xs
xsm
sm
md
lg

ฉาววงการแพทย์ไทย! กว่า 70 คน เบิกจ่ายยา “ลดอ้วน” มรณะ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
“เรียนหมอเพื่อรักษาคน ไม่ใช่ทำลายคน” เสียงจากสังคมร้อนระอุต่อกรณีหมอไทยลักลอบเบิกยา 'ลดอ้วน' ส่งนายทุนแบ่งขายออนไลน์-ส่งไกลเมืองนอก ขาย 'จรรยาบรรณ' แลก 'เงิน' เข้ากระเป๋า! ด้าน อย. ลุยเอาผิด คาดมีหมอกว่า 70 คน! เร่งสั่งระงับใช้ยาทันที นักวิจารณ์สังคมที่รณรงค์ยาลดอ้วนอย่างยาวนาน เปิดใจ หมอไทยทำงามหน้า ย้ำ ค่านิยมความสวยถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง!!

“เบิกยาอันตราย” จ็อบเสริมหมอไทย!

งานเข้าวงการแพทย์ไทยอีกแล้ว! หลังพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉาว 'ขายยาลดความอ้วน' ใช้อำนาจวิชาชีพหมอเบิกจ่านยามรณะส่งต่อนายทุน แบ่งขายออนไลน์ ส่งไกลถึงต่างประเทศ โกยเงินเข้ากระเป๋าเป็นค่าตอบแทนการสั่งยาเกือบแสนบาทต่อคน!!

เรื่องราวสุดฉาวที่เกิดขึ้นโดยมีต้นตอมาจากกลุ่มนายทุนร่วมมือกับแพทย์ในเครือข่าย ลักลอบนำวัตถุออกฤทธิ์ที่ว่านั้นออกจากระบบการควบคุมของ อย.โดยไม่ได้มีการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยในสถานพยาบาลแต่อย่างใด

เรียกง่ายๆ ว่ามีการสั่งยาประเภทดังกล่าวจากแพทย์ แต่กลับไม่ได้นำมาใช้กับคนไข้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาในสถานพยาบาลจริง ซึ่งแพทย์ได้ส่งออกไปยังกลุ่มนายทุนแทน เพื่อตกถึงมือผู้บริโภคในโลกออนไลน์ โดยการขายผ่านอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กอย่างโจ่งแจ้ง นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน แคนาดา ฟิลิปปินส์ อีกด้วย

สำหรับการสืบสวนเพื่อทลายขบวนการนี้ นอกจากพุ่งเป้าไปที่นายทุนแล้ว ยังคาดว่ามีแพทย์ที่เกี่ยวข้องอีกราวๆ 60 - 70 คน ในจำนวนนี้มี 2 คน ที่ถูกศาลออกหมายเรียกให้ไปพบตำรวจ ซึ่งเป็นแพทย์ใน จ.นครราชสีมาและอุดรธานี พร้อมทั้งยังมีอดีตสาวจากเวทีแม็กซิมผู้ต้องหาที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการขายสินค้าด้วย

จากข้อมูลของตำรวจพบว่ามีการใช้เงินว่าจ้างแพทย์แต่ละคนตกเดือนละ 50,000 - 60,000 บาท ส่วนเงินหมุนเวียนของนายทุนพบว่ามีประมาณ 500 - 600 ล้านบาททีเดียว!


 
ขณะที่เสียงจากสังคมออนไลน์มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างหนัก โดยมีการโจมตีไปยังกลุ่มแพทย์ที่ลักลอบสั่งยาอันตรายเหล่านี้ว่าทำให้จรรยาบรรณแพทย์ดีๆ ต้องเสื่อมเสียไปด้วย อีกทั้งยังไม่คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของคนไข้เสียเลย

“ขอให้ถอนใบประกอบวิชาชีพ แค่เงิน70,000 ต้องขายวิชาชีพตัวเองเหรอ เรียนมาเพื่อรักษาและช่วยชีวิตคน ไม่ใช่ทำลายคน จากเหตุการณ์นี้ควรมีการทบทวนมาตรฐานในการตรวจสอบการสั่งซื้อยาของคลินิกหรือเปล่า 70 คนนี่ก็คือ 70 คลินิกได้เเล้วนะครับ”

“จริงค่ะ เราเปิดคลินิกเคยมีคนมาขอให้เบิกยาให้ แต่เราไม่เอาด้วย ว่าด้วยเรื่องคนที่เบิกยาพวกนี้ มันต้องทำเอกสารส่ง อย. ทุกเดือน ว่าใช้ยาไปเท่าไหร่ ใช้กับใคร ต้องมีชื่อ-ที่อยู่คนไข้ ซึ่งพวกที่เบิกไปขายนั้นต้องปลอมเอกสารทุกเดือน เพื่อส่ง อย. ทำผิดกฎหมายแลกกับเงินไม่กี่บาท นอนหลับเหรอถามจริง”

“หมอร่วมด้วยก็กรรมของผู้บริโภคล่ะครับ จับหมอที่ว่านี้ได้ จะลงโทษอย่างไรดี ให้พ้นอาชีพหมอไปหรือหมายทัณฑ์ไว้ การรักษาคนก็ด้วยความสามารถของหมอ จึงว่าบุคลากรหมอนั้นสำคัญอาชีพหนึ่งในสังคม หมอจึงควรตระหนักถึงหน้าที่อันสำคัญนี้นะครับ อย่าให้ความโลภครอบงำจนพวกฉวยโอกาสมันใช้เป็นเครื่องมือก่อความเดือดร้อนให้สังคม”

ขณะที่ล่าสุด 'นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์' เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้พูดถึงเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวด้วยว่า ทาง อย.รับรู้การทำงานของขบวนการนี้มานานแล้ว จึงได้วางแผนกับศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส.ตร.) ในการสืบหาตัวผู้กระทำผิด ทั้งยังสั่งระงับการใช้ยาในกลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว

“เพื่อความปลอดภัย อย.ได้สั่งระงับการใช้ยาในกลุ่มนี้หมดแล้ว เนื่องจากตามกฎหมายการขออนุญาตการใช้สารดังกล่าว ทางคลินิกหรือสถานพยาบาลทุกแห่งจะต้องขอทาง อย.เข้ามา และเมื่อได้รับอนุญาต จะต้องมีการรายงานว่า จ่ายยาไปให้ใคร จำนวนเท่าไร กี่คน แต่ข่ายลักลอบครั้งนี้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งก็ต้องถูกดำเนินคดี”

โดยเบื้องต้นมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 - 2,000,000 บาท ส่วนหากจะมีการสู้คดีก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั่นเอง!

ยาอำมหิต! “ซึมเศร้า-ประสาทหลอน-จิตเภท”

“ตบมือข้างเดียวไม่ดังครับ ต้องทั้งสองฝ่าย ทั้งภาคประชาชนเอง ผมได้รณรงค์กันมาสักพักแล้วว่า อย่าไปเสี่ยงตายด้วยวิธีแบบนี้ แต่ประเด็นที่น่าประณาม คือ ฝั่งหมอนี่แหละ โดยเฉพาะกับหมอกลุ่มหนึ่งที่รับเงินเพื่อมาทำกระบวนการนี้ ถามหน่อยว่าจรรยาบรรณมันราคาถูกขนาดนั้นเชียวหรือ”

วิวาทะดุเดือดจากนักวิจารณ์สังคม เจ้าของเพจดังสายดาร์ก 'จ่าพิชิต ขจัดพาลชน' เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live หลังสอบถามถึงประเด็นดราม่าหมอไทยลักลอบเบิกยาลดอ้วน ส่งขายท้องตลาดทั้งในและนอกประเทศอย่างไม่อาย

จากประเด็นนี้ที่สังคมพูดถึง หลายคนคงทราบกันดีว่าเจ้ายาที่เรียกว่า 'เฟนเทอร์มีน' ถือเป็นวัตถุออกฤทธิ์แสนอันตรายที่ต้องใช้เฉพาะในสถานพยาบาลโดยแพทย์สั่งเท่านั้น โดยหายนะของยาตัวนี้เมื่อรับประทานเข้าไป ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อร่างกายถึงขั้นตายได้ทีเดียว

“มันเลวร้ายมากนะ เพราะยาตัวนี้จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทสอง เป็นยาที่มีการใช้รักษาคนที่เป็นโรคอ้วนจริงๆ แบบถูกกฎหมาย แต่ผลข้างเคียงก็มีเยอะเช่นกัน ดังนั้น ยาตัวนี้จะมีระบบคุ้มกันไม่ให้ยาไปถึงมือคนนอกอยู่แล้ว ซึ่งคนที่จะเบิกจ่ายตัวนี้ได้ ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายจาก อย.แต่เพียงผู้เดียว

แต่พอมีเหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้น มันคือการที่หมอจำนวนหนึ่งไปสุมหัวกับพวกขายยาลดความอ้วน ใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อนำสารพวกนี้ไปผลิตยาลดความอ้วน ขายฆ่าคนซะเอง ตรงนี้อันตรายและเลวร้ายมาก

 
เท่าที่เห็นในข่าวมีราวๆ 70 คน ถือว่าเยอะอยู่นะ ขั้นตอนคือตระเวนไปตามคลินิกเพื่อให้หมอจ่ายยาออกใบเอกสารพวกนี้ให้ นายทุนก็จ่ายเงินให้หมอ 5 หมื่นบาทบ้าง 7 หมื่นบาทบ้าง แล้วเอายามาผสมขายเอง ซึ่งยาตัวนี้ผลข้างเคียงเยอะมาก ถ้าใช้ต้องระวังเพราะการออกฤทธิ์ของมัน หลักๆ อยู่ที่สมองหมดเลย

โดยตัวยาไปกระตุ้นระบบประสาทจะทำให้ไม่หิว ทั้งไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนบางตัว ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันเยอะกว่าปกติ ก็จะทำให้คนที่กินยาตัวนี้ลดความอ้วนเร็ว ซึ่งปกติจะใช้ยาตัวนี้สำหรับคนที่อ้วนจริงๆ หรือป่วยเป็นโรคอ้วนที่มีปัญหาด้านการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร หมอจะใช้ตัวนี้เสริม

แต่ปัญหาก็คือหมอจะไม่ใช้ยาตัวนี้สุ่มสี่สุ่มห้า เพราะผลข้างเคียงมันน่ากลัวจริงๆ ยาอะไรก็ตามที่ออกฤทธิ์เกี่ยวกับสมอง เมื่อใช้นานๆ ก็จะมีผล เช่น มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หนักเข้าก็เป็นโรคจิตเภท โรคซึมเศร้า แถมยังมีผลต่อระบบหลอดเลือดจะมีผลทำให้ใจสั่น ความดันสูง หรือถึงขั้นชักเกร็งและเสียชีวิตได้”

แม้ความอันตรายของยาชนิดนี้จะถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีผู้บริโภคบางกลุ่มเลือกที่จะใช้วิธีลัดเพื่อลดน้ำหนักกันอยู่ดี ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ห้ามใช้ยาชนิดดังกล่าว จ่าพิชิต มองว่าต้องเปลี่ยนแปลงที่ทัศนคติด้านความสวยงามของคนในสังคม ทั้งตัวดาราเองก็มีส่วนสำคัญที่จะสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยนด้วยเช่นกัน

 
“เรื่องค่านิยมเรื่องความผอมกับการหารายได้ทางลัดของแพทย์ ผมว่ามันสะท้อนค่านิยมของ 'เงิน' เป็นหลัก ต้องยอมรับว่าหมอก็มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน แต่ตามระบบควรจะคัดกรองคนไม่ดีออก และหล่อหลอมให้คนมีจริยธรรมทางการแพทย์ได้

แต่จากเหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้น เห็นชัดเลยว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยเสื้อกาวน์ในการหาประโยชน์ใส่ตน โดยที่ไม่สนใจว่าคนที่ได้รับผลกระทบจะตายโหง-ตายห่ายังไง ตรงนี้ที่ผมรับไม่ได้!

สุดท้าย ผมอยากให้หันมาออกกำลังกาย ดีกว่าการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอาการใจสั่น ฉี่ราด ชักเกร็ง หรือร้ายแรงสุดก็ตายได้ ผมคิดว่าต้องเตือนพวกดาราด้วยเหมือนกันนะ เพราะดาราชอบนำค่านิยมแปลกๆ มาใส่ให้ชาวบ้านที่ดูสื่อว่าความสวยมันต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

ส่วนผู้ที่กำลังมีความคิดจะพึ่งยาลดความอ้วนว่า มาออกกำลังกายกันดีกว่าครับ มันอาจจะใช้เวลานานกว่าหน่อย มันอาจจะเหนื่อยหรือลำบาก แต่สุดท้ายมันคือความปลอดภัยของตัวคุณเอง”

ข่าวโดย ทีมข่าว MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...