xs
xsm
sm
md
lg

สู้ชีวิต ไม่สนคำดูถูก! จาก “นักค้าแข้งสาว” มา “ไถนาให้น้องแหน่” [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
จากนักเตะสาวดีกรีทีมชาติไทย สู่นักร้องอาชีพสายลูกทุ่งอีสาน ซิงเกิลเดียวสะเทือนวงการลูกทุ่ง 'ท่าเต้นวาบหวิว-เนื้อร้องชวนสยิว-แต่งตัวอนาจาร' ทำยอดวิวพุ่งกระฉูดกว่า 2 ล้านครั้ง! สะท้อนภาพนักร้องยุคใหม่ ต้องโป๊ถึงจะดัง!? เจ้าตัวเปิดใจ กว่าจะมีวันนี้..ไม่ได้ง่าย ครอบครัวลำบากต้องสู้ชีวิต ไม่สนคำด่าเลือกเส้นทางผิด 'แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็พอ'

ลูกทุ่ง 4.0 ต้อง “เซ็กซี่-วาบหวิว” ถึงรอด!?

'เนื้อเพลงสองแง่สองง่าม-ท่าเต้นชวนสยิว-นุ่งน้อยห่มน้อยขยี้ใจคนฟัง' ถูกขับร้องผ่านนักร้องสาวลูกทุ่งอีสาน ซึ่งถูกพูดถึงหนักมากจนถล่มสังคมออนไลน์ ในเพลง 'ไถนาให้น้องแหน่' เกิดเป็นดราม่าชั่วข้ามคืน ทำยอดวิวพุ่งสูง 1 ล้านครั้ง ใน 1 อาทิตย์ ซึ่งเธอเองยอมรับเลยว่ากระแสมาแรงมาก โดยเฉพาะคำวิจารณ์เรื่องเซ็กซี่เกินงาม!

“จริงๆ มี 2 ซิงเกิลที่ปล่อยออกไปค่ะ ซิงเกิลแรกก็คือเพลง 'บ่ได้โง่' เป็นเพลงช้าค่ะ ซิงเกิลที่สองก็คือ 'ไถนาให้น้องแหน่' เป็นเพลงเร็วที่คนพูดถึงเยอะเลยค่ะ วีกเดียว 1 ล้านวิว ล่าสุดยอดคนดูขึ้น 2 ล้านกว่าแล้วหลังจากที่ปล่อยเพลงไปก็มีกระแสหนักมาก (ยิ้ม) ว่าเซ็กซี่เกินงาม ทั้งบอกว่าท่าเต้นอนาจาร

มีคอมเมนต์ด่าเยอะมากเลย แต่ที่มัดซีอยากบอก คือ มันไม่ใช่ตัวตนของมัดซีจริงๆ ภาษาอีสาน เขาเรียกว่า 'เคียว' คือแปลว่าแรง-แรด คือเราไม่ใช่อย่างนั้น มัดซีว่ามันเหมือนละคร เราต้องเล่นให้ได้แบบนั้น ละครมันแรง เราก็ต้องเล่นให้แรง แม้เพลงจะสองแง่สองง่าม เราก็ต้องเล่นให้มันดี และเล่นให้เอ็มวีมันออกมาตามที่เราได้รับมา

ส่วนชุดในตัวเอ็มวีที่เห็นว่าโป๊ จริงๆ มัดซีเซฟด้วยกางเกงสเตย์สีดำ ไม่ใช่ กกน. อย่างที่คนดูบอก (ยิ้ม) แต่ก็ยอมรับว่าหลังจากอ่านคอมเมนต์ก็มีเสียเซลฟ์บ้างนะคะ แต่พยายามไม่อ่านเยอะ เพราะว่ามันคือการแสดง เขาไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นแบบไหน จริงๆ มัดซีเป็นคนที่ค่อนข้างเงียบนะ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

 
จริงๆ แล้วเป็นคนเงียบๆ นะ แต่ไม่เรียบร้อย เพราะว่าเตะฟุตบอลมาก่อน บางครั้งนั่งก็นั่งถ่าง (หัวเราะ) ไม่ได้เป็นผู้หญิงเรียบร้อยเลย จะเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไม่กล้าที่จะเข้าไปพูด ไม่กล้าที่จะไปยุ่งกับใคร ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ยุ่ง เราก็จะชอบอยู่คนเดียว ชีวิตจริงหวานๆ เซ็กซี่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไป(ยิ้ม)”

คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าภาพจำของนักร้องลูกทุ่งสาวในยุคนี้ มีบุคลิกที่คล้ายกันเสียเหลือเกิน ต้องนุ่งน้อยชิ้น เต้นท่าเซ็กซี่ ร้องเพลงสองแง่สองง่าม จากตรงนี้ทำให้เกิดคำถามว่าหรือวงการลูกทุ่งยุค 4.0 จะต้องขายเซ็กซี่เท่านั้นถึงจะไปรอดกันแน่!?

“ถามว่าขายได้ไหม ขายได้ค่ะ แต่เวลาเราเล่นบนเวที ถ้าใครใส่ชุดเรียบร้อยไปเล่น ไปเต้น มันก็ธรรมดาค่ะ เพราะว่าจุดขายที่หนูขายอยู่ตลอดก็คือความเซ็กซี่และการร้องเพลง ทั้งเสียง หน้าตา หุ่น ต้องไปด้วยกันได้ ก็ต้องยอมรับเลยว่าเราขายตรงนี้

สมัยใหม่เน้นขายการแสดง ไม่ใช่ขายเสียงอย่างเดียว คือแสดงบนเวที ทั้งหน้าตา ท่าเต้น หุ่น เสียง ถ้านักร้องแนวนี้ไม่เซ็กซี่ ยุคนี้เกิดยากเหมือนกันนะคะ นี่คือเรื่องจริง สังเกตคนที่เข้าไปฟังเพลง ต้องไปดูนักร้องสวย นักร้องที่หุ่นดี เสียงดี อันนี้คือเรื่องจริงที่ลูกค้าบอกมา แต่เสียงก็ต้องได้ด้วย ถ้าเสียงไม่ได้แล้วมาเซ็กซี่อย่างเดียวก็จบเหมือนกัน”

ขณะที่เรื่องของเนื้อเพลงและคำร้อง ถือว่าเพลงลูกทุ่งมีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นเพลงสนุก มีความหมายที่คลุมเครือให้ผู้ฟังตีความได้หลากหลาย สาวมัดซีก็ได้ขยายความเพิ่มเติมด้วยว่า จริงๆ แล้วเพลงลูกทุ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นคือกลุ่มลูกทุ่งแท้และลูกทุ่งอีสาน ซึ่งสองแนวเพลงนี้มีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน

คำว่าลูกทุ่งต้องแยกออกเป็นสองอย่างนะคะ คือลูกทุ่งแท้ ก็จะเป็นแนวของแม่พุ่มพวงเลย แต่ถ้าลูกทุ่งอีสานก็จะเป็นสองแง่สองงาม อันนี้คืออีสานเขาจะเข้าใจกัน เพราะว่าสองแง่สองงามก็เหมือนกับนิทานก้อม (นิทานสั้นที่มีคติสอนใจหรือตลกขบขัน) ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ก็จะเล่าให้ลูกหลานฟัง แล้วก็จะขำกัน

 
ตรงนี้เป็นเพลงอีสานที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่-รุ่นย่าแล้ว แต่ไม่ได้คิดอะไร บางคนที่ไม่เข้าใจก็จะบอกว่าลามก อนาจาร สองแง่สองงาม ไม่โอเคเลย แต่คนอีสานเขาจะเข้าใจว่ามันเป็นเพลงที่สนุก เป็นเพลงที่เราทำมาให้คนเต้นกันเพื่อความสนุกสนาน”

เมื่อถามถึงกระแสการฟังเพลงลูกทุ่งของคนรุ่นใหม่ มัดซีเองยอมรับว่าปัจจุบันนี้คนนิยมฟังเพลงลูกทุ่งแท้น้อยลง ขณะที่เพลงลูกทุ่งอีสานที่เน้นความสนุกยังคงเป็นที่นิยมอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นบางช่วงจังหวะก็อาจสลับกันขึ้นเป็นที่นิยมได้เหมือนกัน

“ถ้าลูกทุ่งแท้ๆ เลย เด็กรุ่นใหม่ตอนนี้มัดซีว่าฟังกันน้อย แต่จะฟังลูกทุ่งอีสานมากกว่า เพราะว่าลูกทุ่งอีสานมาแรงมาก เขาก็จะเสพติดลูกทุ่งอีสาน แต่บางทีอีสานอาจจะดรอปแล้วลูกทุ่งแท้อาจจะขึ้นก็ได้ มันจะเป็นโอกาสบางโอกาส หรืออย่างเพลงใต้มา ก็จะกระแสเพลงใต้ตลอดเลย หรือถ้าเกิดกระแสลูกทุ่งแท้มาก็จะเสพติดลูกทุ่งแท้ตลอดเลย

แต่ตอนนี้ลูกทุ่งอีสานมาแรงก็เสพติดกันไปยัน จ.สกลนคร จ.มหาสารคามเลยค่ะ ลูกทุ่งอีสานแรงสุดในตอนนี้ อีสานอินดี้มาหมดเลยค่ะ แต่ถ้าต้องเปลี่ยนเป็นลูกทุ่งแบบใหม่ในความคิดมัดซีก็ต้องเป็นลูกทุ่งแบบที่มีเสียงกีต้าร์ หรือว่าแนวสตริงเข้ามาปะปนด้วย คนถึงจะเสพค่ะ เพื่อให้ฟังง่ายขึ้น”

หากพูดถึงความยากของเพลงลูกทุ่งสำหรับคนที่ถนัดแนวเพลงสตริงคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควร แต่สำหรับสาวมัดซี แม้เธอจะไม่เคยเรียนร้องเพลงอย่างเป็นจริงเป็นจังมาก่อน แต่เธอกล้าบอกเลยว่าร้องเพลงลูกทุ่งนั้นง่ายกว่าร้องเพลงสตริงเยอะ

“ร้องเพลงลูกทุ่งไม่ยากค่ะ ไม่ท้อด้วย แต่อนาคตก็ไม่รู้นะคะ ถ้าช่วงนี้คือไม่มีท้อ เราร้องเพลงแล้วเรามีความสุข อย่างเวลาที่คัฟเวอร์เพลง เราก็จะแกะเพลงของศิลปินท่านนั้นมาร้องในสไตล์ของเราแค่นั้นเองค่ะ มันก็เลยเหมือนกับว่าสบายๆ

ส่วนเรื่องการตีความเพลงลูกทุ่งไม่ยากเท่าเพลงสตริงนะ (ยิ้ม) เพลงสตริงมัดซีร้องไม่เป็น เพลงป็อปก็ร้องไม่เป็น ไม่ถนัดค่ะ แต่เพลงลูกทุ่งอารมณ์มันได้ ที่สำคัญต้องเข้าใจเนื้อความของเพลงด้วย ให้เหมือนเราเป็นตัวละครของเรื่องนั้นที่เราจะเล่าเรื่องให้กับแฟนเพลงได้ฟัง”

“คว้าไมค์” เลือกทางที่ “ใช่”

“ภาพการเป็นนักร้อง มันเหมือนที่เราคิดไหม มันมาไกลกว่าที่เราคิดนะ เหมือนกับความฝันนี้มันอยู่ในใจเรามาตลอด แต่เรายังตามหามันไม่เจอ พอได้มาจับไมค์ร้องเพลงเต็มตัวก็รู้เลยว่านี่แหละ เราตามหามันเจอแล้ว”

สายตาและท่าทีที่ตรงไปตรงมาของเธอ บอกเล่าถึงความหลงใหลในการร้องเพลงออกมาได้ทั้งหมด ความจริงแล้วพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงเกิดขึ้นตั้งแต่เธอเป็นเด็ก เพียงแต่ว่าความสนใจในเวลานั้นได้มุ่งมั่นไปด้านกีฬาเสียมากกว่า จนทำให้ความชอบร้องเพลงของเธอไม่ได้เด่นชัดมากในช่วงเวลานั้น

“เรื่องร้องเพลงที่จำความได้ก็ตั้งแต่เด็กค่ะ ชอบตั้งแต่เด็กเลย ชอบก่อนฟุตบอลอีกนะคะ ครอบครัวเราตอนแรกเป็นวงหมอลำ พอคุณตาเสีย พ่อก็ไม่ให้ร้องเพลงเลย เขามีความคิดว่าสมัยนั้นเต้นกิน รำกิน มันไม่ดี แต่พอโลกเปิดกว้างแล้วพ่อก็ยอมรับ จริงๆ มายอมรับมัดซีได้ ตอนมัดซีเข้าค่ายนายพลเอ็นเตอร์เทนเม้นท์นี่แหละค่ะ

ก่อนหน้านี้ไม่เคยประกวดร้องเพลงเลย จะไปร้องเวทีประเภทแข่งเรือที่เป็นเวทีเล็กมากกว่าค่ะ ไม่เคยประกวดเวทีใหญ่ เพลงที่เลือกไปร้องก็เป็นเพลงลูกทุ่งหมอลำ แต่ไม่ได้มีความคิดจะเป็นนักร้องอาชีพ คิดว่าจะทำเพลง แต่งเพลงเล่นๆ แล้วให้อาจารย์ใส่ดนตรีให้ และปล่อยทางช่องยูทูบของตัวเองแค่นั้น ไม่คิดว่าจะเป็นศิลปินเป็นอาชีพเลย

จริงๆ มัดซีไม่ได้เรียนร้องเพลงนะ อาศัยประสบการณ์บนเวทีและวงใหญ่ที่ทำให้เราไม่อายคน ส่วนการร้องเพลง หรือลูกเอื้อนของเพลง มันจะมาเองโดยประสบการณ์ ไม่ได้มีคนสอน ถ้ามีก็จะเป็นคำแนะนำที่พี่เขาบอกว่าจุดนี้ไม่ถูกนะ แต่ไม่ได้สอนจริงจัง อีกอย่างเราเป็นคนไม่โกรธอยู่แล้ว ถ้าบอกก็จะฟัง ตรงนี้มันผิดนะ ต้องแก้ไขนะก็จะรับฟังค่ะ

 
ส่วนเรื่องเต้น เราก็หัดเต้นเองค่ะ การเต้นก็มาจากประสบการณ์อีกเช่นกันค่ะ อย่างเวลาเห็นพี่ๆ เต้นบนเวทีแล้วลูกค้าชอบ เราเก็บแล้วมาฝึกกับตัวเองหน้ากระจก พอไปเต้นบนเวที ถ้าเอนเตอร์เทนแล้วเขาชอบ เราก็เก็บไว้ ถ้าไม่ชอบเราก็ทิ้งไป”

หลังจากหันหลังให้วงการฟุตบอลไทยสู่นักร้องอาชีพอย่างเต็มตัว เธอยอมรับว่าแม้จะเพิ่งปล่อยผลงานเพลงออกไปได้ไม่นาน แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีทีเดียว นอกจากได้ทำตามความฝันแล้ว ยังเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

“มันเหมือนที่เราคิดไหม มันมาไกลกว่าที่เราคิดค่ะ(ยิ้ม) เราคิดแค่ว่าเราหาเงินได้ พ่อยอมรับว่าเราเลี้ยงตัวเองได้เราเลี้ยงน้อง เลี้ยงแม่ได้ มีรายได้ให้พ่อให้แม่ที่คิดไว้สัก 7,000-8,000 บาทต่อเดือน แต่ตอนนี้มันมาไกล เกินฝันตัวเองมาก เราภูมิใจและดีใจมาก เหมือนความฝันนี้มันอยู่ในใจเราตลอด แต่เราตามหามันไม่เจอ

อย่างตอนที่เตะฟุตบอลอยู่ ถามว่ารักฟุตบอลไหม รักนะคะ แต่พอเรามาจับไมค์ มันเหมือนกับว่าฝันที่เราตามหาเราเจอแล้ว เราชอบมันจริงๆ เรารักมันจริงๆ เราอยากจะเสพติดมันตลอดเลย เรารักเสียงเพลง อยากแต่งเพลง เวลามองใครร้องไห้อกหักในเฟซบุ๊กก็อยากจะเขียนเนื้อเพลงให้เขาเหมือนกันนะคะ(ยิ้ม)”

เห็นชัดเลยว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมไปถึงกิจกรรมที่เคยทำต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงแม้การเป็นนักร้องจะไม่เหน็ดเหนื่อยเท่าตอนเป็นนักฟุตบอล แต่เธอก็ต้องฝึกซ้อมร่างกายตัวเองอยู่ตลอด สิ่งนี้เป็นผลมาจากชื่อเสียงของเธอที่เคยเป็นนักเตะสาวในอดีต ทำให้แฟนๆ เรียกร้องมาว่าอยากเห็นเธอเดาะบอลโชว์บนเวที

 
“จริงๆ ก็ยังคิดถึงการเตะฟุตบอลนะคะ แต่ถามว่าอยากกลับไปเตะไหมก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่เรายังคงซ้อมเพื่อรักษาเสียง เพื่อรักษาร่างกาย เพื่อที่จะไปร้องบนเวที เพราะมันช่วยได้เยอะมาก เรายังซ้อมอยู่ ยังเดาะบอลอยู่ ยังมีสกิลท่าเบสิกอยู่ อย่างเวลาที่เจ้าของงานจ้างเรา เขาก็อยากให้เราทั้งร้องเพลงและเดาะบอลโชว์ด้วย

เราต้องเดาะบอลโชว์ให้ได้มากที่สุด ให้ไม่ตกเลย ซึ่งขาเราก็เริ่มเล็กลงแล้วด้วย เราต้องพยายามซ้อมตลอด ก็จะเหนื่อยสองเท่าเลย (หัวเราะ) ร้องเพลงเสร็จก็ต้องมาเดาะบอล แต่ถ้าครั้งไหนเดาะบอลก่อน แล้วค่อยมาร้องเพลง อันนี้ดีหน่อย สุดท้ายเรื่องฟุตบอลมันไม่หายไปไหนค่ะ เบสิกยังอยู่กับมัดซีอยู่

หรือถ้ามีคนมาให้สอนเตะบอลหรือร้องเพลง ก็สอนได้นะคะ เรื่องของการ 'ให้' มันมีความสุขมากนะคะ เวลามีน้องมาถามเรื่องร้องเพลง หรือเรื่องการเดาะบอล เราสอนได้ว่าการเดาะบอลมันต้องใช้หลังเท้า พื้นเท้ายังไง สอนได้ค่ะ เพราะเราเองก็มีความสุข”

นักเตะ “แบ็กขวา” เท้าไฟทีมชาติ!

ลุคเซ็กซี่ชวนใจหวิว แถมหุ่นแซ่บ แต่งหน้าจัดเต็ม! ใครจะอยากเชื่อว่าผู้หญิงที่เห็นตรงหน้ามีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลทีมชาติ 'มัดซี-สุนิสา วงศ์ศรีแก้ว' นักร้องลูกทุ่งอีสานวัย 26 ปีคนนี้ ที่จะพาเราย้อนกลับไปในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของชีวิต นั่นคือการเป็นนักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น

“เรื่องฟุตบอล จริงๆ เริ่มมาจากคุณพ่อชอบ คุณพ่อฝึกเราให้เป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก เราก็เลยหลงรักมันไปตามอัตโนมัติ ซึ่งคุณพ่อเป็นนักฟุตบอลอยู่แล้วด้วย พ่อจะชอบออกกำลังกายตามแถว อบต.ทั่วไปค่ะ
แต่ฟุตบอลก็ไม่ใช่อย่างแรกที่เล่นได้นะคะ กีฬาอย่างแรกที่เล่นเป็น คือ ตะกร้อ วอลเลย์บอล เปตอง เป็นกีฬาธรรมดาของเด็กบ้านนอก

แต่มาเตะฟุตบอลจริงๆ ตอนอายุ 11 ขวบ เพื่อที่จะคัดไปโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรีค่ะ จะมีคัดตัวที่ชลบุรี เราก็เลยต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัดสินใจลุยด้านฟุตบอล เพราะเป็นอาชีพที่จะได้เรียนฟรี อยู่ฟรี กินฟรี เพื่อที่พ่อ-แม่จะได้ไม่เสียค่าเทอมให้เรา
 
พอติดโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรีแล้ว มัดซีก็เริ่มฝึกซ้อมตั้งแต่เบสิกการเดาะบอล การโม่ง การยิง เรียนรู้กองหลัง กองกลาง และกองหน้า จากนั้นก็ส่งคัดตัวทีมชาติ ตอนอายุ 19 ปีค่ะ มันเป็นความฝันและเป้าหมายของเราและของคุณพ่อด้วย”


 
แม้ความฝันที่อยากติดทีมชาติไทยสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าว แต่เรื่องอุปสรรคสำหรับผู้หญิงกับกีฬาฟุตบอล ก็ต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าแต่ละด่านถือว่าโหดใช่เล่น!

“พอคัดตัวทีมชาติติด ได้ทำตามที่ฝัน แต่อุปสรรคก็มีนะคะ หนึ่งคือแดดที่ร้อนมาก ผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ทน เพราะร้อนมาก ช่วงบ่าย 2-3 ครีมกันแดดก็เอาไม่อยู่ ไม่มีอะไรเอาอยู่เลย สอง เวลาส่วนตัว ไม่มี เพราะว่าต้องซ้อม เรียนก็ไม่ได้เรียนนะคะ ถ้าเราเก็บตัวแล้วก็คือต้องซ้อม ต้องอยู่กับสนามสี่เหลี่ยมและฟุตบอลตลอด

แต่ก่อนที่จะติดทีมชาติตอนอายุ 19 ปี ตอนนั้นก็ว่าจะออกแล้วนะคะ เพราะว่าท้อ ท้อว่าทำไมไม่ติดสักที โทร.หาพ่อ บอกพ่อว่าหนูไม่เตะบอลต่อแล้วนะ หนูจะไปเป็นพยาบาล เพราะว่าไม่ไหวแล้ว พ่อก็ยอมเพราะว่ามันสุดๆ แล้ว หลังจากเล่นมาจนอายุ 19 ปี มันคงไม่ติดแล้ว ตอนนั้นคิดแบบนี้

แต่อยู่ดีๆ ก็มีการคัดตัวตอนอายุ 19 ปี ตอนนั้นอยู่ ม.5 ปรากฏว่าติด พอติดก็เลยตั้งใจใหม่ว่าไหนๆ ก็ติดแล้ว เราก็จะเดินตามฝันเราต่อให้เต็มที่ เราได้เล่นตำแหน่งแบ็คขวามือสาม ได้เป็นตัวจริงตอนชุดใหญ่ด้วยค่ะ”

ส่วนแมตช์ที่ประทับใจที่สุดในความทรงจำ เธอเล่าว่าเป็นแมตช์แสนดุเดือดระหว่างไทยกับเวียดนาม เพราะเรียกได้ว่าสองชาตินี้ถ้าได้แข่งขันกันเมื่อไหร่ เกมในสนามจะเข้มข้นขึ้นมาทันที ถือเป็นศึกลูกหนังที่ไม่มีใครยอมใคร!

“มีแมตช์ที่เตะกับเวียดนามค่ะ เพราะเวียดนามกับเราจะเป็นคู่กัด-คู่แข่งกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเวียดนามชนะ ปีหน้าเราก็ต้องมาเอาคืน แต่ถ้าเราชนะ ปีหน้าเวียดนามก็ต้องมาเอาคืน เราจะวิ่งกันเหมือนกับหมาล่าเนื้อเลย(ยิ้ม) ฟัดกันสนุกมากก็เลยชอบ ซึ่งแมตช์ครั้งนั้นเราชนะค่ะ”


 
แน่นอนว่าเส้นทางชีวิตในแวดวงนักเตะสาวทีมชาติไทยดำเนินมาอย่างที่ใฝ่ฝัน แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ด้วยการโบกมือลาอาชีพนักฟุตบอลก่อนไปเอาดีทางด้านการร้องเพลงเสียอย่างนั้น

“เหมือนกับว่าเราอิ่มตัวแล้ว เราจะเดินต่อหรือว่าเราจะหยุดดี เราคิดอยู่คนเดียว ไม่ได้ปรึกษาพ่อกับแม่เลยนะคะคิดอยู่คนเดียว เราก็เลยว่าพอดีกว่า ก็เลยบอกกับทางโค้ช ขอออกโดยที่ยังลอยแพที่จะไปซีเกมส์อยู่เลยค่ะ นำพวงมาลัยมาไหว้โค้ชเลย แต่โค้ชยังไม่ให้ออกเพราะว่ากำลังจะได้ไปซีเกมส์ คือเขาวางตัวอยู่แล้วว่าเราได้ไปแน่

โค้ชถามว่าจะออกทำไม จะไปซีเกมส์แล้ว เหลืออีกแค่ไม่กี่วันเอง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเหตุอะไรสักอย่างเหมือนกับดวงเราจะไม่ได้ไป ดวงเราจะพอกับฟุตบอลแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ ก็เลยขอออกเพราะเราก็อยากเรียนรู้งานใหม่ อาชีพใหม่ด้วย”

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในวันนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดหนัก เพราะนั่นหมายถึงอนาคตไม่ใช่แค่กับตัวเธอเอง แต่รวมไปถึงครอบครัวที่ยังฝากความหวังไว้กับเธอด้วย ซึ่งเธอเองก็ยอมรับว่ามีที่คิดถึงการเตะฟุตบอลอยู่บ้าง แต่ต้องเดินหน้าต่อไปด้านการเป็นนักร้อง เพราะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ฝันไว้เช่นกัน

“เสียดายค่ะ แต่เดินกลับไปไม่ได้แล้ว โค้ชก็โทร.ตามนะคะ แต่ว่าไม่เดินกลับแล้ว เพราะหนูตัดสินใจแล้วค่ะ ถามว่าคิดนานไหมก่อนจะตัดสินใจบอกออกไป จริงๆ ก็แค่ 2 วัน แต่เล่นฟุตบอลมา 14-15 ปี(หัวเราะ) เด็ดขาดอยู่ค่ะ 2 วันก็ตัดสินใจบอกเลยว่าไม่เล่นแล้วนะคะ

 
หลังจากออกจากวงการฟุตบอล ช่วง 2-3 เดือนแรก เห็นพี่ๆ เขาไปเตะที่ต่างประเทศ หรือได้ไปฟุตบอลโลก เราร้องไห้เลยนะคะ ดีใจกับพี่เขาแล้วก็เสียดายที่ตัวเองไม่ได้ไป

จริงๆ มัดซีเชื่อว่าวงการฟุตบอลหญิงของไทยจะไปได้ไกล เพราะนี่ก็เก็บตัวกำลังจะไปบอลโลกกัน อนาคตต่อไปคนไทยเราจะสนใจบอลหญิงมากขึ้น แถมตอนนี้สื่อโซเชียลฯ มาแรงและกระจายข่าวได้มากขึ้น ถ้าเทียบกับตอนนั้นที่หนูเล่นยังไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่ โลกออนไลน์ยังไม่มาเลย ถึงแม้ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในแวดวงนั้นแล้วก็ตาม

แต่พอมาเจอการร้องเพลง ก็รู้สึกว่าเหมือนมันเป็นดวงของเราที่จะไม่ได้เล่นทีมชาติต่อ แต่กลับมาจับไมค์ร้องเพลงแทน แล้วเรามีความสุขเวลาร้องเพลงให้คนอื่นฟัง ได้เต้น ได้เอนเตอร์เทนคน เลยคิดว่านี่แหละคือเส้นทางที่ใช่ของมัดซีจริงๆ แล้ว”

“ใครดูถูกอย่าใส่ใจ แต่ห้ามดูถูกคนอื่น”

“สิ่งสำคัญที่สุดเลย คือ การห้ามดูถูกคนอื่น นี่คือคำสอนที่ครอบครัวบอกกับเรามาตลอดว่าอย่าดูถูกคน ถ้าใครดูถูกเราก็อย่าไปสนใจ แต่เราต้องอย่าดูถูกคนอื่น”

นี่คือคำสอนจากครอบครัวที่สะท้อนให้เห็นผ่านสายตาของเธอ เธอเติบโตที่จังหวัดชัยภูมิ มีคุณพ่อเป็นชาวไร่และคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า จากตรงนี้ทำให้เธอภาคภูมิใจในความเข้มแข็งของครอบครัวที่เลี้ยงเธอและน้องชายให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

“ที่บ้านเป็นคนจังหวัดชัยภูมิค่ะ แม่เย็บผ้า พ่อทำไร่ทำนา มัดซีมีพี่น้องสองคนค่ะ มัดซีคือคนแรก และมีน้องชายอายุ 17 ปี พ่อจะทำไร่ทำนามาตั้งแต่เรายังเด็ก ส่วนแม่ก็เย็บผ้าตั้งแต่หนูเรียนโรงเรียนกีฬา เลี้ยงหนูมาจากการเย็บผ้า มันก็น่าเหลือเชื่อเหมือนกันที่เราโตมาจากมือสองข้างของแม่ที่เย็บผ้า

แม่ได้เงินเดือนๆ ละ 7,000 บาทเองนะคะ แต่เลี้ยงหนูสองคนได้ เก่งมากเลย ส่วนพ่อก็กว่าไร่อ้อยจะได้ปีหนึ่ง ก็ได้แค่ 40,000 บาทเองนะคะ จำนวนเท่านี้ต่อปีสำหรับบางคนเดือนหนึ่งก็หาได้แล้ว แต่พ่อเราปีหนึ่งถึงจะได้ แต่ก็เลี้ยงหนูมาจนโตได้ขนาดนี้

ส่วนคำสอนที่ที่บ้านมักบอกมัดซีตลอดคือการอย่าดูถูกคนอื่น 'ใครดูถูกเราอย่าไปสนใจ แต่เราอย่าดูถูกคน' ความหมายว่าไม่ว่าคนอื่นจะอิจฉา จะดูถูก จะนินทา ก็อย่าไปสนใจเขา แต่เราอย่าไปนินทาเขา เพราะว่ามันจะกลับมาที่ตัวเรา อย่างตอนที่ติดทีมชาติ เราก็เจอทั้งคำพูด คำดูถูก เราไม่สนใจ แต่ว่านำมาเป็นแรงผลักดันให้เราติดทีมชาติได้”
มัดซีวัยเด็ก

 
ดูเหมือนว่าเส้นทางชีวิตของเธอที่ผ่านมาจะไม่ได้เรียบหรูสักเท่าไหร่ ด้วยความที่ครอบครัวต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตของลูกทั้งสองคน ภาพสะท้อนเหล่านี้จึงทำให้เธอเรียนรู้ถึงการสู้ชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก

“เราก็สู้ชีวิตอยู่เหมือนกันนะคะ จำความได้ก็ตั้งแต่เด็ก เราไม่มีตังค์ มีตังค์ไปโรงเรียนวันละ 1 บาท หนูก็จะไปเก็บมะยม มะขาม และฝรั่ง เอามาดองแล้วเอาไปขายที่โรงเรียนให้เพื่อนๆ ถุงละบาท ก็เลยติดการหาเงินมาตั้งแต่เด็กค่ะ ต้องหาอะไรทำ ชอบขายของ ทำงานตลอดเลย

ถ้าถามว่าน้อยใจไหมที่ไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน ก็ไม่เคยรู้สึกน้อยใจนะ จนเพื่อนบอกว่าชีวิตเรา เป็นเด็กแล้วก็แก่เลย (หัวเราะ) ไม่มีวัยรุ่น เพราะตั้งแต่ที่หนูติดทีมชาติแล้วเล่นฟุตบอลมา หนูก็ไม่เคยเที่ยวเลย จนมาร้องเพลงก็ไม่เคยเที่ยว จะอยู่แต่กับวงและงาน ทำงานแล้วนอน อยู่อย่างนี้ตลอดเลยค่ะ

จนวันนี้ที่เราหาเงินมาให้พ่อแม่ได้ ภูมิใจค่ะ เพราะเราว่ามันศักดิ์สิทธิ์นะ เราให้แม่ไปเท่าไหร่ เราได้กลับมาเยอะกว่าเดิมอีก เราจะสังเกตนะคะ ถามว่าให้แม่แล้วจะหวังผลตอบแทนไหม อยากได้นะคะ (หัวเราะ) เวลามีงานเข้ามา มันเข้ามาอัติโนมัติเลย มีความเชื่อเรื่องความกตัญญูค่ะ มันทำให้คนประสบความสำเร็จได้”

นอกเหนือไปจากการหารายได้มาจุนเจือครอบครัวให้อยู่สุขสบายแล้ว ทุกจังหวะของชีวิตคือสิ่งที่ท้าทายและสร้างภูมิต้านทานให้กับเธอเสมอ เธอเผยกับเราว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่สอนให้เธอเติบโต ทั้งอาชีพฟุตบอลและการเป็นนักร้องอาชีพ

“ที่ผ่านมาการเป็นนักฟุตบอลได้สอนอะไรหลายอย่างเลย ทั้งเรื่องความกตัญญู เรื่องความแข็งแรง เรื่องเวลา และที่สำคัญคือเรื่องของความอดทน ความอดทนระหว่างฟุตบอลกับร้องเพลง ฟุตบอลนี่คือลำบากมาก ลำบากสุดๆ เท่าที่จะลำบากได้ เกือบเท่าทหารเวลาซ้อม วิ่ง 16-17 รอบตลอดในสนามใหญ่ ตรงนี้คือความอดทน

ครอบครัวมัดซี
 
แต่พอเรามาร้องเพลง รู้สึกว่ามันสบายมาก ไม่ถึง 1% ของนักฟุตบอล นี่คือเรื่องจริง เพราะเราไปทำงานตอนกลางคืน เราไม่ถูกแดดเลย เรานอนกลางวัน กลางคืนก็ออกมาใช้ชีวิต ร้องเพลงแค่ 1-2 ชั่วโมง เราก็ได้ตังค์แล้ว แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องเผื่อใจ มัดซีคิดไว้เลยว่าเราจะเก็บเกี่ยวได้แค่อายุ 30 ปี อันนี้ที่ตั้งเอาไว้ ตอนนี้อายุ 26 ก็อีกแค่ 4 ปี

อาชีพนักร้องก็เป็นครูสอนตัวเองได้เหมือนกัน มันสอนให้เรามองเห็นอะไรหลายๆ อย่างนะคะ เรื่องการใช้เงินที่ต้องระวัง เพราะมันได้เงินง่ายมาก เราต้องเก็บเงิน ส่วนมากจะซื้อของที่เป็นวัตถุไว้ จะไม่นำเงินติดกระเป๋าหรือติดบัญชี เพราะมันใช้ออกง่ายมากเลย เราต้องเก็บ ต้องซื้อของที่เป็นวัตถุไว้

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นหลายท่านแล้ว เวลาป่วยไม่มีตังค์ที่จะรักษา การอย่าหลงกับแสงสีจึงสำคัญ จริงๆ เราก็วางจำนวนไว้อยู่ค่ะ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดๆ นั้น เพราะเพลงยังไม่ได้ไปแรงขนาดนั้น (ยิ้ม)

ที่คิดไว้คือจะซื้อประกันให้พ่อแม่เยอะๆ ซื้อประกันให้ตัวเองไว้รักษาสุขภาพตอนเวลาเข้า รพ.จะได้มีเงินสำรองรักษาตัวเอง จะได้ไม่ต้องเอาตังค์ทุกบาททุกสตางค์มารักษาตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะซื้อที่ดินไว้ด้วยค่ะ”
 
แม้ก้าวแรกของการเป็นนักร้องอาชีพจะทำให้ฝันของเธอเป็นจริงไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระแสที่ตามมามี ทั้งแง่ดีและแง่ลบ โดยเฉพาะกับความเห็นในเรื่องการตัดสินใจลาออกจากการเป็นนักเตะทีมชาติสู่อาชีพนักร้อง ทว่า เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องนี้ว่าการร้องเพลงเป็นสิ่งที่เธอรัก และเธอจะทำตามความฝันที่มีอย่างดีที่สุด

“ถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ และเราทำในสิ่งที่เรารัก มันจะส่งจิต เหมือนกับถ้ามองตา ก็จะรู้ว่าเรารักของเราจริงๆ ถ้าเขารักอะไร เราก็จะเคารพกับการตัดสินใจของคนคน นั้น อยากให้เคารพการตัดสินใจของมัดซีว่ามัดซีรักการร้องเพลง และมัดซีก็อยากจะมีผลงานให้แฟนๆ ติดตามไปเรื่อยๆ และสร้างความสุขให้แฟนเพลงต่อไปค่ะ”



เรื่อง พิมพรรณ มีชัยศรี
ภาพ ปัญญพัฒน์ เข็มราช
ขอบคุณสถานที่ Coco Chaopraya



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...