xs
xsm
sm
md
lg

"เคยท้อแต่ไม่เคยถอย" เจาะตัวตน "ลิซ่า" ผ่านสายตาครูผู้ปั้น "ครูก้อย"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ฝึกหนักเกือบ 6 ปีสำหรับคนทั่วไปเรียนจบปริญญาโทได้เลยนะ" เจาะตัวตน “ลิซ่า Blackpink” ผ่านสายตา “ครูก้อย-สุภาพรรณ” ครูสอนร้องเพลงแห่ง KruKoy Vocal Studio ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอคนนี้ จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน และออกไปเผชิญโลกกว้างตามลำพัง ต้องฝึกหนักทั้งที่เสี่ยงถูกดอง จนในที่สุดก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ดังระดับโลก และมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากที่สุดในเกาหลี!!!

ปั้นเด็กแก่นเซี้ยว เป็น K-POP IDOL

“ตอนนั้นลิซ่าอายุประมาณ 13 - 14 ปี ไว้ผมยาวรัดหางม้า มาเรียนกับครูก้อยหลังเลิกเรียน ก็จะมีแฟ้มเพลงศิลปินเกาหลีมาด้วย แล้วจะชอบพูดว่า "หนูจะไปเกาหลีๆๆๆ" พูดอย่างนี้ทุกชั่วโมง ครูก้อยก็จะบอกวอร์มเสียงดีๆ ก่อน ร้องเพลงดีๆ ก่อน เดี๋ยวมีโอกาสก็ได้ไป”

“ครูก้อย-สุภาพรรณ ผลากรกุล” ครูสอนร้องเพลงและเทคนิคการใช้เสียง ผู้มีลูกศิษย์เป็นถึงศิลปินและนักแสดงไทยทั้งจอเงินและจอแก้วกว่าค่อนวงการ ไม่ว่าจะเป็น กอล์ฟ-ไมค์, ชิน ชินวุฒิ, แต้ว ณฐพร , เบลล่า ราณี , อิ๊งค์ วรันธร และอีกมากมาย รวมไปถึง ลลิส - ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า สมาชิกชาวไทยหนึ่งเดียวในเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีชื่อดังระดับโลกอย่างวง Blackpink

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ก่อนที่สาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้จะผ่านการออดิชันและได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินในสังกัด YG Entertainment นั้น ลิซ่าได้มาเก็บเกี่ยวความรู้และเทคนิคการร้องเพลงจากครูก้อยนั่นเอง ครูสอนร้องเพลงวัย 53 ปี ได้เล่าย้อนไปถึงวันแรกที่ได้เจอกับสาวน้อยคนนี้ ซึ่งก็ยอมรับว่าเธอมีความสามารถ แต่นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าลิซ่าจะไปได้ไกลขนาดนี้


ลิซ่าในวัยกระเตาะ สมัยที่มาเรียนร้องเพลงช่วงแรก

“เด็กส่วนใหญ่ก่อนที่จะมาถึงครูก้อย ทุกคนมีครูของเขามาเหมือนกัน เรียนเต้นกันแต่เด็ก กว่าลิซ่าจะมาเจอครูก้อย เขาก็มีครูของเขามาเยอะแยะ ครูก้อยมาเป็นครูที่สอนเขาล่าสุดแล้วออดิชันได้ไปเกาหลี ซึ่งลิซ่ามีแววแต่แรกเลยค่ะ เขาเป็นเด็กที่ร่าเริง ไม่เคยเห็นความเศร้าจากตัวเขา แล้วก็หน้ายิ้ม(ทำท่ายิ้มกว้างแบบลิซ่า) แต่ตอนนั้นยังชื่อ ป๊อกแป๊ก ครูก้อยชอบชื่อนี้นะ เพราะฟังดูมันซนเหมือนตัวเขาดี เป็นเด็กแก่นๆ เด็กเวลาร่าเริงสดใส ใครจะไม่อยากสอน แล้วให้ทำอะไรก็ทำ สมมติว่าจะต้องไปออดิชัน ก็จะเต็มที่ เต้นตาย ร้องตายไปเลย

แต่หลังๆ ลิซ่าตัดผมสั้น เหมือนตอนนั้นค่ายเพลงในไทยลองเรียกเข้าไปดู แต่ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ พอทางค่าย YG Entertainment มาออดิชันที่เมืองไทย ลิซ่าก็บอกเดี๋ยวลองดู ก็สอนเขาทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว สรุปก็ผ่าน ก็มาบอก "ครู หนูได้แล้วนะ เขาเอาคนเดียว" ครูก็บอก มันเป็นไปได้ยังไง แต่ทางเกาหลีคงมองเห็น ตอนนั้นเขาเต้นนำร้องนะ แม้แต่คนที่เกาหลีก็อยากจะเจอ เพราะได้ข่าวว่ามีเด็กไทยมา ได้ข่าวว่าเต้นเก่ง ลิซ่าก็ไม่เป็นรองใครเลยล่ะ แต่ว่าก็ไม่ได้ร้องแย่ ร้องเพลงโอเคออก เคยมีเด็กเข้ามาถามใน Ig ครูก้อย ว่าพี่ลิซ่าร้องเพลงไม่ได้เหรอ ตอนเขาออดิชันร้องเพลงเข้าไปนะ เพราะฉะนั้นต้องร้องเพลงได้อยู่แล้วค่ะ”

ภายหลังจากผ่านการออดิชันเพียงคนเดียวจากผู้สมัครทั้งหมดราว 4,000 คน ลิซ่าในวัย 14 ปี ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อไปเป็นศิลปินศิลปินฝึกหัดที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยเริ่มจาก 0 ทั้งภาษา วัฒนธรรม ซึ่งนอกจากจะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในอีกโลกใบใหม่แล้ว สาวน้อยคนนี้ยังต้องฝึกฝนทั้งทักษะการร้องและการเต้นอย่างหนัก โดยที่ตนเองไม่รู้เลยว่า จะมีวันที่มีโอกาสเป็นศิลปินเต็มตัวหรือไม่...


ลิซ่า ในช่วงที่ยังเป็นศิลปินฝึกหัด

“ลิซ่าฝึกหนักเกือบทุกวัน เกือบ 6 ปีสำหรับคนทั่วไปเรียนจบปริญญาโทได้นะ มีการันตีว่าจะได้ใบปริญญาด้วย แต่ลิซ่าตอนไปไม่รู้ลูกผีลูกคน ผ่านไปแล้วกี่ปี มีคำถามตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ออก ตอนแรกครูก้อยก็ถาม แต่ตอนหลังไม่ถาม เพราะรู้ว่ากดดัน ในระหว่างทางก็คงอยากจะกลับมาหลายครั้ง เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่แน่นอน อยู่ไปแล้วได้ทำรึเปล่า เกิดเขาบอกว่าไม่ได้ทำแล้วก็ต้องกลับ แต่กว่าจะไปที่นั่นได้ต้องมีความอดทน เพราะไม่ได้อยู่ประเทศเรา และภาษายังไม่แตกฉาน เริ่มต้นจาก 0 ต้องเรียนรู้ใหม่ เวลาอยากได้ความอบอุ่น พ่อแม่ก็อยู่เมืองไทย ให้โตเองและทำงานเอง แม้แต่คนของประเทศเขาเองก็ตาม

ต้องไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพื่อนใหม่ วิถีชีวิตใหม่ อยากจะไปเดินเที่ยว แรกๆ ก็คงอาจจะไปได้ แต่ต่อไปก็ไปไม่ได้ ในความพยายามภายใต้ความกดดันที่เราไม่ใช่คนประเทศเขา แต่ระหว่างที่ไปฝึก ลิซ่าก็ยังเป็นเด็กที่ร่าเริงคนเดิม พอกลับมาเมืองไทยก็ได้กินข้าวด้วยกัน เขาก็สนุกสนาน แต่ครูก้อยก็รู้เพราะคุยกับแม่เขาว่ามีท้อเพราะมันนานมาก”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความตั้งใจจริงของสาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้ก็สัมฤทธิ์ผล เพราะกลางปี 2016 ค่าย YG Entertainment ก็ได้เปิดตัวศิลปินวงใหม่คือ Blackpink โดยมีสมาชิก 4 คนคือ เจนนี่, จีซู,โรเซ่ และลิซ่า สาวไทยคนเดียวในวงที่ถือได้ว่าเป็นศิลปินต่างชาติคนแรกของค่าย



ด้วยแนวเพลงที่มีความเป็นสากลและมีความเป็นเอกลักษณ์ทั้งเนื้อร้องและท่าเต้น ภายหลังจากที่มีการเดบิวต์ครั้งแรก ก็ทำให้เกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ก็โด่งดังเป็นพลุแตก และไม่ได้มีชื่อเสียงแค่เฉพาะในแถบเอเชีย แต่ยังดังไกลถึงระดับโลก แถมยังเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกกันเป็นว่าเล่นจนถึงปัจจุบัน

และด้วยทักษะการแรปขั้นเทพ ประกอบกับคาแรกเตอร์สุดคูลที่ทางค่ายวางไว้ให้ ก็ยิ่งทำให้ลิซ่าลายเป็นที่จดจำและสามารถสะกดสายตาผู้ชมได้ทุกครั้งที่ขึ้นแสดง และส่งให้เธอกลายเป็นคนดังในเกาหลีใต้และไทย ที่มียอดคนติดตามใน Instagram สูงสุดคือ 18.7 ล้านคนอีกด้วย

“ตอนแรกครูก้อยก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะไปได้ไกลขนาดนั้นเลยนะ คิดว่าไปทำงานเกาหลีก็ออกอัลบั้ม ไม่คิดว่าจะไประดับโลก ด้วยแรงซัปพอร์ตจากทางค่าย ทางทีม ด้วยตัวเองเขาด้วยนะ ก็ดีใจกับเขาแหละ (ยิ้ม)”

“ถ่อมตัว มีน้ำใจ ความเป็นไทยไม่เคยลืม” นี่แหละลิซ่า

นอกจากเรื่องราวความมุ่งมั่นในการทำตามฝัน คือการเป็นศิลปินในต่างแดนแล้ว ครูสอนร้องเพลงของสาวน้อยมหัศจรรย์ ยังเผยมุมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่น้อยคนนักจะได้รู้ จะตลก น่ารักและประทับใจเพียงใด เชิญติดตามได้จากบรรทัดต่อจากนี้ ...

“ลิซ่าตอนเด็กๆ ซอยผมสั้น แล้วชอบหิ้วเป้ ใส่รองเท้าผ้าใบใหญ่ๆ สีแดง คือรู้เลยว่าไม่ใช่เด็กเรียบร้อย เดินมากับ แบมแบม (กันต์พิมุก ภูวกุล สมาชิกวง Got 7 จากค่าย JYP Entertainment สังกัดเดียวกับณิชคุณ) แบมแบมเป็นน้องแล้วก็ตัวเล็กกว่าอีกนะ เหมือนพี่น้องกันเลยคู่นี้ โตมาด้วยกันจะเชียร์ยังไงก็ไม่มีทางชอบกันได้ ลิซ่ามาเรียนกับครูก้อยก่อน แต่แบมแบมไปเกาหลีก่อน ตอนนั้นไปแค่ช่วงปิดเทอม พอหลังจากกลับมา ลิซ่าเลยแนะนำให้แบมแบมมาเรียนกับครู


ลิซ่าและแบมแบมในวัยเด็ก

เรื่องชื่อ มีป้าที่แม่นับถือเปลี่ยนให้ จาก “ป๊อกแป๊ก” เป็น “ลลิส” ป้าเปลี่ยนให้ก่อน เขาบอกเดี๋ยวมันแป้ก แต่เกาหลีให้เปลี่ยนเป็น “ลิซ่า” เพราะว่าวันนึงมีชื่อเสียงไปต่างประเทศ คนจะได้เรียกง่าย ตอนนั้นก็มีหมอดูเข้ามาอ้างว่าเป็นคนเปลี่ยนชื่อให้ลิซ่า เวลาเขาโด่งดังมีชื่อเสียง ทุกอย่างเป็นเงินทองไปหมด ครูก้อยก็งงเลย คนอื่นก็ไม่รู้ เลยต้องออกมาชี้แจงแทนแม่เขา ก็มีการคุยกันก่อนทุกครั้ง ไม่ได้ทำอะไรโดยพลการ”

และแม้จะจากบ้านเกิดไปนาน แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ทุกคนประทับใจในตัวลิซ่า คือเธอไม่เคยลืมความเป็นไทยแม้แต่น้อย และมีครั้งหนึ่งที่ลิซ่ามีความตั้งใจกลับมาเมืองไทยอย่างมาก เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญของคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะ

“เขาเป็นเด็กน่ารักและมีความตั้งใจสูง ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำอะไรเขาก็มีความสุขไปหมด ครูก้อยชอบตรงที่เขาไม่เคยลืมความเป็นไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเขาก็จะพรีเซ้นท์ความเป็นไทย เจอใครก็ยกมือไว้ จะดีใจหรือกระโดดกอดกัน หลังจากระโดดกอดก็จะไหว้ทุกคน


เดียร์น่า ครูก้อย และลิซ่า เดินทางเข้ากราบพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9

ครูก้อยประทับใจตอนที่ลิซ่าตั้งใจกลับมาเมืองไทยเพื่อไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 พากันตื่นตี 4 ครูก้อยก็ชวน เดียร์น่า(เดียร์น่า ฟลีโป) ไปด้วย ก็นั่งรอตรงจุดคัดกรอง เขาเอาข้าวต้มมาให้กินก็กิน ตอนเดินเข้าไปมันก็ร้อน นั่งกันกับพื้น เข้าไปแบบไม่มีเส้น แต่มีความตั้งใจจริง พอออกมาก็เดินกินเฉาก๊วยพระราชทานกัน กินอาหารกันข้างถนน แล้วก็ต้องนั่งรถเมล์กัน ใส่ชุดไทยจิตลดากัน ก็เริ่มมีมีคนจำลิซ่าได้

แล้วก็มีมุมที่เขาเป็นห่วงเรา มีฝากผลไม้มาให้แม่รีบเอามาให้เดี๋ยวมันจะเสีย ก็บอกคิดถึงครู เขาเป็นคนมีน้ำใจ ครุก้อยก็ไม่ค่อยอยากจะคุยกับเขา เรามีไลน์กันทั้งคุณแม่ทั้งลิซ่า ครูก็รู้ว่าเขาเหนื่อย แต่เขาก็บอกว่ายังพูดยังเตือนหนูได้เหมือนเดิม เขาก็บอก “ขอบคุณครูนะค้าบ ค้าบผมค้าบ” เป็นคนแก่นๆ ไง(ยิ้ม)”

และครูก้อย ได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงถึงประเด็นดรามาในคอนเสิร์ต “WORLD TOUR BLACKPINK IN YOUR AREA BANGKOK” ที่จัดขึ้นไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะศิลปินและนักแสดงหลายคน มีโอกาสได้ถ่ายภาพร่วมเฟรมกับลิซ่าอย่างใกล้ชิด เป็นต้นว่า แต้ว ณฐพร,มิว นิษฐา,เต้ย จรินทร์พร,แก้ม the star,มิ้นท์ - ชาลิดา,ขนมจีน กุลมาศ,บอย ปกรณ์ ฯลฯ จนสร้างความไม่พอใจให้ชาวเน็ตบางคน แถมยังตำหนิแรงว่า ทำไมถึงมีอภิสิทธิ์และยังแกะกระแสสาว Blackpink อีกด้วย ซึ่งตอนนี้อาจไมได้ทำแบบนั้นแล้ว เพราะด้วยเกรงใจน้องและไม่อยากทำให้ค่ายวุ่นวาย



“ลิซ่ารู้ว่าทุกคนมาให้กำลังใจ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองดังกว่า เขาจะบอกว่า "ครู ขอบคุณมากนะคะที่พาให้หนูมารู้จักกันคนดีๆ พี่ๆ แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง ทุกคนน่ารักและมีน้ำใจกับหนูมาก" เขาดีใจมากที่ได้เจอ ก็เด็กคนนึงที่ได้ไปทำงานต่างประเทศ มันนานมาก กลับมาเหมือนเขาได้เจอศิลปินหรือคนไทยที่โด่งดัง เขาคิดว่าพี่ทุกคนมีชื่อเสียงกว่าเขา แล้วก็ยังมาหาเขา ให้เกียรติ มีน้ำใจ แต่ตอนนี้ครูก้อยว่าเขาไปไกลมาก(หัวเราะ)

มีพี่หลายคนที่น้องปลื้ม เขาไม่คิดว่าตัวเองดัง พวกพี่มีชื่อเสียงมากกว่าเขา เขาปลื้มใครก็บอก แต่ว่าสำหรับค่ายก็เข้าใจว่าเขาวางกฎไว้อย่างนี้ ไม่ใช่แค่ค่ายนี้หรอก ทุกค่ายแหละ เหมือนศิลปินเป็นสินค้า สมมติเขาออกสินค้ามา แก้ว ปากกา เสื้อผ้า เป็นรูปของศิลปิน แล้วคนจะใช้ก็ไปซื้อ แพงด้วยนะ เมืองไทยไม่ได้ทำแบบนี้แต่ที่นู่นเขาทำเป็นแบรนด์เลย พอทำเป็นแบรนด์ปุ๊บ คุณจะถ่ายรูปกับแบรนด์ของเขามันก็ง่ายไปหน่อย ก็เลยเข้าใจว่าทุกอย่างมันเป็นสินค้า แต่ที่ครูก้อยลงรูปตอนเขามาเมืองไทย เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องให้กำลังใจทั้ง #respectlisa และตอนมาคอนเสิร์ตที่ไทยค่ะ”



เมื่อส่งศิษย์รักไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จ แน่นอนว่าผู้เป็นครูย่อมภูมิใจเป็นธรรมดา และแม้วันนี้ลิซ่าจะโตขึ้นจากสาวน้อยจอมแก่น ไปเป็นศิลปินสุดมั่นมากความสามารถที่ดังไกลถึงระดับโลก แต่ในสายตาของครู เธอก็ยังคงเป็นยัยหนูป๊อกแป๊ก ที่ต้องเป็นห่วงอยู่เสมอ

“สำหรับเขาเป็นความห่วงใย ครูก้อยไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรกับเขาก็ได้ ในวันที่เขาเติบโตโด่งดังมีชื่อเสียง ครูก้อยก็ไม่กล้าที่จะอะไรเขาเหมือนเดิม เพราะรู้ว่าเวลาในการพักผ่อนมีน้อย ถ้าไม่มีอะไรที่สำคัญจริงๆ ก็จะไม่ทักไป และครูก้อยก็สอนอีกอย่างนึง ณ วันนี้ที่โด่งดัง มันก็มีอะไรที่ดีๆ ทั้งนั้น ทุกคนจะวิ่งเข้าหา มันก็จะเหมือนกับรุ่นพี่ที่ผ่านมา แต่พอเฟดดาวน์ลง ต้องอยู่ให้ได้ ตอนดังก็ยากอย่างนึงแต่พอใจไง ไปไหนก็มีคนกรี๊ด แต่วันนึงถ้าไม่เหมือนเดิมแล้ว มันก็อยู่ยากนะ ถ้าเราทำใจแล้วอยู่ได้ ชีวิตก็จะมีความสุข

แล้วก็สอนเขาให้ทำตัวให้น่ารักกับคนที่เราทำงานด้วยทุกคน ไม่ใช่หมายความว่าเราจะต้องเสียความเป็นตัวเอง เราต้องเป็นตัวเรา แม่เขาก็บอกว่า ให้เป็นตัวเองดีที่สุด เขาเป็นคนแข็งแรงอยู่แล้วกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ครูก้อยว่าเขาผ่านอะไรมาถึงระดับนึงแล้วล่ะ แล้ว ณ วันนึงที่ลิซ่ามาถึงตรงนี้ ครูก้อยว่าเขารับได้ แล้วครูก้อยก็บอกกับเขาเองแล้วล่ะว่า ให้เขาดูแลตัวเอง ให้เขารักษาสุขภาพ ทำตัวให้น่ารักกับทุกคนเหมือนอย่างที่หนูเป็น”

เจาะวิธีปั้นซุป’ตาร์ “ทุ่มเท-ฝึกหนัก-รับความกดดันให้ได้”

สำหรับบรรดาลูกศิษย์ของครูก้อย ไม่เพียงแค่ ลิซ่า Blackpink เท่านั้น ที่มีโอกาสทำงานในต่างประเทศ ยังมี แบมแบม Got 7 , น้องเกล Thailand got talent และ กองทัพ พีค หนุ่มไทยเพียงคนเดียวที่ได้ร่วมแข่งในรายการ Produce X 101 และยังเป็นทายาทของนักแสดงดัง ปราบ ยุทธพิชัย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า การโกอินเตอร์ ยังคงเป็นความฝันและเป็นเป้าหมาย สำหรับคนที่รักในการร้องเพลง โดยเฉพาะวัยรุ่นในสมัยนี้

“เป็นแถบเอเชียแต่ก็เรียกได้ว่าโกอินเตอร์ แต่ถ้าเขาจะไปอยู่ทางอเมริกาที่พีคสุดๆ มันยากนะสำหรับคนไทย แต่สมมติถ้าเราได้ไปเกาหลีแล้วฟอร์มทีม มันจะมีโอกาสไปยุโรปกับแถบอเมริกาได้ แต่กฎระเบียบเขาเข้มงวดมาก ถ้าคุณจะให้ลูกไปเป็นศิลปินหรือนักแสดงที่โน่น ก็เหมือนในลูกยืมท้องมาเกิด วันนึงถ้าพร้อมทำงานต้องยกให้เขาไปเลย แต่ว่าเราอย่าไปมองโลกในแง่ร้าย โอกาสของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศก็ต้องปล่อยไป เพราะอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่ที่นี่จะไม่มีอนาคตที่ดีนะคะ ทุกคนมีเส้นทางการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน

ถ้าคุณจะให้ลูกเป็นศิลปินที่นู่น คุณก็ต้องยอมที่จะให้ลูกไป เพราะได้ใช้ภาษา ได้เรียนรู้วัฒนธรรม แต่ในการฝึกหนักก็ต้องยอมรับให้ได้ โทรศัพท์โดนยึด แล้วต้องทำทุกวัน เขาถึงได้เต้นกันเป็นกรุ๊ปแล้วเป๊ะๆๆ แสดงว่าที่ทำออกมาได้อย่างนั้น คือมันมีการฝึกฝนเยอะมาก(เน้นเสียงหนักแน่น) แล้วก็มีหลายๆ อย่างกดดัน ประเทศเขาเองมันดีแต่มันก็เป็นอะไรที่กดดัน ความคาดหวังสูง กว่าจะมีวันนั้นได้ มันต้องใช้ระเบียบวินัย ความตั้งใจจริง ความรัก ความอดทน ทุ่มเท แล้วยอมเสียสละเพื่อจะมีวันนั้นได้ มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย ที่จะยอมเสียบางอย่างไปเพื่อได้บางอย่างมา”


เหล่าลูกศิษย์คนเก่ง แต้ว ณฐพร , น้องเกล Thailand got talent , กองทัพ พีค และ อิ๊งค์ วรันธร

สำหรับคนที่อยากเรียนร้องเพลงกับครูก้อยและอยากโกอินเตอร์ ก่อนที่ผ่านออดิชันไปฝึกโหดที่ต่างประเทศ ต้องผ่านด่านสุดหินจากครูที่ไทยก่อน แต่ก็มีหลายครั้งที่ปฏิเสธนักเรียน เพราะบางคนมีเหตุผลเพียงว่า “อยากไปเกาหลี” แต่กลับไม่ยอมฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต้องใช้เลย

“ต้องเข้มงวดแหละ ถ้าคุณจะมาเรียนร้องแล้วไม่ได้ฟังเพลงมา มันไม่ได้ ฟังเพลงก็ต้องฟังให้ละเอียดกว่าคนอื่น ทุกคนที่ไปโกอินเตอร์ได้ น้องเกล,ลิซ่า,พีค,แบมแบม รักในสิ่งที่จะทำ การที่เรารักคือไม่โดนบังคับ แล้วก็ทุ่มเท มีเวลาอยู่กับมันได้ 24 ชั่วโมง มีเด็กติดต่อมาเพื่อที่จะเรียนเพื่อไปเกาหลีกับครูก้อยเยอะมาก ต่างจังหวัดก็มี ครูก้อยถามว่า เคยเรียนร้องเพลงมารึเปล่า เคยเรียนเต้นมารึเปล่า ทำไมถึงอยากจะไปเกาหลี มันต้องใช้เวลาและการฝึกฝนนะลูก ไม่ใช่ว่าไปแล้วได้ แต่ถ้าอยากจะเป็นตัวจริง ต้องชัดเจนในการฝึกฝน

ครูก้อยไม่ได้อยากพูดถึงคนที่ไปโกอินเตอร์อย่างเดียว อย่าง แต้ว(ณฐพร เตมีรักษ์) เขาทำงานมีระบบระเบียบมาก อย่างตอนนาคี ก็มีนักแสดงในกองเล่าให้ฟังว่า เห็นแต้วว่างเมื่อไหร่ก็จะใส่หูฟัง ฟังเสียงคนพูดภาษาอีสานเพื่อเก็บรายละเอียด หรือมาเรียนร้องเพลง เป็นเพลงใหม่ในละคร ไม่มีใครรู้ด้วยว่าแต้วจะร้อง พอมาถึงเขาก็ยื่นกระดาษให้ครูก้อย จดเนื้อเพลงให้ครู และมีของเขาเอง น้อยคนมาที่จะทำให้ครูก้อยแบบนี้ เขาเขียนเพราะเขาจะได้จำเนื้อเพลง เขาเตรียมตัวและทำการบ้านดี

อย่างไปอีเว้นท์ บางคนก็จะพูดว่าเป็นนักแสดงร้องได้แค่นี้ก็ดีแล้ว แต่ครูก้อยบอกว่าทำไมมันต้องพูดคำนี้ นักแสดงก็เป็นนักร้องได้ นักร้องหลายคนเป็นนักแสดง คุณทำศาสตร์เดียวกัน อย่ากลัว แต่ที่สำคัญที่สุดคุณต้องใส่ใจกับมัน คนที่ประสบความสำเร็จถึงตรงนี้ ครูก้อยว่าเขามีระเบียบวินัยมาก ไม่อยากให้เด็กคิดว่าไปเกาหลีเพราะตามกระแสเลยนะ”

แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าสาเหตุที่วงการบันเทิงของเกาหลีใต้เฟื่องฟูได้ถึงขนาดนี้ เป็นเพราะภาครัฐบาลของเขาให้การสนับสนุนและส่งเสริม จนกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล ทางครูก้อยเอง ได้ใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียง ส่งไปถึงกลุ่มคนที่จะก้าวมาเป็นรัฐบาลในภายภาคหน้า อยากให้ช่วยผลักดันวงการบันเทิงไทย เพราะบ้านเราก็มีคนเก่งๆ ที่ยังรอโอกาสอยู่อีกมาก



“เราอาจจะมองเห็นว่าการศึกษา การแพทย์มันสำคัญเพราะพัฒนาบ้านเมือง เราจะทำให้นักเรียนเรียนเก่งจนแข่งขันโอลิมปิก ไปต่างประเทศแล้วเป็นที่ยอมรับ มันเป็นไปได้แต่ก็ยากเหมือนกัน ทีนี้อะไรที่จะทำให้ชื่อเสียงมาถึงประเทศไทยได้โดยเร็ว ครูก้อยว่าตรงนี้สำคัญ เพราะฉะนั้นการร้องเพลงหรือการแสดง มันเป็นอะไรที่เข้าถึงคนง่าย คนรับรู้ประเพณี วัฒนธรรม แล้วมันจะกลับมาหาเราเอง เลยอยากฝากให้สนับสนุนค่ะ

ครูก้อยเคยมีนักเรียนคนนึง ไปประกวดร้องเพลงที่รัสเซีย เป็นรายการระดับโลก จัดในสเตเดียม แล้วเด็กไปเองแบบโดดเดี่ยว เด็กมาเล่าให้ฟังแทบจะร้องไห้ วันที่ขึ้นเวทีรองเท้าก็พัง เขาไม่มีคนดูแลเลย แล้วเด็กคนนั้นประกวดได้ที่ 1 ของโลกนะ เลือกเพลงสากล I have nothing เลือกเพลงไทย นกขมิ้นเหลืองอ่อน ร้องเสร็จฝรั่งมาขอจับมือ จะให้ทุนการศึกษาที่นี่ เนี่ย ไอ้แบบนี้ไม่มีข่าวแม้แต่นิดเดียว ครูก้อยสงสารมาก กระทรวงศึกษาธิการจัด แต่ไปแบบโดดเดี่ยวเลย ดีนะที่ไม่ได้ออกค่าตั๋วเครื่องบินเอง

มันควรมีการโปรโมต ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมให้มันเป็นธุรกิจอย่างนึง เพลงเข้าถึง หนังเข้าถึง หนังเราฉลาดเกมโกงยังได้ไปฉายต่างประเทศตั้งกี่ประเทศ ทำรายได้ตั้งเยอะ แล้วดาราที่ไปเขาเป็นที่รู้จัก เขาจ้างไป มันก็ทำเงินให้ประเทศไทย มันควรจะให้เยอะกว่านี้ เดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีเอง ครูก็อยากให้ภาครัฐบาลมองเห็นในจุดนี้มาก แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยใครเป็นรัฐบาล”

เพราะ “ข้าวหมกไก่” จึงได้เป็น “ครูสอนร้องเพลง”

นอกจากเรื่องราวของลูกศิษย์และเทคนิคการปั้นดาวแล้ว ครูสอนร้องเพลงคนเก่ง ยังได้เล่าย้อนให้ฟังถึงเส้นทางชีวิตของตนเอง ก่อนที่จะมาเป็นครูสอนร้องเพลงแถวหน้าอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ ...

“ตอนแรกครูก้อยทำงานด้านการตลาดมา 3 ปี แต่ไม่ค่อยชอบ ก็เลยย้ายไปทำประชาสัมพันธ์ 3 ปี ด้วยความที่ครูก้อยมีครอบครัวมีลูก แฟนอยากให้ออกจากงาน แต่ตอนนั้น คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ จะเปิดค่ายเพลง คนที่ดูแลบริษัทเขาทาบทามไปเป็น Music Manager แล้วหลังจากนั้น 3 ปี แฟนก็บอกว่าน่าจะออกจากงานได้แล้ว เพราะว่าตอนนั้นดูแลคลินิกทำฟันอยู่ 2 ที่ แฟนเป็นศัลยแพทย์ช่องปาก ต้องดูแลลูกด้วย ก็เลยต้องออกจากงาน

ครูก้อยชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ด้วยสมัยก่อนถ้าบอกใครว่าเป็นนักร้อง เขาก็จะมองว่าเต้นกินรำกิน ไอ้เราชอบร้องเพลงแต่เป็นนักร้องไม่ได้ อยู่มาวันหนึ่ง ครูโรจน์ - รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงมือหนึ่งของประเทศ มาหาข้าวหมกไก่กิน(หัวเราะ) ซึ่งครูก้อยรู้จักในฐานะที่เป็นรุ่นน้อง เขาบอกเพิ่งกลับมาจากอเมริกา ไปเรียนการร้องเพลงการใช้เสียงกับ Seth Riggs (ครูฝึกเสียงของนักแสดงและศิลปินดังมากมาย ทั้ง Michael Jackson,Natalie Cole,Stevie Wonder ฯลฯ) ครูโรจน์ ครูก้อยฟังแล้วก็บอกว่า อยากเป็นครูสอนร้องเพลง ก็ไปเรียนกับครูโรจน์ คือเรียนเพื่อเป็นครู ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นนักร้อง ต้องเริ่มใหม่หมด



จากวันนั้น ครูโรจน์ก็ให้ครูก้อยไปเรียนที่ LA กับ Seth Riggs ในหลักสูตร SLS หรือ Speech Level Singing เพิ่มเติมเป็นคอร์สสั้นๆ ถ้าไม่ได้ไปที่นั่น ปลายปีก็จะมีครูจากต่างประเทศเข้ามาสอน มาสอบหลักสูตรนี้ มีสอบร้อง สอบสอน ก็ยังเรียนการสอนร้องเพลงต่อเนื่องถึงวันนี้ แล้วทางทีมครูโรจน์คือ The Professional by Kru Rodj เป็นการรวมตัวของครูโรจน์และครูอีก 14 คน ที่สอนหลักสูตรนี้โดยเฉพาะ ครูก้อยก็เลยเริ่มสอนร้องเพลงตั้งแต่นั้น ถึงวันนี้ก็ประมาณ 20 กว่าปีมาแล้วค่ะ”

ปัจจุบัน นอกเหนือจากการเป็นบ้านเป็น Studio สอนร้องเพลงแล้ว ครูก้อยยังมีอีกหน้าที่ในสายงานใกล้เคียงกันคือ สอนการใช้เสียงในการแสดงและแก้ไขการพูดที่ผิดวิธี และเป็นวิทยากรตามองค์กรมานานนับ 10 ปี ซึ่งลูกศิษย์ที่มาเรียนส่วนมากจะเป็นนักแสดงจากจอเงินและจอแก้ว รวมถึงคนที่ต้องใช้ “เสียง” ในการทำเงินอีกด้วย

“มันเริ่มจากสอนเด็กแล้วเด็กพูดไม่ชัด ร้องไม่ชัด ครูก้อยจึงไปเรียนกับ อ.ประจิตต์ อภินัยนุรักษ์ ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องแก้ไขการพูดที่ผิดวิธี แล้วครูก้อยไม่ได้ผิดปกติอะไร ไปขอเรียนเขาก็ไม่สอน จนมีคนแนะนำให้ครูก้อยรู้จักคุณข้าวที่เป็นหลานของ อ.ประจิตต์ ครูก้อยก็ไปพูดกับอาจารย์ว่า มีเด็กพูดไม่ชัดเยอะมาก เลยอยากรู้วิธีการที่ชัดเจน เวลาสอนเด็กจะได้ถูกต้อง ก็ตื้อจนอาจารย์สอนให้ เลยเอาความรู้ตรงนี้มาผนวกกับการเรียนร้องเพลง ก็เลยกลายเป็นเทคนิคการใช้เสียงในการแสดง

คนแรกที่ครูก้อยสอนคือ เป้ - อารักษ์ อมรศุภศิริ ตอนนั้นเป้เล่นละครเรื่องแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา แสดงไปครึ่งเรื่องแล้วมีปัญหาเพราะลิ้นติด ต้องบอกก่อนว่าคนที่พูดไม่ชัดจะมีปัญหา 2 อย่าง คือคนที่นิสัยเสียกับคนที่มีปัญหาทางกายภาพคือเส้นใต้ลิ้นสั้น เป็นอาการ Toung-Tie เป้มีเนื้อเสียงที่ดีมากแต่มีอาการลิ้นติดที่ต้องมาขลิบตอนโต และหากขลิบแล้วมีวินัยฝึกเรื่องการพูด มันก็จะพูดได้ ไม่งั้นเขาก็จะบอกว่าพูดเหมือนลิ้นคับปาก เป็นลิ้นไก่สั้น จริงๆ แล้วลิ้นมันขยับไปแตะไม่ได้”
ไม่เพียงแค่กรณีของเป้เท่านั้น ครูก้อยกล่าวว่า ปัจจุบันการออกเสียงเป็นปัญหาหลักที่ทำให้นักแสดงเข้ามาปรับแก้เป็นจำนวนมาก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างอารมณ์ให้เข้ากับสถานการณ์ในบทละคร และยังช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นอีกด้วย



“ตอนนี้กลายเป็นว่าการใช้เสียงมันสำคัญมาก คนที่มาเรียนเทคนิคการใช้ตอนนี้ ก็มีนักแสดงที่ทางกองหรือผู้จัดส่งมา ส่วนมากมีปัญหา เช่น ขึ้นเสียงสูงเกินไปคือคนที่ตื่นเต้น โกรธ โมโห,เสียงบาง ไม่มีน้ำหนัก,เสียงต่ำเกินไป ถ้าต่ำมากๆ มันจะกลายเป็นเซ็ง เศร้า เหงาหงอย บางคนไม่ขยับปาก บางคนเสียงขึ้นจมูก เสียงกรี๊ดเสียงอะไรก็ต้องบอก เมื่อก่อนนางร้ายเสียงเสียหมด เขาเอาการแสดงเป็นหลักเลยกรี๊ดออกมาอย่างไม่ได้คิด แต่ถ้าเขารู้หลัก ขยับปากกว้างๆ หายใจเยอะๆ มันก็ได้แล้ว เหมือนการร้องเพลง ต้องหายใจให้ลึก แต่ไม่ใช่ตะโกน

ถ้าการแสดงเก่งแต่เสียงไม่ให้ อารมณ์มันหายไปเลยนะ ครึ่งนึงเลย นักแสดงรูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้ว แล้วถ้าเขาใช้เสียงไม่น่าฟัง ไม่มีน้ำหนัก มันเสียบุคลิกภาพด้วย แต่ทุกอย่างที่บอกต้องยืนพื้นอยู่กับธรรมชาติของตัวเองเป็นหลัก เวลาพูดต้องคมชัด ก็ต้องแก้ไขเอาของใหม่เข้าไป ต้องต่อสู้กับความเคยชินเก่าให้หมด ถ้ามาตั้งแต่เด็กๆ จะแก้ไขได้เร็ว ปกติครูก้อยจะสอนนักแสดง แต่ตอนนี้มีคนทำงานมาเรียนเยอะขึ้นมาก ทั้งโค้ช เทรนเนอร์ ผู้ฝึกอบรม ฯลฯ

แต่ถ้าเป็นเด็ก ครูก้อยจะสอนเยอะหน่อย นอกจากการร้องหรือการใช้เสียง ถ้าพูดไม่ชัดมาก็จะบอกเปลี่ยนเลย แล้วก็สอนเรื่องสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับเด็ก เรื่องมารยาท เหมือนเป็นลูกหลาน ไม่รู้ว่าต่อไปจะได้เป็นศิลปินหรือเปล่า ต้องปลูกฝัง ทำตัวให้น่ารักกับคนอื่น เพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะฉะนั้นต้องอย่าแผงฤทธิ์ นักแสดงใหม่หรือศิลปินใหม่ก็เหมือนกัน บางครั้งเราอาจจะสอนอะไรไม่ได้ แต่บางคนก็สอนได้ เขาเปิดรับ”

ถึงตอนนี้ ครูก้อยยอมรับว่า งานที่ทำอยู่ในปัจจุบันคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขและเป็นตัวเองมากที่สุด แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ต้องขอบคุณทุกอาชีพก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตลาด ประชาสัมพันธ์และผู้จัดการศิลปิน ทำให้มีประสบการณ์ และนำองค์ความรู้มาประยุกต์ต่อยอดได้ เพราะหากไม่มีงานเหล่านั้น ก็คงไม่มี KruKoy Vocal Studio อย่างทุกวันนี้

เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ครูก้อย ในฐานะที่เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการสอนร้องเพลงมากว่า 2 ทศวรรษ ได้ฝากข้อคิดและคำแนะนำไปถึงคนที่อยากจะเป็นเหมือนอย่างศิลปินและนักแสดงหลายๆ คน ที่อยากประสบความในอาชีพ ต้องไม่ทิ้งความฝัน แม้จะไม่ได้มีโอกาสยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางผู้ชม แต่ก็ยังมีอีกหลายเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์นี้ให้เลือกเดิน



“สิ่งสำคัญเลย ต้องรักสิ่งที่เราอยากทำก่อน แล้วก็ต้องตั้งใจ ทุ่มเท ฝึกฝน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสเหมือนกัน บางคนรัก ทุ่มเท ฝึกฝน แต่ไม่มีโอกาส ในทางกลับกัน บางคนไม่เตรียมพร้อม ไม่ทำอะไรเลย วันที่โอกาสวิ่งเข้ามามันก็ยาก คู่แข่งก็เยอะ ทุกคนแหละอยากประสบความสำเร็จ แต่ถ้าทำไปในระยะนึงแล้วมันไม่เห็นอะไร เราต้องกลับมามองย้อนดูตัวเอง มองหาสิ่งที่อยู่รอบตัว

อย่างเช่น อยากจะเป็นนักร้อง ถ้าวันนึงคุณไม่ได้ยืนอยู่ข้างหน้า มันมีอาชีพอะไรมั้ยที่เกี่ยวกับการร้องเพลง อย่างครูก้อยชอบร้องเพลงแต่ก็ไม่ได้เป็นนักร้อง ก็เป็นครูสอนร้องเพลง บางคนเป็นคอรัส ร้องเดโมอยู่ในห้องอัด ร้องไกด์ให้นักร้อง มันเยอะแยะเลย แล้วเรายังได้ทำสิ่งที่เรารัก ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เป็นตรงนั้น ชีวิตเราจะล่มสลาย มันยังมีอะไรข้างๆ ที่สามารถทำให้เราต่อยอดไปได้ ใครจะไปรู้

ตัวครูก้อยเองก็ต้องเริ่มใหม่หมดทุกอย่าง มันอยู่ที่ความตั้งใจจริง ตัวเราจะเป็นคนพาเราไป แต่ในบางจุดมันจะต้องมีคนที่คอยสนับสนุนส่งเสริม ตลอดระยะเวลา 20 ปี ครูโรจน์ก็ไปต่างประเทศและพาครูจากต่างประเทศมา ครูเขาก็ช่วยให้โอกาส ครูก้อยก็เลยจำสิ่งเหล่านี้ได้ว่า วันหนึ่งที่เราได้รับการให้ เราต้องให้ต่อ แล้วทีมเราก็ให้สังคมด้วย เราทำ Sing for Help สอนให้เด็กรู้จักให้ เอาเด็กทุกคนของครูแต่ละคนมารวมกัน แล้วร้องเพลงเพื่อนำเงินบริจาคไปให้หน่วยงานต่างๆ เป็น 10 ปี เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว เราต้องคืนอะไรให้สังคม”


อะไรสำคัญกว่ากัน พรสวรรค์ หรือ พรแสวง ?



“ครูก้อยว่าสำคัญทั้งคู่ การเป็นครูที่ดีมันต้องฝึกฝน ตัวครูเองยังแสวงหาความรู้และฝึกฝน ผ่านมา 20 ปี ครูก้อยเรียนทุกปีนะ ไม่เคยทิ้ง ทั้งครูในไทยและครูต่างประเทศ ถึงเราจะร้องเพลงได้แต่ต้องมีคนคอยสะกิด คอยแนะนำ ความเชื่อมั่นเรามีมันก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าเราอาจจะมองไม่เห็นปัญหาของเรา หรือไม่มีใครกล้ามาแนะนำ เราก็ควรไปหาคนที่เป็นครูเรา หรือบางคนเด็กกว่าก็มี ครูก้อยไม่ใช่คนปิดกั้น
แล้วพรสรรค์กับพรแสวง ครูก้อยว่าคนที่มีพรสวรรค์แต่ไม่หาความรู้เพิ่มเติม แล้วใช้สิ่งเหล่านั้นหากินไปจนวันตาย มันก็จะนิ่ง กับคนที่เขามีพรสวรรค์เหมือนอย่างคุณแต่เขาพัฒนาตัวเอง คนหลังจะเป็นตัวจริงและอยู่ได้นาน แต่ย้อนกลับไปคำว่าพรสวรรค์ ครุก้อยว่ามันมาจากการฝึกฝน
อย่างตัวครูก้อยเองเป็นมวยวัดมาตลอด จนมาเจอครูโรจน์ถึงจะได้เรียน ทุกคนบอกครูก้อยมีพรสวรรค์ เด็กๆ ร้องเพลงเก่ง แต่พอมาถึงจุดนี้ก็มานั่งคิด ตอนเด็กๆ บ้านครูก็ชอบฟังเพลงหมด เล่นแผ่นเสียง ก็เลยได้ฟัง ร้องเพลงไม่เพี้ยน เลยเชื่อว่าพรสรรค์มันมาจากการที่เราชอบและได้เรียนรู้เลยกลายเป็นพรแสวง อย่าง Michael Jackson ในขณะที่เด็กคนอื่นวิ่งเล่น แต่เขาต้องมาซ้อมร้องเพลงเป็น The Jackson 5 แต่นับไปตอนนั้นคือสิ่งที่พ่อแม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เพราะความรู้มันเพิ่มเติมได้ตลอดค่ะ”


สัมภาษณ์โดย : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : กัมพล เสนสอน
ขอบคุณภาพ : Instagram @krukoyzz และ @lalalalisa_m
ขอบคุณสถานที่ : KruKoy Vocal Studio



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...