xs
xsm
sm
md
lg

“ระยะสุดท้าย” ลุกลามครั้งที่ 2 “แซม-นักวิ่งสู้มะเร็ง” ไม่หวั่น พร้อมสร้างปาฏิหาริย์ให้ตัวเอง!!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หายไปนานกว่า 10 ปี แต่ต้องกลับมาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายรอบที่ 2 ของชีวิต เปิดเรื่องราว ของ "แซม-นักวิ่งสู้มะเร็ง" วัย 32 ปี โดนดูถูกสารพัด แต่ไม่เคยท้อแท้ต่อโชคชะตา พร้อมสู้กับทุกปัญหา ย้อนกลับไป กว่าจะก้าวผ่านเรื่องร้ายๆ นี้มาได้ เคยถูกสังคมตัดสินด้วยสายตาอย่าง “หมาขี้เรื้อน”

มะเร็งระยะสุดท้ายรอบที่ 2 ของชีวิต

“การล้มเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เราจึงตัดสินใจก้าวต่อไปไม่ว่ามันจะเจอปัญหาอะไร จะล้มกี่ครั้ง จะเจ็บอีกกี่หน เราก็จะไม่หยุด วันต่อมาเราก็ก้าวต่อไปอีก”
แซม-ณัฐพล เสมสุวรรณ หนุ่มวัย 32 ปี นักวิ่งผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครต่อใครหลายคน ซึ่งแซมนั้นเคยต่อสู้กับ “โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน” ระยะสุดท้าย และสามารถผ่านมันมาได้ โดยล่าสุดได้มาอัพเดตอาการผ่านเพจ “Sam's Stor” ของตนเองอีกครั้งว่า เป็น “โรคมะเร็งที่บริเวณโคนลิ้น ในระยะที่ 4”

 

“ผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายรอบที่สองของชีวิต ตอนนี้คณะแพทย์กำลังทำการวางแผนในการฉายรังสี ซึ่งต้องทำ 35 ครั้งโดยประมาณ และทำพร้อมๆ ไปกับการรับยาเคมีบำบัด ผ่านทางการเจาะช่องที่คอ และเจาะรูเพื่อให้อาหารทางสายยางที่บริเวณท้อง ฟังดูหนัก แต่ผมไม่ท้อ
ขอบคุณพี่ๆ จากเพจวิ่งแถวบ้าน ทุกคนที่ระดมทุนการรักษาช่วยเหลือผมในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และอาหารเสริม (ensure) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอาหารหลักของผม ผมจะใช้น้ำใจจากพี่ๆ ทุกคนให้คุ้มค่าที่สุด ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจและให้การสนับสนุน ขอบคุณครอบครัวและคนรอบข้างที่จะต้องสู้ไปด้วยกัน”
หายไปนานกว่าสิบปี เมื่อโชคชะตาเล่นตลกให้กลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้ง มีหลายช่วงชีวิตที่คิดว่าอยู่ต่อไม่ไหว อยากจะลาจากโลกนี้ไป แต่ก็ยังผ่านมาได้ และเชื่อว่าครั้งนี้ผู้ชายคนนี้ก็ต้องผ่านอีกช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

 

“ผมเป็นมะเร็งตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 คือเราก็ตกใจ เพราะว่าร่างกายเราแข็งแรงมากๆ มากกว่าคนปกติทั่วไป ผมร่างกายเหมือนบัวขาวเลยตอนนั้น เพราะว่าผมเป็นนักมวยรุ่นใหญ่ คือน้ำหนักเยอะ ตัวจะใหญ่ กล้ามจะใหญ่กว่าคนปกติ ออกกำลังกายมาตลอด ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยป่วยเลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เกิดมาประกันชีวิตสุขภาพไม่เคยได้ใช้เลย ไม่เคยนอนโรงพยาบาลแม้แต่ครั้งเดียว แต่ก่อนจะป่วยประกันเพิ่งหมดไปประมาณสองเดือน เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องเป็นความรับผิดชอบของเราเอง
ตอนนั้นก็คุยกับกับคุณแม่บ่อยว่าไม่อยากอยู่แล้ว เกเรมากตอนนั้น ใครเอาข้าวมาวางไว้ผมปัดทิ้งเลย คุณหมอเดินเข้ามาผมก็ไม่คุยด้วย ผมไม่คุยกับใครเลย ตอนนั้นจำความคิดไม่ได้เลยรู้สึกเพียงว่าเจ็บปวดและเหนื่อยมาก รู้สึกว่าทำไมคนจะตายทำไมมันยุ่งยากจัง อยากจะตายให้จบๆ ไปแล้วจริงๆ
 
[กำลังใจที่ดีจากครอบครัว]

 

เพราะว่าลืมตามาก็เจ็บปวด เราคิดว่าถ้าเราหายจากโรคมะเร็งไปแล้วสภาพความเป็นอยู่เราจะเป็นยังไง ชีวิตต่อจากนี้เราจะเป็นยังไง เราเคยมีชีวิตที่ดีมาตลอด แต่วันนี้เราติดกระดุมเอง ผูกเชือกเสื้อในโรงพยาบาลเองยังไม่ได้เลย มือสั่น ตาก้มไม่ได้ มันแย่มาก รู้สึกว่าลมหายใจอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเรามีชีวิต เราไม่อยากเป็นผักที่นอนอยู่ที่เตียงโดยที่ไม่มีโอกาสออกไปทำอะไร ก็เลยรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ ตอนนั้นคุณแม่ก็ร้องไห้อย่างเดียวครับ เวลาเราเผชิญกับความทุกขนาดนั้นเราได้ฟังคำปลอบโยนแต่เราไม่ได้ยิน ทุกคนจะมีคำพูดคำปลอบ คำคมมากมายแต่มันไม่คลิ๊กกับเราในเวลานั้น ได้ฟังแต่ไม่ได้ยิน ไม่ได้นำมาคิดต่อ”
แต่มีไม่กี่ข้อความที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าต้องอยู่ต่อให้ได้ด้วยหนังสือเล็กๆ เพียงเล่มเดียว ก็ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงความคิด เปลี่ยนแปลงชีวิต มองความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาให้เป็นพลังบวกมากยิ่งขึ้น
“เราก็มีโอกาสคิดใหม่ มีคุณหมอที่รักษาค่อนข้างที่จะสนิทกัน เพราะว่ารักษากันมานานมาก แกก็เห็นผลเลือดแต่ละวันของผม มีอาการที่ไม่คุยกับหมอ แกก็เอาหนังสือมาวางให้เล่มหนึ่งเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ มาก ของพี่ตุ้มชื่อ “ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ตอนนั้น” เวลาเราป่วยทุกคนจะเอาหนังสือมาให้อ่านส่วนมากเป็นหนังสือธรรมะอะไรต่างๆ นานา จะเป็นเล่มใหญ่ แต่เล่มนี้เป็นเล่มเล็กๆ ก็เลยลองอ่านดู ก็อ่านไปเจอจุดหนึ่งที่เขาพูดถึงอิฐสองก้อน เป็นอิฐที่ไปวางบนกำแพงที่เรียงตัวด้วยสวยงาม แต่อีกสองก้อนนี้ไปวางเรียงตัวไม่สวยงามเราก็อุปมาไปว่าชีวิตเราตอนนี้มันเป็นแค่อิฐสองก้อนที่วางไว้อย่างไม่สวยงาม

 
[อ่านหนังสือเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตจนกลับมาสู้มะเร็งได้]

คือตั้งแต่เกิดจนโตชีวิตผมถูกเลี้ยงมาอย่างสวยงามตลอด แข็งแรง สวยงาม สมบูรณ์ มีโอกาสมากว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ช่วงเวลาหนึ่งปี ที่รักษาตัวทำไมต้องเอาช่วงเวลาหนึ่งปีที่มันผิดจากสิ่งที่เราเคยเป็นมาทำร้ายความสุขทั้งหมดในชีวิตของเรา มาทำลายสิ่งที่พ่อกับแม่เขาสร้างเรามา แล้วเขาพยายามที่จะตึงกำแพงนี้ไม่ให้พัง ทำไมเราต้องเป็นคนพังสิ่งที่สวยงามทั้งหมด เราก็เลยเข้าใจว่าจริงๆ ความทุกข์มันก็เป็นจุดหนึ่งของชีวิต ถ้าเรามองความทุกข์มากกว่าวามสุขก็จะไม่ให้ผลดีกับเรา ก็เลยโทรไปบอกคุณแม่ว่าผมจะสู้ต่อ คุณแม่ก็เลยร้องไห้”

ถูกมองว่าเป็น “หมาขี้เรื้อน” แต่ก็ยังสู้

กว่าจะมายืนถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเขา ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตายทั้งร่างกายและจิตใจ ต่อสู้โรคมะเร็งจนโรคสงบลงได้ เริ่มเดินได้ ทานอาหารได้กลับมีโรคร้ายมาเยือนอีกครั้ง คือโรคแพ้ยาอย่างรุนแรง โดยหนึ่งล้านคนจะเจอแค่เจ็ดคนเท่านั้น ซึ่งโรคนี้ส่งผลให้ผิวไหม้ ผิวดำ เหมือนโดนน้ำร้อนลวก ทำให้เซลล์ผิวที่ตายไปไม่สามารถที่จะฟื้นขึ้นมาได้

 

“เราต้องต่อสู้กับสายตาที่ถูกเหยียดหยาม ในวันนั้นผมคิดว่าตัวเองเป็นหมาขี้เรื้อน ด้วยความที่ผมไม่เคยเป็นคนที่มีลักษณะอย่างนี้ เมื่อก่อนผมเป็นคนที่มีลักษณะค่อนข้างดี ดูดี ไปที่ไหนในสังคมก็เห็นการต้อนรับพอมาเป็นแบบนี้แล้วเราเห็นโรคที่เราไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่ เราไม่เคยรู้ว่าคนที่มีลักษณะร่างกายที่แย่เขาถูกปฏิบัติตัวแบบนี้ เมื่อก่อนแย่กว่านี้มาก ผมไม่กล้าออกจากบ้าน วันไหนผมกล้าออกจากบ้านผมจะโดนสายตาดูถูก รังเกียจจากคนในสังคม คนรอบข้าง คนที่เขาไม่เข้าใจ รวมถึงตอนนี้ด้วยนะก็ยังถูกรังเกียจ
ตอนนั้นโรคแพ้ยารุนแรงก็ใช้เวลาในการรักษาสักพัก อย่างผิวก็ใช้เวลานานกว่าจะกลับขึ้นมาได้ เมื่อก่อนดำกว่านี้ ผอมกว่านี้ ตอนนี้ดีขึ้นจากการออกกำลังกาย ตอนนี้ดีขึ้นแต่ก็ยังเจออยู่แต่ก็เบาลง เดินเหมือนศพเลยครับตอนนั้น เหมือนคนดมกาว ติดยา ดมยา รักษาด้วยการฉีดยาและก็กายภาพบำบัดนิดหน่อยก็ไม่นานมาก ”



แม้ว่าจะต่อสู้ผ่านมะเร็งได้อย่างยากลำบากแต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ถูกตัดสินจากภายนอกทำให้จิตใจภายในนั้นบอกช้ำอยู่ไม่น้อย เพราะด้านสภาพจิตใจที่ถูกรังเกียจทำให้ไม่กล้าที่จะออกจากบ้าน
“ผมเคยไปซื้อก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวมองหน้าแล้วไล่ผม เพราะเขานึกว่าผมมาขออาหาร ผมเคยไปนั่งกินข้าวแล้วทุกคนที่โต๊ะลุกหนีจากผม มีอีกวันหนึ่งผมไปกับคุณแม่แล้วมีคนหนึ่งเขามองไม่เห็นเขามานั่งข้างๆ ผม พอเขาหันมาเจอผมแล้วเขาก็รีบลุกออกไปเลย วันนั้นคุณแม่ผมร้องไห้ ผมก็หันไปบอกคุณแม่ว่ากลับบ้านเถอะไม่อยากกินแล้ว แล้วเราก็ไม่กล้าออกจากบ้านอีกเลย
มีครั้งหนึ่งไปซื้อของที่เซเว่นมีเด็กผู้หญิงประมาณ 5 ขวบ กำลังน่ารักเลยครับ เขาเลือกซื้อขนมอยู่แล้วเขาเดินเข้ามาเจอผมเขาก็ชี้หน้าผมแล้วเขาก็ร้องไห้โดยที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเขาก็วิ่งเข้าไปหาคุณพ่อเขา คุณพ่อเขาก็ชี้หน้าผมซึ่งผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย คนทั้งเซเว่นมองผมด้วยแววตาที่รังเกียจ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าต้องหยิบน้ำคืนตู้หรือว่าผมควรจะจ่ายตังแล้วรีบออกไปดี ผมอยากจะหายไปจากตรงนั้น แล้วก็ไม่กล้าออกจากบ้านอีกเลย เพราะว่าออกไปทีไรก็เจออะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อีก แม้ว่าจะต่อสู้ผ่านมะเร็งได้แล้วอย่างอยากลำบากแต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ถูกตัดสินจากภายนอกทำให้เราตายจากภายในเหมือนกัน”
จากความเจ็บปวด รอยแผล สายตาที่ตัดสินของคนในสังคม ทำให้ผู้ชายที่ชื่อแซมเข้าใจความเป็นไปของชีวิตมากยิ่งขึ้น เพราะคนเราไม่สามารถหยุดความคิดของคนทั้งโลกได้ แต่จะง่ายกว่าหากเป็นเราเองที่เข้าใจวิถีของโลก วิถีความคิดของคน
“จริงๆ มันไม่ต้องทำใจ มันต้องเข้าใจ คือตอนนั้นเราเจ็บปวดกับสายตาคนนับร้อยที่เราต้องเจอในแต่ละวันซึ่งมันเยอะมากๆ แต่เราคิดว่าเราไม่สามารถที่จะหยุดโลกได้ เราไม่สามารถที่จะหยุดบอกได้ว่าเราเป็นอะไร ไม่สามารถพยายามทำให้โลกเข้าใจเราได้แต่มันน่าจะง่ายกว่าถ้าเป็นเราที่จะเข้าใจวิถีของโลก วิถีความคิดของคน

 

คือถ้าใครเห็นหมาผอมโทรมทุกคนก็จะเดินหลีกเดินเลี่ยงใช่ไหมครับ แต่ถ้ามันกระดิกหางคนก็จะวางใจว่ามันไม่เป็นอันตราย ผมก็จะยิ้มแล้วก็ไหว้ทุกคนที่ผมเจอตามทางตลอดทาง เพื่อเป็นการบอกเขาว่าเราไม่ได้เป็นอันตรายนะ
เราไม่สามารถหยุดความคิดร้อยคนที่เจอเราได้ แต่เราสามารถเข้าใจคนร้อยคนที่เจอเราได้ว่าเขาคิดยังไง ผมก็เลยถามตัวเองว่าถ้าเป็นผมที่เจอเราลักษณะแบบนั้นในวันนั้นเราจะคิดยังไง เราคงจะรู้สึกแบบเดียวกัน คงจะรู้สึกว่ามันไม่ปกตินะ มันแปลกไปในสังคม เราก็คงจะระวังตัว ก็เลยทำให้มีที่ยืนขึ้นมาได้”
ผู้ชายคนนี้เขาไม่ได้คาดหวังให้คนรอบข้างเข้าใจในตัวตนของเขา แต่เขาพยายามที่จะเข้าใจคนรอบข้างให้ได้มากที่สุด เพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข
“เราเข้าใจว่าสังคมที่เขาไม่ดีกับเราเขาแค่เข้าใจว่าไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร อยากจะฝากถึงคนที่โดนตัดสินว่า อย่าไปตัดสินเขากลับ ขอให้พยายามเข้าใจสังคม อย่าโทษว่าตัวเองโชคร้าย ตัวเองไม่มีค่าอะไร ทุกคนมีค่าหมด อย่าไปตัดสินว่าเขาใจร้าย เขาไม่เข้าใจ พยายามวางใจให้เป็นกลาง
การอยู่ให้เป็นสุข ควรที่จะเป็นการพยายามเข้าใจสิ่งรอบข้างมากกว่า ไม่คาดหวังให้สิ่งรอบข้างเข้าใจในตัวเอง คือเขาไม่รู้หรอกว่าเราเจออะไรมาบ้าง ผ่านอะไรมาบ้าง แต่เป็นหน้าที่ของเราทีรู้ตัวเองว่าเราสู้กับอะไรมาบ้าง ทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อได้ด้วยการเข้าใจชีวิตตัวเอง”

สร้างปฏิหาริย์ได้ด้วยตัวเอง

“ไม่มีใครเอาปาฏิหาริย์มาใส่ตัวเราได้ เราคือผู้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยตัวเอง” คือประโยคที่แซมนักวิ่งสู้มะเร็ง คนนี้ได้ย้ำออกมา เขาจะมีวันนี้ไม่ได้ถ้าเขาไม่ลุกออกมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง หลังจากที่นอนติดเตียงมานานทำให้อยากฟื้นสภาพร่างกายให้แข็งแรง เพราะเป็นคนชื่นชอบการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก จึงได้มีโอกาสไปร่วมวิ่งโคงการก้าวคนละก้าวกับพี่ตูน

 
[พี่ตูนกับแรงบันดาลใจบนเส้นทางนักวิ่ง]

 

“เดิมทีผมไม่ตั้งใจไปก้าวคนละก้าว ผมไม่รู้จักเขา พี่ตูนห่างไกลจากชีวิตผมมาก ผมฟังเพลงเขาในทีวีแต่ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอเขา แต่พี่ตุ้ม-หนุ่มเมืองจันทร์ เขาเห็นผมโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องวิ่ง 10 กิโลเมตร เขาเชิญผมไปสัมภาษณ์ในรายการของเขา บังเอิญเขาป็นคอลัมนิสต์รายการเจาะใจ แล้วเขาก็ไปเล่าเรื่องผมในคอลัมนิสต์ในเรื่องวิถีการมองโลก ซึ่งเปลี่ยนโลกจากความคิด แล้วพี่ดู๋-สัญญา คุณากร ก็เลยสนใจจึงมีโอกาสคุยกับพี่ดู๋เผอิญว่าวันนั้นพี่ตูนไปถ่ายรายการพอดี ก็เลยได้เจอกับพี่ตูนอย่างใกล้ชิดเลย นั่งคุยกัน 2 ชั่วโมงเลยวันนั้น แล้วพี่ตูนก็ชวนไปวิ่งในโครงการก้าวถ้าใครเห็นในคลิปวิดีโอจะมีคนที่เป็นแรงบันดาลใจผมเป็นหนึ่งในนั้นครับ

 

เราก็ย้อนมามองตัวเอง จากวันที่เห็นแกวิ่ง เราเริ่มถามตัวเองว่าเราอยากแข็งแรงจริงๆ หรือเปล่าครบรอบปีเราได้วิ่งอยู่ข้างๆ คนที่วิ่งอยู่ในทีวีไปแล้ว คือถ้าเราไม่ออกมาเปลี่ยนตัวเอง เราก็จะไม่มีทางมีวันนี้ได้เลย เพราะถ้าเราอยากเปลี่ยนชีวิตต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่มีใครเอาปาฏิหาริย์มาใส่ตัวเราได้ เราคือผู้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เรื่องพลิกความคิดในการสู้กับมะเร็งแล้ว พลิกความคิดในการสู้กับสายตาคนรอบข้าง โลกมันพลิกได้ด้วยความคิดอย่างเดียวเลย หมอช่วยไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ช่วยไม่ได้ มีแต่ตัวเราและความคิดที่ถูกต้องและเป็นกลางเท่านั้นที่จะเปลี่ยนชีวิตได้”
สำหรับผู้ป่วยสู้มะเร็งคนนี้ เขาถือว่าเดินทางมาไกลมากจากวันที่จูงสายน้ำเกลืออยู่โรงพยาบาล ในวันที่พ่อและแม่เกาะขอบเตียงร้องไห้ วันที่ขยับตัวเองไม่ได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ได้แต่มองเพดาน วันที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสโดนแดดอีกหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะได้รับรู้ถึง กลิ่นควันรถ กลิ่นฝนที่ไม่ชอบอีกหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสออกจากห้องสี่เหลี่ยมในโรงพยาบาลได้อย่างไร แต่ด้วยความที่มีใจสู้ วันนี้เขามีโอกาสได้วิ่งในสวนสาธารณะ มีโอกาสวิ่งกับคนที่เขากำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ เขาจึงรู้สึกภูมิใจและดีใจที่ตัวเองคิดได้ในวันนั้น

 

ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ได้มีคำคมที่สวยหรูในการดำเนินชีวิต และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ชายคนนี้เขาต้องต้องฝ่าฝันทุกอุปสรรค มาให้ได้ด้วยตนเอง เมื่อย้อนกลับมองทุกครั้งเขารู้สึกภูมิใจในตัวเองทุกครั้งที่ผ่านมาได้
“เรื่องราวของผม ไม่ใช่บทสำเร็จ ไม่ใช่คำคมที่ไปอ่านแล้วเจอมา แต่มันคือผลึกของความสุข ของความทุกข์ ของความคิดที่เราตกสะเก็ดมาจากชีวิตเรา เราคิดว่ามันเป็นประโยชน์ก็เลยอยากจะเล่าให้คนอื่นฟัง เรารู้ว่ามันเป็นแบบไหน

 

ก็อยากฝากถึงคนที่กำลังเผชิญกับปัญหา ไม่ใช่แค่ผู้ที่ป่วยนะ อยากให้เราถอยออกมาจากจุดที่เราทุกข์อยู่ ขอให้มองสิ่งที่มันเป็นไปมากว่าจะไปตัดสินจากชีวิตของเรา จริงๆ แล้วถ้าชีวิตมีความหวัง มีความเชื่อ มันผ่านไปได้เสมอ ถ้าปัญหาไหนมันผ่านไม่ได้เราต้องปรับตัวอยู่กับมันให้ได้อย่าไปคาดหวังให้ทุกอย่างเพอร์เฟคสำหรับเรา จริงๆ การยอมรับในความไม่สมบูรณ์จะทำให้ชีวิตเรามีความสมบูรณ์มากขึ้น ทุกอย่างไม่ได้ต้องรับการแก้ไข แต่ต้องได้รับการยอมรับ



ผมอยากขอบคุณทุกอย่างที่มันหลอมรวมให้เป็นเราทั้งคุณพ่อ ทั้งคุณแม่ ทั้งโรคมะเร็ง ทั้งคนรอบข้างที่ตัดสินเรา ทุกปัญหามันหลอมรวมให้เราเติบโตขึ้น ทุกอุปสรรคมันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น คนจะถามเสมอว่าถ้าย้อนเวลาไปได้ อยากย้อนไปช่วงไหน อยากจะปรับปรุง อยากจะเปลี่ยนอะไรไหม ผมพูดจากใจจริงว่าผมไม่อยากจะย้อนอะไร ผมภูมิใจในตัวผมในทุกวันนี้ ผมว่าถ้าเราไม่รักตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง จะย้อนเวลาสักกี่ครั้งก็จะมีเรื่องที่เราอยากแก้ไขเสมอ ถ้าเรายอมรับ รู้สึกภูมิใจในตัวเองได้ เราจะรู้สึกมีความสุขมากกว่ากลับไปแก้ไขอะไร”

สัมภาษณ์โดย : รายการพระอาทิตย์ Live
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ: เฟซบุ๊ก Sam's Story




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น