xs
xsm
sm
md
lg

“ขยะแก้จน” จากชีวิต “ใต้สะพาน” สู่ ชุมชนร้านค้า 0 บาท!!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชีวิตพลิกของสองสามีภรรยา!! ผู้ที่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความลำบาก ด้วยฐานะของคน เร่ร่อน-ยากจน-นอนใต้สะพาน แต่ด้วย “ขยะ” กลับกลายเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการดำรงชีวิตให้ดีขึ้น สู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้วยร้านค้า 0 บาท ที่ไม่ต้องใช้เงินก็สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างไม่มีสะดุด

เพราะ “ขยะ” คือชีวิต

ชีวิตคนรู! หรือคนเร่ร่อนที่อาศัยพักตามใต้สะพาน พวกเขาไม่ได้มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง แต่ต้องกลายเป็นเหล่าคนเร่ร่อน พร้อมความไม่แน่นอนในวงจรชีวิตนี้ กระทั่งถูกไล่ออกจากใต้สะพาน สถานที่ซุกหัวนอนอันสำคัญ ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นได้นำมาสู่ฐานะในปัจจุบันซึ่งกลายเป็นคนมีหลักแหล่ง ด้วยการเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัยจนสำเร็จ พร้อมปรับตัวใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในรูปแบบที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่สังคมได้อีกด้วย

“ในปีพ.ศ. 2536 ตอนนั้นพวกผมอยู่ใต้สะพาน คนที่อยู่ใต้สะพานทั่วกรุงเทพมหานคร มีอยู่สักประมาณ 3,000 กว่าครอบครัว เขาเรียกพวกผมว่าคนรู คนหลังคาหมื่นล้าน พันล้าน แล้วพอดีจังหวะปี 36 เขาไล่พวกผมไม่ให้อยู่ใต้สะพาน เพราะว่ากลัวว่ามันจะไม่มีความปลอดภัย แล้วก็ให้ออกมาอยู่ข้างนอกครับ พอมาอยู่ข้างนอกปัญหาที่ตามมาคือ เราไม่มีที่พักอาศัย แต่ว่าวันนั้นเราก็เรียกร้องสิทธิในเรื่องของที่อยู่อาศัย จนมาสำเร็จเอาตอนปี 45 เราจึงได้มาอยู่ที่ธนาคารคนจน ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่”



นี่คือคำพูดของ พีรธร เสนีย์วงศ์ ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ใต้สะพานลอย ที่ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ต้องการหาที่อยู่อย่างเป็นหลักแหล่ง จนกระทั่งได้ย้ายมาอยู่ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เขตประเวศแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่รองรับกลุ่มคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ กว่า 150 ครอบครัวที่เคยพักอาศัยใต้สะพาน หรือคนเร่ร่อนในสถานที่ต่างๆ ที่ส่วนใหญ่นั้นจะมีรายได้น้อย ด้วยอาชีพรับจ้างทั่วไป รวมไปถึงบางคนไม่มีรายได้เพราะว่างงาน

หนึ่งในสมาชิกของชุมชนอย่าง พีรธร เขายังเป็นผู้ริเริ่มโครงการร้านค้า 0 บาท โดยใช้ขยะแลกซื้อสินค้าแทนเงินในชุมชนอีกด้วย ซึ่งเขามองว่า ขยะที่หลายคนมองว่าไม่มีค่า น่าจะเป็นทางออกสำหรับคนจนแบบเขา

“จริงๆ ร้าน 0 บาท เราคิดกันง่ายๆ ปกติถ้าเราไปร้านทั่วไป ทุกอย่างต้องใช้เงินหมด แต่พอเป็นร้าน 0 บาท ทุกคนไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้ขยะแทนครับ อย่างมีอยู่วันหนึ่งที่ผมขี่รถซาเล้งไปตลาดนัด แล้วถ้าไปตลาดนัดสิ่งที่ทุกคนคิดว่าต้องมีเหมือนกันก็คือต้องมีเงิน แต่มันมีคำถามว่าถ้าเราไม่มีเงิน เราจะแก้ปัญหายังไงครับ นั้นคือที่มาของร้านค้า 0 บาท ที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว



จุดเริ่มต้นของร้านค้า 0 บาท ที่เริ่มจากปี 46 เราเริ่มจาก 3 ครอบครัวนะครับ พอมาถึงปี 48 ได้เพิ่มอีก 2 ครอบครัว เป็น 5 ครอบครัว ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เพราะคนอาจจะยังไม่เข้าใจ สุดท้ายวันนี้เรามีสมาชิกเกือบ 80-90 กว่าครอบครัวในการมีส่วนร่วม โดยใช้เวลาเกือบ 15 ปี จริงๆ เราเริ่มจากตัวเราก่อน เริ่มจากเรามีกินก่อน ก่อนจะไปช่วยเหลือคนอื่น ถ้าเรายังไม่เริ่มตรงนี้ก่อน ไม่มีทางที่เราจะไปช่วยเหลือคนอื่นได้ พอเราทำไปแล้วเจอปัญหา เราก็แก้ปัญหานะครับ ค่อยๆทำ มันไม่หยุดอ่ะครับ เพราะขยะมันคือชีวิต เป็นเรื่องของปัจจัย 4”

เรื่องราวของร้านค้า 0 บาท ไม่เพียงทำให้คนในชุมชนหันมาเห็นคุณค่าของขยะเท่านั้น แต่ยังมีโครงการดีๆ อีกหลายโครงการที่สามารถทำให้ชีวิตของพวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป ทั้งยังปลูกฝังการใช้เงินอย่างคุ้มค่าในทุกๆ ส่วนได้อีกด้วย ซึ่งจะมีอยู่ 4 โครงการคือ 1. ขยะในบ้านนำมาซื้อของที่ร้าน 0 บาท 2. ขยะในบ้านนำมาประกันชีวิตได้ 3. มีธนาคารที่ใช้ขยะฝาก 4. มีพื้นที่ปลูกผักใช้ขยะมาแลกแทนเงิน



ชุมชนที่ขับเคลื่อนด้วยขยะ ใช้วิธีแก้ปัญหาเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้จริง จากคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อย ไม่มีทั้งความรู้ คอยอาศัยหลับนอนตามใต้สะพาน จนเขาได้กลายมาเป็นผู้นำชุมชนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมอย่างมากมาย ชายคนนี้เขานำความรู้และแรงบันดาลใจรวมถึงแนวคิดเรื่องความพอเพียงมาจากไหนบ้าง

“จริงๆ ต้องเข้าใจว่า ผมเห็นพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ นะครับ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดี แล้วก็เป็นนักปราชญ์อย่างดีที่สุด แล้วก็จัดการสิ่งแวดล้อมสุดยอดมาก แล้วท่านก็สอนวิธีง่ายๆ ทุกคนสามารถเอาไปปฎิบัติได้ ซึ่งสิ่งที่เราจะเห็นชัดๆ ก็คือเรื่องการใช้รองพระบาทของท่าน ท่านใช้แล้วซ่อมแล้วซ่อมอีกใช้จนสึกนะครับ แล้วส่วนที่ 2 ยาสีฟันเนี่ยท่านใช้จนหมดหลอด หรือพวกดินสอท่านก็ใช้จนหมดเหมือนกัน เนี่ยแบบอย่างง่ายๆ ทุกชุมชนทั่วประเทศสามารถไปปฏิบัติได้ง่ายๆ เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงครับ”

ชุมชนต้นแบบ แลก “ประกันชีวิต-สิ่งของ” ด้วยขยะ

จากชีวิตคนเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัยชายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานคนนี้ เขาได้เห็นถึงปัญหาด้านความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนที่ส่วนใหญ่จะยากจนและด้อยโอกาส จึงได้คิดจัดทำโครงการสวัสดิการเพื่อคนในชุมชนขึ้นมา และโครงการที่สำคัญไม่น้อยเลยก็คือ เรื่องของประกันชีวิต

“สิ่งที่เราทำมันก็ไม่ใช่เรื่องยากนะ การจัดการขยะมันเรื่องง่ายมาก ทำยังไงให้เขามีรายได้ ทำยังไงให้เขามีชีวิตอยู่ดีขึ้น ประกันชีวิตยังไง ที่ทุกอย่างไม่ต้องใช้เงิน อย่างประกันชีวิต ก็ง่ายๆ ครับ เดือนหนึ่งก็มีอยู่ 30 วัน เราขอวันละ 1 บาท แต่ทุกคนไม่ต้องเอาเงินมา เอาขยะที่มีมูลค่า 1 บาทมาทำประกันชีวิต

จริงๆ ก็มีอยู่ 4 อัน ถ้าทำประกันชีวิตด้วยขยะนะครับคือ 1. ไปนอนโรงพยาบาลเราให้คืนละ 200 บาท 2. ผู้สูงอายุไม่มีคนดูแลเราให้ข้าวสารเดือนละ 5 กก. 3. เด็กนักเรียนเรียนดีเราให้เทอมละ 500 บาท แล้วอันสำคัญที่สุดเวลาเราไปหาหมอรัฐบาลจ่ายหมดก็จริง แต่มีสิ่งหนึ่งต้องจ่ายคือ ยานอกบัญชี ถ้าหมอเขียนมา 500 บาท ผมออกให้ 250 นะครับ แล้วอันสำคัญที่สุดเลย เวลาตาย ถ้าตายเราให้โลงศพ 1 ใบ และเป็นเจ้าภาพให้ 1 คืน มีพวงหรีดด้วย ของชำร่วยชาวบ้านทำเอง ก่อนตายอยากกินอะไรไม่เกิน 200 บาท



อย่างพืชผักในสวน ทุกคนมาช่วยกันปลูก แล้วเอาขยะมาแลก เป็นสวนเกษตรผสมผสาน 90 ตารางวา มีพริก มีเสาวรส มีมะรุม มีไก่ มีหมู มีปลา เลี้ยงกบด้วย ส่วนหมูเราเลี้ยงไว้เพื่อเอาปุ๋ยของเขา”

ไม่เพียงแค่ส่งเสริมให้คนในชุมชนตระหนักถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลภายนอกชุมชนที่สนใจโครงการของร้านค้า 0 บาท ซึ่งมีทั้งคนในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาเรียนรู้วิธีการจัดการของร้านค้ากันอยู่ตลอดเวลา

“มากันเยอะเลย ตอนนี้ก็มีเกือบทุกจังหวัดแล้ว ภาคใต้ก็ยะลา ปัตตานี เนี่ยล่าสุดอำเภอบางเจาะจะมาอีกแล้ว ตอนนี้เรามีเครือข่ายเยอะแยะ ตามจังหวัดต่างๆ ร้าน 0 บาทนะครับ ที่ภาคใต้จริงๆ ก็มีที่จังหวัดสตูล แล้วก็มีน่าน แล้วก็มีที่เชียงรายของท่านอาจารย์ ว วชิรเมธีก็มีร้าน 0 บาท ต่างประเทศก็มาดูงานเยอะเลย มีลาว มีจีน มีมองโกเลีย มากันเยอะครับ



ถ้าถามถึงปัญหาก่อนจะมาถึงวันนี้ได้เคยมีไหม มีครับ เพราะว่าพอเราทำไปสักพัก เริ่มมีหลายคนบอกว่ามึงบ้า คิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น แล้วก็สิ่งที่สำคัญที่สุดมันไม่มีความเป็นไปได้ แต่ผมก็ไม่ท้อนะ เพราะผมก็ยังทำไปเรื่อยๆ แล้วกลายเป็นว่าการตั้งร้าน 0 บาท เหมือนไปสร้างคู่แข่ง ทั้งที่เราไม่อยากเป็นคู่แข่ง คือเราอยู่ในชุมชนมันมีหลายกลุ่มถูกไหม หลายมุมเยอะแยะไปหมดเลย เราเองก็รู้สึกท้อเหมือนกันนะ ช่วงนั้นถ้าเราทำแบบนี้ แล้วกลายว่าฝั่งตรงข้ามมองว่าเราเหมือนไปแย่งคนแย่งอะไรมา จริงๆ เราไม่ได้แย่งนะครับ นี่คือเป็นเรื่องของอาชีพ



จริงๆ คนที่ให้กำลังใจมากที่สุด คือครอบครัวนะ แล้วอันที่ 2 นอกจากครอบครัวแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราผ่านความลำบากมามาก แล้วก็เหนื่อยมาเยอะ เราก็ไม่ได้หวังว่าตัวเองจะดังอะไรไม่ต้องการ แต่ทำยังไงก็ได้ให้ชาวบ้านมีกินมีใช้ มีอยู่ รวมทั้งตัวเราเองด้วย”

ปัญหาปากท้อง!! เรื่องสำคัญที่ต้องช่วยเหลือ

จากจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาปากท้องของคนในชุมชน ด้วยการใช้ขยะแทนเงินสดของชายผู้เคยเป็นคนเร่ร่อนมาก่อนอย่างพีรธร เขามีกำลังใจจากภรรยาที่คอยเคียงข้างและก้าวผ่านความลำบากมาด้วยกันตลอดเวลา

“เมื่อก่อนก็ไปเป็นแม่บ้านอยู่ตามโรงพยาบาลค่ะ โรงพยาบาลแถวสุขุมวิท พอได้ขึ้นจากใต้สะพานมาแล้ว เมื่อก่อนเราอยู่ใต้สะพานก็ว่ายากลำบาก แต่พอเราขึ้นมาอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งยากลำบากยิ่งกว่าตอนอยู่ใต้สะพานอีก เพราะเราขึ้นมาอยู่ข้างบน อย่างน้อยๆ เราต้องดิ้นรนหาค่าน้ำค่าไฟ แล้วก็หาข้าวประทังชีวิตไปแต่ละวันๆ พอเราขึ้นจากใต้สะพานมาอยู่ตรงนี้ เราก็ไม่มีอาชีพ คือเราจะกลับไปทำงานที่เดิมมันก็ไกล แล้วลูกก็ยังเล็ก ก็เลยตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี ชาวบ้านบางคนก็ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำ ขึ้นมาอยู่ตรงนี้น้ำประปาก็ไม่มี ไฟก็ไม่มี เราก็มีไฟบ้านหลังเดียวสำรอง แล้วก็แจกจ่ายกันใช้

อีกเสียงบอกเล่าของ บัวรินทร์ เสนีย์วงศ์ ภรรยาของพีรธร ผู้ดูแลร้านค้า 0 บาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ ทั้งต้องฝ่าฝันอุปสรรคมาไม่น้อย กว่าจะมาเป็นโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนด้วยสวัสดิการต่างๆ ได้



“เรามาคิดว่าเราจะทำยังไงในชุมชนเพื่อน้องๆ แล้วก็คนพิการ ผู้ป่วย แล้วก็คนด้อยโอกาส เราก็มาคิดต่ออีกว่าคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง หน่วยงานภาครัฐเขาก็ไม่มีใครมาดูแลอยู่แล้ว เราขึ้นมาจากใต้สะพาน เราก็พยายามดูแลพวกเขา แล้วให้พวกเขามีความภูมิใจว่าเขายังมีคนที่ดูแลเขาอยู่ ไม่โดนทอดทิ้งอะไรอย่างนี้

เมื่อก่อนเราก็เคยลำบาก เราก็คิดว่าเราอยู่ใต้สะพานก็ลำบากพอแล้ว ขึ้นมาตรงนี้ เราอยู่บ้านใครบ้านมัน เราจะดึงคนในชุมชนพวกนี้ได้ยังไง ให้มามองเห็นคนยากไร้ที่ด้อยโอกาสมาร่วมกันช่วยกันดูแลกันในชุมชน จะได้ไม่ต้องไปพึ่งหน่วยงานภาครัฐอะไรนิดๆหน่อยๆก็รอพึ่งเขา พี่พีรธรเขาก็บอกว่าไม่ต้องรอหรอก อันไหนที่เราช่วยได้ก็รีบช่วยเขาไป เพื่อเราจะได้มีบุญมีกุศลอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา วิธีการทำบุญเราก็ไม่ต้องเดินไปวัด ทำบุญกับคนรอบข้างเรา ให้เขาได้มีความเป็นอยู่ที่ดี ได้กินอยู่ดีๆ ไม่ต้องไปอดไปอยากค่ะ”



สำหรับคนในชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ไปหากินเองไม่ได้ บัวรินทร์จึงต้องใช้วิธีการช่วยเหลือคนเหล่านั้นหากว่าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ โดยการหยิบยื่นอาหารให้เขาก่อน ตนจะไปหากินทีหลังเมื่อไหร่ก็ได้ หรือแม้กระทั่งเด็กในชุมชนที่อยากไปโรงเรียนแต่ไม่มีเงิน เธอก็ได้ดำเนินการติดต่อโรงเรียนให้ จนสามารถทำให้เด็กในชุมชนไปศึกษาเล่าเรียนได้ เธอยังบอกว่า รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ แต่ยอมรับว่าเคยท้อ จนอยากล้มเลิก เพราะมีคนเคยเข้าใจว่า สิ่งที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

“มันก็มีหลายๆ อย่าง บางคนอยู่ในชุมชนเดียวกัน ก็บอกทำเอาหน้าเอาตา เราก็บอกไม่เป็นไรเราเคยทำมาตั้งแต่พ่อแม่เราสอนมาตั้งแต่อยู่บ้านนอก แล้วเราก็ไม่เคยไปยุ่งกับใคร เขาก็อยู่ส่วนเขา เราก็อยู่ส่วนเรา เราก็ทำบุญของเราไป จนมาวันหนึ่ง มีคนให้ไปบ้านมิตรไมตรี ให้ไปเข้าเฝ้าพระองค์โสมแล้วก็ให้ไปรับรางวัลเพื่อสังคม ได้รับปี 58 เราก็คิดว่าในสังคม เขายังเห็นค่าของเรา ว่าเราเป็นผู้ยากไร้ แล้วก็ยังมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีกับเขา ความรู้สึกเราก็ดีใจมากค่ะ”





พีรธร ยังทิ้งท้ายอีกว่าหากพูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ เขารู้สึกภูมิใจที่อย่างน้อย 20-30 เครือข่ายได้นำโครงการไปใช้ จึงทำให้เขามีกำลังใจสู้ต่อ และเขาก็อยากให้หลายชุมชนทั่วประเทศ ไปหาแหล่งทุนตัวเองให้เจอ ที่สามารถใช้ขยะขับเคลื่อนได้ ตั้งแต่ประกันชีวิต ด้วยร้านค้า 0 บาท สวนเกษตร ธนาคารที่ใช้ขยะขับเคลื่อนทั้งหมด เขาเชื่อว่าถ้าชุมชนไปหาแหล่งทุนตัวเองเจอ ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ ถือว่าสุดยอดที่สุดแล้ว

“เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของทุกคน แต่ทำยังไงก็ได้ ให้เป็นรายได้ เชื่อเถอะขยะไม่มีวันตาย แล้วก็ไม่มีวันหมดนะครับ เราหาเขาให้เจอ เมื่อหาให้เจอแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดนอกจากดูแลเรื่องชีวิตเราได้แล้ว เขาก็สามารถที่จะไปลดภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่กระหน่ำเข้ามา และอย่าท้อครับ ในเมื่อเราเห็นว่าขยะมันตาย มันสามารถนำมาทำประโยชน์ได้ เรามีชีวิตเราอย่าไปยอมแพ้ขยะครับ”

สัมภาษณ์ : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : สวรส พวงเกาะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...