xs
xsm
sm
md
lg

เตรียมภูมิใจ “นักปั้นโปรดักชัน 100 ล้าน” ท้าพิสูจน์ "ศิลปินเลือดไทย" บุกสร้างวัฒนธรรมระดับโลก!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เขาคือเจ้าของคอนเสิร์ตโปรดักชันร้อยล้านเจ้าแรกในไทย ที่กล้าพาศิลปินดังข้ามทะเลมาให้คนไทยได้เฮ คือคนเปลี่ยนธุรกิจขาดทุนนาน 7 ปี ให้กลายเป็นกำไรทะลุ 100 เปอร์เซ็นต์ได้จนถึงวันนี้

คือผู้อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ “ไอดอลบอยแบนด์ไทย” ที่ฮิตจนติดเทรนด์อันดับ 1 และคือคนที่กำลังจะพา “ศิลปินไทย” ไปผจญภัยในเวิลด์ทัวร์พร้อมมาตรฐานสากล!!





พลิก "คำสบประมาท" เป็น "โอกาสแห่งชัยชนะ"

[ปั้นไอดอลวัยรุ่น "9x9" จนประสบสำเร็จอย่างงดงาม]
“นี่ไม่ใช่ “โปรเจกต์ตามหาความฝัน” แต่คือ “โปรเจกต์ตามหาความจริง” เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีแต่ฝัน แต่ไม่พยายามหรือไม่ขยัน ก็เชิญคุณฝันต่อไป เพราะมันจะไม่มีทางเป็นจริง”

คือคำพูดที่ วุธ-อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟร์โนล็อค (4NOLOGUE) เคยบอก “9 หนุ่มฮอต” ของ พ.ศ.นี้เอาไว้ ตั้งแต่วันที่ชื่อโปรเจกต์ “9x9 (ไนน์ บาย นาย)” ยังเป็นเหมือนลูกอ๊อดที่ไม่โตเต็มวัย ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีใครคาดคิดว่า ศิลปินหน้าใหม่และดาราวัยรุ่นอย่างพวกเขา จะทั้งร้อง-เต้น-เล่นละครได้สุดปัง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ฮอตฮิตครั้งประวัติศาสตร์

คิดดูว่าบัตรคอนเสิร์ตเรตพอๆ กับศิลปินต่างประเทศ แพงสุด 4,900 ถูกสุด 1,500 ถึงกับหายไปอยู่ในมือของแฟนเพลงทั้งหมด ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงหลังเปิดจอง ส่งให้ “9X9 THE FINAL CONCERT: EN[D] Route” ต้องเพิ่มรอบในฮอลล์ใหญ่อย่าง “อิมแพ็ค อารีน่าฯ” อีกรอบ หลังจากตระเวนไปเล่นถึงหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่, โคราช และหาดใหญ่

แต่กว่าจะไปถึงปลายทางนั้นได้ น้อยคนนักจะรู้ว่าเบื้องหลังของคนผลักโปรเจกต์นี้อย่างวุธ ต้องเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์ขนาดไหน เพราะเขายอมทำ แม้มองออกว่าต้อง “ขาดทุนหลัก 10 ล้าน” เพื่อหาคำตอบให้แก่คำถามที่มีในใจมาตลอดว่า “ถ้าเราปั้นศิลปินไทยที่มีมาตรฐานสากลขึ้นมาได้ คนไทยจะให้การยอมรับในตัวพวกเขาหรือไม่?”

และแรงผลักทั้งหมดก็สั่งสมมาจาก วันแล้ววันเล่าที่เขาเฝ้าทำโชว์ระดับโลก ให้ศิลปินแดนกิมจิอย่าง GOT7, SUPER JUNIOR, BIGBANG TVXQ! ฯลฯ มานับครั้งไม่ถ้วน จนฝันไว้ว่าวันนึงต้องปั้นเด็กไทย ให้ขึ้นไปเฉิดฉายเทียบเท่ามาตรฐานโลกให้ได้บ้าง


["GOT7 2018 World Tour 'Eyes On You' In Bangkok" หนึ่งในโชว์ระดับโลก ที่โฟโนล็อคทำให้เฉิดฉาย]


ก่อนกลายมาเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้บริษัทถนัดทำ “Showbiz” มาเป็นสิบๆ ปีอย่างโฟโนล็อค กระโดดลงมาทำ “ธุรกิจบันเทิง” อย่างเต็มตัวและเต็มรูปแบบ จนเรียกได้ว่าครบ 360 องศา ตั้งแต่ตามหาศิลปิน ให้ฝึกหนักทั้งร้องและเต้น ไม่ต่างไปจากมาตรฐานศิลปินเกาหลี

รวมถึงการวางหมัดฮุกเอาไว้เลยว่า จะเปิดตัวอาร์ตทิสต์ด้วยซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” จนสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผู้คนยอมรับได้

ให้สมกับที่ซุ่มฝึกซ้อมน้องๆ อาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นปีๆ และสมกับที่ทุกคนเทหมดหน้าตัก ถึงขนาดหยุดทำงานอื่น หรือยอมชวดเงินหลักแสนหลักล้าน เพื่อทุ่มให้แก่โปรเจกต์นี้เพียงอย่างเดียว ไม่เว้นแม้แต่ตัวศิลปินเอง

“ตอนนั้นผมคุยกับพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับชื่อดัง เจ้าของค่าย “นาดาว”) ไปเลยครับว่า เราอยากได้ซีรีส์ที่ลงทุนสูงที่สุด และได้ชิ้นงานที่ดีที่สุด เพื่อโปรโมตศิลปิน พี่ย้งเสนอให้เอาละครเปิดนำ เพื่อรอความสนใจของคน อันนี้โคตร marketing เลยนะ พูดตรงๆ (ยิ้ม)



และที่มันประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ เพราะเกิดจากคำสบประมาทก่อนเลย เหมือนพอคนเห็นหน้าน้องๆ พวกนี้ แล้วรู้ว่ากำลังจะมาเป็นนักร้อง มีคอนเสิร์ต เขาก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เฮ้ย..จะเอาดารา เอา “เจมี่เจมส์” (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) มาร้องเพลง จะให้ “ต่อ-ธนภพ” (ลีรัตนขจร) มาเต้นเนี่ยนะ มันจะได้เหรอ?

ช่วงนั้นมีแต่กระแสสังคมในเชิงลบว่า “เป็นไปไม่ได้” กระทั่งละครออนแอร์ พร้อมกับรายการเพลงที่ชื่อว่า “Into The Light with 9X9” ปล่อยให้น้องร้อง cover ทั้งหมด 30 เพลงรวดเลย จากที่คนไม่เคยได้ยินเสียงน้องๆ พวกนี้มาก่อน

เท่านั้นแหละ เราได้ 1,000,000 วิวทันทีที่ออนแอร์ทางไลน์ทีวี ถือว่าเป็นปรากฏการณ์เลย และแฮชแท็ก #9by9th ก็ติดเทรนด์อันดับ 1 หลังจากปล่อย EP แรกที่เป็นเพลงออกไป แล้วหลังจากนั้นกระแสก็ตีกลับมาเป็นบวกหมดเลย

คนงงหนักมาก ชมกันใหญ่ว่า เฮ้ย..เด็กไทยก็เก่งนี่หว่า มันเลยทำให้เรารู้ว่า เราไปโทษคนฟังหรือคนดูไม่ได้นะ ถ้าเขาจะสบประมาทเรา นั่นเพราะไม่เคยมีใครทำให้เขาเห็นไงว่ามันทำได้ เขาเลยต้องตัดสินไปตามที่เคยเห็น”



[ปรากฏการณ์ “เลือดข้นคนจาง” เปิดตัวศิลปินให้ปังด้วยซีรีส์]
และหลังจากนั้น “9x9” ก็กลายมาเป็นโปรเจกต์ที่ “เคาะประตูได้ทุกบ้าน” คืออย่างน้อยๆ ก็มั่นใจว่าต้องมีสมาชิกในบ้าน ที่รู้จักและยอมรับศิลปินกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับวันนี้ที่ “โปรเจกต์จบ แต่ความดังยังไม่จบ” จนทำให้วุธมั่นใจได้ว่า เขาสามารถปลูกฝัง “ความเชื่อในตัวศิลปินไทย” ลงไปในใจของแฟนเพลงชาวไทยได้สำเร็จอย่างสง่างามแล้ว

“ถ้าเปรียบตัวเองเป็นนักศึกษา พอทำจบโปรเจกต์ปุ๊บ มันเหมือนเราเรียนจบ “ปริญญาเชิงธุรกิจบันเทิง” เลยนะ (ยิ้ม) เหมือนเราตกผลึกกับตัวเองแบบชัดเลยเลยว่า วิธีไหนที่เราจะสร้าง artist ที่มีมาตรฐานได้อย่างในระดับสากล



ภาษาอื่นไป "เวทีโลก" ได้ ทำไม "ภาษาไทย" จะไปไม่ได้!!

["เจมมี่เจมส์, เติร์ด, ปอร์เช่, แจ็คกี้" เหล่า 4NOLOUGE Artist ที่เตรียมโกอินเตอร์]
สู้อุตส่าห์เตรียมงานอยู่นานถึง 2-3 ปี แต่พอสามารถดันให้โปรเจกต์ 9x9 บูมจนติดตลาดได้ ถึงขนาดที่ป้ายบิลบอร์ดเกือบทุกแห่งในกรุงเทพฯ แทบจะถูกครองด้วยใบหน้าของน้องๆ แต่เจ้าของโปรเจกต์อย่างวุธ กลับปล่อยโอกาสที่จะได้ “ถอนทุนคืน” ไปอย่างง่ายดาย

คือยอมให้ “ซูเปอร์สตาร์วัยรุ่นแห่งยุค” ทั้ง 9 นายนี้ อยู่ทำเงินผ่านโปรเจกต์เพียงแค่ปีเดียว ก่อนปล่อยมือให้พวกเขาคืนสู่ต้นสังกัดอย่าง นาดาว, GDH, ช่อง3 ทั้งที่เงินก้อนใหญ่กว่า 10 ล้าน ยังไม่ได้ถูกลบออกจากคำว่า “ขาดทุน”

อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ผู้บริหารมือเก๋า เจ้าของสถิติเปลี่ยนธุรกิจที่เคยขาดทุนอยู่นานถึง 7 ปี ให้กลายเป็นกำไรทะลุ 100 เปอร์เซ็นต์ได้อย่างวุธ เลือกใช้เวย์นี้ คนถูกถามจึงตอบกลับมาเป็นรอยยิ้มบางๆ ก่อนเผยเบื้องหลังให้หายสงสัยว่า “การเสียสละ” ในโปรเจกต์นี้ ก็เพื่อปูทางไปสู่ “การเปิดตัวศิลปินในสังกัดอย่างเต็มรูปแบบ” ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป!!

เพราะผมเชื่อว่าอะไรที่มันเหนื่อย มันต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่มีใครหรอกครับที่อยากเหนื่อยไปทั้งชีวิต เราเลยตัดสินใจมาตั้งแต่เริ่มทำโปรเจกต์แล้วว่า ถ้าเปิดไพ่ออกมาแล้วน้องๆ โคตรดัง โฟโนล็อคต้องกล้าเสียสละ

ด้วยการคืนเด็กทุกคนให้กลับไปทำเงินให้ต้นสังกัด เขาจะได้เข้าใจเราว่า ทำไมน้องๆ ถึงต้องหยุดทำงานเพื่อโปรเจกต์เดียวเป็นปีๆ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีวัน deal แบบนี้กับใครได้เลย


[บทพิสูจน์จาก "9x9" ได้ใจแฟนเพลงชาวไทย จนแฟนคลับล้นทะลัก]

และพอไพ่ที่เปิดออกมา เป็นไปตาม plan ที่เราวางไว้ เราก็พร้อมจะลุยต่ออย่างเต็มรูปแบบแล้วครับ คือเทียบกันแล้ว โปรเจกต์ 9x9 เป็นแค่ pilot project เท่านั้น

ส่วน flagship หรือผลงานที่เรียกว่าเป็น “เรือธง” ของเรา
กำลังจะถูกปล่อยออกมาพร้อมน้องๆ ทั้ง 4 คนนี้ ซึ่งถือเป็น “4NOLOUGE Artist” ตัวจริง”


เติร์ด-ลภัส งามเชวง, ปอร์เช่-ศิวกร อดุลยสุทธิกุล, แจ็คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย และ เจมมี่เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ คือไพ่ใบหลักในสำรับเอกชุดใหม่นี้ ซึ่งเป็น 4 ใน 9 คนเดิมจากโปรเจกต์ 9x9 ที่พร้อมต่อยอดความฝันไปให้สุด จนถึงเวทีระดับโลก!!

“คุณพร้อมจะยอมรับศิลปินไทยแค่ไหน ถ้าเขาทำได้ตามมาตรฐานสากล?” คำถามคาใจที่ “แฟนเพลงชาวไทย” ช่วยพิสูจน์ข้อสงสัยเอาไว้ จนได้คำตอบที่น่าชื่นใจไปแล้ว จะถูกหยิบขึ้นมาถามใหม่ โดยครั้งนี้พร้อมเหวี่ยงไปที่ “แฟนเพลงทั่วโลก” เพื่อค้นหาบทพิสูจน์ที่ท้าทายและเสี่ยงกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว



“เราแค่อยากปั้นศิลปินกลุ่มนี้ขึ้นมา เพื่อโลกใบนี้ครับ (ยิ้ม) อยากให้โลกนี้เห็นว่า คนไทยก็ทำสิ่งนี้ได้ เราถึงต้องใช้มาตรฐานสากล ต้องลงทุนทุกอย่าง เพราะตลาดของไทยสำหรับเรา มันเล็กเกินไปแล้ว ถึงตอนนี้เราต้องการผู้ชมผู้ฟังทั้งโลกนี้เลย

วางแผนเอาไว้เลยว่า นอกจากจะมีทัวร์คอนเสิร์ตในเอเชียแล้ว เราอยากจะไปที่ยุโรป, อเมริกา เรียกว่าเป็น world tour ด้วย

และเราก็ใช้ทีมงานที่เป็น international ทั้งหมด เป็นทีมโฟโนล็อค ทำงานร่วมกับผู้กำกับดัง ที่เคยทำให้ทั้งค่าย SM YG และ JYP ของเกาหลี แต่ครั้งนี้มาทำในสไตล์ของเรา”


ที่น่าสนใจคือวุธไม่คิดจะใช้ “อัลบั้มภาษาอังกฤษ” ในการสานฝันโกอินเตอร์ครั้งนี้ แต่กลับยืนยันหนักแน่นว่าต้องเป็น “เพลงภาษาไทย” ด้วยความเชื่อที่มีอยู่เต็มหัวใจว่า คนไทยเองก็ทำได้ อย่างที่ศิลปินเอเชียระดับโลกอีกหลายวงทำได้ เพราะ “เพลงคือภาษาสากล” ที่มีเสน่ห์เต็มเปี่ยมอยู่แล้วในตัวของมันเอง


[บทพิสูจน์จาก "9x9" ได้ใจแฟนเพลงชาวไทย จนแฟนคลับล้นทะลัก]

ถามว่าทุกวันนี้ ศิลปินเกาหลีเวลาไปทัวร์ต่างประเทศ เขาร้องเพลงภาษาอะไรครับ (ยิ้ม) ภาษาเกาหลีใช่ไหมครับ จะไปบราซิล ไปเม็กซิโก เขาก็ร้องเกาหลี ไม่มีภาษาอังกฤษแม้แต่เพลงเดียวเลย แต่คนที่มาฟังไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาวยังไง เขาก็ตะโกนร้องเพลงภาษาเกาหลีได้ ถามว่าเขาทำได้ยังไง

ผมเลยมองว่าเรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรคครับ ก่อนอื่นคุณทำให้เขาเชื่อให้ได้ก่อนว่า คนเหล่านี้ควรค่าพอให้เขาติดตาม และตัวเพลงเองก็มีผลเยอะมากจริงๆ ซึ่งทุกอย่างเราคิดมาหมดแล้ว เพลงที่คุณจะได้ยินจากวงแรกของเรานี้ มันมีความหมายทั้งหมด ไม่ใช่เพลงที่ทำมาเพื่อเต้นหรือร้องแค่นั้น แต่มันทั้งสนุกและมีข้อคิดอยู่ในนั้นทุกคำ และศิลปินของเราก็มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมถึงการเขียนเนื้อเพลง

ที่สำคัญเพลงมันเป็นภาษาสากลอยู่แล้วครับ เวลาเราฮัมเพลงเกาหลี ถึงเราจะฟังไม่ออก แต่เรารู้ว่าการถ่ายทอดของเขามันเศร้า มันสนุกยังไง เรารับรู้ได้ นี่แหละครับคือคำว่า universal of music ที่ทุกคนเข้าใจได้ ด้วยโน้ตเพลง ด้วยการถ่ายทอดของศิลปิน ซึ่งผมว่ามันโคตรมีเสน่ห์เลย

อย่างเวลาผมไปทัวร์เกาหลี, เม็กซิโก, แอลเอ, นิวยอร์ก ฯลฯ ผมโคตร happy เลยนะ ที่ได้เห็นคนหลากหลายเชื้อชาติ มาตะโกนร้องเพลงที่ไม่ใช่ภาษาของตัวเอง และผมก็อยากให้ภาษาไทยได้ถูกเผยแพร่ออกไปแบบนั้นบ้าง จะให้ไปที่ไหนก็ได้เลยครับ ผมรู้สึกว่ายิ่งต่างชาติ ต่างภาษา ยิ่งสนุก อยากทำทัวร์ครั้งนึง แล้วไปได้สัก 40 ประเทศทั่วโลกเลย



ยอม "ขาดทุน" หลัก 10 ล้าน เพื่อเปลี่ยนความฝันเป็น "ความจริง"

ถ้าไม่ “บ้า” ก็ “เพ้อเจ้อ” วุธถูกมองอย่างนี้มาตลอด ในทุกครั้งที่โยน “ความฝันครั้งใหญ่” อะไรออกไปให้ผู้คนได้รับรู้ เทียบจากวันที่ยังไม่มีคนรู้จักน้องๆ “9x9” แล้วเขาประกาศออกไปว่า อีก 1 ปีข้างหน้าพวกเขาจะไปเฉิดฉายอยู่บนเวทีอิมแพ็ค อารีน่าฯ ซึ่งความรู้สึกในครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกันนัก

“มันเหมือนกับตอนที่เราทำ 9x9 เลย เราจองอิมแพ็คฯ เอาไว้ล่วงหน้าเป็นปีๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ผลเลยว่า ศิลปินจะออกมาหัวหรือก้อย

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เรายังไม่รู้เลยว่าออกมาแล้ว feedback จากแฟนเพลงจะเป็นยังไง แต่เราวางแผน asia tour ถึงขั้นแอบจองฮอลล์ในต่างประเทศเอาไว้หมดแล้ว (หัวเราะ)


เรารู้สึกว่าเราทำคอนเสิร์ตในแบบที่ดีที่สุดในประเทศนี้ในแบบของเรา มาเป็น 100 คอนเสิร์ตแล้ว แต่จะทำยังไงให้ต่างชาติได้ดูคอนเสิร์ตของเรา ทำยังไงให้ภาษาไทยได้เดินทางไปตามเวทีต่างๆ ทั่วโลก ทำยังไงจะได้เอาทีมช่างไทย ทีม lighting ไทย ทีม production ไทย ไปทำงานเมืองนอก ฯลฯ ทุกอย่างต่อจากนี้ มันคือการต่อยอดความฝันแล้วครับ



และถึงแม้ว่ามันจะคือ “ความฝันราคาแพง” ที่ต้องลงทุนหลาย 100 ล้าน หรือต้องพร้อมที่จะขาดทุนอีกหลาย 10 ล้าน แต่ผู้บริหารสุดใจป้ำวัย 38 รายนี้ ก็พร้อมยอมแลกเสมอ อย่างที่เป็นมาตลอด 13 ปีบนถนนธุรกิจบันเทิงสายนี้

“เพราะเราทำงานด้วยการถือคอนเซ็ปต์ว่า “passion first, business second” เอา passion เป็นตัวนำก่อน แล้วเดี๋ยว marketing มันจะตามมาเอง เชื่อไหมว่าโฟโนล็อคทำโปรเจกต์ ขาดทุน 3 กำไร 7 แบบนี้มาตลอดนะครับ แต่เราก็ไม่เคยคิดว่า เราต้องตัดโปรเจกต์ที่ขาดทุนทิ้งด้วยนะ เพราะถ้าเกิดเราไม่ทำมัน เราจะไม่มีวันโต และจะไม่มีวันได้รู้

เหมือนอย่างที่เราทำคอนเสิร์ตช่วงตั้งบริษัท เราขาดทุนติดกันถึง 7 ปีเลยนะครับ แล้วค่อยมากำไรปีที่ 8 ซึ่งถ้าวันนั้นเราเลิกทำไปในปีที่ 5 แน่นอนว่าเราก็จะไม่มีวันนี้”

ด้วยความคิดแบบนี้เอง จึงทำให้ประโยคที่ว่า “ขาดทุนเท่าไหร่ก็ได้ ขอให้ได้ทำ” ออกมาจากปากเจ้าของไอเดีย “พาศิลปินไทยไปเวิลด์ทัวร์” พร้อมรอยยิ้มสบายๆ เพราะสิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอย่างผลกำไรทางธุรกิจ แต่คือเรื่องส่วนรวมอย่าง “การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในธุรกิจบันเทิง” ด้วย

“นักธุรกิจส่วนใหญ่จะยอมลงทุนก็ต่อเมื่อ เขาคิดว่าทำแล้วจะได้กำไรเท่านั้น ซึ่งมันความคิดที่เป็นสากลของโลกด้วยนะครับ

แต่เผอิญว่ามีบริษัทประหลาดๆ บริษัทนี้แหละ (ยิ้ม) ที่คิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก ลงทุนไปก่อน ขาดทุนไปก่อน เดี๋ยวมันก็ได้กำไร” เพียงแค่อาจจะต้องรออีก 2-3 ปี


หรืออย่างน้อยถ้าผลที่ตอบแทนมา ไม่ใช่รูปแบบของกำไร แต่ผมก็คิดเสมอว่า มันจะทำให้เราเจอทางไปบางอย่างที่เป็นทางออกได้ และโฟโนล็อคก็อยากเป็นตัวอย่าง อย่างที่เรายึดถือมาตลอดว่า “ต้องเป็น leadership” ทำให้บริษัทอื่นๆ เห็นว่า กำไรบางอย่างรอได้ ไม่ต้องรีบครับ แค่ต้องทำให้มีมาตรฐาน แล้วเราจะอยู่ยาวๆ ได้



อย่างศิลปินเกาหลีออกอัลบั้มนึง เขาใช้เวลาเตรียมงานอย่างน้อยปีนึง นี่ยังไม่รวมเวลาที่ฝึกซ้อมอีก 3-4 ปี แต่พอวงนึงออกมาทีนึง มีอายุอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 10-11 ปี แถมทุกวันนี้ก็ยังขายได้ทั่วโลกอยู่เลย คือมันเหนื่อยแต่มันคุ้มนะ

และมันก็จะดีกับทั้งบริษัท ทั้งต่อตัวศิลปิน ทั้งต่อตัวลูกค้าและ partner ของเราด้วย ต่อไปเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่า จะใช้ใครเป็น presenter ดี ใครจะดัง แต่เราสามารถบอกได้เลยว่าทำแบบนี้ดังชัวร์ และอยู่ยาวได้ด้วย

ผมอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำแบบนี้เยอะๆ ปั้นศิลปินเยอะๆ ทำละครดีๆ ทำซีรีส์ดังๆ ประเทศเราจะได้มี GDP ที่โตขึ้นจากสิ่งนี้ เหมือนอย่างที่เกาหลีใต้เขาทำได้

นี่พูดเหมือนคิดว่าตัวเองเป็นรัฐบาลด้าน entertainment เลยนะ (ยิ้ม) แต่ถ้าเรามัวแต่ไปพูดถึงมหภาคว่า ทำไมรัฐบาลไม่สนใจเรื่องนี้ มันก็จะกลายเป็นการบ่นแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

สู้เรามาดูดีกว่าว่าเราทำอะไรได้บ้าง อย่างตอนนี้โฟโนล็อคอาจจะมีลูกค้าประมาณ 10 เจ้าที่เขาเชื่อเรา เรามีเด็กฝึกอยู่ตอนนี้ประมาณ 20 กว่าคน มีศิลปินที่เป็นตัวหลักอยู่ 4 คน เรามี partner ทั้งในไทยเกาหลีและต่างประเทศอยู่หลายบริษัท

เราก็ใช้ความสามารถ ใช้ connection ของเราตรงนี้นี่แหละครับ ทำให้ธุรกิจรูปแบบนี้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ เราลองเป็นผู้นำเรื่องนี้ให้บริษัทอื่นก่อน แล้วเดี๋ยวก็จะมีคนสนใจที่จะทำเพิ่มขึ้นเอง



นอกจาก “ความกล้า” และ “เลือดบ้า” ที่มีอยู่ในตัวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตลอด 13 ปี ตั้งแต่วันแรกที่แบกโปรเจกต์ “พาศิลปินดัง ดงบังชินกิ มาเป็นพรีเซนเตอร์ยามาฮ่า” ไปขอลูกค้า ทั้งที่มีทุนตั้งตัวอยู่ไม่ถึงล้าน นั่นคือ “แววตาที่มุ่งมั่น” และ “ความรัก-ความจริงใจในสิ่งที่ทำ”

ตอนเปิดบริษัทผมไม่มีเงินเลยครับ ยืมเงินพ่อเพื่อน 300,000 อากงให้มา 30,000 มีเงินเก็บตัวเองอยู่ 20,000 ยืมเพื่อนอีก 100,000 คำนวณแล้วยังไงก็ไม่พอที่จะจ่ายค่าตัวเขา

ผมก็บอกทางลูกค้าไปว่า พี่ครับค่าตัวดงบังชิงกิ 30 ล้าน ยามาฮ่าช่วยจ่ายเงินล่วงหน้าให้ก่อนสัก 50 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม (ยิ้ม)

มองกลับไปแล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับว่ามันจะเกิดขึ้นได้ แต่เพราะแววตาของผมแบบนี้แหละ ที่มันยังไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจากวันแรก และที่สำคัญผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าเราพูดความจริง เราคิดดี ทำดี ยังไงก็ไม่มีทางลำบาก

คืออาจจะลำบากเป็นระยะๆ ระหว่างทาง แต่เราจะไม่มีทางล้มจนไปต่อไม่ได้ ถ้าเราเลือกทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ"



“ทีม Avengers” แห่งวงการบันเทิง

["ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์" ผู้กำกับชื่อดัง เจ้าของค่าย “นาดาว”]
ตอนทำโปรเจกต์ 9x9 พอคิดว่าเราจะ “สร้างศิลปินวัยรุ่น” ที่มีความสามารถครบทุกด้าน ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เราก็เริ่มไปคุยกับ partner ซึ่งมีทั้งแกรมมี่, นาดาว, จีดีเอช ฯลฯ

ตอนนั้นคุยกับเขาว่า ผมมีโปรเจกต์นี้ อยากทำแบบนี้นะ อยากทลายกำแพงบางอย่างลง ให้สามารถทำงานร่วมค่ายกันได้ อย่างที่เกาหลีเขาเติบโตได้เพราะ SM ทำงานร่วมกับ JYP ได้ ทำร่วมกับ YG ได้ด้วย ทุกคนทำงานด้วยกันได้หมดเลย

คุณจะเห็นเลยว่า จะมีซีอีโอทั้ง 3 ค่าย ไปนั่งเป็น commentator ในการเลือกเด็กเข้าค่ายตัวเอง เขาทำแบบนั้นได้ มันเลยทำให้เราเข้าใจว่า ทุกที่มีเด็กที่มีความสามารถนะ แต่ทุกคนเก่งคนละแบบ และวันนี้เราอยากได้ “ทีม Avengers” ในเชิง entertainment และตอนนี้เราก็ทำสำเร็จแล้ว

ศิลปินของโฟโนล็อคกลุ่มต่อไป เขาก็จะมี 9x9 เป็น roll model ที่เห็นว่า คนนี้เคยเต้นไม่เป็น ร้องไม่เป็น แต่ด้วยระยะเวลาที่ฝึกฝน ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้

และถึงแม้โปรเจกต์ 9x9 จะจบลงไปแล้ว แต่จะถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน เพราะเป็นโปรเจกต์ที่ทุกคนรัก และผมก็เชื่อว่าน้องๆ อีก 4 คน ที่ต่อยอดมาจากโปรเจกต์นั้น จะได้รับกำลังใจเหมือนๆ กัน

ผมเชื่อว่าแฟนๆ คนที่รัก 9x9 เขารักน้องๆ เหล่านั้นจากตรงไหน เขาก็จะรัก 4 คนนี้จากสิ่งนั้น ถ้าเขารักน้องๆ ทั้ง 9 คนนั้นจากความพยายาม ความทุ่มเท ความเอาจริง จนทำให้ได้ใจคน น้องๆ ทั้ง 4 คนนี้ก็ไม่ต่างกัน

ความจริงใจตรงนี้แหละครับ ที่จะทำให้แฟนคลับรับรู้ได้ และเชื่อว่าน้องๆ จะได้กำลังใจจากทั้งแฟนๆ กลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ อย่างแน่นอน



เสื้อผ้าหลักแสน เอ็มวีหลักล้าน!!

มีคนถามผมว่าโฟโนล็อคจะเปิดค่ายเพลงเหรอ แต่ผมไม่ได้มองเรื่องนั้นเลยครับ เพราะคิดว่าโฟโนล็อคเป็นได้มากกว่านั้น

อย่างทุกวันนี้ น้องๆ 4NOLOUGE Artist ที่เปิดตัวออกไป คนได้เห็นอะไรบ้าง ทั้งเรื่อง presenter ที่เราคุยมา, ทั้งโฆษณา presenter ที่เราเป็นคนทำ, ทั้งเรื่อง creative, เสื้อผ้า-หน้าผม, campaign product เราก็เป็นคนคิด จนไปถึง tour concert ของเขา เราก็เป็นคนทำ เราทำทุกมิติจริงๆ ครับ รวมถึงรายการทีวีและสื่อต่างๆ ด้วย

ถามว่าเรากำลังทำอะไร ผมเลยไม่ได้มองว่าเรากำลังตั้งค่ายเพลงนะครับ แต่เรากำลังสร้าง culture ที่มันครบรูปแบบของความเป็น new teen entertainment สร้างสิ่งที่มันตอบโจทย์ทุกมิติ ของทั้งระหว่างศิลปิน-แฟนเพลง (B2C) และระหว่างกลุ่มธุรกิจด้วยกันเอง (B2B)

มันเลยทำให้เราใส่ใจกับทุกรายละเอียด รวมไปถึง “พาร์ตแฟชั่น” ด้วย เดี๋ยวเอ็มวีตัวแรกที่จะปล่อยออกมาจากน้องๆ ทั้ง 4 คน แฟนๆ จะได้เห็นเสื้อที่มีไม่กี่ตัวในโลก (ราคา 700,000 บาท) ตัวที่น้องปอร์เช่ใส่เต้น เอาจริงๆ ผมไม่ได้ชูเรื่องนี้มากนะครับ แต่มองว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนสนใจเราได้

ตอนถ่ายเอ็มวี น้องเต้นจนเลื่อมที่เสื้อกระเด็นหลุดไป 2 เม็ด ใจหายเลยนะ (หัวเราะ) แล้วน้องก็หยิบมาบอกว่า พี่วุธผมขอโทษ เพราะในเอ็มวีนั้นมันมีทั้งไฟจริงๆ แถมน้องยังเต้นกันสุดฤทธิ์อีกต่างหาก

ส่วนเรื่องตัวเอ็มวี ครั้งนี้เราวางงบไว้ที่ 5-7 ล้านบาท เทียบกับเอ็มวีไทยทั่วไป เขาจะใช้ไม่เกิน 300,000 หรือต่อให้ผู้กำกับเบอร์ใหญ่จริงๆ ก็ไม่เกิน 600,000 บาท

ถามว่าทำไมผมไม่ตั้งงบไว้ว่าใช้แค่ 1 ล้านก็พอ แค่นั้นมันก็ดีกว่ามาตรฐานเอ็มวีไทยปกติแล้วนะ แต่มันยังดีไม่ขาดไงครับ เหมือนมันดี แต่อาจจะยังไม่รู้สึกว่าดีกว่ายังไง

เราเลยขอเทียบมาตรฐานกับเมืองนอกเลย ถามว่าเอ็มวีตัวนี้ศิลปินต่างชาติใช้เท่าไหร่ คำตอบคือ 5-8 ล้าน เราก็ต้องตั้งงบประมาณนั้นแหละ เพราะถ้าตั้งน้อยกว่านั้น ผมกลัวจะไม่มีคนดู



2020 ปีที่คนไทยต้องจดจำ!!

2020 คือปีที่มีความหมายกับเรามากนะครับ เพราะวางเอาไว้ว่าจะเป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์ให้จดจำหลายๆ อย่าง เช่น เราจะทำ countdown ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นั่นคือที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นปีแรกที่เราจะเข้าไปเปลี่ยนโฉมการนับถอยหลังใหม่หมด

และเราจะมีการปล่อยศิลปิน ปล่อยรายการใหม่ มี asia tour ทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นในปีหน้านี้หมดเลย ถือเป็นปี kickoff ของเราในทุกมิติ ทั้ง event, exhibition, showbiz ฯลฯ ในปี 2020 คุณเตรียมรับความเซอร์ไพรส์เอาไว้ได้เลย

มันจะมีโปรเจกต์ที่ใหญ่มากๆ แปลกมากๆ และเจ๋งมากๆ ที่เราจะทำออกมาให้คนไทยได้เห็น ไม่ใช่แค่ศิลปินกลุ่มนี้ ยังมีอีกเต็มเลยครับ

เราจะปล่อยครบทุก line business ที่เราทำอยู่ที่ออกมาเป็น flagship คุณจะเจออีเวนต์ที่มีความยิ่งใหญ่บางอย่าง ที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณจะเจอการ countdown ที่เทียบเท่ากับเทศกาลดนตรีต่างประเทศ เป็นครั้งแรกบนลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์

คือมันไม่ใช่แค่ความใหญ่นะครับ แต่จะมีเพลงที่ออกมา มีศิลปินที่ออกมา มี event exhibition ที่ออกมา แล้วคนไทยจะรู้สึกว่า เมืองไทยน่าจะมีแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ซึ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นในปี 2020 หมดเลย



ความสำเร็จ = ความสุข

ความสำเร็จไม่มีอะไรที่ง่าย สิ่งที่เป็น key success ที่ผมเชื่อมาตลอด และเป็นตัวผมจริงๆ คือ “เราทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ” แล้ววันนึง สิ่งที่เรารักสิ่งนั้น มันก็ทำเงินให้เราเอง

แต่เราไม่ได้ทำมัน เพราะคิดว่าจะได้เงินเท่าไหร่นะครับ เราทำเพราะเรารักมัน และเราจะพยายามคิดว่า เราจะทำยังไงให้ต่อยอดเป็นธุรกิจได้ ให้เราทำแล้วอยู่กับมันได้นานๆ อย่างมีความสุข คือทำแบบไม่ไส้แห้ง

เพราะฉะนั้น จุดสำคัญมันคือความรู้สึกแรกเลยว่า คุณรักสิ่งเหล่านี้หรือไม่ในการทำงาน ต่อมาคือคุณต้องเข้าใจคำว่า “การเรียนรู้” คือเราไม่ต้องรีบจนเกินไป แต่เราต้องมีเป้าหมาย ต้องปักธง และก่อนที่คุณจะยอมแพ้อะไร ให้คิดเสมอว่า คุณทำมันมาเต็มที่แล้วหรือยัง แค่นั้นเลย

แต่เด็กสมัยนี้หลายๆ คนขาดความอดทน ทำอันนี้ออกมาแล้วขายไม่ได้ แป๊บๆ ก็ไปทำอย่างอื่นแล้ว ทั้งที่คุณยังไม่รู้เลยว่า ความล้มเหลวที่สุดมันคืออะไร หรือความสำเร็จมันอาจจะอยู่ข้างหน้าถัดไปอีก 3 วันก็ได้

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังไปไม่ถึงจุดนั้น ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ แค่นั้นเลยครับ มันคือสิ่งที่สร้างตัวผม และสร้างโฟโนล็อคมาได้จนถึง 12-13 ปี ซึ่งมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป ตราบใดที่เรายังยึดมั่นในความเชื่อเหล่านี้อยู่

อย่างตัวผมเอง ผมอยู่กับความรู้สึกเหล่านี้มา ทั้งสนุก ทั้งมีความสุขไปกับมัน และมันก็เติบโตมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกว่าทุกวันนี้ สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้วก็คือ “ความสุข” นี่แหละครับ

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากตัวเงิน แต่วัดจากความสุข ทุกคนที่ทำงานที่โฟโนล็อค วันนึงทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ผมบอกลูกน้องเลยว่า ถ้าคุณไม่มีความสุขกับมัน คุณจะอยู่ได้ยังไง

เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของเราคือเวลางาน ถ้าคุณเลือกในสิ่งที่มีความสุข นั่นแสดงว่าชีวิตส่วนใหญ่ของคุณได้มีความสุข แค่นั้นคุณก็ชนะแล้ว ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วนะ



“ขาดทุน” เงินทอง แต่ “กำไร” ชีวิต

จะลงทุนอะไรแต่ละครั้ง ผมก็คิดนะครับ แต่ไม่คิดมาก จะคิดแค่ว่าวันนี้จบแล้ว ถ้ามันทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เราก็จะรู้ว่าโอเคมันไม่สำเร็จ แต่ก็ยังมีหนทางที่จะไปต่อคือ เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง และเราจะยังทำต่ออีกไหม

คือถ้ามันไม่เวิร์กจริงๆ เราก็แค่หัก business ก้านนี้ทิ้งไป แล้วก็ทำตัวอื่น หรือวันข้างหน้าเราอาจจะหาก้านใหม่ เอามาเสียบแทน แล้วดูซิว่ามันจะโตต่อไปได้อีกไหม แค่นั้นเลยครับ

ไม่ได้พูดให้ดูดีนะ แต่ผมมองว่าถึงเราจะขาดทุนเงินทอง แต่เราไม่ขาดทุนประสบการณ์ และจริงๆ แล้วผมไม่คิดว่ามันเป็นการขาดทุนด้วยซ้ำ มันมองว่าเป็นการลงทุนมากกว่า มันเหมือนเราได้ไปเรียน แต่เรียนในชีวิตจริง ในการทำงานจริงๆ

ที่สำคัญเลยคือ เรามองว่าต่อให้เราขาดทุน เราเจ๊ง หรือเราล้มเหลว เราก็ไม่เคยคิดว่ามันคือสิ่งที่แย่นะ แต่ถ้าเราไม่ทำสิ เราจะไม่มีวันรู้เลย

เราทำงานเก็บเงินมาตลอด ก็เพื่อที่จะได้ทำงานที่เราอยากทำ (ยิ้ม) ทำงานเก็บเงิน เพื่อไปทำงานต่อ ผมคิดอย่างนี้มาตลอด 10 กว่าปี







สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: สันติ เต๊ะเปีย
ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ “4NOLOGUE”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...