xs
xsm
sm
md
lg

“มะเร็งทำให้เรามีช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ผ่าหัวใจ “ผู้ป่วยระยะสุดท้าย” ผู้ใช้ศิลปะระดมทุนเพื่อสังคม [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ถ้าไม่ได้เป็นมะเร็ง เราคงไม่มีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาขับเคลื่อนอะไรแบบนี้ ก็ต้องขอบคุณค่ะที่เขาเลือกให้ออยเป็น”

คงมีไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่นึกยินดีในโรคร้ายของตัวเอง หนึ่งในนั้นคือเธอคนนี้ ที่ได้ขุดเอาทุกศักยภาพในตัวออกมาใช้ จนสามารถก่อตั้ง “โครงการเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ระดมทุนช่วยเหลือผู้คนหลายพัน-หลายหมื่นชีวิตได้สำเร็จ

บอกเลยไม่รู้สึกเสียดายหากวันนึงจะต้องจากไป เพราะอย่างน้อยๆ เธอก็ได้ทิ้งอะไรไว้ให้โลกใบนี้ ตามที่ใจต้องการเรียบร้อยแล้ว

 



สถานะ “ป่วยระยะที่ 2” พลิกแผนชีวิตจนตั้งรับไม่ทัน!!

“ช่วงที่กำลังจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เราคลำเจอก้อนที่หน้าอก รู้สึกว่ามันมีจุดแข็งๆ อยู่ตรงนั้น ก็เลยไปตรวจแล้วก็พบว่ามันคือ “ก้อนมะเร็งขนาด 2.8 ซม.” ตอนนั้นก็ช็อกไปเลยค่ะ เพราะมารู้ตัวก่อนเดินทางแค่สัปดาห์เดียว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการที่ส่อแววอะไรมาก่อนเลย

คุณหมอบอกว่าเราคงไปไม่ได้แล้วล่ะ ยังไงก็ต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะมันเป็นเรื่องซีเรียส เนื่องจากเป็นระยะที่ 2 แล้ว และเริ่มลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง เลยกลายเป็นว่าอนาคตเราวาดไว้ก็ต้องหยุดชะงักไป หลังจากนั้นก็เอาแต่คิดวนเวียนฟูมฟายว่า ทำไมเราถึงซวยขนาดนี้ อายุเท่านี้เองจะตายแล้วเหรอ เอาแต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไปทำอะไรมา ทำอะไรผิด ทำไมถึงเป็นมะเร็ง

ออย-ไอรีล ไตรสารศรี ทายาทธุรกิจ “บูเต้ (Butaé)” รุ่นที่ 3 ผู้ดูแลแบรนด์เครื่องสำอางไทย มาตรฐานส่งออกประเทศเพื่อนบ้านและอเมริกา บอกเล่าเรื่องราวทวนเข็มนาฬิกา ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล

จากแพลนที่เคยคิดว่าจะไปเรียนต่อด้าน Design Management ที่ประเทศอังกฤษในวัย 26 ปี เพื่อมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมากว่า 60 ปี จึงมีอันต้องพับเก็บไปก่อน แล้วแทนที่ด้วยช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องต่อสู้กับความรู้สึกตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“พอมาเจอว่าเป็นมะเร็ง มันก็เปลี่ยนชีวิตเราไปเลย เราก็ต้องรับการรักษา ทั้งผ่าตัดตรงเต้านม ให้เคมีบำบัดไป 6 ครั้ง แล้วก็ฉายแสงหรือฉายรังสีอีก 19 ครั้ง แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาก ทั้งเป็นมะเร็ง อดไปเรียน แล้วช่วงนั้น ปี 54 น้ำท่วมกรุงเทพฯ พอดีด้วย ทำให้ธุรกิจที่บ้านต้องหยุดชะงัก ได้รับผลกระทบเพราะน้ำท่วมโรงงานไปครึ่งนึงเลย

บ้านก็ไม่มีจะอยู่ ต้องหนีน้ำท่วม โรงพยาบาลที่เรารักษาอยู่ก็ปิด เข้าไปไม่ได้เพราะน้ำท่วม ตอนนั้นเรียกง่ายๆ ว่าซวยที่สุดในชีวิต ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ คืองงไปเลย เพราะชีวิตเราก็สบายมาตลอด ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ร่ำรวย หรือมีเงินเหลือกินเหลือใช้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไร

ลำพังเรื่องเป็นมะเร็งที่พอจะทำใจได้แล้ว หลังจากฟุ้งซ่านเอาแต่ร้องไห้ช่วง 3-4 วันแรก เราก็คิดได้ว่าเดี๋ยวคงผ่านมันไปได้แหละ ถ้าเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากพอ

แต่กลายเป็นว่าพอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้ามาซ้ำเติม เป็นสถานการณ์ที่มันควบคุมไม่ได้ เรายิ่งรู้สึกว่าชีวิตเราทำไมมันถึงรันทดขนาดนี้ เราสงสารพ่อแม่ด้วย คิดถึงความรู้สึกเขาด้วยที่ลูกต้องมาเป็นมะเร็ง ธุรกิจก็ต้องหยุดชะงักเสียหายหลาย 10 ล้านในช่วงนั้น บ้านก็น้ำท่วมอีก



[ผมร่วงจนต้องโกน หลังทำคีโม]
ตอนนั้นเครียดมากค่ะ เพราะเราเริ่มให้คีโมแล้ว ซึ่งมันต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่พอน้ำท่วม โรงพยาบาลปิด เราก็ต้องหยุดไป ทั้งๆ ที่ไม่อยากหยุดเลย เพราะทุกขั้นตอนการรักษามันมีผล ก็เลยต้องขอให้พี่ชายขับรถลุยน้ำท่วมไปหาหมอ เพื่อไปขอใบรับรองแพทย์ และรายการใช้ยา เพื่อส่งตัวเราให้ไปทำคีโมที่โรงพยาบาลใน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ เป็นการชั่วคราวแทน ก็ถือเป็นช่วงลำบากของชีวิตมากๆ เลยเหมือนกัน”

ความลำบากในชีวิตของออยยังไม่จบแค่นั้น เพราะตลอดช่วงที่รักษาตัว ทำคีโมครั้งที่ 2 อยู่ที่ขอนแก่น และต้องพักอยู่ที่บ้านคุณตาคุณยาย เธอจำเป็นต้องพยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้สูงอายุทั้งสองท่าน ต้องมาพลอยเครียดเรื่องอาการป่วยของเธอไปด้วย

แต่สภาพในตอนนั้นก็ดูจะปกปิดยากเสียเหลือเกิน เนื่องจากออยเริ่มผมร่วง จนสุดท้ายต้องโกนหัว จึงได้แต่ให้เหตุผลบอกปัด เพื่อลดความกังวลของผู้ใหญ่ออกไปว่า ที่โกนหัวเพราะต้องแก้บนนั่นเอง



ให้ลองนึกย้อนกลับไปถึงสาเหตุของอาการป่วย เธอเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าน่าจะเกิดมาจากอะไร เพราะเจ้าตัวก็ไม่เคยใช้ร่างกายเปลืองอะไรขนาดนั้น ซ้ำยังออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ ถึงขั้นเคยเป็นนักกีฬาลงแข่งระดับเขตมาแล้วหลายรายการ อาการป่วยออดๆ แอดๆ ก็ไม่เคยมีไม่เห็น ไม่เคยเป็นแม้แต่ไข้หวัดใหญ่ แต่พอมาป่วยทีนึงก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ตู้มเดียวแบบนี้เลย

“อย่างออยก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบสุดโต่งนะคะ แค่อาจจะมีดื่มกับเพื่อนบ้าง นอนดึกบ้าง แต่ก็ไม่ได้ใช้ซะแย่เลย เพราะเราก็ยังมีฝั่งการออกกำลังกาย ทานผัก เป็นปกติ แต่จริงๆ แล้วการเกิดมะเร็งมันเกิดทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประกอบกัน บางทีเกิดจากความผิดปกติด้าน DNA ของเราเองด้วยซ้ำ

และจริงๆ ตอนนี้หมอด้านมะเร็งก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่า แท้จริงแล้วมะเร็งมันเกิดจากสาเหตุอะไร อย่างบางคนที่ออยเจอ เขาใช้ชีวิตมาดีมากเลยนะคะ ทานชีวจิตมา ปฏิบัติธรรม แต่เป็นมะเร็งก็มี เพราะฉะนั้น ออยว่ามันคงเกิดขึ้นได้หมดกับทุกคน และดูเหมือนจะไม่เลือกด้วยว่าจะเกิดกับใคร




ใช้ความถนัด แปลง “ศิลปะ” ผันเป็น “เงินบริจาค”

“โรงพยาบาลรัฐบาล” คือตัวเลือกที่ออยมอบให้แก่ตัวเองในการรักษาตัว เพราะถึงแม้ทางบ้านของเธอจะมีธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในมือ แต่ด้วยระยะเวลาในการรักษาอันยาวนาน และยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดว่าจะอยู่ตรงไหน ออยจึงเลือกที่จะเซฟค่าใช้จ่ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

และทางเลือกทางนี้เอง ที่ทำให้เธอได้พบเจอกับโลกใบใหม่สีมอๆ นั่นก็คือ “โลกแห่งความทุกข์ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง” ที่เต็มไปด้วยความขาดแคลน ทั้งเรื่องทุนทรัพย์และกำลังใจ จนผลักให้บัณฑิตจากรั้วศิลปากร คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ (Faculty of Painting Sculpture and Graphic Arts) ตัดสินใจลุกขึ้นมาใช้ความถนัดทางศิลปะที่ยังคงมีติดตัว แก้ไขและเยียวยาปัญหาให้แก่เหล่าผู้ป่วยจากโรคเดียวกันนี้ ด้วยพลังใจของเธอเอง

“พอเลือกรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ เราก็ได้ไปเห็นผู้ป่วยที่นั่นมากมาย ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่แค่คนเดียวที่ต้องเจออะไรแบบนี้ และนี่แค่ส่วนนึงด้วยนะ แค่โรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดที่นึง คือโรงพยาบาลศิริราช ที่ใครๆ ก็เชื่อมั่นในคุณหมอ แล้วก็เดินทางไปหากัน

เราก็เลยมองว่า ถึงเราจะเป็นมะเร็ง แต่เราก็ยังโชคดี เรายังเป็นคนที่เป็นแล้ว ยังมีโอกาสในการรักษา ยังมีทุนทรัพย์ เทียบกับอีกหลายๆ คนที่ป่วยแต่ยากไร้ บางคนมีสิทธิมารักษา แต่ไม่มีเงินเดินทางมาก็มี คือเขาไม่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพในช่วงที่เขาป่วย เพราะไม่ได้ทำงานแล้ว ทั้งที่เป็นหัวหน้าครอบครัว



จากการได้เห็นผู้ป่วยบางคนที่ท้อแท้ หมดหวัง ไม่มีกำลังใจ มันก็ทำให้เราได้คิดเรื่องวิธีการรับมือกับโรคนี้ด้วยทัศนคติในแง่บวก ที่เราอยากจะแชร์ออกไป ก็เลยเริ่มก่อตั้งโครงการ “Art for Cancer” ขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มรักษาเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่าเราอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีประโยชน์

เริ่มง่ายๆ จากสิ่งที่เรามี คือเรามีความถนัดเรื่องศิลปะ มีเครือข่ายเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานศิลปะ ออยก็เริ่มเปิดแฟนเพจ “Art for Cancer by Ireal” ขึ้น แล้วก็รับบริจาคงานศิลปะจากคนรู้จัก แล้วประกาศขายเพื่อระดมทุนผ่านแฟนเพจ จากนั้นก็เอาเข้ากองทุนที่เกี่ยวกับมะเร็ง ทั้งในโรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลรามาฯ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ”

ลุยงานในฐานะแกนหลักของโครงการนานถึง 5 ปี ทำตั้งแต่ระดมทุนจากภาพวาด กระทั่งแตกไลน์ไปยังสินค้าที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืด, หมวกไหมพรมสำหรับผู้ให้คีโม, ลิปบาล์มสำหรับผู้ป่วย ฯลฯ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “การระดมทุน” และ “การส่งพลังบวก-สร้างกำลังใจ” ให้แก่ผู้ป่วยผ่านผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้

“มีทั้งโปสการ์ดให้กำลังใจผู้ป่วย, โลชั่นที่เขียนว่า “Bright Your Day” ของในนี้จะมี message สื่อสารพลังบวก เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วย, อย่างหมวกที่เขียนว่า “Brave” เผื่อจะช่วยให้ฮึกเหิมขึ้นในตอนที่ใส่ให้คีโม จะได้ไม่รู้สึกท้อแท้, หรือลิปบาล์มที่เขียนไว้ว่า “Make You Smile” ทำให้เขามีรอยยิ้มที่สดใส


[ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นเพื่อระดมทุน และมอบกำลังใจให้ผู้ป่วย]

สินค้าทั้งหมดทำขึ้นมา เพื่อระดมทุนไปช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งตามที่ต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังขาดทุนทรัพย์อยู่อีกเยอะมากๆ เพราะผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยเยอะมากนะคะ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของคนไทย แถมยังป็นโรคที่ค่าใช้จ่ายสูงด้วย

ดีหน่อยที่หลังจากขับเคลื่อนโครงการเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว ออยก็มี “เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์” ซึ่งเป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย ที่เข้ามาช่วยต่อยอดให้โครงการเล็กๆ กลายเป็น “องค์กรธุรกิจเพื่อสังคม” ต่อไปได้ จึงส่งให้การระดมทุนขยายออกไปได้กว้างขึ้น จนเป็นที่มาของการสานฝันสนับสนุนทุนเพื่อการวิจัย “สร้างฐานข้อมูล ถอดรหัสยีนมะเร็งของคนไทย” เพื่อให้แพทย์สามารถรักษาได้อย่างตรงจุดที่สุด



[เพนต์หอผู้ป่วย มอบกำลังใจผ่านวิธีที่ถนัดที่สุด]
“จริงๆ แล้ว การที่เราใช้งานวิจัยเรื่องมะเร็งของต่างประเทศมาเทียบกับผู้ป่วยชาวไทย มันจะไม่ตรงจุดนะคะ เพราะมะเร็งเต้านมของคนไทย กับมะเร็งเต้านมของต่างชาติก็ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื่องที่เราไม่มีงานวิจัยของตัวเอง

แต่ถ้ามีของข้อมูลของคนไทยเองขึ้นมา มันก็จะเป็นการเพิ่มแนวทางใหม่ในการรักษามะเร็งอย่างแม่นยำให้กับคนไทย และงานวิจัยตัวนี้ยังบอกด้วยนะคะว่า ยาตัวไหนมันจะให้ผลดีต่อยีนของคนไทย ซึ่งถ้าเราทำตรงนี้ได้ เราก็จะสามารถลดการเสียชีวิต เพิ่มการรอดชีวิต รวมถึงงบประมาณต่างๆ ในการรักษาก็น่าจะลดลงด้วย

และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้ป่วยมะเร็งตอนนี้เท่านั้น แต่ยังเพื่อผู้ป่วยคนไทยที่จะเป็นมะเร็งในอนาคตได้ด้วย ถ้างานวิจัยนี้สำเร็จ ออยว่ามันน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง ให้กับการรักษามะเร็งของคนไทยด้วยค่ะ




ไม่เหลือความเสียดาย พร้อม “เตรียมตัวตาย” ด้วยรอยยิ้ม...

เหมือนจะหาย แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นอีก... คือสถานะอาการป่วยที่ออยต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้ เพราะหลังจากเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง หลังป่วยครั้งแรกอยู่นาน 5 ปี ก้อนเนื้อร้ายบริเวณ “เต้านม” ก็ดูจะสงบดี จนเจ้าตัวคิดว่าน่าจะใกล้หายขาดแล้ว แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 6 ก็พบว่า มันกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ลามไปที่ “ปอดข้างขวา” เรียบร้อยแล้ว


“และหลังจากเข้ารับการรักษาอยู่ปีครึ่ง แล้วมีท่าทีว่าดีขึ้น ออยก็ได้เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศอย่างที่ตั้งใจไว้นะคะ ระหว่างนั้นก็ทานยาควบคุมไปด้วย เพื่อให้ตัวมะเร็งไม่กลับมาเป็นอีก แล้วก็คอยกลับมาหาหมอทุก 6 เดือน เพื่อความสบายใจของทั้งตัวเรา ทางบ้าน และตัวคุณหมอเองด้วย

แต่พอตามดูอาการไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ามันมาโผล่อีกทีตอนปีที่ 6 ตอนนั้นความรู้สึกของเราคือเซ็งค่ะ (ยิ้มเนือยๆ) เพราะเราก็รักษาตัวมาตลอด และทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องนี้จนเกิด “Art for Cancer” ขึ้นมาด้วย และตอนนั้นเราก็ตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยที่บ้านให้เต็มที่นะ หลังจากเรียนจบแล้ว อยากทำธุรกิจให้มันเติบโต อยากเคลียร์หนี้เคลียร์ทุกอย่างตอนน้ำท่วมให้หมดไป

มันให้ความรู้สึกเหมือนรอบแรกเลยค่ะ ที่กำลังจะไปเรียนต่อ แล้วก็ต้องเบรกเพราะมาเจอมะเร็ง พอครั้งนี้กำลังจะเหยียบคันเร่งเรื่องธุรกิจครอบครัว ก็ต้องมาเบรกเอี๊ยดอีก (ยิ้มบางๆ) เหมือนชีวิตเราไม่เคยราบเรียบเลย ทำให้รู้สึกเซ็งนิดนึง

แต่สุดท้ายก็มองว่าเราคงไปทำอะไรไม่ได้ คงไปบังคับสิ่งที่เข้ามาไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราก็คงทำได้แค่เปลี่ยนแพลนชีวิตใหม่ คือเราคงยังทำสิ่งที่เราตั้งใจได้ต่อไป แค่ต้องปรับให้มัน balance ให้มันเหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องเจอ พร้อมๆ กับต้องเตรียมเข้ารับการรักษาอีกครั้งนึง”



[ทำตามปณิธาน ระดมทุนผ่านงานศิลป์ ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง]
ไม่ว่าคนป่วยคนไหนก็ย่อมมีความหวังว่าตัวเองจะหายขาดได้ แต่เมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาสร้างความผิดหวังให้ เธอจึงจำต้องตั้งสติและยอมรับมัน “เพราะมันเสียเวลานะ ถ้าเราต้องมานั่งคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ที่แก้ไขอะไรไม่ได้” ด้วยความคิดแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้ออยลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ไวกว่าครั้งแรกที่รู้ว่า ตัวเองมีก้อนเนื้อร้ายอยู่ในตัว ซึ่งต้องใช้เวลา 3-4 วันเพื่อทำใจ แต่ครั้งนี้เธอใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพียงแวบเดียว ก็สามารถมองเห็นสัจธรรมของชีวิตได้แล้ว

“เหตุการณ์ที่เกิดกับออย จากการเป็นมะเร็งครั้งแรก ที่ทำให้เราเข้าใจการ “มองโลก” และ “มองโรค” ไปในตัว เหมือนเราตกตะกอนทางความคิดตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเป็นแล้ว เพราะเราเจออะไรมาหนักมาก ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในชีวิตเลย และพอมันตกตะกอนไปแล้ว เราเข้าใจแล้ว มันจะเข้าใจไปเลยค่ะ

ตั้งแต่เรารักษามา เราคาดหวังว่าเราจะหายขาด คนป่วยที่เป็นมะเร็งทุกคนอยากหายอยู่แล้ว แต่ความคาดหวังของเราก็ยังยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง คือเรารับรู้เสมอว่าถ้าเคยเป็นแล้ว มันสามารถกลับมาเป็นอีกได้นะ เปอร์เซ็นต์ที่จะกลับมาก็มี

ออยทำงานกับ Art for Cancer เจอผู้ป่วยเยอะ ก็เห็นคนกลับมาเป็น ดังนั้น เราเลยมองว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันเลยทำให้เรารู้สึกเข้าใจ แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธความจริง เหมือนยังมองโลกโดยการยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวังกับชีวิต


[ครอบครัว คือกำลังใจสำคัญของชีวิต]
ตอนนั้นที่ทำให้ออยมีกำลังใจขึ้นมาฮึดสู้ขึ้นมาได้มากๆ ส่วนนึงเป็นเพราะเราไม่อยากให้ครอบครัวเราเศร้าหรือแย่กว่านี้ เรารู้สึกว่าเราเลือกที่จะไม่เป็นมะเร็งไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นแล้ว แต่เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนวิธิคิด-วิธีรับมือ หรือใช้เวลาในปัจจุบันให้ดีที่สุด ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าเราต้องเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่เข้มแข็งและดูแลจิตใจตัวเองให้ดีให้ได้”

ถ้าให้นิยามคำว่า “มะเร็ง” จากประสบการณ์ที่ต้องเผชิญมากับตัวเองจริงๆ ออยมองว่ามันคือ “บทเรียนที่มีคุณค่าที่สุด” ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้เธอค้นพบศักยภาพของตัวเองอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ทำให้มองเห็นโลกในมิติใหม่ๆ และยังทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตอย่างไม่เหลือความเสียดาย แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

ตลอด 6 ที่ผ่านมาที่เราเป็นมะเร็ง คือช่วงเวลาในชีวิตที่ถือว่าดีที่สุด ที่ออยได้มีโอกาสได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่มีอยู่ ให้มันมีคุณค่า ให้มันมีประโยชน์ ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าชีวิตของตัวเอง เห็นค่าของเวลาที่เรามีอยู่ แล้วก็ได้ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะทำอะไรเพื่อคนอื่น เพราะถ้าไม่ได้เป็นมะเร็ง ออยก็คงไม่ได้มีพลังใจ หรือมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาทำ มาขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ที่ได้เล่าไป

มันเหมือนเป็นโอกาสให้เราได้เห็นศักยภาพของตัวเองด้วยว่า จริงๆ แล้ว เรามีศักยภาพที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่เราเคยคิด ถือว่าเป็นช่วงเวลาดีๆ มากกว่าช่วงเวลาที่แย่เลยด้วยซ้ำค่ะ ตั้งแต่ออยเป็นมะเร็งมา ก็ต้องขอบคุณค่ะ ที่(เบื้องบน)เขาให้ออยเป็น และได้มีโอกาสเตรียมตัวตาย เพราะคนเป็นมะเร็งระยะที่ 4 คุณหมอบอกว่าอาจจะไม่หาย เราก็ต้องรับข้อเท็จจริงตรงนี้ไว้ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเตรียมตัว


ทุกวันนี้ออยก็พยายามใช้ชีวิตทุกวันอย่างไม่ให้ตัวเองเสียดาย ถ้าวันนึงที่เราจะต้องจากไป หรือว่าถ้าเรายังมีเวลาเตรียมตัวที่จะจากไป เราก็ยังได้ทำอะไรที่เราอยากทำแล้ว ซึ่งออยรู้สึกว่าเรื่องตาย ไม่ต้องเป็นมะเร็งก็ได้ เพราะทุกคนก็มีความตายรออยู่เบื้องหน้าเหมือนกัน แต่ว่าคนทั่วไปถ้ายังไม่ป่วยก็จะใช้ชีวิตประมาท เพราะรู้สึกว่าความตายมันใกล้ตัว

ออยรู้สึกว่ามะเร็งก็ดีนะคะ เพราะมันมาบอกให้เราได้มีโอกาสเตรียมตัว เพราะอย่างบางคน ในวันสุดท้ายของชีวิต เขายังไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำเลย ยังไม่ได้บอกรักคนที่เขาอยากจะบอก ไม่ได้ขอโทษคนที่เขารู้สึกติดค้าง หรือไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หรือทำอะไรทิ้งไว้ให้กับโลกใบนี้เลย”
 



สัมภาษณ์: รายการ “พระอาทิตย์ Live”
เรียบเรียง: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ “Art for Cancer by Ireal”



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...