xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจเกษตรกร บ้านห้วยลอย พลิกวิกฤตเขาหัวโล้น สู่แปลงเกษตรอินทรีย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อบรม-ส่งเสริม-สร้างรายได้! พื้นที่บ้านห้วยลอยจ.น่าน ล้วนอยู่ในพื้นที่บนภูเขา เกิดการรุกป่าใช้เป็นพื้นที่ทำกินมาอย่างยาวนาน จนมีแนวคิด “สร้างป่า-สร้างรายได้”ปลูกพืชโดยไม่เบียเบียนป่าดั้งเดิม เปลี่ยนการสร้างรายได้แบบเก่าด้วยแปลงเกษตรอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

ลดบุกรุกป่า! เดินหน้าส่งเสริม “ปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์”

ชาวบ้านหรือเกษตรกรที่อยู่ที่น่านเขาต้องการพื้นที่ทำกิน แต่พื้นที่ของเขาทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ป่าแล้วเราจะทำยังไงให้เขาสามารถมีรายได้ การใช้พื้นที่ป่าก็ต้องลดลงด้วย ทำให้มีการสำรวจพื้นที่แล้วเลือกพื้นที่บ้านห้วยลอย อ.บ่อเกลือ จ.น่านเพื่อส่งเสริมเพราะชาวบ้านเห็นความสำคัญของป่าไม้โดยชาวบ้านมีการรวมตัวกันยกพื้นที่ทำกินของตัวเองประมาณ 1,750 ไร่ คืนให้กับทหารและรัฐบาลเพื่อคืนพื้นที่ให้ไปปลูกป่า”

ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่บ้านห้วยลอยที่เผชิญกับปัญหาในการสร้างรายได้เพราะพื้นที่ทำกินล้วนอยู่บนเขา โดยทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เข้าร่วมโครงการรักษ์ป่าน่านในปลายปี 59โดยช่วงแรกของการทำโครงการต้องการหาคำตอบว่าทำไมน่านป่าไม้ลดลงสาเหตุความเป็นไปเป็นมาเป็นยังไงบ้าง

จากการมาสำรวจในพื้นที่พบว่าแต่ละบ้านมีการปลูกพืชสมุนไพรเอาไว้ใช้เพื่อบริโภคเอาไว้ใช้ในครัวเรือนอยู่แล้วก็คือ ขมิ้นกับไพลจึงเป็นที่มาว่าเราจะมาส่งเสริมปลูกพืชสมุนไพรประกอบกับทางมหาวิทยาลัยเรามีศูนย์สมุนไพรที่ครบวงจรมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับพืชสมุนไพรอยู่แล้วโดยใช้พืชสมุนไพรขมิ้นกับไพลในเรื่องของการเรียนการสอนอยู่เป็นประจำ

อีกอย่างหนึ่งก็คือเขาอยู่ในป่าต้นน้ำถ้าเกิดจะปลูกแบบทั่วๆไปแบบที่เขาใช้ปลูกสำหรับข้าวโพดทำเกษตรกรรมที่เป็นไปไม่ได้เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาทำให้เขาหันมาปลูกสมุนไพรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์ไปด้วยกัน”
ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์  หัวหน้าโครงการสวนพฤกษศาสตร์
ดร.จันทรารักษ์ ขยายความต่อว่าพืชสมุนไพรเป็นพืชที่ปลูกแล้วต้องรื้อแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงนึกถึงต้นโกโก้มาอีกอย่างเพื่อหาพื้นที่อีกระดับหนึ่งที่ชาวบ้านปลูกแล้วสามารถเป็นไม้ยืนต้นปลูกแล้วดูแลไปได้ทั้งปีโดยไม่ต้องรื้อแปลงไปมาให้มีความยั่งยืนและทางจังหวัดน่านก็กำลังมาแรงในเรื่องของโกโก้

ส่วนของบ้านห้วยลอยชาวบ้านอยู่บนภูเขาที่ระดับความสูงประมาณ500-600 เมตรก็สามารถปลูกพืชโกโก้ได้แล้วก็มีครัวเรือนประมาณ105 ครัวเรือนอาชีพหลักที่ทราบก็คือเขาก็ทำการเกษตร ก็คือเน้นปลูกข้าวโพดแล้วเราก็มาส่งเสริมถ้าเขาได้ปลูกพืชสมุนไพรแล้วจะสามารถทดแทนข้าวโพดได้อย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นเลยเราก็แนะนำว่าเราเขามาตอนแรกเรามาประชุมกลุ่มพร้อมกันกับชาวบ้านว่าเราจะมีการปลูกสมุนไพรแบบอินทรีย์มีใครจะร่วมโครงการกับเราบ้างเราก็พบว่าจาก 105ครัวเรือน มาลงชื่อกับเราประมาณ53 ครัวเรือนเพราะเราบอกเลยว่าทำโครงการนี้เราไม่ได้มาครั้งเดียวแล้วหายทั้งปีเรามาหลายครั้งเพื่ออบรม

และส่วนใหญ่ชาวบ้านมีการปลูกพืชสมุนไพรไว้ท้ายแปลงเป็นแปลงสวนครัวก็จะมีบ้างจุดที่นำไปปลูกในแปลงเกษตรกรรมของเขาซึ่งจะให้ชาวบ้านเลือกเองว่าจะปลูกพื้นที่ไหน”

ส่วนปัญหาอีกอย่างคือเรื่องของการขนส่งหากปลูกเสร็จแล้วจะขายถ้าขนส่งผลผลิตด้วยของสดจะต้องมีค่าขนส่งเยอะกระทั่งทางศูนย์ภูฟ้าพัฒนาได้มีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีการทำงานร่วมกับศูนย์ภูฟ้าฯเพราะเวลาที่ชาวบ้านจะขายผลิตภัณฑ์ค่าขนส่งจะแพงจึงต้องมีการแปรรูปก่อนโดยแปรรูปสมุนไพร ขมิ้นกับไพลจากของสดให้กลายเป็นของแห้งโดยใช้อุปกรณ์ทั้งหมดจากศูนย์ภูฟ้า

หลังจากนั้นเราเก็บเกี่ยวไปแล้วได้หนึ่งรอบเราก็มาสร้างให้ชาวบ้านรวมตัวสร้างเครือข่ายเพื่อจะทำให้กลุ่มของเขาเข้มแข็งแล้วก็สามารถหาตลาดแล้วไปขายได้อันนี้เป็นเป้าหมายของเราจากการที่เป็นเกษตรอินทรีย์ได้เราต้องมีใบมาตรฐานอินทรีย์ต่างๆเพราะฉะนั้นเป้าหมายของเราในตอนนี้และต่อไปเราต้องทำให้หมู่บ้านนี้ได้รับมาตรฐานอินทรีย์”

หันมาปลูกขมิ้น-ไพล หวังอนุรักษ์ป่า คืนสู่สมดุล!

หนึ่งในครัวเรือนของบ้านห้วยลอยอย่างบ้านของ ลุงค้าย ดวงใจ เกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านต้นแบบในการอนุรักษ์ป่าน่านเปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ในฐานะเกษตรกรที่ปลูกขมิ้นชันแบบอินทรีย์ที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีว่าเริ่มเข้าโครงการมาได้ 2ปีแล้วถือว่ายังอยู่ในช่วงทดลองเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นยังปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักรวมถึงลุงค้ายเองก็เช่นเดียวกัน

“สำหรับการปลูกขมิ้นใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 เดือนก็สามารถตัดขายได้ การตัดขายหากส่งสดๆจากสวนไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งจะได้ราคาน้อยแต่หากส่งขายแบบแปรรูปหรือแบบตากแห้งจะได้ราคาที่สูงซึ่งขมิ้นสดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ10 บาทอบแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ150 บาทหากแปรรูปเป็นสมุนไพรอื่นๆจะอยู่ที่กิโลกรัมละ200 บาท

ส่วนรายได้ต่อปีในการปลูกขมิ้นนั้นมีรายได้ที่ไม่แน่นอนได้เพียงแค่พอกินพอใช้เท่านั้นหากจะให้บอกถึงตัวเลขนั้นคงเป็นไปได้อยากเพราะถือว่ายังไม่ได้ปลูกเป็นรายได้หลักปลูกพืชชนิดอื่นด้วย มีทั้งข้าวโพด ส้ม มะม่วง เงาะปลูกไว้พอกิน ก็มีขายตามหมู่บ้านนิดๆหน่อย ก็พออยู่ได้”
ลุงค้าย ดวงใจ เกษตรกรบ้านห้วยลอยที่ปลูกขมิ้นได้ประสิทธิภาพดี
ไม่เพียงเท่านี้ ลุงค้าย ยังได้เล่าอีกว่าปัญหาสำหรับเกษตรกรของหมู่บ้านห้วยลอยคือมีปัญหาติดขัดเรื่องน้ำทุกปีโดยเฉพาะปีนี้แห้งแล้งมากฝนไม่ตก ทำให้พืชผลไม่เป็นตามเป้าหมายอีกทั้งการปลูกข้าวโพดคือพืชหลักของเกษตรกรบ้านห้วยลอยถ้าจะให้เลิกตอนนี้ยังคงเป็นไม่ได้เพราะเป็นหมู่บ้านบนดอยต้องค่อยเป็นค่อยไปถึงจะยั่งยืน

เช่นเดียวกันนี้ชาวบ้านห้วยลอยยังเจอปัญหาเรื่องการขนส่งเรื่องการตลาดเพราะมีโควตาในการรับซื้อขมิ้นเพียงประมาณ100กิโลกรัมต่อหนึ่งครัวเรือนเพราะฉะนั้นตลาดที่จะเข้ามาซื้อให้กับชาวบ้านนั้นยังไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควรหากมีการปลูกในจำนวนมากแน่นอนว่าต้องมีหน่วยงานมารับซื้อถ้ามีโรงงานรองรับชาวบ้านสามารถส่งขายเองได้ก็จะได้ยอดขายหรือกำไรที่ดีขึ้นอีกทั้งการรับซื้อเองต้องมีการตรวจสินค้าหากไม่ผ่านมาตรฐานก็ไม่สามารถส่งขายได้

ทั้งนี้การจัดการป่าเสื่อมโทรมและการฟื้นฟูป่าไม้โดยการทำวนเกษตรที่เน้นการปลูกไม้ยืนต้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกับการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารหรือประโยชน์อื่นๆ ซึ่งการปลูกพืชเศรษฐกิจสมุนไพร ไม้พื้นเมืองผสมผสานกับไม้ป่านั้นเป็นแนวคิดอันเนื่องมากจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพร ะเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเพื่อให้ประชาชนสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากป่าและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ให้คืนสู่สมดุลโดยเร็วที่สุด

รวมทั้งแนวคิดการสร้างป่าสร้างรายได้ที่เป็นแนวทางการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้เพื่อให้ประชาชน สามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชโดยที่ไม่ทำลายป่าไม้โดย การปลูกป่าร่วมกับพืชเศรษฐกิจมีการปลูกไม้หลายๆ ระดับหลายๆ ชนิด มีทั้งไม้เรือนยอดสูงลดหลั่นกันลงมานอกจากจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้แล้วยังทําให้มี ป่าไม้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...