xs
xsm
sm
md
lg

หลวงพ่อก็เหมือนต้นโพธิ์ที่เกิดบนกองขยะ! “พระอลงกต” ผู้แบกภาระถึงเดือนละ 5 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ที่สุดของความเมตตา เกิดมาเป็น "ผู้ให้" แท้จริง แม้จะโดนสารพัดคำครหา! ดูแลผู้ป่วยเอดส์ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่หน้าที่พระ วัดพระบาทน้ำพุรวย!? ย้ำไม่เคยท้อแม้แต่วินาที ตั้งหน้าทำความดีไม่มีอะไรบั่นทอนกำลังใจอดทนสู้แบกรับค่าใช้จ่ายสูงลิบ 5 ล้านต่อเดือน! ข่าวสะพัด จริงหรือไม่ด้วยเหตุนี้จึงบีบคั้นให้แต่ละวันหลวงพ่ออลงกตต้องออกจากวัดพระบาทน้ำพุตั้งแต่ตี 4 พร้อมสภาพขาข้างขวาไร้เรี่ยวแรงเพื่อไปบิณฑบาตข้าวสาร อาหารแห้ง เงินจากประชาชนตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในตรอก ซอกซอย ท่ามกลางอากาศร้อนจัดแดดแผดเผาเพื่อนำมาเลี้ยงดูคนยากไร้กว่า 2,000 ชีวิต!?

พระโพธิสัตว์ผู้ยิ้มรับคำครหา ป้ายสี ใส่ร้าย เสียดสี มากว่า 2 ทศวรรษ! พร้อมสู้ไม่ท้อ ยืนยันเป้าหมายของชีวิต อยากเป็นคนดีให้ถึงที่สุด!


ผู้ชุบชีวิต ต่อลมหายใจผู้สิ้นหวังเฮือกสุดท้าย
ภาพที่เป็นข่าว พระอลงกตเหนื่อยล้าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเดือนละ 5 ล้าน
พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอาจารย์อลงกต ติกขปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พระโพธิสัตว์แห่งเมืองลพบุรี ผู้ต่อลมหายใจ 2,000 คนในดินแดนที่พึ่งพิงสุดท้ายของชีวิต ยืนยันกับทีม MGR Live ว่าเหนื่อยบ้างแต่ไม่เคยท้อ! เดินบิณฑบาตเฉลี่ยวันละ 10 กิโลเมตร ในขณะที่ขาข้างขวาอ่อนแรง ชี้สภาพหมดแรงแบบนี้ปรากฏขึ้นทุกวันเพียงแต่ไม่เป็นข่าว ย้ำยังเดินบิณฑบาตโปรดญาติโยมแบบนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ

“หลวงพ่อจะออกจากวัดประมาณตี 4 หรือบางวันก็อาจจะเร็วกว่านั้น เพื่อไปโปรดญาติโยม เพราะปกติจะถึงกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลประมาณ 7 โมง ก็จะเริ่มบิณฑบาต โปรดญาติโยมแล้ว ซึ่งการบิณฑบาตคือการเดินไปเรื่อยๆ
พระอลงกตเดินบิณฑบาตทุกวันท่ามกลางอากาศร้อนแผดเผา
จาก 7 โมง เราก็จะเริ่มพักกันประมาณ 11 โมงครึ่ง ซึ่งก็จะใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมงกว่าที่จะได้พัก ซึ่งตรงนี้คือปัญหาว่า ช่วงเช้าหลวงพ่อจะฉันภัตตาหารเช้า ก็จะเป็นกาแฟบ้าง น้ำชาบ้าง ระหว่างทางก็จะดื่มน้ำเปล่าบ้าง น้ำผลไม้ แล้วแต่ญาติโยมจะถวาย จนกระทั่งถึง 11 โมงครึ่ง หลวงพ่อก็จะฉัน

ในบางพื้นที่ก็ยังจะต้องเดินต่อ เพราะเป็นพื้นที่กว้าง ญาติโยมก็จะเตรียมสิ่งของไว้รอ เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง หลวงพ่อฉันเสร็จก็ต้องมาเดินต่ออีก ทีนี้ขาหลวงพ่อมีปัญหามาหลายปีแล้ว ขาข้างขวา เคยดามเหล็ก เพราะเกิดอุบัติเหตุเมื่อปี 2537 ดามเหล็กเป็นแท่งยาวมาก และขันน็อตไปที่กระดูกขา ซึ่งประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลวงพ่อเอาเหล็กออกไป ทีนี้กระดูกก็เหมือนมีเส้นใยพังผืด ยึดโยงกันอยู่ตรงที่หัก และมันก็ค่อยๆพอกพูนเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าหลวงพ่อเดินมาก

ด้วยสภาพของตัวพังพืด มันทำให้ขาเราอ่อนแอลง เดินชั่วโมงแรก ชั่วโมงสอง ชั่วโมงสาม ไม่เป็นอะไร ชั่วโมงสี่ก็จะเริ่มอ่อนแรงสัก 30-40% พอถึงช่วงก่อนเที่ยง หรือช่วงบ่าย ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้หลวงพ่อต้องเกาะลูกศิษย์ เพราะถ้าไม่เกาะ ขาขวากับขาซ้าย แรงจะไม่เข้ากัน เหมือนคนแก่ที่เห็นว่าจะต้องถือไม้เท้า คล้ายๆกัน แต่หลวงพ่อไม่ได้ถือไม้เท้า ญาติโยมก็พยายามจะให้หลวงพ่อนั่งรถเข็น แต่หลวงพ่อบอกว่าไม่นั่งหรอก เพราะว่าจะทำให้ญาติโยมตกอกตกใจ คิดว่าหลวงพ่อป่วยขนาดนั้นเลยเหรอ

ก็เลยกลายเป็นเรื่องว่า มีภาพออกมาปรากฏออกมาอย่างนั้น แต่ทีนี้คนถ่ายภาพ ถึงวันนี้หลวงพ่อก็ยังไม่รู้เลยว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเขามีความปรารถนาดี แต่ทีนี้กับการที่เขาเอาภาพนี้ไปนำเสนอ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ถ้าพูดจริงๆภาพนี้ปรากฏขึ้นแทบทุกวัน ช่วงหลังประมาณก่อนเที่ยงหรือบ่าย ภาพนี้จะปรากฏแล้ว หลวงพ่อก็จะเริ่มเกาะ บางทีก็เกาะแขนเด็กบ้าง บางทีก็เกาะไหล่เขาบ้าง เพื่อให้เรามีการทรงตัวที่ดี ที่เดินไปได้ โดยไม่เซ ไม่ล้ม อันนี้คือภาพที่เกิดขึ้น ดังนั้นถ้าเราตั้งคำถามว่าภาพนั้น มันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็คือนี่แหละ จากที่ขาขวาของหลวงพ่อเกิดอุบัติเหตุและทำให้พอเราเดินมากก็จะเกิดอาการอ่อนแรง จนถึงเวลาหนึ่งก็จะทำให้เราเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับหลวงพ่อ

แต่ด้วยเหตุผลที่หลวงพ่อเป็นคนที่อึด อดทน หลวงพ่อก็จะไม่มีแสดงอาการบาดเจ็บเหมือนคนทั่วไป หลวงพ่อก็จะยิ้มอยู่อย่างนี้ จะเจ็บจะปวดอะไร หลวงพ่อก็เดินยิ้มไป ก็เลยทำให้คนเป็นห่วงมาก หลวงพ่อก็ชี้แจงไปเพราะข่าวค่อนข้างจะไปเร็ว ถึงคนทั่วโลก บางคนเอาไปตีความผิดว่า หลวงพ่ออาพาธหนัก เดินไม่ไหวแล้ว อันนี้คือประเด็น หลวงพ่อก็อยากจะฝากบอกทุกคนว่า ขอบใจทุกคนที่เป็นห่วง แต่อาการหลวงพ่อเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรหลวงพ่อยังเดินไหว เดินได้ และก็ยังเดินในสภาพนี้ต่อไปได้อีกนาน

ในที่ประชุมก็อยากให้หลวงพ่อหยุด แต่หลวงพ่อก็บอกว่ามันหยุดไม่ได้หรอก ถ้าเราหยุดหลวงพ่อยิ่งจะเดินไม่ได้เลย เพราะถ้าเราหยุดปุ๊บ ขาจะกลายเป็นแข็ง เหมือนคนแก่ที่เดินได้แค่ก้าวสั้นๆ แต่หลวงพ่อก็บอกว่า จะเดินให้น้อยลง แล้วนั่งให้มากขึ้น เราเดินสักชั่วโมงหนึ่งแล้วก็หยุดนั่ง นั่งสักครึ่งชั่วโมง แล้วก็เดินต่ออย่างนี้น่าจะได้ เพราะที่ผ่านมาเราเดินยาวเลย เดินต่อเนื่อง จาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง ต่อไปเรื่อยๆ ก็เลยทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา”

หลวงพ่ออลงกต เล่าให้ทีม MGR Live ฟังหลังจากฉันน้ำเกลือแร่เพิ่มความสดชื่นในวันที่อากาศร้อนแผดเผา ผิวหนังของท่านดูคล้ำแต่ใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความเมตตา พร้อมเผยต่อว่า ในแต่ละวันจะเดินเฉลี่ยประมาณ 10 กิโลเมตร

“หลวงพ่อใช้เวลาเดินอย่างน้อย วันละ 5 ชั่วโมง โดยประมาณ หากเราพูดถึงคนปกติเดินชั่วโมงหนึ่งเขาต้องได้อย่างน้อยแล้ว 3-4 กิโลเมตร แต่หลวงพ่อเดินไปก็หยุดไป เอาค่าเฉลี่ยว่า ชั่วโมงหนึ่งที่หลวงพ่อเดินก็ประมาณ 2 กิโลฯ ดังนั้นวันหนึ่ง 5 ชั่วโมง ก็ได้สัก 10 กิโลเมตร โดยประมาณ แต่เราไม่ได้เดินเร็วเลยไม่รู้สึกเหนื่อย
ญาติโยมเขาจะโทร.มาจองให้หลวงพ่อไปโปรด ไปบิณฑบาต ซึ่งก็จะมากขึ้น ถ้าย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเรามีปี หนึ่งประมาณสัก 300-400 งาน ตอนนี้เพิ่มมาเป็นเท่าตัว ประมาณ 700-800 งานต่อปี

ซึ่งตรงนี้ทำให้เราต้องทำงานหนักมากขึ้น และญาติโยมนิมนต์มาเราก็ต้องรับ ตอนนี้คนที่นิมนต์มาจนรับไม่ไหว คือหมายความว่าเราไม่สามารถจะจัดเวลาให้ได้ สมมติวันนี้มีคนนิมนต์มา 10 หน่วยงาน ในขณะที่เวลาเรารับได้เต็มที่ก็ประมาณ 5-6 งานนี่ก็ถือว่าเยอะแล้ว ถ้าเป็นมาตรฐานวันหนึ่งก็น่าจะสัก 4 งาน”

ยิ้มรับคำครหามากว่า 20 ปี
ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะสุดท้ายมา 25 ปี
“นี่วัด มาอุปการะผู้ป่วยเอดส์ทำไม ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ใช่หน้าที่พระ!” เป็นประโยคที่พระอลงกตได้ยินมาตลอดตั้งแต่เริ่มภารกิจช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี พร้อมชี้แจงข้อครหา วัดพระบาทน้ำพุ “รวย”! ยอมรับคนที่เข้ามาวัดพระบาทน้ำพุ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี

“หลวงพ่อเหมือนต้นโพธิ์ที่เกิดบนกองขยะ เกิดได้นะลูก ต้นโพธิ์บางต้นเกิดอยู่ริมทางด่วน อยู่ที่สะพานลอย อยู่ที่ข้างถนน เขาก็โตได้ คือที่หลวงพ่อเปรียบเทียบอย่างนี้ก็เพราะว่า เราเป็นต้นโพธิ์ใหญ่แล้วจนกลายเป็นที่พึ่งของนกกา ของประชาชนทั่วไป แล้วเมื่อคนรู้จักเรามากขึ้น คนก็มองกันหลายมุม มุมดีก็มองกันเยอะ แต่มุมที่มองเราไม่เห็นด้วย หรือมีทิฐิ มีอคติกับเราก็เยอะ

ตั้งแต่แรก หลวงพ่อเอาผู้ป่วยเอดส์มาวัด ประโยคหนึ่งที่คนจะพูดกันก็คือว่า มันไม่ใช่หน้าที่ของพระ หลวงพ่อก็ตอบกลับไปแบบอ่อนโยน โดยให้เหตุผลว่าสมัยก่อนเราไม่มีโรงพยาบาลหรอกลูก หนูเป็นอะไรก็ต้องไปหาพระ พระท่านมีความรู้ ท่านมียาแผนโบราณ ท่านมีสูตรยา ท่านทำยาไว้ช่วยเหลือประชาชน ดังนั้นบางทีเรามีความทุกข์เดือดร้อน ไปรดน้ำมนต์ ให้พระท่านเป่าน้ำมนต์ เคาะหัวหน่อย นี่ก็คือวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

ดังนั้นพระเป็นที่พึ่งทั้งทางกาย และทางใจได้ ซึ่งหลวงพ่อก็จะพยายามให้เขาเข้าใจว่าจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องว่าเป็นหน้าที่หรือไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่จริงๆของพระสงฆ์คือทำให้คนพ้นทุกข์ อะไรที่เป็นความทุกข์ของญาติโยม พระต้องช่วย พระสงฆ์มีหน้าที่บำบัดทุกข์ของสัตว์โลก ความทุกข์ที่เกิดจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละคือหน้าที่ของพระสงฆ์
ท่านดูแลผู้ป่วยเอดส์เช็ดตัวป้อนข้าวให้กินยาอย่างสม่ำเสมอ
บางทีวัดจึงกลายเป็นเหมือนโรงพยาบาล สุขศาลา ที่ให้คนมาพักพิง และจบชีวิตลงอย่างสงบ “ไม่ใช่หน้าที่ของพระ” ประเด็นนี้หลวงพ่อเจอมาตั้งแต่ปีแรกเลย มันเรื่องของหมอ เรื่องของโรงพยาบาล เรื่องของสาธารณสุข หลวงพ่อก็เงียบ ไม่โต้ตอบอะไร แต่ ณ เวลานี้ แม้กระทั่งสาธารณสุขก็ต้องมาขอพึ่งเรา โรงพยาบาลจะทำกิจกรรมอะไร ก็ต้องมาพึ่งวัด ให้วัดเราเป็นผู้นำ

และอีกเรื่องที่คนจะมองเรื่องนี้คลาดเคลื่อนมากๆเลยก็คือ วัดพระบาทน้ำพุเราจะมีทรัพยากรอะไรเข้ามามากมาย ในแต่ละวันคนเข้ามาหาหลวงพ่อ คนมาบริจาคให้วัด ให้มูลนิธิ หรือบางคนศรัทธารักหลวงพ่อมาก หนูถวายเงินล้านนึงให้หลวงพ่อใช้อะไรก็ได้นะ ถวายส่วนตัวหลวงพ่อนะ มีเยอะมาก บางคนอยากให้หลวงพ่อไปรับถึงที่บ้านกับมือตัวเอง อยากถวายกับมือหลวงพ่อ เพราะเขาเชื่อว่า หลวงพ่อจะนำไปบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ เกิดบุญแก่เขา

ดังนั้นหลวงพ่อจึงวางแนวทางการบริหารเงินบริจาควัด แบ่งออกเป็น 3 ช่องทาง ช่องทางแรก 1.วัด 2.มูลนิธิ สงเคราะห์ประชาชน ที่เรากำหนดเป็นวัตถุประสงค์ก็คือดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ ดูแลเด็ก ผู้พิการ ดูแลคนชรา ก็อยู่ในกรอบนี้ 3.เป็นมูลนิธิที่หลวงพ่อตั้งขึ้นมาเอง เพื่อนำเงินที่ญาติโยมนำมาถวายหลวงพ่อมาก่อให้เกิดประโยชน์ สมมติว่า โรงเรียนขาดแคลนโรงอาหาร โรงอาหารพัง มาที่วัดพระบาทน้ำพุ เราจะเอาเงินวัดไปให้โรงเรียนไม่ได้ เราจะเอาเงินมูลนิธิธรรมรักษ์ที่เขาให้มาดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ไปให้โรงเรียนสร้างโรงอาหาร สร้างห้องน้ำก็ไม่ได้ อันนี้คือข้อกำหนด
นอกจากผู้ป่วยเอดส์แล้วยังรับอุปการะเด็กกำพร้าส่งเสียเล่าเรียน
เพราะคนที่ถวายปัจจัยมาให้หลวงพ่อในแต่ละวัน หลวงพ่อมีหน้าที่ต้องตระหนักว่า เงินส่วนนี้เราจะต้องนำไปทำสิ่งเดียวก็คือบุญ ทีนี้บุญจะทำเรื่องอะไร มันก็ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสที่เข้ามา อย่างสมมติว่าวันนี้มีกลุ่มเด็กๆ มาขอความเมตตาหลวงพ่อ พวกเขาจะไปแข่งวงโยธวาธิต แต่ไม่มีปัจจัย ไม่มีเงิน ไปขอใครก็ไม่ได้ ไม่มีเงินสนับสนุน ถามว่าเด็กๆจะไปแข่งวงโยธวาธิต ยังไม่มีชุดจะใส่ ไปขอใครก็ไม่ได้ มาขอวัดจะพิจารณาอย่างไร มันน่าเห็นใจไหม เด็กเขามีความตั้งใจ แต่กลับไม่มีใครสนับสนุน สุดท้ายมาลงเอยที่หลวงพ่อ หลวงพ่อจะเอาจากปัจจัยวัดไปช่วยได้ไหม ไม่ได้ ถ้าได้ก็ได้เพียงนิดหน่อยจะมาเอาจากปัจจัยมูลนิธรรมรักษ์ที่เขาดูแลผู้ป่วยเอดส์ไปให้เด็กๆที่แข่งโยธวาธิตได้ไหม ก็ไม่ควร สุดท้ายหลวงพ่อจึงเปิดพื้นที่ที่กว้างที่สุด
ป๊ะป๋า คือคำที่เด็กๆเรียกพระอลงกต ทุกวันจันทร์จะเฝ้ารอป๊ะป๋ามาเยี่ยมแจกขนมแสนอร่อย
หลวงพ่อเหมือนซาฟารีเวิลด์มีสัตว์ทุกอย่างวิ่งอยู่ในนั้น ฉะนั้นใครที่มาเรื่องอะไรที่ขอให้เป็นบุญก็แล้วกัน ขอให้เราจบที่ว่าอันนี้ทำแล้วได้บุญนะ การส่งเสริมให้เด็กได้ทำประโยชน์อะไร อย่างนี้ หลวงพ่อแยกแค่ตรงนี้เอง อะไรเป็นบุญเป็นบาป บางคนอาจรู้สึกว่าทำไมเอาเงินที่เขาเอาไปให้เอดส์ไปสร้างผิดวัตถุประสงค์ คนที่มองด้วยความไม่เห็นภาพจริง บางทีก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แบบที่เป็นแบบนี้ หลวงพ่อถือว่าเรื่องพวกนี้มันเล็กน้อยมากเลย ถ้าเทียบตั้งแต่ทีแรก ที่เราเอาเอดส์เข้ามาแล้วถูกต่อต้าน ถูกมองแล้วย่ำแย่กว่านี้เยอะ

แต่วันนี้คนที่มองว่าวัดพระบาทน้ำพุบางส่วน โดยเฉพาะคนลพบุรี บางทีเขาก็มองว่าวัดพระบาทน้ำพุรวย มีอะไรเยอะแยะมากมายไปหมดเลย แต่ที่วัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะวิธีบริหารจัดการของหลวงพ่อ คุณจะเห็นวัดพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อันนี้คือหลักการ วัดต้องดีขึ้นๆ คนเข้ามาต้องมีความสุข คนเข้ามาวัดต้องรู้สึกได้ว่า วัดที่ดีต้องเป็นอย่างนี้นะ บริหารจัดการอย่างนี้

ฉะนั้นโดยที่สุดแล้วคนที่เข้ามาก็สบายใจมาทำกับหลวงพ่อ ทำแล้วก็ทำอีก แต่สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นผลข้างเคียงของวัด วัดทั่วไปก็เหมือนกัน ก็จะมีกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง คนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเยอะแยะ แต่สิ่งนี้ก็ทำให้หลวงพ่อเข้าใจ นี่คือเรื่องปกติ ญาติโยมที่เข้ามาก็มี 2 พวก คนดี คนไม่ดี คนดีเข้ามามันดูไม่ยาก แต่คนไม่ดีบางทีก็เข้ามาหาผลประโยชน์ เอาไอ้นู่นไอ้นี่มาเสนอ มาแนะนำอะไรเยอะแยะไปหมด ตรงนี้หลวงพ่อก็ต้องอยู่ในฐานะที่ต้องพิจารณา ระมัดระวัง เพราะหลวงพ่อจะมีคณะกรรมการที่จะบริหารจัดการจะต้องบริหารอย่างรอบคอบทุกวัน

แบกภาระค่าใช้จ่าย 5 ล้านต่อเดือน!

หลวงพ่ออลงกตย้ำไม่เคยพูด เงินบริจาคไม่เพียงพอ ย้ำทุกวันนี้เงินยังเหลือเพียงพอ ยันเลี้ยงดูผู้ป่วย คนยากไร้ให้อยู่ดีกินดี ไม่ทอดทิ้ง เป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายของชีวิต

“คำว่า เงินบริจาคไม่เพียงพอ เราไม่เคยบอกเลยว่า เราไม่เพียงพอ คำว่าไม่เพียงพอไม่เคยเกิดขึ้นจากวัด วัดเราเสนอรายงานตลอดทุกวันเลย ว่ามีคนบริจาคมาเท่าไหร่ ตอนนี้มีเงินในบัญชีมาเท่าไหร่ คือคนไปเห็นภาพที่หลวงพ่อเกาะลูกศิษย์ คุณถ่ายภาพเดียวออกไป คนทั้งโลกรู้เลย คนทั้งโลกสงสารหลวงพ่อ อาจจะเป็นด้านดี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพูดว่า วัดจะปิด วัดไม่เพียงพอ ขาดเงินอะไรปั๊บ ก็จะกลายเป็นประเด็นใหญ่เหมือนกัน โดยที่หลวงพ่อไม่เคยพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ว่าเราไม่พอ เราขาด แต่ถ้าถามหลวงพ่อ วัดต้องการอะไร หลวงพ่อบอกได้ ก็คือเครื่องครัว และของใช้ประจำตัวผู้ป่วย

ส่วนเรื่องการบริจาคเป็นเงินอันนั้นก็แล้วแต่ศรัทธาของญาติโยม หลวงพ่อไปโปรดญาติโยมมา 20 กว่าปี คนใส่ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท บางคน 500 บาท ก็ใส่มาที่ขัน หลวงพ่ออยู่ได้เพราะสิ่งนั้น คนศรัทธาแล้วรวมกัน เราเหมือนฝน คนละเม็ดหล่นลงมาจากฟากฟ้าเป็นลำธารน้ำได้ เช่นเดียวกัน

ดังนั้นคำว่าเงินไม่พอ ทางวัดไม่เคยเป็นผู้ให้ข่าว มีแต่คนข้างนอกมา พอมาเห็นแล้วก็ เออ ช่วยวัดหน่อย หรือวัดจะปิดตัวแล้ว หลวงพ่อไม่เคยพูดสักคำเลยว่าวัดจะปิด หรือวัดไม่พอ ต้องการเงิน ไม่เคยพูดเลย หลวงพ่อระมัดระวังเรื่องตรงนี้อย่างมาก เพราะเมื่อไหร่ที่หลวงพ่อพูดไปจะเป็นประเด็นเลย แต่ถ้าเราไม่พูดอยู่ปกติธรรมดา แต่ถ้าคนอื่นพูดก็ห้ามเขาลำบากอีกนะลูก

เหมือนกับคนที่ถ่ายภาพหลวงพ่อ หลวงพ่อจะไปห้ามเขาได้ไหม บางคนก็เข้าใจว่าเราถ่ายภาพเอง แล้วก็สร้างภาพให้คนบริจาคเงิน จริงๆคนพูดก็แย่มาก แต่เราก็ต้องอดทนกับสิ่งเหล่านี้ไงลูก อดทน ชีวิตเราทุกคนจะเจอเหตุการณ์เหล่านี้ เราทำอะไรที่คนไม่เข้าใจเจตนา บางทีไปแปลเจตนาผิด บางคนมีอคติผิด มองจากบวกเป็นลบ มองจากดีเป็นชั่วไปเลยก็มี

สำหรับค่าใช้จ่ายประจำ จะเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟ หนักค่าอาหาร แต่วัดพระบาทน้ำพุไม่ได้ทำแค่นั้น นี่เรายังไม่ได้พูดถึงเงินบริจาคที่ให้กับองค์กรอื่นๆ วัดอื่นๆ เอาง่ายๆ หลวงพ่อมีโครงการ ทุกเช้าเราจะต้องส่งปิ่นโต 4 ชั้น ไปยังบ้านผู้สูงอายุ ประมาณ 200 กว่าหลังคาเรือน ผู้สูงอายุเหล่านั้น คือคนที่ยากจน คนพิการ อนาถา ไม่มีลูกหลาน เราลองนึกดูว่ามีวัดไหนในโลก เอาปิ่นโตไปส่งให้ถึงบ้านทุกวัน และเป็นกับข้าวดีๆ กับข้าวเหล่านี้ก็มีคนตื่นมาทำตั้งแต่ตี 4 ตี 5 พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนปิ่นโตใหม่ เอาปิ่นโตเก่ากลับมา เราทำอย่างนี้มานานแล้ว

ค่าใช้จ่ายลองนึกดูนะ ว่าปิ่นโต อย่างน้อยก็ร้อยกว่าบาท ปิ่นโต 4 ชั้นเป็นอาหารหมดเลย เราให้ข้าวสารต่างหาก สามารถเอาไปหุงกินมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ มีต้ม ผัด แกง ทอด เราทำอาหารดีๆ และนี่คือนโยบายที่หลวงพ่อกำหนดขึ้นมา เราช่วยเหลือประชาชนตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พิการ เจ็บป่วย ยากจน อนาถา ลองนึกดูเรื่องนี้เรื่องเดียว สัปดาห์หนึ่งเราจะใช้เงินประมาณแสนกว่าบาท เดือนหนึ่งก็ครึ่งล้านแล้ว ตัวเลข 3-5 ล้านจึงเป็นตัวเลขที่เล็กน้อยมาก เพราะสิ่งที่พูดเป็นสิ่งที่ออกมาจากส่วนกลางของมูลนิธิเท่านั้นเอง
อาหารในแต่ละวันที่ทำให้ผู้ป่วยและคนยากไร้
จริงๆตอนนี้วัดมีเงินพอ แล้วก็เหลือด้วยนะลูก เวลาวัดเงินเหลือเราทำอะไร มติของวัด ของกรรมการมูลนิธิทั้งหมดก็เห็น ปกติวัดมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่ดอกเบี้ยเล็กน้อย มติที่ประชุมก็บอกว่ามีญาติโยมบริจาคเงินเข้ามาในช่วงมีกระแสข่าวเยอะ หลวงพ่อก็บอกว่าตัดเงินตรงนี้เข้าไปฝากประจำเอาไว้เพื่อให้ดอกเบี้ยมันเพิ่มขึ้น พูดในที่ประชุมชัดเจน ดังนั้นที่ประชุมจึงเห็นชอบว่า เอาเงินตรงนี้ไปเป็นเงินทุนสำรองในอนาคต ฉะนั้นวัดพระบาทน้ำพุที่เรามั่นคง และเราไม่เคยพูดว่าขาดแคลน เพราะเราใช้วิธีการแบบนี้ เรามีเงินทุนสำรองฉุกเฉิน พร้อมที่จะเอามาใช้ในเหตุการณ์วิกฤต

โจทย์หิน! ผู้ป่วยเอดส์พุ่ง - ยอดตายต่ำ เร่งสร้างงานไม่เป็นภาระ
ผู้ป่วยโรคเอดส์ถูกนำมาทิ้งที่วัดพระบาทน้ำพุจนชินตา
ปัญหาใหม่วัดพระบาทน้ำพุผู้ป่วยเอดส์อัตราการตายต่ำ แต่ผู้ป่วยรายใหม่พุ่งขึ้นทุกวัน โจทย์หิน! ต้องทำอย่างไรให้ผู้ป่วยไม่เป็นภาระ สร้างอาชีพพัฒนาชีวิตผู้ป่วยให้ยั่งยืน ชี้เดินบิณฑบาตแบบนี้ไม่ได้ตลอด ขาอีกข้างจะเดินไม่ได้ตอนไหนก็ไม่รู้

“วัดพระบาทน้ำพุเริ่มจากผู้ป่วยเอดส์ ต่อมาเราก็ขยายกรอบไปดูแลครอบครัวของผู้ป่วยเอดส์ เช่น เขามีพ่อแม่ลูกมา เราก็จัดเป็นครอบครัวให้เขาอยู่ มีบ้านให้เขาอยู่ เลี้ยงดูเขา ต่อมาก็มีปัญหาเรื่องเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายไป ก็ทิ้งลูกไว้ ไม่มีพ่อแม่ อันนี้ก็เลยกลายเป็นที่มาว่าเราก็เปิดพื้นที่ดูแลเด็กๆกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ด้วย ก็เป็นที่มาของการสร้างโรงเรียน
ให้เด็กเรียนหนังสือ มีโรงเรียนขึ้นมาเราก็ไม่ปิดกั้นเด็กด้อยโอกาสอื่นๆ ก็เลยกลายเป็นที่มาว่า เด็กถูกกระทำนะ เด็กครอบครัวแตกแยก เด็กมีปัญหาทางสังคม ก็มาเรียนกันที่นี่ ก็เรียนผสมกันกับเด็กที่ติดเชื้อที่เป็นลุกของผู้ป่วยที่ไม่ติดเชื้อก็มี

ซึ่งโรงเรียนนี้ก็ตั้งมาประมาณ 20 ปีแล้ว เดิมทีเราเคยเอาเด็กเข้าไปเรียนในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านก็รังเกียจ เด็กก็รังแกกัน ก็ทำให้เด็กของเราเกิดอาการซึมเศร้าและไม่อยากไปโรงเรียน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มีพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนให้เด็กเหล่านั้น เป็นที่มาของเรื่องที่หลวงพ่อต้องทำมาถึงทุกวันนี้ก็คือต้องดูแลเด็กๆเหล่านี้ เพราะเป็นพระราชดำริของในหลวง และทรงพระราชทานชื่อโรงเรียนว่า ราชประชานุเคราะห์ที่ 33 และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงเวลานี้ก็ประมาณ 20 ปี

สำหรับผู้ป่วยที่จะเข้ามาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุได้ 1.ต้องเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ ขึ้นอยู่อาการของโรค ถ้าเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว เราก็รับทุกคนอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ 2.เป็นเรื่องของทางครอบครัว ผู้ป่วยบางคนครอบครัวไม่มี หรือบางคนครอบครัวอาจจะเดือดร้อน ผู้ป่วยเองก็ทำให้ชาวบ้านชาวช่องเขากลัวไปด้วย

ยกตัวอย่างในอดีต มีผู้ป่วยคนหนึ่งเขาก็อยู่กับพี่ๆน้องๆที่เป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ด ซึ่งพอคนแถวๆบ้านแถวๆชุมชนรู้ว่าคนที่อยู่ในร้านนี้เป็นเอดส์ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ก็คือไม่มีใครมากินก๋วยเตี๋ยวแล้ว ดังนั้นกรณีนี้ถึงพี่น้องเขาจะพอมีเงิน อยู่ด้วยกันได้ แต่ปัญหาก็คือว่า มันทำให้ทุกคนเดือดร้อนทำมาหากินไม่ได้ ฉะนั้นการที่เราจะรับผู้ป่วยคนหนึ่งมาอยู่ที่วัด ก็ช่วยให้ครอบครัวพี่น้องเขาอยู่รอด อันนี้คือวิธีการคิดของพวกเรา หลวงพ่อก็พยายามแก้ปัญหา ไม่ได้ช่วยผู้ป่วยอย่างเดียว ทั้งช่วยครอบครัวด้วย ช่วยสังคมให้ดีขึ้น
ผู้ป่วยทุกคนซาบซึ้งในความเมตตาของพระอลงกต
ดังนั้นก็อยากจะอธิบายให้ฟังว่า คุณสมบัติผู้ป่วยที่จะเข้ามาได้ต้องเป็นผู้ป่วยเอดส์ ถ้าอาการหนักระยะสุดท้าย เรารับเลย แต่ถ้ายังไม่ระยะสุดท้ายแต่มีปัญหาครอบครัว หรือปัญหาเรื่องอื่นๆที่สมควร เราก็รับไว้ดูแล แต่ถ้ายังอยู่กับครอบครัวได้ เราก็แนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวให้ดี แต่เราก็ให้สัญญาว่า เมื่อที่คุณป่วยหนักนะ ระยะสุดท้ายก็มาได้เลย ก็เหมือนกับขึ้นทะเบียนผู้ป่วยเอาไว้ก่อน ถ้าถึงวันเวลาที่มันหนักหนาสาหัสจริงๆ ก็มา เราก็รับ

ถ้าจะถามว่าที่พักผู้ป่วยพอไหม ก็ไม่พอ ก็ต้องขยายขึ้นเรื่อยๆ แต่ในอัตราที่เรารับได้ หมายถึงว่าปีหนึ่งอัตราการขยายตัวไม่เกิน 5% ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเรามีบ้านเดิมอยู่แล้วร้อยหลัง เราสร้างเพิ่มใหม่อีกสัก 4-5 หลังเราทำได้อยู่แล้ว คือมันไม่ใช่การเพิ่มแบบร้อยละ 30-40 ก็จะอยู่ที่ไม่เกิน 5% ดังนั้นอัตราปัญหากับการขยายตัวของเรา มันจึงไปด้วยกันได้ เรารับได้ รับเพิ่มได้ ปีนี้เราก็มีโครงการสร้างอาคารผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะรองรับปัญหา ซึ่งปัญหาปัจจุบันนี้ บางทีคนอาจจะไม่คิดมองไม่เห็นว่า ปัญหามันจะเกิดอย่างไร

ย้อนไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคเอดส์มันอยู่ในกลุ่มของเด็กวัยรุ่น อายุประมาณ 13-16 ปีซึ่งคนพวกนี้พอติดเชื้อแล้ว ระยะเวลาสัก 7-8 ปี เขาจะเริ่มป่วยแล้ว ซึ่งตัวเลขของวัยรุ่นที่ติดเชื้อในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีเป็นแสนคนนะ ซึ่งเขายังไม่แสดงอาการเลย แล้วความจริงก็คือว่า ไม่มีใครเอาปัญหานี้มา เป็นโจทย์ ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พวกนี้ป่วยแล้วจะไปอยู่ไหนกัน ใครจะดูแล นี่คือสิ่งที่เราคิดว่า ผู้ป่วยบางส่วนนะ เป็นแสนๆคนที่เจ็บป่วยในเวลาไล่เลี่ยกัน บางคนก็อาจจะอยู่โรงพยาบาล บางคนก็อาจจะอยู่บ้านได้ แต่แน่นอนบางคนจะต้องมาที่เรา เราก็มองทางว่าในอนาคต ปัญหาเอดส์มันไม่ได้ลดลง ไม่ลดลงเพราะอะไร เพราะคนเป็นเอดส์รายเก่าเขาไม่ได้เสียชีวิต เขาแข็งแรง อยู่ได้เท่ากับพวกเราเลย อันนี้คือประเด็น เพราะฉะนั้นคนเป็นเอดส์จึงไม่มีทางที่จะลดลงได้
(ภาพขวา) น้องใจแก้วที่พระอลงกตอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่แบเบาะเพราะแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวี
เหตุผลเพราะว่า สมมติคนที่ติดอยู่ 1 ล้านคน คน 1 ล้านคนได้รับยาต้านไวรัสทุกคน พวกเขาก็จะมีชีวิตยืนยาวเท่ากับเรา แต่คน 1 ล้านคน สามารถที่จะเป็นตัวพาหะแพร่ระบาดเชื้อเอดส์ไปสู่คนอื่นๆได้ วันหนึ่งอย่างน้อยก็เป็นร้อยคน ปีหนึ่งก็หลายหมื่นคน แล้วหลายหมื่นคนนี่ก็ไม่มีใครหายนะ มีแต่จะปรากฏอาการ คนที่ติดแล้วก็มีแต่จะรอวันเวลาที่จะปรากฏอาการเมื่อไหร่ อาจจะ 5-8 ปีก็แล้วแต่ แต่ถ้าเมื่อคุณมีอาการแล้ว คุณก็ต้องมากินยา เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดต่อไป นี่ก็กลายเป็นเหมือน สมการใหม่ ที่ประเทศไทยเราจะมีผู้ป่วยโรคเอดส์พอกพูนเพิ่มขึ้นทุกปีๆ และคนจะไม่ได้ตายด้วยโรคเอดส์เลย คนเหล่านี้จะต้องไปตายด้วยอุบัติเหตุบ้าง ตายด้วยโรคมะเร็งบ้าง โรคปอดบ้าง ไม่ใช่โรคเอดส์นะ ก็ตายโรคเดียวกับพวกเรา เรื่องเอดส์มันถูกคลุมอยู่ได้โดยยา ยาที่มีคุณภาพสูงมากในปัจจุบัน

ผู้ป่วยของเราในปัจจุบันนี้จึงแทบไม่มีคนเสียชีวิตเลยในแต่ละวัน นี่คือปัญหาแบบใหม่ แล้วปัญหานี้ก็จะนำมาสู่โจทย์ที่หลวงพ่อจะทำอย่างไร จะอยู่กับคนเหล่านี้แน่นอนว่าหลวงพ่อจะต้องอยู่กับคนเหล่านี้ไปตลอดชีวิต เมื่อพวกเขาไม่กลับบ้าน ไม่มีบ้านจะกลับ ไม่มีงานจะทำ ลูกก็ไม่มีที่จะเรียน หลวงพ่อก็ต้องบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ เตรียมสิ่งเหล่านี้ให้กับชีวิตของพวกเขา ครอบครัวเขา ลูกของเขาให้ลูกได้เรียนหนังสือ ให้พ่อแม่ได้มีงานทำเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางสังคม

ย้อนไป 25 ปีใครป่วยเป็นเอดส์ก่อนนี้ ก็เท่ากับว่า ตาย มาวัดอยู่ได้ไม่นานก็ตาย แต่ก่อนก็มีความหวังว่า ผู้ป่วยเอดส์จะลดลง แต่ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อคนไม่ตายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาขนาดเราไม่ได้เป็นเอดส์ในสังคมบ้านเนราตกงานกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วถ้าเราเป็นเอดส์ด้วย เราจะไปทำงานกันที่ไหน เราจะอยู่จะกินกันอย่างไร

นี่ก็กลายเป็นโจทย์พิเศษขึ้นมาว่า องค์กรของเรา จากที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้เขาได้ตายอย่างสงบ กลับกลายเป็นว่าต้องดูแลให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วต้องมาบริหารจัดการกับชีวิตเขาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วก็เป็นโจทย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครทำในโลกนี้ด้วย ว่าจะมาสร้างเมืองให้คนป็นเอดส์มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง ข้ามช็อตไปถึงความคิดที่จะทำอย่างไรให้พวกเขาเป็นคนดี แล้วกลับออกมาช่วยสังคม


เช่น เราปลูกผัก เรากินผัก ผักที่เหลือเราขาย อีกส่วนเราก็แบ่งไปให้องค์กรต่างๆ ที่เป็นสาธารณกุศล เช่น บ้านพักคนชรา หรือเด็กพิการซ้ำซ้อน ตรงนี้เราก็แบ่งทรัพยากรเหล่านี้ไป นี่คือวิธีคิดที่หลวงพ่อคิดว่า ถ้าอย่างนี้มันจะทำให้เราอยู่ได้ ไปได้

ถ้าเราทำแบบวิธีเดิม ก็คือเรานั่งแบกอยู่คนเดียว นั่งอุ้มอยู่คนเดียว ต้องออกไปหาบิณฑบาตมา มันทำได้ลูก แต่มันทำไม่ได้ตลอด เพราะขาสองข้างของหลวงพ่อมันดีอยู่ข้างเดียว อีกข้างหนึ่งไม่รู้ว่ามันจะหมดเรี่ยวหมดแรงแล้วก็เดินไม่ได้ แต่ถึงเดินไม่ได้อย่างไรเราก็ต้องหาวิธีอื่น อันนี้ก็ไม่ควรมาโทษว่าขาเรามันไม่ดี เราก็ต้องมีวิธีอื่น

แต่ตอนนี้ต้องมองว่า เราต้องปรับตัวเราเอง จากที่ทุกคนเหมือนกับเป็นภาระสังคม แต่ตอนนี้เราต้องมาพิสูจน์ตัวเอง ว่าเราทำให้สังคม ชื่นชม ภูมิใจกับเรา ว่าถึงแม้เราเป็นเอดส์นะ แต่เราไม่ได้เป็นภาระสังคม กลับกลายเป็นคนที่มาช่วยเหลือสังคม อันนี้คือสิ่งที่หลวงพ่อพยายามจะทำในวันนี้ ฉะนั้นงานก็จะหนักขึ้น สิ่งที่หลวงพ่อทำได้ก็คือการออกไปโปรดญาติโยม การออกไปเดินบิณฑบาต หลวงพ่อไม่เคยเบื่อ เหนื่อยทุกวันแต่ไม่เคยท้อ เพราะโจทย์ของหลวงพ่อรู้แล้วว่า ชีวิตมันมีค่า เวลาคือสิ่งที่ไม่สามารถซื้อหามาได้ ฉะนั้นจงใช้เวลาในแต่ละวันให้คุ้มค่ามากที่สุด นี่คือวิธีคิด”

เป้าหมายชีวิต อยากเป็นคนดีที่สุด!

“อยากเป็นคนดีที่สุด” คำตอบแรกของพระอลงกตเมื่อถูกถามถึงเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิต

“หลวงพ่อคิดอยู่เสมอว่า คนดีที่สุดควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเราถามว่าคนนี้เขาดีอย่างไร ทำไมเราถึงต้องยกย่อง เชิดชู เราย้อนกลับไปดูในหลวงรัชกาลที่ ๙ ถ้าเรานึกถึงพระองค์ท่าน ความดีที่เรารู้สึกว่า เทิดทูนบูชาท่านคืออะไร ความเสียสละ ความรักที่ท่านมีต่อประชาชน เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ก็แปลว่าท่านใช้ชีวิตของพระองค์ท่านเพื่อการที่จะสร้างความสุข หรือบำบัดความทุกข์ให้กับประชาชนตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อรู้ และหลวงพ่อก็ทำสิ่งนี้ตลอด คือคนที่ดีที่สุด ก็คือคนที่ไม่ทำอะไรเพื่อความสุขของตัวเอง ใช้เวลา ใช้โอกาส ใช้ทรัพยากรของชีวิตตัวเองเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน

อันนี้คือประเด็นที่หลวงพ่อพยายามทำตลอดเวลา จะเห็นว่าหลวงพ่อทำโครงการอะไรเยอะแยะมากมายไปหมด แต่ไม่ได้อยากให้มองว่าหลวงพ่อ เก่ง วิเศษ ไม่ใช่ ความปรารถนา ที่บอกว่าหลวงพ่อเหมือนพระโพธิสัตว์ จริงๆแล้วหลวงพ่อก็รู้ว่าสิ่งนี้คือวิถีที่จะทำให้เรามีนิสัยแบบนั้น ถ้าเรามีนิสัยอย่างนี้เราจะมีความสุขมาก เพราะอะไร เพราะเราจะไม่ถูกความโลภเข้าครอบงำ ความโลภนี่เองที่ทำให้เราเกิดการดิ้นรน แสวงหา ยื้อแย่ง แข่งขัน ทำร้ายกันจนทุกวันนี้ วินาทีนี้

โลกมนุษย์มันเป็นแบบนี้ เพราะความโลภ แต่ถ้าเราเป็นผู้เสียสละ ความโลภจะลดลงๆ ที่สุดเราก็จะเห็นด้วยปัญญาเลยว่า จริงๆแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย เราเอาอะไรไปไม่ได้ คุณจะมีเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน ล้านล้าน มันก็ไม่ใช่ของคุณ แล้วคุณก็ไม่สามารถเอามันไปได้ในโลกหน้า

หลวงพ่อจึงพยายามที่จะใช้สรรพกำลัง ทรัพยากรทั้งหลายให้เป็นประโยชน์ทั้งของตนเองและผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา อะไรเราควรจะให้ใครได้อย่างไร อย่างของที่มาบริจาค อย่างวันอาทิตย์ เป็นภูเขาเลย แต่ถ้าพรุ่งนี้เราไม่จัดการให้สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ก็จะกองอยู่ตรงนั้น จะเน่าเสีย หลวงพ่อถึงตั้งใจว่า เราได้รับบริจาคอะไร ได้อะไรมา เราต้องพยายามทำให้เกิดประโยชน์ และความสุขแก่คนให้มากที่สุด

ในแต่ละวันคนมาบริจาคเยอะมาก โดยสิ่งของที่วัดได้รับบริจาคที่เพียงพอแล้วคือ แพมเพิส สำลี คนมาบริจาคเยอะมาก ทุกวันจะมากองเป็นภูเขาเลย หลวงพ่ออยากได้พวกเครื่องครัว ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล เพราะโจทย์คือเราต้องเลี้ยงดูคน 2,000 คน ทำอาหารทุกวัน 3 มื้อ ดังนั้นครัวเราต้องใช้เครื่องปรุงตลอดเวลา และคน 2,000 คน จะต้องแปรงฟันทุกวัน ยาสีฟัน สบู่ บางคนสระผมทุกวันด้วย สบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม แป้งโรยตัว โลชั่นด้วยก็ดี เพราะบางคนก็ผิวแห้ง ผิวแตก ก็ทาโลชั่น นี่คือสิ่งที่เราต้องการ

ของบริจาคนั้นถ้าเขาให้เรามาแล้วเอามาทิ้งเอามาเสียบาปของเรานะ เพราะมันไม่เป็นไปตามเจตนาของผู้ให้ คนเขาทำบุญมาอย่างไร วัตถุประสงค์มาอย่างไร เราจงพยายามทำให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ถ้าเราทำอย่างนี้นะ เราก็จะเป็นคนที่ทำอะไรได้สำเร็จได้โดยง่าย ได้เรื่อยๆ หลวงพ่ออยากมีอำนาจพิเศษ ทำอะไรก็สำเร็จ ทำอะไรเสร็จ ทำอะไรก็มีคนช่วย ฉะนั้นชีวิตทุกวันเลยมีความสุข เหมือนกับเรามีความสำเร็จทุกวัน วันนี้เราทำเต็มที่สำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเราพร้อมที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ได้แล้ว

เราทำมาถึงจุดนี้แล้ว เรารู้ว่า ความดีหรือบุญกุศลที่เราได้สร้างทำให้จิตใจเราเป็นแบบนี้ เราอยู่ในพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ชีวิตที่อยู่กับพรหมวิหาร เราก็จะมีความสุขอย่างนี้ไปทุกวันๆ หลวงพ่อก็ยิ้มทั้งวัน มองโลกก็มองโลกในแง่ดี มองไปถึงใครก็แผ่เมตตาให้เขาได้ทุกคน แล้วทำอะไรก็ไม่มีหงุดหงิด ไม่มีมาเป็นทุกข์ เร่าร้อน ยิ้มได้ทั้งวัน ไม่เคยมีหุบ เรายิ้มมาจากข้างใน เพราะภายในเรามีความสงบ มีความเยือกเย็น ภายในเราตั้งมั่นอยู่ในเมตตาธรรม

เมตตาธรรมทำให้เรายิ้มได้ตลอด เพราะเมตตาคือความรัก ความปรารถนาดี เรามองไปมีความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีต่อทุกคน สัตว์โลกทุกตัวตนที่เข้ามาในชีวิตเรา”



[รายละเอียดเพิ่มเติม: fb.com/phrabatnampu]



สัมภาษณ์โดย MGR Live

เรื่อง : สวิชญา ชมพูพัชร

ภาพ : พลภัทร วรรณดี , จิรโชค พันทวี

ขอบคุณภาพ จากแฟนเพจเฟซบุ๊ก วัดพระบาทน้ำพุ


 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **

กำลังโหลดความคิดเห็น...