xs
xsm
sm
md
lg

“มายากลสำหรับผม ไม่ได้หลอกลวงคน!!” เจาะเบื้องหลังนักมายากลไทย สร้างชื่อระดับโลก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ความเชื่อในมายากลแต่ละคนไม่เหมือนกัน” เปิดเรื่องราวนักมายากลชาวไทยรายแรกผู้อยู่เบื้องหลัง “เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” นักมายากลระดับโลก ทั้งออกแบบ-คิดโชว์ต่างๆให้ศิลปินชื่อดังนับไม่ถ้วนอีกด้วย ล่าสุดกำลังนำโชว์ที่เคยได้แสดงต่างประเทศ มาโชว์มายากลสุดเจ๋งที่ประเทศไทยอีกด้วย




Feedback คนไทย มายากล = สิ่งหลอกลวง!!?

“แต่ละคนอาจจะมีความฝันตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ฉันอยากเป็นหมอ ฉันอยากจะเป็นครู เราไม่ได้เชิงอยากเป็นนักมายากลหรืออะไร เพราะจริงๆพ่อแม่อยากให้เราเรียนจริงจัง

สมัยก่อนผมก็เรียนกราฟิกดีไซน์ ก่อนที่จะไปทำงานกับเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ผมกำลังเตรียมเรียนปริญญาโทแล้ว คิดว่ามายากลทำเป็นงานอดิเรก แต่พอดีมันมีงาน โอกาสเข้ามาให้ทำงานกับเดวิด จึงบอกแม่ว่าขอพัก 1 ปี เพื่อไปทำงาน พอทำงานปุ๊บ ผมก็กลับไปเรียน พอกำลังจะเข้าเรียนต่อ ก็มีโอกาสเข้ามา ก็เลยผัดไปเรื่อยๆ จนมายากลเป็นงานไปเลย”


 


นี่คือคำพูดของ บุณยกร คุณวัฒนาการ หรือ “แพทริค คุณนักมายากลชาวไทย ที่ได้มีโอกาสไปออกแบบการแสดงมายากลให้นักมายากลระดับโลกอย่าง “เดวิด คอปเปอร์ฟิล” ซึ่งใครจะรู้ละว่ากว่าจะเป็นนักมายากลที่หลายๆคนรู้จัก เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง และอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัวเขาเองกล้าที่จะทำอาชีพนี้ ทั้งที่ครอบครัวยังแคลงใจ และไม่เห็นด้วย
“ผมชอบมายากลแบบโคลสอัป เพราะมันมีเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะว่ามันทำให้ใกล้ชิดกับคนดู เขาได้รู้สึกเหมือนได้เล่นมายากลด้วยมือของเขาเอง มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมายากลโคลสอัป”

จากที่แค่ลองเล่นๆ แพทริคเริ่มพัฒนากลเป็นของตัวเอง จริงจังกับมัน จนเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่จุดที่เปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาคือตอนที่ได้ไปทำงานให้กับ "เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” นักมายากลระดับโลก

“ประมาณปี 2012 ตอนนั้นผมก็เพิ่งเรียนจบ แล้วตอนนั้นเขาต้องการนักมายากลรุ่นใหม่ๆ เพื่อไป Design show ใหม่ๆให้เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ เพราะว่าโชว์ของเขาแสดงมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เขาอยากจะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ

ก็มีทีมงานของผม และเพื่อนรุ่นใกล้ๆ กันไปช่วยออกแบบโชว์มายากลสไตล์ใหม่ๆ ไปปรับปรุงในโชว์เขา
อย่างสมัยก่อนเขาจะดังในด้านเสกของให้ลอย หายตัว ซึ่งมายากลสมัยใหม่เขาจะผสมผสานเทคโนโลยี มีมือถือ เพราะฉะนั้นมายากลอาจจะไม่ได้โชว์ใหญ่เหมือนสมัยก่อน แต่เราจะเน้นมายากลที่เข้าถึงคนดู เพราะบางทีเราไปดูมายากล มันจะรู้สึกไกลเกินไป ในมายากลสมัยใหม่เขาจะให้คนดู 600 คน ในโรงละครได้มีส่วนร่วม เหมือนทุกคนได้มีส่วนร่วมกับมายากล”

ด้วยความที่เขาเองเรียนจบกราฟิกดีไซน์ จึงได้ลองทำกลของตัวเองขาย บวกกับสร้างผลงานออนไลน์ ทำให้ได้รับโอกาสมากมายให้เข้าไปออกแบบ รวมทั้งแสดงโชว์ต่างๆ และไม่ใช่แค่ประเทศสหรัฐอเมริกาแค่ประเทศเดียวเท่านั้น เขายังไปประเทศอื่นๆอีก ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างว่าเขาสามารถเติบโตในอาชีพนี้ได้

“มันจะเป็นอีกสไตล์หนึ่งที่เราพยายามมผสมผสานลงไป ให้ทุกคนรู้สึกเหมือนแบบเราได้มีส่วนร่วมด้วย ได้ใกล้ชิด มันจะมีโชว์หนึ่งที่เขาต้องทำคนหาย แต่ว่าบนเวที เรามักจะคิดกันว่าเวทีเป็นเวทีพิเศษหรือเปล่า หรือว่ามีอะไรอย่างนี้ เขาจะย้าย เอาคนดูมาหายตัวระหว่างในรอบวงของคน เหมือนเขาจะเอาแพลตฟอร์มมาตั้งตรงกลาง แล้วล้อม 360 องศา อะไรแบบนี้ คือเราจะเปลี่ยนสไตล์ให้มันทันสมัยมากขึ้น

ตอนที่อยู่อเมริกาเราได้รู้จักกับนักมายากลคนเก่งๆ มันก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น สมัยก่อนผมอยู่ในเมืองไม่ค่อยมีเพื่อนในวงการมายากล เพราะคิดกลเอง ผมก็เริ่มลงคลิป ทำให้ผมได้งานด้านการออกแบบมายากลด้วยแล้วประเทศจีนก็ได้จ้างผมไป

ตอนแรกติดต่อจ้างไป 2 อาทิตย์ แต่ไปๆมาๆ ผมอยู่จีน 9 เดือนมันเป็นโชว์ใหญ่มากเลยครับ โชว์นี้งบประมาณเยอะมาก มี "ฟ่านปิงปิง” ร่วมด้วย ผมก็ไปร่วมออกแบบโชว์ให้เขา ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่สนุกดี ยาก แต่ก็ไปช่วยทำงานครับ”





แน่นอนสำหรับมายากลสมัยใหม่จะเน้นความใกล้ชิด ความแปลกใหม่ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมง่ายมากขึ้น ซึ่งนักมายากลหนุ่มรายนี้ยังเปิดมุมมองถึงเรื่องอาชีพนักมายากลในประเทศไทยอีกว่า คนไทยยังไม่ค่อยเปิดรับ อาจจะถูกปลูกฝังว่าเรื่องมายากลเป็นสิ่งหลอกลวง จึงทำให้ประเทศของเรานั้นไม่มีพื้นที่ให้กับนักมายากลมากนัก

นอกจากนี้สิ่งสำคัญในวงการมายากลคือ จะให้เครดิตคนที่สร้าง ซึ่งมายากลทุกกลจะมีชื่อมายากล และมีการตีพิมพ์หนังสือ มี DVD ไม่ว่าคิดกลใหม่ๆก็จะให้เครดิตกับคนที่สร้างก่อนหน้าเสมอ

“ผมมีความรู้สึกว่านิสัยคนไทยเขาอาจจะถูกปลูกฝังว่า มายากลเป็นสิ่งหลอกลวง อย่างรีแอ็กชั่นของคนไทยจะแบบเฮ้ย!! มือไวมองไม่เห็น อยู่อีกข้างรึเปล่า นี่เป็น Feedback ส่วนใหญ่ของคนไทย

แต่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มายากลค่อนข้างจะได้เห็นเยอะ เป็นเอนเตอร์เทน เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยจับผิด เพราะเขาดูจนเคยชินมากกว่า ซึ่งจริงๆผมอยากจะให้มายากลที่ไทยเป็นแบบนั้น เปิดให้คนได้เห็นมากขึ้น เพราะว่าภาพจำมายากลของประเทศเรา มันยังจำเป็นมายากลรุ่นเก่าๆ อยู่

ความเชื่อในมายากลแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างมีคนหนึ่งเขาเคยติดเหล้า และมีปัญหากับครอบครัว แล้วเหมือนเขามาเจอคลิปของผม แล้วผมก็สอนมายากลด้วยนิดหน่อย เขาก็เลยเริ่มชอบ และไปหัดเล่น จนทำให้เขาเลิกจากตรงนั้นได้

มายากลสำหรับผม คือไม่ได้จะหลอกลวงคน แต่จริงๆมันก็มีความหมายหลายๆอย่าง สำหรับแต่ละคน ความเชื่อของแต่ละคน บางประเทศบางคนเขาก็จะเชื่อจริงๆนะครับ ว่ามีจริง แต่จริงๆมายากลเพื่อเอนเตอร์เทนสร้างรอยยิ้มมากกว่า ไม่อยากให้คนจับผิดกัน”



พัฒนาการด้านภาษาดีเพราะ“มายากล”



 


“ตอน 15 ขวบที่พ่อแม่ส่งไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เราเป็นเอเชียคนเดียวในโรงเรียน ผมรู้สึกว่าเราไม่ค่อยสร้างความสัมผัสกับเพื่อนฝรั่ง วัฒนธรรมก็ต่างกันค่อนข้างมาก ภาษาเราก็ยังไม่ได้ เหมือนยังเข้ากับเขาไม่ได้ เหมือนเรารู้สึกว่าเราแตกต่างกับเขา

มีวันนึงเพื่อนคนหนึ่งเขาให้ของขวัญคริสต์มาสเป็นเทปวีเอสเอช เป็นเทปชุดมายากลแบบเด็กๆ ผมก็เอามานั่งฝึกซ้อมที่บ้าน ซึ่งสมัยก่อนน้ากับอาผมค่อนข้างจะแอนตี้มายากล เขาคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ผมก็ต้องเข้าไปนั่งในห้องนอน มานั่งซ้อมอยู่คนเดียวไม่ให้เขาเห็นเลย

หลังจากตรงนั้นภาษาอังกฤษของผมก็เริ่มพัฒนา เพราะว่ามายากลมันช่วย กลายเป็นว่าจากปีที่ 1 เราเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักเลย พอปี 2-3 เราก็ดังในโรงเรียน เพราะเราเล่นมายากล ซึ่งผมคิดว่ามายากลมันช่วยอะไรหลายอย่างสำหรับเด็ก ทั้งพัฒนาสมาธิ ความอดทน การพูด”

ย้อนกลับไป กลแรกของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยความเป็นเด็กนึกสนุก จึงเอาน็อตใส่เข้าไปในจมูก และได้บอกเพื่อนๆว่ามันหายไปแล้ว สุดท้ายมันหายเข้าไปในจมูกจริงๆ จนต้องพาส่งโรงพยาบาล ซึ่งจริงๆในตอนนั้นเขาเองก็เริ่มรู้สึกชอบและสนใจในมายากลแล้ว แต่ไม่ได้รู้สึกจริงจังมาก 

“กลแรกในชีวิต อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ผมรู้สึกเบื่อ ช่วงนอนก็เอามือไปไขน็อต แล้วเรียกเพื่อนให้ดูว่าเราเอาน็อตซ่อนอยู่ในจมูก แล้วเพื่อนก็หา แล้วเราก็ดึงน็อตออกมาจากจมูก

ผมใส่เข้าไปจริงๆครับ แล้วผมก็บอกเพื่อนว่าเดี๋ยวทำให้ดูอีกรอบหนึ่ง พอผมใส่เข้าไปอีกมันเอาไม่ออก น็อตติดจมูก แล้วหลังจากนั้นครูก็ถามว่าเป็นอะไร เพราะจมูกเราเลือดไหล ก็เลยโทร.หาพ่อและแม่เพื่อส่งโรงพยาบาล จำได้ว่าตอนนั้นต้องผ่าตัด”

จากการที่เพื่อนเอาคลิปวิดีโอ มายากลมาให้เป็นของขวัญ ทำให้เขาเริ่มสนใจและสรรหาวิดีโอสอนมายากลมาดูอีก ซึ่งเมื่อทางบ้านรู้ก็ไม่สนับสนุน จึงต้องแอบฝึกและต้องสั่งอุปกรณ์ไปส่งที่บ้านเพื่อนเสมอ และคิดแค่ว่าสิ่งนี้คงเป็นได้แค่งานอดิเรกเท่านั้น

“สมัยก่อนผมต้องมานั่งแอบซ้อม ซึ่งมายากลมันคล้ายๆ เรื่องของการแสดงด้วย เราต้องรู้สคริปต์ รู้วิธีการพูด การนำเสนอ สำหรับผม สมัยก่อนเป็นคนขี้อายมาก มายากลก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ทำให้เราต้องฝึกภาษาอังกฤษ ทำให้เรามีสคริปต์ที่ต้องพูดสื่อสารกับคน”

 
 



ชอบในสิ่งใด..ไปให้สุด


 


“สมัยก่อนคิดว่าถ้าเรามีชื่อเสียงในวงการมายากลก็พอแล้ว แต่ละปีที่เราทำงานเป้าหมายของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งเป้าหมายต่อไปของผมก็คือการทำโชว์ขึ้นมา”

นักมายากลเล่าถึงเป้าหมายล่าสุดคือการทำโชว์มายากลดีๆให้คนไทยได้ดู เพราะปัจจุบันหาดูได้ยากขึ้น ซึ่งเขาเองก็อยากเอาโชว์ที่เคยได้ไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาเข้ามาให้คนไทยได้ชม

ล่าสุดที่คนไทยได้เห็นโชว์จริงๆ มันก็นานแล้ว เราก็อยากเอาโชว์ที่เราเคยทำงานที่ต่างประเทศเข้ามาให้คนไทยได้เห็น ก็หวังว่าเร็วๆนี้ครับ
เราอยากเอาโอกาสนี้มาโตที่ไทยดีกว่า ซึ่งผมคงต้องใช้เวลาครับ อย่างบ้านเราไม่ค่อยมีรายการให้เราได้เห็นมากสักเท่าไหร่ ผมว่ามันต้องใช้เวลาสักพัก ให้คนได้เห็นมากขึ้น คนจะได้ชอบมากขึ้น”

แน่นอนว่าสำหรับเขาแล้วมายากลเป็นอาชีพที่ดี แต่ในสายตาบางคนอาจจะคิดว่ามายากลมันไม่เหมือนอาชีพจริงๆ ซึ่งการที่เขามาถึงทุกวันนี้ เขายอมรับว่ามายากลเป็นใบเบิกทาง ทำให้เขาได้เพื่อน และสามารถเจอสิ่งใหม่ๆได้จากอาชีพนี้

“สำหรับผมมายากลทำให้ผมได้เดินทาง เพราะว่าจริงๆมายากลค่อนข้างเป็นวงการที่เล็ก ผมสามารถบินไปประเทศไหนก็ได้ ผมสามารถเจอเพื่อนคนใหม่ๆที่ชอบสิ่งที่เหมือนกัน แล้วเป็นเพื่อนกันได้ ผมว่าก็ดีครับ

เมื่อก่อนผมทำงานกราฟิกดีไซน์ในบริษัทโฆษณา เงินก็ไม่ค่อยเยอะ ทำงาน 9 โมงเช้า เสร็จ 5 โมงเย็น ชีวิตเราก็จะเป๊ะ แต่มายากลมันทำให้ผมลองเสี่ยงกับสิ่งที่เราชอบ บางคนไม่ค่อยกล้าที่จะออกงานประจำเท่าไหร่ ถึงแม้เราจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ แต่มายากลเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมก็ออกมาลองทำดู มันก็มีความเสี่ยงสูงว่าเราจะไม่มีงาน แต่ว่าผมแค่อยากบอกให้ทุกคนที่เคยมีสิ่งที่เราชอบ ถึงจะเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ค่อยเชื่ออย่างมายากล แต่ถ้าเกิดเราชอบมันจริงๆ เราสามารถทำมันให้ดีที่สุดได้ และทำให้เราเติบโตในด้านนั้นได้”

แม้ชีวิตแพทริคจะต้องเจออุปสรรค และแรงเสียดทานของการมองในอาชีพเชิงลบ ในฐานะคนทำงานตรงนี้แล้วนั้น เขายังทิ้งท้ายอีกว่าสิ่งที่เป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของเขาคือการออกจาก Savezone กล้าเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

“สำหรับผมเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดในชีวิต ก็คือการออก Savezone ของเรา แม้กระทั่งการที่ผมไปรายการประเทศจีน หรือไปรายการใหญ่ๆ ซึ่งเราอาจจะไม่ค่อยชอบ แต่ว่าความรู้สึกที่ไม่อยู่ใน Savezone มันทำให้เราเติบโตมากกว่า

การที่เราไปเจองาน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราเผชิญสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายเกินไป พอเราผ่านไปได้มันก็ทำให้เราโต

คือไม่ต้องเป็นนักมายากล แต่ว่าถ้าเราชอบศิลปะหรืออะไรก็ได้ อยากให้แค่ใจเราชอบก็พอ เพราะสำหรับผมมายากลผมไม่ได้คิดว่าเราต้องฝึกซ้อมอะไร ผมว่าการซ้อมเป็นความสุขของผมเอง ผมก็จะซ้อมไปเรื่อยๆ มันก็ทำให้เราพัฒนาได้มากขึ้น ก็อยากให้ทุกคนซ้อมไปเรื่อยๆครับ รักในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วก็วันหนึ่งเราจะทำมันได้ดีที่สุด





สัมภาษณ์ : รายการ “พระอาทิตย์ Live”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ภาพ : IG @Patrickkun




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **

 


กำลังโหลดความคิดเห็น...