xs
xsm
sm
md
lg

'บิ๊กไบค์ไม่เหมาะกับถนนไทย!!' ผ่า 2 ล้อมรณะผ่านกูรูขาซิ่ง [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บิ๊กไบค์คร่าชีวิต!! สูญเสียมานักต่อนักเพราะ “สองล้อคันใหญ่” กูรู 2 รายพร้อมใจคอนเฟิร์มว่า ยานพาหนะชนิดนี้ “ไม่เหมาะกับการจราจรในไทย” ส่วนสาเหตุที่เหยื่อหลายต่อหลายรายต้องแลกลมหายใจไปกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะไม่รู้จักสมรรถนะของรถ และไม่ประมาณลิมิตของตัวเองมากเพียงพอ


บิ๊กไบค์นักบิด! สมรรถนะยิ่งสูงยิ่งเสี่ยงตาย

“มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งหลายแสน หลายล้าน ที่เราเรียกกันว่าบิ๊กไบค์มันเริ่มมีไฟแนนซ์เข้ามา การเป็นเจ้าของก็ทำให้ใครก็เป็นได้ง่ายขึ้น นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ปริมาณของคนที่ขับขี่มันมากขึ้น พอปริมาณมากขึ้นก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้

เท่าที่ผมมีประสบการณ์ผมว่าบิ๊กไบค์ไม่เหมาะกับการจราจรในไทย เพราะซีซีมันเยอะเกินไป แล้วถนนบ้านเราไฟแดงเยอะ เดี๋ยวก็ต้องจอดๆ ถ้าขับขี่ในกรุงเทพฯ ขี่ได้ไม่เกิน 3 เกียร์ แล้วสภาพบ้านเรามันรถติดเยอะ แล้วรถพวกนี้ถ้าขี่แล้วรถติดเยอะมันจะร้อน แล้วมันจะทำให้เครื่องเสื่อมสภาพได้ไวกว่าการขับขี่ทางไกลหรือพื้นที่โล่งๆ”

อย่างในข่าวอายุก็น้อยไป ใบขับขี่ก็ไม่มี เกิดปัญหาก็จะทำให้ไม่สามารถรับผิดชอบทั้งตัวเองและคนที่เป็นคู่กรณีได้ แล้วมันก็เกิดขึ้นเยอะนะอุบัติเหตุ

อดิลฟิตรี ประพฤติสุจริต หรือ อาจารย์โอม นักธุรกิจด้านดิจิทัลมาร์เกตติ้ง และยังเป็นกูรูด้านบิ๊กไบค์ เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live หลังจากมีเหตุการณ์ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อถามถึงผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ถูกมองว่ากลายเป็นพวกคร่าชีวิต ทั้งตัวผู้ขับขี่และผู้ร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย อ.โอม ก็มองว่า เป็นแบบนี้มานานแล้ว

“ผมก็เห็นด้วยนะ ที่เขาจะมีมาตรการหรือเกณฑ์ขึ้นมาว่าคนที่จะขับขี่รถที่มีขนาดของเครื่องยนต์ซีซีเยอะๆ จะต้องมีเงื่อนไขอะไรในการขับขี่บนท้องถนนบ้าง”

[อดิลฟิตรี ประพฤติสุจริต]

จะเห็นได้ชัดเลยว่าอุบัติเหตุบิ๊กไบค์ชนกันกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่บ่อยครั้ง อย่างเหตุการณ์ของน้องลิ้นจี่ ที่ถูกรถบิ๊กไบค์ชนขณะเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย จนทำให้สมองตายและเสียชีวิต และอีกกรณีที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังในโซเชียลฯ เนื่องจากผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เป็นเด็กผู้ชายอายุเพียง 13 ปี ได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ขี่ออกมาจากข้างทางตัดหน้า จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน

“เสียใจและขอโทษที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้วทำให้หลายคนอาจจะไม่สบายใจ ซึ่งทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ขอวิงวอนให้อยู่ในขอบเขตและคำนึงถึงสภาพจิตใจของลูกชายตัวเองบ้าง

ยืนยันว่าก่อนที่จะยินยอมให้ลูกชายขับขี่และซื้อรถให้นั้นได้มีการทำความเข้าใจตกลงกันแล้วให้ลูกชายปฏิบัติตามกฎและยอมรับความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้มีการเข้าคอร์สเรียนการขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสูงจนมีความชำนาญในการขับขี่พอสมควร รวมทั้งเคยลงแข่งมาแล้วหลายสนามและได้รางวัลด้วย โดยใช้รถคันที่เกิดเหตุลงแข่ง”

คำอธิบายจากปากของ สุวิทย์ เทพาขันธ์ อายุ 54 ปี พ่อของเด็กชายอายุ 13 ปี เผยผ่านสื่อว่า ตนเองรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ตนเองไม่อยากให้เกิดขึ้นเช่นกัน ส่วนฝ่ายใดจะผิดหรือถูกนั้นไม่ขอออกความคิดเห็นใดๆ ขอให้เป็นไปตามพยานหลักฐานและเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งหากลูกชายของตนเองเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างเต็มที่

ส่วนอาการของลูกชายได้รับบาดเจ็บกระดูกข้อเท้าด้านซ้ายหักและกระดูกเท้าซ้ายเปิดเป็นแผลฉกรรจ์ ทั้งนี้ ยืนยันว่าลูกชายไม่ได้ขาขาดตามที่เป็นกระแสข่าวในโซเชียลฯ แต่อย่างใด

นอกจากนี้ กูรูตำนานนักซิ่งอย่าง ชาติชาย แซ่ลิ้ม หรือโฮ้ เรซซิ่ง ยังเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การขี่บิ๊กไบค์นั้นกลายเป็นกระแส โดยกลุ่มคนขี่บิ๊กไบค์ในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ ขี่ใช้งาน, ขี่ท่องเที่ยวเพราะรัก และขี่เพราะความอยากเท่ อยากโชว์ออฟ

[ชาติชาย แซ่ลิ้ม]

“สิ่งที่เราเห็นว่าเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มที่ 3 ทั้งนั้น เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่รู้จักมอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ชอบมอเตอร์ไซค์เป็นทุนเดิม แต่อยากจะขี่ เป็นมือใหม่ซื้อรถแล้วก็ออกไปขับเพราะคิดว่าขับได้ แต่ขับได้กับขับเป็นมันคนละอย่างกัน

เราต้องระมัดระวังตัวเองมากกว่าการขับขี่รถประเภทอื่นเพราะคนบ้านเรายังไม่รู้สมรรถนะความเร็วของบิ๊กไบค์ที่ทำให้เกิดเหตุบ่อยๆ ตามที่กลับรถ ทางแยก เพราะยังเคยชินกับความเร็วของรถเล็ก คือเขาเห็นไฟ เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ เห็นว่าไฟยังอยู่โน่น ยังไม่มาถึงหรอก เลี้ยวทัน ข้ามแยกทัน เพราะคิดว่าพ้น แต่จริงๆ ไม่ใช่ ความเร็วคูณสาม เห็นไฟปุ๊บ รถก็ถึงตัวแล้ว มันเลยเป็นอันตรายมากๆ

ดังนั้น ผู้ขับบิ๊กไบค์ก็ต้องดูเอาเอง ถ้าหากมีแยกให้ชะลอ หากขับเร็วชนมามันถึงได้ชนขาดกลาง ชนหัว ชนท้าย ก็เพราะอย่างนี้ นี่คือความประมาทของคนขับบิ๊กไบค์เอง โทษอะไรไม่ได้เลย เพราะว่ารถเราเร็วกว่าเขา 3 เท่า

โดยเฉพาะอุปกรณ์ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมากเดี๋ยวนี้รถแต่ละคันมันวิ่ง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วคนเราพอใช้รถแรงปุ๊บเราก็คึกคะนอง แต่ตัวเองไม่คิดว่าพร้อมหรือยัง ไม่ใส่อุปกรณ์หมวกกันน็อก การ์ดหลังที่เซฟคอ ชุดขับ รองเท้าเต็มแข้งกันข้อเท้าหักข้อเท้าแพลง หรือใส่ก็อย่างหมวกกันน็อกไม่คาดที่รัดคาง เวลาคว่ำก็กลายเป็นคว่ำแรงคูณสองไป

ทว่า โฮ้ เรซซิ่ง ยังบอกอีกว่าจะต้องเซตระบบคน หมายความว่าคนที่มีมอเตอร์ไซค์ต้องมาเรียน จะเปิดสอนในหมู่บ้าน ตำบล ก็ได้ เพื่อเรียนการขับขี่ได้อย่างถูกวิธี บุคลากรดีเรื่องตรงนี้ ก็สามารถลดโอกาสเสี่ยงลงได้

บิ๊กไบค์เครื่องแรง! ป้องกันได้ถ้าเรียนให้ถูกวิธี

เมื่อได้ลองถามถึงคนที่อยากขับขี่บิ๊กไบค์ต้องศึกษาอะไรบ้าง อ.โอม ยังเล่าให้ฟังต่อว่า ต้องศึกษาค่อนข้างเยอะ อย่างแรกจะต้องรู้ก่อนว่าตัวเองเหมาะกับบิ๊กไบค์ประเภทไหน เพราะมีหลายประเภท

“อย่างคนที่ชอบ Bigbike Sport, Bigbike Naked หรือคนที่ชอบสาย Bigbike Touring อย่างผม ก็คือจะเป็นนักเดินทาง อันนี้ก็คือสิ่งที่ต้องหาตัวเองให้เจอว่าจะซื้อบิ๊กไบค์ไปทำไม ส่วนใหญ่บางคนไม่ศึกษาตรงนี้ บางคนก็ซื้อเพราะชอบ ก็ต้องมาดูว่าเราจะเอาไปใช้งานในด้านไหน

กรณีที่ชนคนข้ามทางม้าลาย อันนี้มันก็ไม่ดี ก็ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะรถมันก็เยอะขึ้นทุกวันๆ ถ้าถามผมมันไม่มีมาตรการอะไรอ่ะครับ คนมีตังค์ก็ซื้อรถแพงๆ ได้ แล้วบ้านเราไม่มีใบขับขี่ที่แยกไปตามจำนวนเครื่องยนต์ซีซี มันกลายเป็นแค่จักรยานยนต์กับมอเตอร์ไซค์ อย่างที่ต่างประเทศ ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปหลายประเทศ ไปยุโรป ไปอิตาลี ผมจะเห็นวัฒนธรรมขององค์กรของคนขับขี่รถแบบนี้ในทุกๆ ประเทศ สิ่งที่เราเห็นอย่างหนึ่งคือ เขามีการแบ่งประเภทของใบขับขี่ไปตามซีซี.ที่สูงขึ้น”



ไม่เพียงแค่นี้ กูรูบิ๊กไบค์บอกกับทีมข่าวว่า ตนเองขับขี่บิ๊กไบค์มาเป็นปีที่ 15 แล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีวัยรุ่นขี่บิ๊กไบค์ มีแต่ผู้ใหญ่ จากตรงนั้นถึงตรงนี้ความรู้สึกของสังคมต่อคนขับบิ๊กไบค์ก็กระทบตนเองเช่นกัน เพราะถูกเหมารวมไปด้วย ทั้งๆ ที่เปิดหมวกออกมาตนเองก็อายุเยอะแล้ว เมื่อมากันเป็นกลุ่มก็อาจจะถูกมองว่าจะต้องมีอุบัติเหตุ จึงต้องคอยหลบ หากจะขับขี่ไปต่างจังหวัดจะต้องออกเช้าๆ เพื่อไม่ไปเกะกะคนอื่น ค่ำๆ จึงเดินทางกลับเข้ามากรุงเทพฯ และจะไม่ค่อยขับขี่ในเมืองเพื่อป้องกันตัวเองเช่นกัน

“อีกอย่างผมแนะนำว่า ควรไปเรียนตามสถาบันการเรียนต่างๆ ที่สอนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่มีปริมาณซีซีสูงๆ แล้วถ้าไปเรียนผมก็อยากฝากไปถึงสถาบันการศึกษาที่สอนเกี่ยวกับการขับขี่บิ๊กไบค์ ที่เขาไม่ได้สอนเรื่องวินัยในการขับขี่รถร่วมกันกับผู้ขับขี่คนอื่นบนท้องถนนว่า คุณควรรักษาความเร็วยังไง เวลาขับขี่ผ่านโรงเรียนควรลดความเร็ว หรือขับขี่เป็นหมู่คณะคุณต้องมีมารยาทแบบไหนตรงนี้เมืองไทยจะไม่มีสอน คนก็จะเน้นเรื่องของการควบคุมรถ พอควบคุมแล้วเก่งก็ต้องโชว์ออฟ



เดี๋ยวนี้คนใจร้อนอ่ะครับ เท่าที่ผมเห็นในความรู้สึกของผม ผมกลัวนะทั้งรถยนต์ทั้งมอเตอร์ไซค์อะไรนิดอะไรหน่อยผมปล่อยผ่านไปเลยนะ ผมไม่อยากมีเรื่อง มีเรื่องแล้วมันเสียเวลา เดี๋ยวนี้คนไทยใจร้อน ถ้าถามผมนิยามของการใช้ถนนในทุกวันคือไม่ไหว ปาดนิดปาดหน่อยแทบจะเอาปืนมายิงกัน”

ทั้งนี้ ทักษะทางเทคนิคทางโรงเรียนจะสอนอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ที่กูรูบิ๊กไบค์อยากย้ำก็คือ โรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องของการใช้ถนนร่วมกัน ซึ่งเป็นกติกาและมารยาทในการใช้ถนนร่วมกัน

“ผมยังย้ำเหมือนเดิมนะ คือรถที่เราซื้อมามันไม่ใช่รถปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นควรจะต้องไปศึกษาหาความรู้ในการใช้งานมันนิดนึง โอเคเราเข้าใจว่าขี่รถเล็กได้ แล้วเราไปขับขี่บิ๊กไบค์เนี่ยในความเป็นจริงมันไม่ใช่นะ มันต้องไปศึกษาต้องไปเรียน อย่างผมใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อยประมาณ 1 ปีครับ ครูที่สอนบิ๊กไบค์ผมนี่เกือบ 10 คน

จริงๆ อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูเยอะๆ ครับ แล้วอีกอย่างอยากให้คนขายรถช่วยดูแลหน่อยด้วยเช่นกัน แล้วบิ๊กไบค์เหมาะกับการจราจรในไทยไหม ส่วนตัวผมว่าไม่เหมาะ อย่างผมเองขี่บิ๊กไบค์เป็นงานอดิเรก ผมไม่ได้ขี่ในชีวิตประจำวัน”



ข่าวโดย MGR Live
ขอบคุณภาพ : youtube "Biz Rider"



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...