“อยากให้เกษตรกรมีพื้นที่ทำกิน ทำไปเถอะ ไม่ต้องมาให้เงินคืนเลย แต่ถ้าไม่มีเงินด้วยเดี๋ยวจะลงทุนให้” จาก “คนจน-นอนสลัม” สู่ “คนใจบุญ-ผู้ให้” ด้วยอดีตที่เคยยกมือไหว้คนอื่นเพื่อของานทำ หวังให้พ่อกับแม่สุขสบาย จนในที่สุดพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง เพราะตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้สักบาท!
แบ่งที่ทำเกษตร 4 ไร่! ตั้งใจจริงพร้อมยกโฉนดให้
“ตอนนี้มีคนส่งข้อความเข้ามาหลายพัน แต่ผิดวัตถุประสงค์ครับ มีทั้งเล่าเรื่องส่วนตัว แล้วมาขอเงิน ขอที่ดิน ก็เลยมีปัญหามากมายก่ายกอง มันไม่ถูกวัตถุประสงค์ คือเขาไม่ได้ทำเกษตรมาก่อน แต่มีความรู้สึกว่าอยากทำ อยากเลี้ยงปลา เพราะเห็นบ่อน้ำ อยากปลูกนู่นปลูกนี่ คือไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่อยากทำ จริงๆ ต้องมีพื้นฐานเกษตรกรด้วย แล้วหลายคนก็ไม่ได้อยู่ที่อำเภอบัวใหญ่เลย
แต่ช่วงแรกๆ ที่เราโพสต์เกี่ยวกับการช่วยเหลือคน จะโดนด่าว่าคนที่เขาทำความดี มันไม่สมควรหรอกที่จะโพสต์แบบนี้ คุณเอาหน้านี่ ผมก็ต้องคอยอธิบายเขา”
ปัญญา ตันติยวงศ์ษา เน็ตไอดอลของการทำความดี เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ผ่านปลายสาย จากกรณีที่ตนเองได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Panya SkinSiri” เพื่อแบ่งพื้นที่ จำนวน 4 ไร่ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ที่ไม่มีพื้นที่ทำกินแต่อยากหารายได้ สามารถมาใช้ที่ดินบริเวณนี้ได้ ซึ่งจะมีการต่อระยะเวลาในการใช้พื้นที่ทุกๆ 3 ปี
ทว่า การโพสต์ดังกล่าวมีคนให้ความสนใจจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะมาขอเงิน โดยปัญญาคนใจบุญ ได้เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ที่ดินตรงนี้อยู่ใกล้ชุมชนมาก หากมีคนมาซื้อก็ยังไม่ขาย
“จริงๆ ตอนแรกไม่ได้อยากซื้อพื้นที่ตรงนี้ แต่เพื่อนในเฟซบุ๊กเขาบอกว่ามีปัญหา กำลังแย่ ที่ดินจะถูกยึด ให้ช่วยโพสต์ขายให้หน่อย พอหลังจากที่เขาส่งรูปมา พอเห็นรูปเราบอกเขาว่า ถ้าเกิดพี่จะซื้อเองล่ะ เขาก็บอกผมให้ราคานี้ เท่านั้นแหละวันเสาร์ก็ไปดูที่ ปรากฏว่าโอเคซื้อเลย”
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการซื้อที่ดิน ปัญญาได้พูดกับเจ้าของที่ว่าต้องสัญญากับตนเองว่าจะมาทำกินในพื้นที่นี้ เพราะซื้อไปก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ก็มีเหตุผลที่ทำให้เจ้าของที่คนเดิมไม่สามารถมีเวลามาใช้พื้นที่ได้ จึงทำให้เขาต้องประกาศหาคนมาใช้พื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานให้ได้
จนกระทั่งโทร.ไปหาทางอำเภอ เกษตรตำบล และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้หน่วยงานหาคนมาทำกินในพื้นที่ฟรี ก็ไม่มีใครช่วย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงโพสต์ข้อความลงในโซเชียลฯ เรื่อยๆ
“ผมอยากให้อำเถอหาคนให้เรา หาคนจนๆ ไม่มีพื้นที่ แต่เป็นเกษตรกร อยากให้เขามีพื้นที่ทำกิน ทำไปเถอะกี่ปีก็ทำไป ไม่ต้องมาให้เงินคืนเลย ไม่เอาเลยสักบาท แต่ถ้าไม่มีเงินด้วยเนี่ย เดี๋ยวจะลงทุนให้แต่ต้องขอคุยก่อน เคยมีคนคิดว่าเราจะโกงเขา แต่ผมต่างหากที่กลัวคุณจะโกง เพราะว่าถ้าเกิดคุณอยู่นานไป คุณก็ยึดพื้นที่ผมได้ ถ้าผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ผมไม่ทำดีกว่าไหม ปล่อยให้ที่มันรกร้าง
โดยความสัตย์จริง ในความคิดเลยนะ ผมเองเนี่ยตายไปเอาไปไม่ได้เลยสักบาท ถ้าวันใดวันหนึ่งแก่ไป และเห็นคนที่ทำที่ดินของเราที่เขาทำด้วยกัน 2 คน แล้วเขาทำได้เจริญงอกงาม พี่จะตัดโฉนดนั้นให้เป็นชื่อของเขา เพราะเขาน่าจะเป็นคู่บุญจริงๆ เพราะว่าพี่ไม่ได้เป็นคู่บุญแน่นอน
พื้นที่ตรงนั้น 4 ไร่ น่าจะเป็น 2 ครอบครัวมากกว่า ถ้า 4 ครอบครัว แบ่งพื้นที่ 1 ไร่ มันอาจจะน้อยไปในการทำกิน ก็เลยเอาเป็น 2 ครอบครัวแล้วกัน”
“เด็ก-คนชรา-คนพิการ” ดูแลจนกว่าจะไม่ไหว
“จุดเริ่มต้น จริงๆ ไม่ใช่แค่ทำแค่ทำตรงนี้นะครับ คือมันเริ่มจากชีวิตเราจน อยู่ต่างจังหวัด ครอบครัวซื้อข้าววันละ 1 กิโลกรัม พอต้องมาเรียนกรุงเทพฯ ก็มาหางานทำ ไปนอนสลัม ไปยกมือไหว้เขาเพื่อของานทำ เรามีพ่อแม่ที่จน เราก็เลยต้องทำงานหนัก เพราะเราเป็นคนจีน เป็นพี่คนโต แล้วชีวิตมันก็ผกผันกลับมาเรื่อยๆ ว่าเราไม่ยอมแพ้ ก็ไปทำงานที่นั่นที่นี่”
แม้ว่าชีวิตในปัจจุบันของปัญญาจะไม่ได้เดือดร้อนเหมือนเมื่อก่อน นั่นก็เป็นเพราะคำตั้งมั่นว่า พ่อกับแม่ต้องสุขสบาย และไม่เคยยืมเงินใคร ทำงานมาจนถึงจุดที่พอจะเลี้ยงตนเองได้ จึงรู้สึกว่าตัวเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักของชีวิต เพราะว่าตายไปบาทหนึ่งก็ไม่ได้ใช้
สำหรับจุดที่ทำให้หนุ่มใจบุญคนนี้เริ่มช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด ก็เพราะเห็นตายาย 2 คน เข็นรถขายขนม จึงได้ให้เงินครั้งแรก จำนวน 1,000 บาท แล้วทุกเดือนก็จะให้เดือนละพัน หลังจากนั้น ก็มีวันที่ยายไม่ได้มาขายของ เห็นแต่ตามาเก็บของขาย และต่อมาจากนั้นก็ไม่เห็นทั้งคู่ จึงทำให้เขาต้องรู้สึกร้อนใจ
“เราก็พยายามถามคนแถวนั้น คือถ้าเราจะทำอะไร นิสัยเราจะเป็นคนตั้งมั่น ถ้าเกิดต้องทำอะไรจะต้องทำให้ได้ ปรากฏว่าก็ไปหาจนเจอ เขาอยู่ในละแวกที่เราพักเนี่ยแหละ คือยายเนี่ยเป็นคนอ้วน เดินไม่ได้แล้ว เขาเดินไม่ค่อยไหว ส่วนตาเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ นั่นคือจุดเริ่มต้น โดยการรับเลี้ยงเขาเป็นตากับยายของเราเอง คอยซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง ทุกอย่างให้แต่ละเดือน ยารักษาโรคต่างๆ แล้วเงินตัวเอง 1,000 บาท ให้เขาซื้อของอย่างอื่นกิน ก็ช่วยมา 7-8 ปีแล้ว
หลังจากนั้น ผมก็เจอคนนี้ถูกไฟไหม้ทั้งตัว ก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ต้องช่วยต่อ ก็เลยโทร.ไปหาเขา แล้วก็รับดูแลเขา อันนี้เป็นการส่งเงินไปช่วย แล้วก็ยังมีเด็กกำพร้าอีก 3 คน ที่แม่กับพ่อตายหมด อันนี้เราดูแลเรื่องข้าวสาร ขนม แล้วก็ปลากระป๋อง”
นอกจากนี้ ยังมีพระที่อยากเรียนหนังสือ ให้จบปริญญาตรี ปัญญาจึงเห็นว่าเป็นเจตนาที่ดี จึงรับเลี้ยงพระรูปนี้ โดยการส่งเงินทุกเดือน กระทั่งทุกวันนี้ใกล้จะจบปริญญาตรีแล้ว และสิ้นเดือนนี้จะไปเป็นพระเทศนาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ 6 เดือน โดยปัญญาคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญจะดูแลคนป่วยอย่างเดียวไม่ได้
แน่นอนว่าการช่วยเหลือคนของเขาไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่ใครคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เห็นว่าคนคนนี้ สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 10 กว่าคน ที่เขาส่งให้ทุกเดือน รวมกันแล้วประมาณ 20,000 กว่าบาท
ไม่เพียงแค่นี้ ยังคอยช่วยสุนัข ช่วยแมว เช่น แมวโดนรถชน แมวเป็นมะเร็ง ก็จะระดมทุน แต่จะต้องดูเคสในการช่วยเหลือว่าใช่เรื่องจริงหรือเปล่า และยังมีการนำเสื้อผ้าของตนเองที่อยู่ในสภาพดีออกขายอยู่เรื่อยๆ และเงินรายได้จะนำเข้ากองทุน "ศิริปัญญาดี" เพื่อช่วยเหลือคนแก่ คนตาบอด คนป่วย คนพิการ
“เขาบอกว่าทำบุญเห็นชาติหน้า ไม่จริง แต่เห็นชาตินี้จริงๆ คือความสุขใจ ทุกวันนี้ผมก็มีปัญหาชีวิต ทุกคนมีปัญหาชีวิต ผมสุขภาพไม่ดี หลังกับเข่าทรุด ซึ่งปวดทรมาน แต่ว่าโรคมันมาบั่นทอนความตั้งมั่นของเราไม่ได้ เราก็ต้องสู้ โดยการที่รักษาไปตามอาการ อันนั้นก็คือสิ่งที่เราทำอยู่
แล้วความสุขเกิดจากอะไร เกิดจากสิ่งที่เราเห็นเด็กเขาเติบโต เด็กที่พิการเขาเติบโต มีชีวิตที่ดี แล้วเราก็เรียกเขาเป็นคนในครอบครัวเรา เขาเรียกเราเป็นลุง เพราะปีนี้ก็ 50 กว่าแล้ว เราก็มีความรู้สึกว่ามันที่สุดแล้ว เงินทองถ้ามีคาบไว้ในปากเขายังงัดออกไปได้เลย แต่ความสุขอันนี้ ถือว่าบุญอันนี้ขอเก็บใส่โลงไปจนตาย อย่างน้อยก็ให้มีคนเขานึกถึงเรา ก็ตั้งมั่นที่จะทำต่อ เพราะบางทีเราดูแลจนเขาตายไปก็มี แล้วเราสัญญากับคุณตาที่ตอนนี้เสียไปแล้วว่าไม่ต้องห่วง เราจะดูแลคุณยายจนกว่าคุณยายจะเสีย”
ข่าวโดย MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


