xs
xsm
sm
md
lg

สานฝันสร้าง “นักเตะช้างเผือกไทย” ปันโอกาสเรียน 6 ปี-ปั้นมืออาชีพมีอนาคต!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โอกาสแบบนี้ไม่ใช่ธรรมดา!! ทั้งมอบความรู้ ปูทางความฝัน และปั้นอาชีพให้แก่ “อนาคตนักเตะดาวรุ่งไทย” การันตีจากผลงานรุ่นพี่ในโครงการที่คว้าแชมป์มาแล้วว่า เส้นทางการค้าแข้งระดับโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับ “เยาวชนไทยใจรักบอล” ถ้าได้รับการสนับสนุนอย่างครบเครื่อง และถูกฝึกด้วยระบบมืออาชีพ!!



ให้ “ความรู้” คู่ “กีฬา” สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

[ผลิตผลจากโครงการ "ซีพี สานฝัน...ปันโอกาส ปั้นเยาวชนเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพ"]
ต้องบอกว่าเด็กที่ได้รับคัดเลือก เป็นเด็กที่โชคดีนะครับ เพราะเทียบกับสมัยก่อนแล้ว ไม่มีโครงการหรือสโมสรไหนที่ลงมาดูแลอย่างครบเครื่อง และเทรนอย่างมืออาชีพแบบนี้เลย คือนอกจากพวกเขาจะได้เล่นกีฬาในฝันของตัวเองแล้ว ยังได้การศึกษาติดตัวไปด้วย ซึ่งถือว่าได้ทั้งโอกาสและความฝันของตัวเองมาในคราวเดียว ผมดีใจแทนพวกเขาจริงๆ ครับ”

ขจร เจียรวนนท์ กรรมการบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด บอกเล่าผ่านมุมมองผู้ดำเนินโครงการ "ซีพี สานฝัน...ปันโอกาส ปั้นเยาวชนเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพ" ซึ่งเพิ่งประกาศผล “ช้างเผือกรุ่นที่ 3” ผู้ผ่านการคัดเลือก 20 คนสุดท้ายไปหมาดๆ โดยคัดจากเหล่าเยาวชนแข้งทองกว่า 5,000 ชีวิต จาก 8 สนาม 7 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

“น้องๆ ที่ถูกเลือกแล้วจะได้รับทุนการศึกษา และได้รับการฝึกสอนให้เป็นมืออาชีพ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ ม.1-ม.6 ในรั้วโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ซึ่งเป็นระดับท็อปโรงเรียนหนึ่งของเมืองไทย ทั้งในเรื่องฟุตบอลและการศึกษา โดยมี โค้ชแดนนี่-แดเนียล อินวินซิบิเล่ Academy Director True BUFC Academy อดีตนักเตะทีมชาติออสเตรเลียระดับเยาวชน หัวหน้าทีมในการทดสอบตามมาตรฐานระดับโลก มาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด


[ขจร เจียรวนนท์ กรรมการบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด]

ส่วนเรื่องการศึกษา เด็กๆ จะได้เรียนในโปรแกรมพิเศษสำหรับนักกีฬา ซึ่งจะแบ่งเรื่องเวลาเรียนให้เข้ากับตารางการแข่งขันและฝึกซ้อม รวมถึงการให้ความรู้เรื่องหลักโภชนาการ และด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เสริมเข้ามาให้เด็กๆ รู้ว่า ร่างกายของพวกเขาควร-ไม่ควรกินอาหารประเภทไหน หรือจะวอร์มร่างกายยังไงให้สามารถยืดอายุของการเป็นนักกีฬาไปได้ให้นานที่สุด

สำหรับเหล่าช้างเผือกที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถไปถึงระดับโลกได้สบายๆ และชื่อโครงการก็บอกอยู่แล้วครับว่า “ซีพี สานฝันฯ” หมายความว่าเราจะเดินทางไปสานฝันให้เด็กๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยที่มีใจรักฟุตบอล เข้ามาคว้าโอกาสของตัวเองไว้



[โชว์ฝีแข้งกันเต็มที่]
อย่างที่เด็กในโครงการรุ่นก่อนทำสำเร็จมาแล้ว คือได้ร่วมทีมที่ไปคว้าแชมป์โลกรายการ “นอร์เวย์คัพ 2018” จาก 110 ทีม 15 ประเทศทั่วโลก ทั้งๆ ที่เราไม่เคยชนะถ้วยนี้เลย กับอีกหนึ่งรายการ “Toyota International Junior Cup 2018” ที่เราสามารถไปคว้าแชมป์ที่ญี่ปุ่นมาได้สำเร็จมาแล้ว

และเพื่อสร้างความมั่นใจให้น้องๆ นักกีฬาทุกคนว่า พวกเขาจะมีอนาคตที่มั่นคง ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว เขาอาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ยังมีความรู้ติดตัว สามารถจบออกไปทำธุรกิจ หรือมีโอกาสทำงานด้านอื่นๆ ได้

จึงเป็นที่มาที่เราตั้งเป้าหมายของโครงการเอาไว้ชัดเจนเลยว่า เด็กๆ ในโปรแกรมนี้จะต้องได้รับการปลูกฝัง ทั้งในเรื่องการศึกษาและการกีฬาควบคู่ไปด้วยกัน




ส่วนน้องๆ ที่ไม่ได้ไปต่อ คนที่พลาดการคัดเลือก 20 คนสุดท้ายในครั้งนี้ แต่ยังเข้ามาถึงรอบ 83 คนสุดท้ายได้ ก็อยากบอกว่าไม่ต้องเสียใจไปนะครับ เพราะการเล่นฟุตบอลไม่ใช่แค่มีฝีมืออย่างเดียว บางทีต้องมีดวงด้วย วันนี้อาจจะข้อเท้าเจ็บ, ร่างกายล้า, เล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร ฯลฯ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีพอ ดังนั้น ผมไม่อยากให้ท้อ ถ้าอายุยังไม่เกินเกณฑ์ ปีหน้าก็ยังมีโอกาสให้ลองสู้ดูใหม่ครับ

สำคัญที่สุดคือการมอบ “อนาคตที่ยั่งยืน” ให้แก่เด็กๆ ที่มีความฝันเป็นนักค้าแข้ง คือสิ่งที่กรรมการบริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ดร.วัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี ผู้จัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เห็นตรงกัน จึงเป็นที่มาของโปรแกรมการเรียนการสอนแบบพิเศษ ที่ไม่เน้นการสร้าง “แชมป์” แต่พุ่งเป้าไปที่การสร้าง “อาชีพ” เป็นปลายทางสำคัญ



[ดร.วัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี ผู้จัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย]
“รับรองได้เลยว่า เด็กๆ ที่เข้าโครงการนี้จะไม่ทิ้งเรื่องการเรียน เพราะเรามองว่าอาชีพของเขาตรงนี้ ถ้ามี 100 คน จะสามารถไปถึงฝันได้กี่คน และคนที่อาจจะไม่ได้ไปถึงระดับทีมชาติ อะไรคือหนทางที่สามารถรองรับพวกเขาได้ จะสามารถต่อยอดให้เด็กๆ ออกมาเป็นครู, โค้ช, ผู้จัดการทีม ฯลฯ ได้หรือเปล่า อย่างที่ผ่านมา เด็กๆ ที่จบจากกรุงเทพคริสเตียนฯ แล้วยังทำงานอยู่ในไทยลีกฯ ก็มีเยอะแยะครับ

เมื่อก่อนทางโรงเรียนอาจจะเคยตั้งเป้าหมายบนเส้นทางฟุตบอลของเด็กๆ เอาไว้ว่า คือการได้แชมป์หรือคว้าถ้วยรางวัลในลีกต่างๆ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ได้คำตอบว่าความสำเร็จเหล่านั้นมันเป็นเพียงปลายทางระยะสั้น อาจจะแค่ได้ถ้วยมาวางตั้ง รู้สึกชื่นชมอยู่ 1 วัน แล้วทุกคนก็ลืมเลือนมันไป

แต่หลายคนลืมมองปลายทางความสำเร็จระยะยาวว่า อนาคตของเด็กๆ บนเส้นทางนี้คืออะไร เขาเคยเป็นหนึ่งในทีมที่ได้แชมป์ตามลีกต่างๆ แต่กลับมองไม่เห็นปลายทางด้านสายอาชีพของตัวเอง ทางโรงเรียนจึงคุยกันว่า ต่อไปนี้เราจะไม่มุ่งเอาแชมป์จากการแข่งขัน แต่จะมุ่งทำให้เด็กๆ ไปสู่การเป็นสายอาชีพให้ได้ และนั่นจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในฐานะคนปลูกฝังรากฐานให้แก่เด็กๆ



เจาะชีวิต “3 ดาวรุ่ง” ผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจของครอบครัว

[“น้องโฟกัส” หนึ่งใน 20 ช้างเผือกที่ถูกเลือก]
จริงๆ ผมเคยมาคัดตัวตั้งแต่รุ่นก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ ตอนนั้นก็เสียใจครับ แต่มันก็เป็นแรงผลักให้ผมมาใหม่อีกรอบ แล้วก็ทำเต็มที่ สุดท้าย ฝันของผมก็เป็นจริง ก็ต้องขอบคุณทางโครงการมากๆ ขอบคุณโค้ชต้นที่ช่วยฝึกสอนให้ผมตลอด 3-4 ปีมานี้ แล้วก็อยากบอกพ่อแม่ แล้วก็ปู่กับย่าด้วยครับว่า ขอบคุณที่ให้กำลังใจผมมาตลอด ขอบคุณที่ทำให้ผมมาถึงวันนี้

นี่คือใจความสำคัญจากใจเด็กชายวัย 12 ปี น้องโฟกัส-ธนวัตน์ ดีเลิศ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนอุดรวิทยา ที่บอกเล่าผ่านน้ำเสียงซื่อๆ และแววตาแห่งความปิติยินดี หลังทราบว่ามีรายชื่อของตัวเองติดโผเป็นหนึ่งใน 20 ช้างเผือกเชือกสุดท้าย ที่ได้รับการยอมรับว่ามีฝีเท้าเจ๋งที่สุดในโครงการ "ซีพี สานฝัน...ปันโอกาส ปั้นเยาวชนเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพ" ในปีล่าสุด

ถึงแม้ว่าวันประกาศผลแห่งความพยายาม คุณปู่และคุณย่า ครอบครัวคนสำคัญที่เลี้ยงดูน้องโฟกัสมา หลังคุณพ่อคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่น้อง 4-5 ขวบ จะไม่ได้เดินทางมาร่วมยินดีด้วย แต่ คุณย่าแหล่-จันดี ดีเลิศ วัย 59 ปี คุณย่าของน้องโฟกัสก็ไม่ลืมส่งกำลังใจผ่านปลายสายมาให้ ทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวความพยายามของน้องให้ผู้สัมภาษณ์ฟัง ผ่านสำเนียงอีสานด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจเป็นที่สุด



[ทักษะ "กองหน้า" ฉายชัดในตัว "น้องโฟกัส"]
“ย่าก็เห็นมาตลอดว่า น้องชอบบอลมาก อยู่บ้านก็เอาขึ้นมาเตะตลอด เตะจนหลอดไฟที่บ้านแตกไปไม่รู้กี่หลอดต่อกี่หลอด (หัวเราะ) พอน้องไปแข่งเยอะๆ เข้า ย่าก็ตามไปเชียร์ ไปคนเดียวนี่แหละ จากที่ดูไม่เป็น ตอนนี้ก็ตามไปดูเขาเตะจนติดดูบอลไปแล้ว ตามไปดูทุกแมตช์เลย ทั้งขอนแก่น, อุบลฯ, ลาว ฯลฯ สนับสนุนทุกอย่าง ทั้งซื้อลูกบอลดีๆ ซื้อรองเท้าสตั๊ดให้ เพราะย่าก็เห็นว่าเขาเอาจริง เขารักมันจริงๆ

พอรู้ว่าน้องติดโครงการนี้ ย่าก็ดีใจมาก เพราะปู่กับย่าก็เหลือหลาน 2 คนนี้แหละที่เป็นที่พึ่งได้ โค้ชเขาก็บอกเองว่า น้องยังไปได้อีกไกล ศักยภาพของเขาอาจจะถึงระดับทีมชาติเลยด้วยซ้ำ ยิ่งมีโครงการแบบนี้เข้ามามอบโอกาสให้ ยิ่งทำให้มันเป็นไปได้มากขึ้น

แค่นี้ย่าก็หายห่วงแล้ว และเชื่อว่าน้องจะพยายามเต็มที่ เพราะโฟกัสก็บอกกับปู่กับย่าว่า เขาอยากไปเรียนในโครงการนี้มาก ยังไงเขาก็จะทำให้ได้ ย่าก็ดีใจแล้วก็ขอบคุณโครงการมากๆ ที่เขาจะเอาหลานเราไปช่วยดูแล ทั้งเรื่องเรียน ทั้งเรื่องกีฬา ปู่กับย่าก็ให้กำลังใจ ให้น้องตั้งใจ ให้ติดทีมชาติอย่างที่ฝันเอาไว้”



[จากเด็กเคยอ้วน สู่ “น้องภูมิ” เวอร์ชันนักกีฬา]
น้องภูมิ-พงศธร แก้วบุตรดา นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนเจริญวิชช์ จ.กระบี่ คืออีกหนึ่งตัวอย่างความภาคภูมิใจของครอบครัว ที่ได้รับเลือกจากโครงการนี้ โดยมี คุณพ่อทัย-อุทัย แก้วบุตรดา ชาวสวนวัย 34 ปี เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า ที่ลูกชายวัย 10 ขวบคนนี้หลุดจากอาการ “ติดมือถือ” และ “โรคอ้วน” ากเคยหนัก 70 กก. ลดลงมาเหลือ 52.7 กก.ได้ ก็เพราะความรักในลูกกลมๆ ที่คุณพ่อพยายามหยิบยื่นให้นี่เอง

“จากที่น้องไม่เคยชอบฟุตบอลเลย เพราะน้องเคยติดแต่โทรศัพท์ ไม่เล่นกีฬา แล้วก็เคยอ้วนด้วย ตอนเด็กๆ 5-6 ขวบ เขาหนักประมาณ 40 กก. พอเขาโตขึ้นมาหน่อย สัก 10 ขวบ ผมเลยลองส่งเขามาเข้าฝึกจริงจังที่ศูนย์กระบี่ พอวันแรกที่ส่งเขาไป น้องก็บอกเลยว่าไม่เอาแล้ว เขาเหนื่อย เขาไม่ไหวแล้ว แต่ในเมื่อเราจ่ายตังค์ไปแล้วคอร์สนึง ผมเลยบอกให้เขาลองเรียนให้จบ อย่างน้อยให้ได้ 6 เดือนก่อนค่อยมาดูแลว่าจะออกมายังไง



["น้องภูมิ" โชว์ฝีเท้าเด็กใต้ให้ประจักษ์]
ปรากฏว่าน้องก็มารู้สึกชอบฟุตบอลในตอนหลัง หลังจากช่วงคัดตัวฟุตบอลโรงเรียน ถึงแม้ตอนแรกน้องจะยังไม่ได้ลงแข่ง ได้แค่ไปนั่งดูริมสนาม ไปคอยช่วยหยิบของ ยกน้ำให้เพื่อนๆ แต่มันก็ทำให้เขาได้ไปเห็นสภาพการเล่นจริงๆ และหลังจากที่เขาได้ลงเล่น น้องก็มีความสุข รู้สึกหาความชอบของตัวเองเจอ

พอน้องมาติด 20 คนสุดท้าย ผมก็ดีใจมากครับ เพราะเขาก็วาดฝันมาตลอดว่า อยากมาเรียนที่กรุงเทพคริสเตียนฯ ซึ่งถ้ามาสอบเข้าสายตรง คงจะเข้าไม่ได้ง่ายๆ แต่พอได้รับโอกาสจากโครงการนี้ เขาก็ดีใจ ผมก็ดีใจ ต่อไปก็อยู่ที่ตัวน้องแล้วล่ะครับว่า เขาจะทำยังไงต่อไป เราทำหน้าที่ส่งลูกได้เท่านี้ ต่อไปก็ต้องให้เขาใช้โอกาสนี้ และสู้ด้วยตัวของเขาเอง”



[“น้องเพชร” ผลผลิตจากโครงการ ผู้เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว]
น้องเพชร-ธนกร ด้วงแพง วัย 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี คืออีกหนึ่งผลผลิตของโครงการ ที่ช่วยสะท้อนแง่มุมของความพยายามว่า สำคัญต่อนักกีฬามากเพียงใด เพราะถึงแม้จะเคยผิดหวังจากการคัดตัวเข้าโครงการเมื่อปีที่แล้ว แต่น้องก็ยังไม่ถอดใจ กระทั่งถูกเลือกในปีนี้จนได้ ไหนจะเรื่องอาการบาดเจ็บในระหว่างแมตช์โชว์ฝีแข้ง ระหว่างช่วงฝึกซ้อมวันที่ 2 ที่เกิดขึ้นอีก บอกเลยว่าเด็กในโครงการนี้ทุกรายรักฟุตบอลจากหัวใจจริงๆ

หลังจากไม่ได้ปีก่อน ผมก็กลับไปซ้อมหนักเลยครับ โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานที่ต้องซ้อมให้หนักทุกวัน ทั้งเช้า-เย็น มีซ้อมเดาะบอลต่อเนื่อง ให้ได้ 1 นาที หรือไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง, ฝึกเลี้ยงบอลให้คล่อง, ยิงบอลให้แม่น แล้วก็แปบอลให้เข้าโกล ฯลฯ

ตอนแรกก็คิดว่าเราอาจจะไม่ได้แล้ว เพราะหลังจากเล่นแล้วเกิดล้ม แล้วมีเพื่อนมาเหยียบขาเข้าพอดี ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ แล้วขาก็บวมขึ้นมา จากนั้นก็เดินไม่ได้เลย แต่ก็ยังแอบมีความหวังอยู่ครับ เพราะคิดว่าเราก็เต็มที่มาตลอดตั้งแต่วันแรก และพอวันสุดท้าย พอมีคนมานวดให้ อาการก็ดีขึ้น ทำให้พอจะวิ่งได้ ก็เลยได้ลงเล่นอีกแมตช์ ก็รู้สึกดีใจ แล้วก็ภูมิใจมากครับ ที่ติดโครงการซีพีสานฝันฯ ได้ในที่สุด



["น้องเพชร" ตัวเล็กแต่รวดเร็ว พร้อมสกัดทุกวิถีทาง]
ถ้อยคำจากใจในฐานะคนเป็นแม่วัย 42 ของน้องเพชร อย่าง คุณแม่หมู-กันทรากร ด้วงแพง คุณครูชั้นอนุบาล โรงเรียนบ้านคำกลิ้ง จ.อุดรธานี คือ “คำขอบคุณ” ที่อยากส่งไปให้ถึงผู้ที่มีส่วนทำให้โครงการครั้งนี้เกิดขึ้น และช่วยสานฝันให้ลูกชายของเธอได้รับโอกาสใช้ชีวิตบนเส้นทางที่ตัวเองรัก

“น้องเขาเริ่มมาเตะบอลเพราะคุณย่าเลยค่ะ เพราะช่วง ป.3-ป.4 เขาป่วยบ่อย และเอาแต่นั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้าน คุณย่าเลยบอกให้ไปออกกำลังกาย หลังจากนั้นทางครอบครัวก็คอยสนับสนุนทุกอย่าง เขาอยากเรียนที่ไหน เราก็คอยสมัคร คอยส่งเขาไป

พอรู้ว่าเขาติด ได้เป็น 20 คนสุดท้ายที่ได้รับเลือก แม่ก็ตื้นตันมากค่ะ จะร้องไห้ (กะพริบตาถี่) ก็อยากขอบคุณโครงการมากๆ ค่ะ ที่ให้โอกาสน้อง ให้น้องได้เรียนที่ดีๆ แบบนี้ และให้มีโอกาสเป็นนักเตะ มีโอกาสเรียนรู้ทักษะต่างๆ เกี่ยวกับการเป็นนักเตะมืออาชีพ เพราะถ้าให้ฝึกอยู่บ้านเราก็คงจะฝึกไม่ได้ดีเท่านี้ ก็อยากขอบคุณที่สุดเลยค่ะ

หนทางจากนี้ก็อยากให้เขามีความสุข แล้วก็ทำให้เต็มที่ค่ะ ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นค่ะ ความฝันของเขาคืออยากติดทีมชาติ แต่คุณแม่มองว่าสุดท้ายแล้ว จะไปถึงตรงนั้นหรือไม่ถึง ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพยายาม ความมีวินัย และความมุ่งมั่นของเขาเลย ยังไงคุณแม่ก็ยินดีกับลูกทุกอย่าง










สกู๊ปข่าว: ทีมข่าว MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...