xs
xsm
sm
md
lg

“ศิลปินโปลิโอจิตอาสา” ลุกขึ้นสู้-ไม่ย่อท้อ เปลี่ยนชีวิตให้ดีกว่าเดิมได้ [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จิตอาสาหัวใจนักสู้!! “คนพิการอย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ ขอให้ลงมือทำก่อน” ครูพจน์แกนนำจัดตั้งกลุ่มศูนย์เรียนรู้ศิลปะและการทำเกษตร ส่งมอบโอกาสให้ผู้พิการ หวังให้คนเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่เพียงแค่นั้นยังช่วยให้ผู้พิการออกมาจากโลกแคบ ลุกขึ้นสู้จนสามารถมีชีวิตที่ไม่ต้องอายรูปลักษณ์ภายนอกอีกต่อไป

กายพิการ!! แต่มีใจช่วยเหลือผู้อื่น

“คนพิการทั่วไปที่ติดเตียง หรืออยู่ที่บ้าน ไม่เคยออกมาทำอะไรเลย ขอให้อย่าคิดว่าเราทำอะไรไม่ได้ ขอให้ลงมือทำก่อน อย่าท้อ สิ่งนี้สำคัญนะครับ ลองทำก่อนแล้วค่อยพูดว่าทำไม่ได้ อยากให้ทุกคนลุกขึ้นออกจากเตียง เรายินดีให้มาศึกษาที่เราก็ได้ครับ ยินดีเลี้ยงข้าว ไม่ต้องห่วงครับ อยากให้ลุกขึ้นสู้ แล้วพอสู้เป็นแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้”

แม้ร่างกายจะเป็นคนพิการโปลิโอ แต่ ครูพจน์-คติพจน์ ฐิระฐิติ ผู้ก่อตั้งชมรมพัฒนาอาชีพคนพิการวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กลับมีจิตใจที่เข้มแข็ง บอกเล่าถึงความฝันที่อยากจะทำให้ผู้พิการนั้นสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพราะความบกพร่องของอวัยวะต่างๆ ผู้พิการต้องเผชิญกับความยากลำบาก มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป จึงอยากให้คนเหล่านั้นสามารถเป็นแบบอย่างให้คนในสังคมได้เหมือนคนอื่นๆ



ด้วยความสามารถทางด้านศิลปะของครูพจน์ หลังจากเรียนจบโรงเรียน กศน. อำเภอวังน้ำเขียว ทำให้ได้รับโอกาสมาเป็นวิทยากรด้านศิลปะแก่ผู้พิการ ซึ่งเคยได้รับการปลูกฝังเรื่องศิลปะมาจากพ่อ ทำให้วิชาหลักสำหรับตัวครูพจน์แล้ว ก็หนีไม้พ้นเรื่องของศิลปะ

“คราวนี้พอผมได้เป็นวิทยากรประจำให้คนพิการ คนก็รู้จักขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยก้าวไปอีกขั้น เป็นวิทยากรประจำหมู่บ้าน ศูนย์เรียนรู้ประจำหมู่บ้าน ที่มีแขกหรือว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม ก็จะมีผมไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์เรียนรู้ ตอนนี้อ่ะครับเป็นจุดเริ่มต้น ของการวิทยาทานด้านศิลปะ คือเราไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดค่าจ้าง อาศัยที่ว่ามาขอให้ไปเราก็ไป

ไม่เพียงเท่านี้ ครูพจน์ยังสอนศิลปะให้กับเด็กนักเรียนทั่วไป โดยไม่คิดเงินค่าสอน แต่ยังมีอุปกรณ์ที่หามาให้หมดทุกอย่าง ขอเพียงมาแค่ตัวก็พอ ทำให้เวลาเลิกเรียนผู้ปกครองบางส่วนก็จะพาลูกๆ มาเรียนวาดรูปเพื่อเสริมทักษะ

“เราต้องดูเด็กแต่ละคนก่อนครับ ว่าเขาวาดอะไร ต้องดูทักษะแต่ละคน อย่างบางคนก็ให้ดูของจริง แล้วก็วาด ถ้าทักษะน้อย เราก็ฝึกระบายสี ให้รู้จักเล่นสี อาจจะทำให้เด็กสนุก ถ้าเราไปบังคับเขาให้ไปวาด ต้องวาดรูปตุ๊กตาให้ได้ ตัวการ์ตูนตัวนี้ให้ได้ ยังไม่ได้หรอกครับ แต่ต้องฝึกความชอบเขาก่อน ให้เขารู้จักชอบศิลปะ สนุกกับศิลปะ



อย่างบางคนจะเก่งหน่อยครับ เป็นเด็กประกวดที่โรงเรียน ก็เลยให้ฝึกวาดโคลนนิ่งจากของจริง เห็นธรรมชาติยังไงก็ให้วาด และวาดจากของจริงก็จะยากกว่าการดูจากรูป เพราะรูปมันจะแบนๆ แต่ของจริงมันจะมีส่วนโค้ง การฝึกทักษะด้านนี้ หากอนาคตเด็กเขาโตไป อยากจะไปสอบเข้าโรงเรียนศิลปะ มันก็จะมีพื้นฐานศิลปะติดตัวไปด้วย”

จากจุดเริ่มต้นเป็นวิทยากรสอนศิลปะจิตอาสาแก่ผู้พิการ และผู้ที่สนใจครูพจน์จึงได้ร่วมมือกับโรงเรียนกศน.วังน้ำเขียว จัดตั้งชมรมพัฒนาอาชีพคนพิการวังน้ำเขียว เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิชาชีพ ให้กับผู้พิการมีอาชีพทำกิน และยังได้รับการสนับสนุน ทั้งที่ดิน องค์ความรู้ต่างๆ ที่สำคัญจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

“พื้นที่ตรงนี้คือเราได้ความอนุเคราะห์จากคุณศักดิ์ดา เขาเป็นเจ้าของที่ดิน พอดีมีคนแนะนำให้ เราก็เลยมาติดต่อ ตอนแรกเราทำคนเดียว หลังจากนั้นเราก็เลยทำเกษตร เลยบอกคุณศักดิ์ดาไปครับว่าเราจะทำสมาคมคนพิการ ทำเกษตร เขายินดีเลยครับ เขายินยอมให้เราใช้พื้นที่เลยครับ แค่เรามีน้ำใจ ตัดผลผลิตไปฝากเขา เขาก็ภูมิใจแล้วครับ

ผมทำจริงจังอ่ะครับ จากพื้นที่รกร้าง ตอนแรกเป็นป่าเลย ไม่มีใครที่จะทำ ของเราก็จะเป็นสวนเกษตรแบบผสม มีทั้งเสาวรส กล้วย ตะไคร้ ข่า แล้วก็มะม่วง หลายอย่างครับ แล้วก็มีผักสลัดไร้สารด้วย จะแบ่งโซนเลยครับ”

นอกจากการปลูกผักปลูกปลอดสารพิษ ที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมวิชาชีพ อีกหลายๆ ด้าน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในชุมชนเข้ามาสนับสนุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเพาะชำ อบรมการทำไข่เค็ม

อยู่ด้วย “ความรัก-สามัคคี-มีน้ำใจ”

แม้ชมรมพัฒนาอาชีพผู้พิการวังน้ำเขียว จะเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ก็สามารถสร้างเครือข่าย เข้ามาสนับสนุน เกิดผลประโยชน์ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้ที่สนใจในการศึกษาวิชาชีพ และที่สำคัญ ยังเป็นแรงบันดาลใจที่ดี ให้แก่ผู้พิการและคนทั่วไปได้นำมาใช้กับชีวิต ด้วยการพึ่งพาตัวเอง

ทางด้าน ณกรณ์ พัฒนาจารีต ครูผู้สอนคนพิการ กศน.วังน้ำเขียว ที่ได้ร่วมมือส่งเสริมผู้พิการกับครูพจน์ อธิบายถึงการสร้างชมรมให้เกิดขึ้นมาจริงๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ค่อนข้างยาก ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถทำได้ กระทั่งมีการพูดคุยกับเจ้าของพื้นที่ราว 25 ไร่ และได้รับความเมตตา พามาดูว่าสามารถจะจัดการศึกษา หรืออาชีพที่คนพิการสนใจได้อย่างไร



“ผมเข้ามาลุยตั้งแต่ยังเป็นป่ารกมาก ก็เข้ามาดูแล้วก็มาวางแปลนกับพี่พจน์นะครับ ว่ามุมนี้เราจะจัดอะไร ทำอะไรให้คนพิการบ้าง ก็จะเน้นในเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักครับ

เดิมทีสมาชิกจริงๆ ก็จะเป็นในกลุ่มของนักศึกษาคนพิการกศน.อำเภอวังน้ำเขียวของเรา เป็นพื้นฐานเลย เพราะว่าด้วยการที่ผมเป็นครูสอนคนพิการ ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาก่อนเบื้องต้นครับ ก็ได้ไปพบกับนักศึกษา แล้วนักศึกษากลุ่มนี้เป็นกลุ่มพื้นฐานที่เราจะเอาเข้ามาจัดตั้งเป็นชมรม”

รวมถึงคนพิการในพื้นที่ ครูผู้สอนคนพิการเองก็ได้ลงไปพบปะกับชาวบ้าน กระทั่งดึงคนเหล่านี้เข้ามา และดูศักยภาพของพวกเขาว่าสามารถที่จะทำอะไรได้บ้างในพื้นที่ชมรม จึงเกิดการจัดตั้งขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือให้กับคนพิการในพื้นที่ก่อน

“สำหรับคนพิการเนี่ย ผมมองว่าที่เขามาทำในจุดๆ นี้ ถือว่าคนที่เข้ามาก่อนหน้าที่จะมาเจอกับพวกเรา ก่อนที่จะมาอยู่ชมรม บางคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมที่จะทำอะไรเลยครับ

เมื่อมาอยู่ตรงนี้เรามาเห็นการทำงานของเพื่อนร่วมงาน คนที่อยู่อาศัยร่วมกันก็ดี เขามองเห็นแล้วก็สามารถที่จะดึงอะไรหลายอย่างที่ดีๆ แล้วก็ไปใช่ให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเอง คุณภาพ จิตใจ หรือร่างกายก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ การอยู่ที่นี่ไม่ว่าร่างกายจะดีไม่ดียังไง พอมาอยู่ตรงนี้ อยู่ด้วยความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจต่อกันตรงนี้ มันจะค่อยๆ สร้างแรงบันดาลใจไปให้กับตัวเขาเอง มันก็จะช่วยให้ทุกๆ อย่างที่ไม่ดีของเขามันดีขึ้นได้ครับ”



ทว่าการเลือกเกิดไม่ได้ ผู้พิการก็ต้องใช้ความพยายาม ที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกาย เพื่อดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณค่า และมีความสุขที่สุด

โดยผู้พิการไร้แขนอย่าง รุ่งลาวัลย์ กาลิก สมาชิกในชมรมพัฒนาอาชีพคนพิการ ได้เผยกับผู้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อก่อนเธอลำบากมาก ไม่กล้าออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ด้วยความรู้สึกที่ว่าตัวเองนั้นเหมือนเป็นตัวประหลาดคนหนึ่ง

“เรากลัวมากๆ เหมือนเวลาเราจะกินข้าวแต่ก่อน เราไม่กล้าให้คนเห็น คือถ้าได้ยินเสียงคน หมาเห่า หรือคนจะเข้าบ้าน เราจะวิ่งหนีเข้าไปอยู่ในบ้านแล้วค่ะ ไม่กล้าออกมา

พอมาอยู่ชมรม ความคิดเปลี่ยนมากเลยค่ะ คือเราก็กล้าแสดงออกมากขึ้น คือโรคภายนอกยอมรับคนพิการมากขึ้น เคยมีครูเขามาเชิญเราไปเป็นวิทยากรของโรงเรียน เด็กบางคนบอกว่า เนี่ยเราต้องตั้งใจเรียนเหมือนพี่เขานะ ขนาดพี่เขาพิการ เขายังเรียนได้ ก็เหมือนกับเราไปกระตุ้นให้คนที่เกเรอยากเรียนค่ะ”



ภาพชีวิตแคบๆ ของคนพิการที่รุ่งลาวัลย์พบเจอในเวลานั้น ได้ถูกดึงออกมาและได้รับโอกาสทำสิ่งใหม่ๆ จากคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับโลกภายนอก ก็กลายเป็นว่าได้รับการเรียนรู้เพื่อเป็นครูสอนศิลปะจากครูพจน์ จนมาเป็นจิตอาสาในการสอนเด็กๆ วาดรูปต่อไป

โอกาสของ “ผู้พิการ” ชีวิตดีได้ถ้าใจสู้

“ชีวิตในเมืองมันต้องแก่งแย่ง แข่งขันกัน แล้วคนพิการค่อนข้างจะกำหนดการใช้ชีวิตของสังคม ข้างนอกอ่ะถ้าเกิดว่าคนพิการที่ศักยภาพไม่เอื้ออำนวยก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลำบาก”

คำพูดจากปากของ ชยพล เอโกบล ผู้พิการขาโปลิโอ ที่กำลังมองว่าการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่สำหรับผู้พิการก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน และการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด พวกเขาก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในหมู่บ้าน เพราะเขาพิการแค่ตัว แต่ใจไม่ได้พิการ ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจมากกว่า ถ้าใจไม่สู้ ทุกอย่างก็คงจบลงแล้ว

“เราใช้ศักยภาพเราให้เต็มที่ เพราะว่าอย่างน้อยหากเราได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ในสังคมร่วมกับคนปกติทั่วไป เราสามารถอยู่ได้ แต่คนที่ยังไม่เคยออกไปไหนเลย อยู่กับบ้าน ผมก็เห็นนอนเป็นมนุษย์ติดเตียง หรือว่ารอแค่เบี้ยยังชีพอย่างเดียว มันก็ไม่พออ่ะครับ”

อย่างไรก็ตาม หากชีวิตเลือกเกิดได้ คงไม่มีใครอยากเกิดมาในสภาพร่างกายไม่สมประกอบหรือพิการ เพราะความพิการถือเป็นข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตหลายด้า



ส่วนอดีตนักกีฬาพาราลิมปิก และยังเคยไปแข่งขันกีฬาระดับโลกมาแล้วอย่าง ราวิล สลุงอยู่ เปิดใจให้ฟังว่า การมาอยู่ในชมรมนี้ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่าง ทั้งประสบการณ์ ความคิด จากคนที่เคยล้ม เคยท้อแท้มาก่อน ตอนนี้จึงถึงเวลาที่ต้องสู้ เพราะคนพิการก็สามารถจะทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน

“อยากให้มีคนช่วยสนับสนุน แล้วก็สามารถจะเปิดให้นักศึกษามาดูงานได้ โดยเฉพาะเป็นโครงการของคนพิการ คนพิการส่วนใหญ่ก็จะได้เห็นแล้ว จะได้มีกำลังใจขึ้น ฮึดสู้ขึ้นมาอีกจากคนที่ท้ออ่ะครับ หรือคนปกติที่เคยคิดท้อจะฆ่าตัวตายจะได้เห็น แล้วก็จะได้มีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาครับ”

แน่นอนว่าการเกษตรของผู้พิการจะต้องมีคนคอยให้ความรู้ และ สายัณห์ ช่อเกษม หรือ ลุงแกะ บุคคลที่เข้ามาเห็นสภาพพื้นที่ตั้งแต่ยังรกร้าง ทั้งยังมองว่าการขายลอตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่พอกับเงินที่เขาต้องใช้จ่ายกัน จึงได้มีการปรึกษาหารือ แบ่งงานให้แก่ผู้พิการได้มีส่วนร่วมอย่างเช่น การปลูกผักสลัด



“คนที่เขาทำได้ เราก็จะแยกออก ในมุมมองของลุงแกะ หรือแยกให้เขาทำอีกส่วนหนึ่งที่เขาเดินไม่ได้ แต่อาจจะได้ไปนั่งขายแทน ได้ตอนรับคนที่เขามาศึกษาดูงานตรงนี้ด้วย เขาก็ได้มาค้าขายกัน

ผมจะวางเป็นระบบเลย ส่วนไหนที่เขารับผิดชอบได้ จะให้เขารับผิดชอบส่วนนี้ไป จะวางงานให้เขาหมดเลย เขาจะมีหัวหน้าทีมจะช่วยดูแลในกลุ่มของเขาไป เรื่องการส่งตลาด ราคาสินค้า เราคุยกันแล้วก็วางให้เขา และงานตรงนี้ถ้าเราวางงานในระบบเสร็จแล้ว ชาวบ้านใกล้เคียง ที่ไม่มีงานทำ ก็สามารถเข้ามาทำงานที่นี่ได้เช่นกันครับ”

สำหรับชมรมแห่งนี้ สมาชิกที่เข้ามาอยู่มีทั้งผู้พิการ และผู้มีจิตอาสา ต่างมองเห็นความตั้งใจในการก่อตั้งชมรมของครูพจน์ และเชื่อว่าความพิการ ไม่สามารถหยุดการพัฒนาศักยภาพของคนได้ พร้อมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ที่จะเป็นที่พึ่งสำหรับผู้พิการ และคนทั่วไปได้รับประโยชน์ต่อไปในอนาคต ทั้งยังสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของความพิการสามารถพึ่งพาตนเอง และอยู่ในสังคมได้เท่าเทียมกับทุกคน



สัมภาษณ์ : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : MGR Live
เรื่อง : สวรส พวงเกาะ
ภาพ : เฟซบุ๊ก “ศิลป์ปัญญา ณ. วังน้ำเขียว"




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...