ก็เลยเอาลงไปเฉยๆ

เพื่อนๆ คนอื่นเขามีที่อยากไปอยู่แล้ว อีกอย่างเพื่อนผมที่เรียนด้วยกันก็ไม่ได้เป็นแบบผม ก็จะเข้าสถานประกอบการรถยนต์ หรือในศูนย์รถยนต์เลย แต่อย่างผมอาจจะมีข้อจำกัดคือบางทีอู่เขาเห็นอาจจะมองว่าเป็นภาระ หรืออาจจะทำไม่ค่อยได้ ก็อาจจะเป็นแบบนี้ ผมเลยไม่ค่อยกล้าที่จะไปขอโอกาสหรือไปขอสมัคร ก็เลยลองโพสต์ไปดูครับ



ผมจะฝึกช่วงเดือนตุลาคม แล้วก็ฝึกต่อยาวไปเลยปีครึ่ง ที่วิทยาลัยสารพัดช่างคือมันจะฝึกงาน 3 เทอมครับ ผมเรียนทฤษฎีมา 3 เทอมก็คือปีครึ่ง สรุปแล้วผมเรียนวุฒิ ปวช.3 ปีเหมือนวิทยาลัยทั่วๆ ไป แต่แค่ว่าวิทยาลัยผมมันฝึกงานนานกว่าครับ”

เมื่อถามถึงเสียงตอบรับหลังจากที่ต๊อดได้ประกาศหาที่ฝึกงานไป เขากล่าวว่า ทั้งดีใจและตกใจ ที่มีคนให้ความสนใจมากมายขนาดนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะฝึกงานที่ไหน เนื่องจากต้องดูปัจจัยหลายด้าน

“ผมพิการตั้งแต่ต้นขาครับ ถ้ามองเผินๆ เหมือนไม่มีเอวเลย แต่จริงๆ ก็มีทุกอย่าง ก็คือมีเอวมีสะโพกอะไรปกติครับ ปัจจุบันผมก็อยู่กับน้องชายฝาแฝด พ่อแม่แยกทางกัน ตอนที่ผมเรียนอยู่ผมก็จะพักในวิทยาลัยครับ แต่พอผมใกล้ฝึกงาน ผมก็เลยกะจะมาหางานแถวหอพักน้อง เพื่อจะย้ายมาอยู่กับน้องเลย



ตอนแรกก็รู้สึกดีใจ ตกใจเหมือนกัน ก็มีคนมาให้กำลังใจ มีคนมาอยากให้ทำงานด้วย ผมก็รู้สึกดีใจมาก แล้วก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาให้กำลังใจเยอะขนาดนี้ ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจผมด้วยครับ

ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปฝึกงานที่ไหน แต่ว่าจะไปดูที่ร้านพี่ๆ เขาก่อนครับว่าตรงไหนมันสะดวกมากกว่า เพราะว่าถ้าการเดินทางมันไกล มันก็อาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ค่าน้ำมัน ค่ากิน เพราะผมพักอยู่ อ.สารภี ถ้าได้งานต่างอำเภอมันก็ไกลหน่อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกเรียนและฝึกงานในสายช่างยนต์ หนุ่มวัย 22 ปี ก็ตอบว่า เป็นความชอบส่วนตัวมาตั้งแต่สมัยเด็ก ประกอบกับทางวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ให้โอกาสเขาในการศึกษาต่อด้านสายอาชีพ จึงทำให้เขาได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองรัก



“ตั้งแต่เด็กครับ ตอนเราเป็นเด็กเราจะเห็นรถ ได้นั่งรถไปกับพ่อแล้วชอบ ทีนี้พอเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มชอบรถ เริ่มอยากแต่งรถ เห็นรุ่นพี่เขามีรถแล้วก็อยากลองขับ อยากมีรถเป็นของตัวเอง พอชอบก็เลยอยากไปเรียนสายช่างเลย ซึ่งวิทยาลัยก็ให้โอกาสตั้งแต่มาสมัครเลย ทีนี้อาจารย์ที่สอนวิชาช่างยนต์ที่นั่นเขาก็บอกว่าถ้าเราเต็มใจ ถ้าเราอยากเรียนจริงๆ เขาก็โอเค ก็จะสอน แล้วเขาก็ให้เราทำทุกๆ อย่างที่เราทำได้

ผมถนัดความรู้เบื้องต้นของมอเตอร์ไซค์ครับ พอทำได้ ตอนที่ผมเรียนทฤษฎีอาจจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติ แต่ว่าเราต้องไปฝึกงานเอาประสบการณ์ครับ จะเน้นในทางมอเตอร์ไซค์มากกว่า เพราะถ้าเป็นรถใหญ่มันค่อนข้างที่จะใหญ่กว่าตัวผม อะไหล่บางตัวน้ำหนักมากกว่าผมด้วยซ้ำครับ (หัวเราะ)

ส่วนในอนาคตก็อยากจะมีร้านเป็นของตัวเองครับ ในความคิดอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าของร้าน เปิดอู่ เปิดชอปซ่อมรถ มีเพื่อนๆ มาช่วยซ่อม มาอยู่ด้วยกันอะไรแบบนี้ครับ”

เลือกเกิดไม่ได้...แต่เลือกที่จะมีความสุขได้

“ผมเคยเจอถ้าเป็นวัยรุ่นด้วยกันก็จะเป็นคำประมาณว่า “ไอ้ด้วน ไอ้ไม่มีขา” หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่เขาไม่ชอบผม ก็จะเจอสายตาของคนเราที่มองเหมือนรังเกียจ เหมือนจะไม่อยากยุ่งเลย เป็นเรื่องธรรมดาครับ มันก็ต้องมีคนที่เขาไม่ชอบเรา หรือบางคนที่อาจจะรังเกียจเราไปเลยก็มี หรือบางคนที่ไม่รังเกียจแต่มองเราแปลกประหลาดจากเขาไปเลย ก็อาจจะไม่อยากเข้ามาคุยก็มีครับ

จริงๆ พอเราได้ยินคำแบบนั้นมันก็รู้สึกแบบ...น้อยใจเหมือนกันนะครับ แล้วก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เราเป็น แต่ผมก็มานั่งคิดว่า ผมก็ไม่สามารถไปลบคำเหล่านั้นจากปากเขาได้ถ้าเขาอยากจะพูด แล้วตัวผมเองก็ไม่สามารถที่จะเป็นเหมือนคนอื่นได้แล้ว ในเมื่อเป็นแบบนี้เราก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ให้มีความสุข”



ต๊อดได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตของเขา ที่เจอทั้งคำดูถูกและสายตาที่เหยียดหยามต่างๆ นานา เขายอมรับว่า สิ่งเหล่านี้ บั่นทอนจิตใจไม่น้อย แต่วิธีการก้าวข้ามผ่านคำสบประมาทเหล่านั้น คือการยิ้มรับและใช้ชีวิตที่เป็นแบบนี้ให้มีความสุข

เมื่อทีมข่าวตรวจสอบไปยังเฟซบุ๊ก Chatree Konwatcharathada ที่เป็นเฟซบุ๊กส่วนตัวชายหนุ่มคนนี้ ก็พบว่า แม้ต๊อดจะมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเล่นดนตรี รวมไปถึงการออกทริปท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ พร้อมขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจที่ดัดแปลงให้มี 3 ล้อ โดยแววตาที่ได้เห็นจากแต่ละภาพที่เขาโพสต์นั้นนั้น สะท้อนความมุ่งมั่นและความสุขออกมาอย่างเต็มเปี่ยม



และที่สำคัญ ในอดีตต๊อดและเพื่อนๆ สมัยมัธยมต้น ยังเคยได้แชมป์ในการแข่งขันรายการใหญ่ระดับประเทศ คือ Thailand's Got Talent 2014 และสามารถคว้าเงินรางวัลไปถึง 10,000,000 บาท ด้วยการโชว์สเตปเต้นประกอบเพลงบนรถวีลแชร์

“ตอนนั้นน่าจะอายุซัก 16-17 ครับ ประมาณ 5 ปีที่แล้ว จริงๆ สเตปแรกเป็นการโชว์แอโรบิกบนรถเข็น พอนานๆ เข้าก็เปลี่ยนชื่อเป็น Wheel Chairs Dance เป็นการเต้นกับรถเข็นประกอบเพลง แล้วก็มีการผสมผสาน B-Boy บ้าง ก็เป็นแชมป์ของปี 2014 ครับ



ตอนที่ไปแข่ง ผมเรียนที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ เชียงใหม่ครับ เป็นโรงเรียนเฉพาะทางของคนพิการด้านร่างกาย ในทีมมีเพื่อนรวมกับผมเป็น 8 คนครับ ก็ฝึกซ้อมนานอยู่นะครับเพราะเล่นมาหลายปีแล้ว อาจารย์เขาลองให้ฝึกว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เราจะใช้รถเข็นทำอะไรได้บ้าง ก็ลองมาคิดกันตอนนั้น เราไม่ได้อยากมองว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ก็เลยทำการซ้อม คิดค้นอะไรที่มันแปลกๆ ไม่เคยทำก็ลองทำ”

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ต๊อด ได้ใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียง สะท้อนสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่สาธารณะต่างๆ ในปัจจุบัน ที่หลายอย่างอาจยังไม่เอื้ออำนวยต่อผู้พิการมากนัก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลตรงนี้ และฝากอีกว่าอย่าตัดสินผู้พิการจากภายนอก เพราะมีหลายอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป ขอเพียง “โอกาส” ให้ได้ลงมือทำก่อน



“ที่วิทยาลัยมีทางลาดให้ครับ ถ้าเป็นตึกสูงๆ ก็จะมีลิฟต์ ก็สะดวกนิดนึง แต่เวลาไปข้างนอกปั๊บ บางทีเราก็จะเลือกจะไปตรงที่มันสะดวกกับเรามากกว่า ถ้าไปตรงนั้นเราไปไม่ได้ เราขึ้นลำบาก เราก็ไม่ไป แต่บางคนเขาลำบากกว่าผม บางที่มันอาจจะไม่มีทางลาด ทำให้เราขึ้น-ลงไม่ได้ ก็ต้องมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ มันก็จะเป็นปัญหาของการเดินทาง หรือบางทีผู้พิการคนนั้นอาจจะอยู่คนเดียว พอไปเจอปัญหาแบบนี้ ก็ทำให้เขาขึ้นตรงนั้นไม่ได้ ก็อาจจะทำให้เขาไม่ได้ไปติดต่อตรงนั้น

ปกติผมก็จะพูดกับเพื่อนๆ ของผม แล้วก็พูดกับอาจารย์ ว่าบางทีความพิการของคนเราไม่เหมือนกัน ความสามารถของคนก็ไม่เหมือนกันเช่นกัน เพราะฉะนั้น บางทีเพื่อนๆ เองหรือว่าที่ไหนๆ ก็ตาม เขาก็ควรจะให้โอกาสก่อน ลองให้ผู้พิการคนนั้นได้ลองทำก่อน เพราะเราไม่สามารถตัดสินเขาได้ว่าเขาทำได้หรือไม่ได้ สิ่งหลักเลยก็คือต้องเป็นเรื่องของโอกาสที่จะได้ทำก่อน บางอย่างมองด้วยสายตาเราก็ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า”

ข่าวโดย : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก Chatree Konwatcharathada




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **