xs
xsm
sm
md
lg

ถาม-ตอบ ทุกเรื่องกับ “ธนาธร” พิเศษที่นี่ที่เดียว!! วิพากษ์ “ระบอบทักษิณ” [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


...ก็แค่หัวหน้าพรรคการเมือง “หัวรุนแรง” ที่เป็น “นอมินีเพื่อไทย” จนต้องออกมาแก้แค้น หนุน “นิรโทษกรรม” และต่อต้าน “รัฐประหาร” อย่างออกนอกหน้า...

หลายคนคิดกับเขาแบบนั้น เมื่อเห็นชื่อ “ธนาธร” ที่ห้อยท้ายมาพร้อมนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ในฐานะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ท่ามกลางเกมการเมืองที่กำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ชายคนนี้จึงขอสลัดทุกความคลางแคลงใจ เทหมดหน้าตัก ชำแหละทุกมุมการเมือง ทั้ง “ระบอบเผด็จการทหาร” และ “ระบอบทักษิณ” ที่ต่างเป็นพิษต่อประเทศไทย ย้ำชัดประเทศนี้ไม่ต้องการ “ฮีโร่ในอดีต” พร้อมหอบอุดมการณ์พิชิตเก้าอี้การเมืองไทย ด้วยไฟขับเคลื่อนจาก “ความโกรธ” และ “ความหวัง”!!






ล้วงปรากฏการณ์ “ประเทศกูมี (รัฐประหาร)”

Q: วัดจากมุมมองนักการเมืองคนนึง การมีคำสั่งให้
ตรวจสอบเพลง “ประเทศกูมี” สะท้อนอะไรบ้าง?


A: เผด็จการทั่วโลกเหมือนกัน คือเผด็จการที่จะอยู่ยาวได้ ไม่สามารถปกครองหรือกดขี่ประชาชน ได้ด้วยปืน, คุก หรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว อำนาจดิบๆ แบบนั้น ปกครองคนไม่ได้นาน เพราะประชาชนจะลุกฮือ

ดังนั้น ระบอบการปกครองลักษณะเผด็จการ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนแบบนี้เนี่ย จึงเลือกใช้วิธีที่จะปกครองด้วยอำนาจอ่อน คือวัฒนธรรม

คุณครอบงำวัฒนธรรมได้เมื่อไหร่ คุณไม่ต้องใช้ปืน ไม่ต้องใช้กฎหมาย วัฒนธรรมที่เราพูดถึงคือ หนัง, เพลง, ละคร, หนังสือ, บทเรียน, การศึกษา ฯลฯ ถ้าครอบงำตรงนี้ไว้ได้ ก็จะรักษาอำนาจไว้ได้ โดยไม่ต้องใช้อำนาจดิบ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ประเทศกูมี” ก็คือ มันไปท้าทายโครงสร้างวัฒนธรรมแบบนี้ คือไม่มีปืนสู้กับปืน ไม่มีคุกสู้กับคุก แต่มีเพลงสู้กับเพลง

เพลงที่ท้าทายอำนาจ เพลงที่ท้าทายค่านิยม เพลงที่ท้าทายความจริง ที่ผู้มีอำนาจ กลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มทหารที่ทำรัฐประหาร แย่งอำนาจจากประชาชน ไม่ต้องการให้ประชาชนรู้ นี่คือการท้าทายอำนาจอย่างรุนแรง

ถ้าถามผม ผมคิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้กลุ่มคนที่มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่พึงพอใจกับแร็ปเปอร์กลุ่มนี้


[ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย”]
Q: จะบอกว่าปรากฏการณ์นี้ ทำให้เห็นว่า
เราไม่มีเสรีภาพแม้กระทั่งเรื่องเพลง?


A:แน่นอนครับ ต้องบอกว่าภายใต้การปกครองของ คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) 4-5 ปีที่ผ่านมา พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรมาก่อน ล้วนตกเป็นเหยื่อเท่ากันทุกคน เหยื่อของการที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นที่ต่างจากรัฐบาล

คนที่ตรวจสอบการคอร์รัปชันของรัฐบาล โดนคดี โดนคุกคาม คนที่แสดงความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล โดนปิดปาก โดยยกเลิกรายการ การจัดการชุมนุม การรวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องการเมือง เวทีวิชาการต่างๆ ถูกยกเลิก ถูกคุกคามมาไม่รู้เท่าไหร่ พวกเราทุกคน ล้วนแต่เป็นผู้ได้รับผลกระทบ ของการที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ยกตัวอย่าง งบ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากภาษีประชาชน สำหรับปีงบประมาณ 2562 ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาเนี่ย ผ่านสภาได้โดยไม่มีฝ่ายค้าน (แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ) ถ้ามีฝ่ายค้าน ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น


Q: ที่บอกว่าไม่มีเสรีภาพ รวมถึงเรื่องการเดินสายโปรโมตเลือกตั้ง
ด้วยหรือเปล่า เห็นบ่นว่าถูกทหารตามติดดูพฤติกรรม?


A:ต้องบอกว่า “อนาคตใหม่” เราพยายามทำตามกฎกติกาที่เขียนโดย คสช. ผ่านสภาที่ คสช.เป็นคนกำหนดมาโดยตลอด การทำกิจกรรมทางการเมือง การลงพื้นที่เพื่อหาสมาชิก เราก็ทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง เราเขียนหนังสือไปแจ้งกับทาง กกต. (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ขออนุญาตทำกิจกรรม ซึ่งก็ได้รับการอนุมัติ ทุกอย่างทำตามกฎระเบียบ แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาติดตามเรา ในทุกพื้นที่ที่เราลงไปทำงานเพื่อหาสมาชิก

ติดตามพวกเรายังไม่เท่าไหร่ คนที่มาสนับสนุนอนาคตใหม่ คนที่อยากจะทำงานร่วมกับอนาคตใหม่เอง ก็ถูกติดตาม หลายครั้งถูกคุกคามด้วยเช่นกัน ผมก็ต้องบอกว่าถ้าอยากให้การเลือกตั้งที่จะมาถึง สง่างาม พฤติกรรมแบบนี้ต้องเลิกซะ

ผมยืนยันกับทุกคนอีกครั้ง พวกเราชาวอนาคตใหม่ ที่รวมตัวกันสร้างพรรคนี้ขึ้นมา ทำงานอย่างสุจริตใจ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ความฝันของเรา เราพูดชัดเจนในทุกเวที คือความฝันที่ได้เห็นประเทศไทย “ไม่มีรัฐประหาร” อีกในอนาคต

Q: “รัฐประหาร” เป็นพิษกับสังคมไทยยังไง
ทำไมต้องกำจัดทิ้ง?


A:ก็ดูจากผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา อย่าง “รถไฟ 3.5 กิโลเมตร” ถามว่ามีที่ไหนบนโลกเขาทำกัน แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน ก็เพราะไม่มีฝ่ายค้านใช่ไหมล่ะ



“อนาคตใหม่” = นอมินี “เพื่อไทย”?

[ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ก่อนลูกชายคนที่ 2 ผันมาเล่นการเมือง]
Q: คิดยังไงกับคำครหาที่ว่า พรรคเราเป็น “นอมินี”?

A:มีพฤติกรรมไหนบ้างเหรอครับตั้งแต่ตั้งพรรคมา ที่ทำให้คิดได้ว่าเราเป็น “นอมินีของเพื่อไทย”... ไม่มี (น้ำเสียงหนักแน่น)

ตั้งแต่เราสร้างพรรคขึ้นมา มีหลายคนพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีเรา พยายามที่จะสร้างข่าวลวง หลอกให้ประชาชนเชื่อเป็นอื่นว่า เราเป็นอย่างนู้นอย่างนี้เต็มไปหมด ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็คือหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของทางทหารนั่นแหละ

ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า เป้าหมายของเราเรียบง่ายแต่มีพลัง คือการทำงานเพื่อความฝันของประเทศไทย ที่จะ “ไม่มีรัฐประหาร” ความฝันที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างสุจริตใจ อย่างไม่มีใครหนุนหลัง... ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์


Q:ที่ถูกมองว่าเป็นนอมินี เป็นเพราะคุณอา (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)
เคยเป็นรัฐมนตรีในสมัยนายกฯ ทักษิณหรือเปล่า?


A:เขาก็เอาไปโยงกันหมดแหละครับ ผมเรียนรุ่นเดียวกับคุณพานทองแท้ (ชินวัตร) ก็โยงว่านี่คือนอมินี ผมเป็นหลานคุณสุริยะ ก็ไปโยงว่าผมเป็นลูก เห็นไหมเป็นนอมินี มีเรื่องราวเยอะแยะไปหมด ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

ลองดูจากบทบาทก็ได้ แม้แต่คุณสุริยะยังเคยไปให้สัมภาษณ์เองเลยว่า ณ วันที่คุณสุริยะกับคุณทักษิณ ยังมีอำนาจอยู่ ผมเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหว การบริหารงานของคุณทักษิณในเวลานั้น ลองไปหาคลิปของผมคลิปนั้นดูก็ได้ หาได้โดยทั่วไป แล้วจะเห็นว่าผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล “ไทยรักไทย” แล้ว

คนทุกคนอาจจะคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องสกปรก แต่สำหรับผม การเมืองเป็นเรื่องง่ายมาก คือคิดอย่างที่ศรัทธา พูดอย่างที่คิด และทำในสิ่งที่พูด ง่ายๆ เท่านั้นเอง ทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้คงเส้นคงวา แล้วประชาชนจะเห็นเอง

เอาเป็นว่าถ้าคุณใจคับแคบ ก็ให้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูด ถ้าคุณเปิดใจให้กว้างขึ้น ให้ฟังสิ่งที่ผมพูด และถ้าคุณอยากเปิดใจให้กว้างกว่านั้น ก็ให้ดูสิ่งที่ผมทำ

Q:ด้วยความที่เป็น “นักธุรกิจที่ผันมาเล่นการเมือง” เหมือนทักษิณ
คนเลยกลัวเราจะทำซ้ำรอยเรื่องผลประโยชน์อีก?


A:ไม่ว่าข้อกล่าวหาใดๆ ถ้าเราคงเส้นคงวา ทำให้ประชาชนเห็น ประชาชนจะเห็นเอง ให้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ


[สมัยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร “ไทยซัมมิท”]
Q:ทุกวันนี้ มองคำว่า “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ยังไง?

A:ผมมองว่าคนทุกคนในประเทศไทย พวกเราล้วนแต่เป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหารเหมือนกันทุกคน เราเป็นคนได้รับผลกระทบจากการอยู่ใต้การปกครองแบบเผด็จการมาแล้ว 4 ปีกว่า เท่ากันทุกคน พวกเราคือกลุ่มคนที่ชอบธรรมที่จะทวงอำนาจคืนมา

ผมขอเชื้อเชิญประชาชนทุกสี ให้กลับเข้ามาเชื่อมั่นในการทำงานของระบอบรัฐสภา กลับเข้ามาเชื่อมั่นและฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศไทย

และให้เข้าใจจริงๆ ว่าคู่ขัดแย้งที่แท้จริงของสังคมไทยทุกวันนี้คือ ประชาชนทุกคน กับกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่คน กับกลุ่มนายทหารเพียงไม่กี่คน ที่ไม่ต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ที่ต้องการฉุดรั้งสังคมไทยไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่คู่ขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง อย่างที่เขาพยายามหลอกให้เราเชื่อ




พร้อมหนุน “นิรโทษกรรม” เพื่อ “แก้แค้น”?

["ปิยบุตร แสงกนกกุล" ผู้ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้ง "อนาคตใหม่"]
Q:ทางพรรคเคยประกาศไว้ว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะ
“นิรโทษกรรม” นักโทษการเมืองในระบบ คสช.ทั้งหมด
ยังยืนยันคำเดิมอยู่ใช่ไหม?


A:ใช่ครับ (ตอบทันที) ขอย้ำว่าเราควรนิรโทษกรรมให้กับคนเล็กคนน้อย ที่ไม่ได้เป็นแกนนำในความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา หลายคนติดคุก หลายคนออกจากคุกมาแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นแกนนำ หลายคนโดนยัดคดี มีผู้บาดเจ็บและล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งต้องเยียวยาและคืนความเป็นธรรมให้กับคนเหล่านี้ โดยเท่าเทียมกัน เสมอภาคกันทุกคน แต่ไม่นับแกนนำ

ในส่วนของแกนนำ ที่นำมาซึ่งความรุนแรง คนที่สั่งฆ่าประชาชน คนที่ยัดคดีกับประชาชน ต้องได้รับการพิพากษาในกระบวนการศาลที่ยุติธรรม ส่วนกระบวนการศาลที่ยุติธรรมจะเป็นยังไงนั้น ก็เป็นเรื่องของกระบวนการศาลไป

Q:มีคนวิเคราะห์ไว้ว่า ที่หนุนเรื่องนี้
เพราะต้องการ “แก้แค้น” ให้ใครบางคน?


A:ไม่ใช่แก้แค้นครับ สิ่งที่เราจะทำก็เพื่อคนเล็กคนน้อย เพราะพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งด้วยเลย แต่เขาทำไปด้วยอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของการเมือง ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมือง ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยคุก ด้วยตะราง

แต่ในส่วนของ “แกนนำ” สิ่งที่เราต้องยืนยันก็คือ ต้องล้มเลิกวัฒนธรรมปล่อยคนผิดลอยนวล เราปล่อยคนผิดลอยนวลมาเท่าไหร่แล้ว มันถึงทำให้สังคมที่ไม่มีนิติรัฐแบบนี้เกิดขึ้น

สังคมที่เราหยวนๆ กับ “คนรวย” และ “คนมีอำนาจ” แต่กับประชาชน คนยากคนจน โดนเข้าสู่คุกตะรางทั้งหมด ถามว่าเราจะเอากับสังคมแบบนี้ต่อไปไหม?

ถ้าคุณปล่อยหยวนๆ ปล่อยวัฒนธรรมให้คนผิดลอยนวลต่อไป ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก และมันจะลามไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชันก็ดี เรื่องการดื่มสุราแล้วขับ หรือเรื่องอะไรก็ตาม มันเริ่มจากวัฒนธรรมนี้

ดังนั้น เราต้องเริ่มที่ตรงนี้ก่อน เริ่มที่โจทย์ทางการเมืองว่า คนที่ทำผิดทางการเมือง จะนิรโทษกรรมทางการเมืองให้ตัวเองไม่ได้ ขอย้ำว่าเราไม่ได้แค้น ไม่ได้แก้แค้น แต่อยากยกเลิกวัฒนธรรมที่ปล่อยให้คนทำผิดในสังคมไทย ลอยนวลไปให้ได้


[ในวันที่ “นักการเมืองหัวก้าวหน้า” กำลังเติบโต]
Q: ที่บอกว่า “คนรวย” กับ “คนที่มีอำนาจ” เท่านั้น
ที่มีสิทธิในสังคมไทย แล้วเรามองตัวเองเป็นคนกลุ่มไหน?


A:ผมเป็น “คนธรรมดา” คือผมมีเงินจริง ผมรวยจริง แต่ผมไม่ได้มี “อำนาจพิเศษ” มากกว่าที่คนอื่นมี

Q:แล้วประชาชนธรรมดาคนนึง มีสิทธิเปลี่ยนแปลง
อะไรได้บ้างในประเทศนี้?


A:จงเชื่อมั่นในสิทธิของตัวเอง เพราะพลังที่สำคัญที่สุดที่คุณมีก็คือ “สิทธิ” และ “เสียง” ของคุณ จงใช้สิทธิใช้เสียงในการลงคะแนนให้เป็นประโยชน์ จงใช้สิทธิใช้เสียงในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของคุณให้เป็นประโยชน์ นั่นคือพลัง

เมื่อเราเชื่อและรณรงค์ร่วมกันอย่างแข็งขัน นั่นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่าไปเชื่อที่ใครบอกว่า “การเมืองเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก” อย่าไปเชื่อ


[สมัยยังเป็น "ด.ช.ธนาธร"]
Q:ในฐานะของคนที่เคยโดนคดี “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” จากการจัด
รายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” คราวนั้น มองเรื่องการบังคับใช้
กฎหมายตัวนี้ยังไงบ้าง รู้สึกว่ามัน sensitive เกินไปไหม?


A:มีคนมากกว่าพวกเราเป็น 100 คน ที่โดน พ.ร.บ.คอมพ์ ที่โดนยัดเยียดข้อกล่าวหา ซึ่งผิดหลักการของการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นโดยสุจริต หลักการเหล่านี้มันโดนทำลายลงไปอย่างหมดสิ้นเลยในยุคของ คสช.

และเราก็ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่โดนแบบนี้ ยังมีอีกหลายคนที่โดน 
เราคิดว่ามันกลายเป็น “เรื่องตลก” ไปแล้วล่ะครับ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณใช้กฎหมายเยอะๆ คุณใช้คุก ใช้ตะราง ใช้ปืนเยอะๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องตลกไปเลยทันที เพราะคนจะไม่กลัว

ดังนั้น อย่าไปกลัว กลัวเมื่อไหร่ แพ้ทันที แต่ถ้าเราลุกขึ้นยืนร่วมกัน เขาต่างหากที่เป็นคนจะต้องกลัวเรา เพราะเราคือความชอบธรรม เราคือประชาชนผู้ทรงอำนาจ เขาคือคนที่ถือปืนมาปล้นอำนาจจากพวกเราไป



“กองทัพ” องค์กรที่มีโอกาส “คอร์รัปชัน” มากที่สุด!!

[หนึ่งในหัวโจกเรียกร้องสิทธิ ตั้งแต่สมัยเรียน มธ.]
Q:พอพูดถึงคำว่า “นักการเมือง” คนมักจะเหมารวม
ไปกับคำว่า “โกงกิน” มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง?


A:(ถอนหายใจ) คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ใหญ่มากนะครับในสังคมไทย เราทุกคนยอมรับว่ามีคอร์รัปชันแพร่หลายในทุกขั้นตอน ในทุกชนชั้น ในทุกองค์กร ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ การต่อต้านคอร์รัปชันด้วยวิถีทางที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ตรงนี้แหละคือปัญหาที่ใหญ่กว่า

คุณจะเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้ยังไง ถ้าประชาชนไม่แตกแยกกัน สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด คือการทำให้ประชาชนเชื่อว่าปัญหาเกิดจากประชาชนแตกแยกกันเอง ประชาธิปไตยคือสาเหตุ เผด็จการและอำนาจของทหารคือทางออก ซึ่งมันไม่ใช่ มันผิด

คอร์รัปชันหรือนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการโกงกิน คือวาทกรรมที่ถูกสร้างมา โดยคนที่มีอำนาจ เพื่อทำให้ประชาชนแตกแยกกัน แล้วอาศัยช่องว่างตรงนั้นเข้ามามีอำนาจ มีวิธีการเยอะแยะไปหมดในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน

ถ้าการทำรัฐประหารแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จริง ป่านนี้ประเทศไทยสะอาดที่สุดในโลกไปแล้วครับ เพราะมีรัฐประหารมากที่สุดในโลก..ใช่ไหมครับ  มันพิสูจน์มาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า คุณไปดูในประกาศคณะปฏิวัติฉบับไหนก็ได้เวลาจะรัฐประหาร สาเหตุก็คือเรื่องนี้แหละ “การคอร์รัปชัน”

แล้วมันเป็นยังไงตอนจบของคณะรัฐประหารทุกชุด ก็ถูกตรวจสอบ ถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมด “ทหาร” นี่แหละคือองค์กรที่ปราศจากการตรวจสอบ



ถ้าเราเชื่อว่าคอร์รัปชันแก้ได้ด้วยการตรวจสอบ มีความโปร่งใส ถามว่าองค์กรไหนที่ไม่มีการตรวจสอบมากที่สุด องค์กรไหนในประเทศไทยที่ไม่มีความโปร่งใสมากที่สุด คำตอบก็คือ “กองทัพ”

แล้วคุณจะให้คนที่ไม่เคยถูกตรวจสอบเลยโดยประชาชน เข้ามาจัดการคอร์รัปชันได้เหรอ ตอบคำถามเรื่อง “นาฬิกา” ให้ชัดเจนก่อน ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้


การแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ได้แก้ปัญหาได้ด้วยการดึงประชาธิปไตยออกไป ปัญหาคอร์รัปชันคือการเพิ่มประชาธิปไตยเข้าไปต่างหาก เพิ่มอำนาจของประชาชนเข้าไปต่างหาก เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มการตรวจสอบของประชาชนเข้าไป ไม่ใช่ดึงประชาธิปไตยออกไป

Q:อำนาจทางการทหาร หยั่งรากในสังคมไทยมายาวนาน
เป็นไปได้แค่ไหนที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง?


A:ถ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านไปนอนได้เลย (ชี้นิ้วนำทางให้) แล้วพอคิดอย่างนั้นก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้าคิดอย่างนั้น เราจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในสังคมไทยไม่ได้เลย หรือจะสังคมที่ไหนก็ทำไม่ได้ ถ้าเราคิดว่าเป็นไปไม่ได้



ดังนั้น เราต้องตั้งต้นก่อนว่า สิ่งที่เราอยากไปให้ถึงคืออะไร สังคมในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ควรจะเป็นคือแบบไหน คือสังคมที่ไม่มีรัฐประหารใช่ไหม แต่ถ้าเริ่มด้วยความเชื่อว่า อะไรก็ทำไม่ได้ เราก็จะไม่มีวันทำอะไรสำเร็จเลยในชีวิต

Q:คิดว่าปัญหาอะไรในบ้านเราสำคัญที่สุด ชนิดที่ถ้าได้
เป็นนายกฯ ต้องแก้ไขให้ได้ก่อนอันดับแรก?


A:ทำประเทศไทยให้เป็น “ประชาธิปไตย” คือเรื่องแรกที่จะทำ เราเดินทางมาถึงจุดที่ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาทางการเมือง ปัญหาอื่นๆ ไม่มีทางแก้ได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ปัญหารถติด หรือปัญหาเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ และอนาคต ปัญหาต่างๆ เหล่านี้แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ “ปลดล็อกเรื่องประชาธิปไตย” ถ้าไม่ “ปลดล็อกปัญหาทางการเมือง” ก่อน



เจาะ “ระบอบทักษิณ” รัฐบาลที่มีอำนาจล้นมือ!?

Q: วิเคราะห์เรื่อง “ระบอบเผด็จการ” กันไปเยอะแล้ว
อยากให้ช่วยวิเคราะห์ “ระบอบทักษิณ” บ้าง?


A:“ระบอบทักษิณ” เป็นรูปแบบการบริหารประเทศที่ได้รับผลโดยตรงจากรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา เพื่อเอื้อให้การถ่วงดุลทางอำนาจ ให้อำนาจทางฝ่ายบริหารเข้มแข็งในสังคม

ถามว่าทำไมรัฐธรรมนูญปี 40 ถึงได้ออกแบบมาอย่างนั้น เราต้องอย่าลืมว่าก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 สังคมไทยเอือมระอากับสิ่งที่เรียกว่า “Buffet Cabinet” ซึ่งเป็นระบอบการเลือกตั้งที่มีแต่พรรคเล็กพรรคย่อย ที่พยายามจะดึงตัว ส.ส.มาให้ได้มากที่สุด เพื่อจะเอาจำนวน ส.ส.มาต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และกลายเป็นรัฐมนตรีพรรคร่วมที่จะได้ ส.ส.ที่ไม่มีคุณภาพ ก่อให้เกิดการทุจริต ถอนทุนคืนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

รัฐธรรมนูญปี 40 จึงถูกออกแบบมาให้จัดการกับปัญหาเหล่านี้ ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้มแข็ง และทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากกว่าเดิม จนนำมาสู่ปัญหาการใช้อำนาจที่มีมากขึ้น ไปในหลายๆ กรณีที่เรียกได้ว่า “ลุแก่อำนาจ”

หลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยนั้น เป็นสิ่งที่ผิดหลักมนุษยชนสากลอย่างชัดเจน และหลายกรณีก็ทำผิดอย่างรุนแรงด้วยซ้ำไป เช่น กรือเซะ ตากใบ และสงครามยาเสพติด ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องล้มตายหรือบาดเจ็บไป



องค์กรอิสระที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคานอำนาจของฝ่ายบริหารก็ต้องเข้าใจ ยังต้องอยู่ในกระบวนการที่ต้องเรียนรู้ เพราะองค์กรอิสระทุกองค์กรสมัยนั้นยังใหม่มาก เพิ่งเกิดขึ้นมาพร้อมรัฐธรรมนูญปี 40 เท่านั้นเอง ทำให้องค์กรอิสระยุคนั้นยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร และทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารที่มากขึ้น ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นใน “ระบอบทักษิณ” ซึ่งก็เหมือนกับระบอบอื่น การปกครองอื่นทั่วไป ที่มีทั้งแง่ที่ดีและแง่ที่ไม่ดี

Q: จะบอกว่า “ระบอบทักษิณ” ทำให้อำนาจของ
รัฐบาลยุคนั้นมีมากเกินไป?


A:คืออย่างนี้ครับ ผมต้องบอกว่า “ระบอบทักษิณ” มันโอเค มันให้อำนาจฝ่ายบริหารเยอะขึ้น มีการกำหนด Party List ขึ้นมา ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันมากขึ้น พรรคการเมืองแข็งแกร่งมากขึ้น อันนี้ชัดเจนว่าเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี 40

ส่วนคำถามที่ว่า มีอำนาจมากเกินไปหรือเปล่า ผมคิดว่ายังตอบได้ไม่ชัด เพราะการจะวิเคราะห์ได้แบบนั้น เราต้องปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ของสังคม เดินไปได้ไกลกว่านี้

อย่าลืมนะครับว่า รัฐบาลคุณทักษิณได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในปี 2544 นะ ดังนั้น มันมีเวลาใช้งานเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้นเอง ก่อนเกิดรัฐประหาร 2549

Q: หมายความว่ายังวัดผลไม่ได้ เพราะเวลา 5 ปีมันสั้นไป?

A:ใช่ๆๆ สั้นเกินไป 4 ปี 1 รัฐบาล สั้นเกินไปที่จะใช้วัดผล

Q: งั้นต้องใช้เวลากี่ปี ถึงจะวัดผลได้?

A:คงพูดยากนะครับ แต่สามารถพูดได้ว่า วิธีการ “จบระบอบทักษิณ” ไม่ควรจบได้วิธีรัฐประหาร พูดได้ชัดเจนว่ารัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ถ้าเราจะต้องรณรงค์เรียกร้องให้สังคมเห็นถึง “นโยบายที่ผิดพลาด” ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราก็ต้องใช้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ยกตัวอย่างอเมริกาที่กำลังมีการเลือกตั้ง เราเชื่อว่าประชาชนจะลงโทษ ทรัมป์ (Donald John Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด) เอง ถึงเราจะไม่ชอบทรัมป์ ไม่ชอบนโยบายของเขา แต่เราก็ต้องยืนหยัดในกระบวนการที่เขาได้มา และต้องรณรงค์ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนกันต่อไป

ประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เราทุกคนเข้าใจ แต่เป็นกระบวนการที่ยั่งยืน และจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของพลังตัวเองในระยะยาว


Q: ถ้าให้เลือกระหว่าง “ระบอบทักษิณ” กับ
“ระบอบเผด็จการ” เราจะเลือกสนับสนุนฝั่งไหน?


A:มันคงไปเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ครับ ถ้าถามว่ารัฐบาลในยุคคุณทักษิณมันเกิดอะไรขึ้น ในเชิงการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพการเมือง ก็ต้องบอกว่าคุณทักษิณเป็นรัฐบาลแรกที่อยู่ครบ 4 ปีที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลที่ส่งมอบนโยบายได้จริง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า การเมืองเรื่องของนโยบายเป็นไปได้ “การเมืองที่กินได้” เป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่ประชาชนรู้สึก

แต่ปัญหาก็คือว่า นโยบายของเขาบางเรื่องอาจจะดี หรืออาจจะไม่ดีก็ได้ นโยบายบางเรื่องอาจจะทำให้เราเสพติด “นโยบายการเมืองระยะสั้น” มากกว่ามองผลประโยชน์ในระยะยาวก็ได้

ยกตัวอย่างหลายเรื่องที่เราอาจจะไม่ชอบ เช่น การที่รัฐบาลไทยให้เงินกู้กับรัฐบาลพม่า เพื่อเอามาซื้อดาวเทียมของชินฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจแบบ “ลุแก่อำนาจ” มากเกินไป ก็อาจจะเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น และต้องพูดตรงๆ ว่า มันมีโอกาสเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้

อย่างไรก็ตาม การอยู่กับ “ระบอบเผด็จการ” สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือต่อต้านผู้มีอำนาจ เทียบกับรัฐบาลคุณทักษิณแล้ว ไม่ว่าคุณจะว่าเขายังไงก็แล้วแต่ แต่ก็ยังสามารถมีคนรณรงค์เรียกร้อง ขับไล่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้

แต่ 4 ปีที่เราอยู่กับรัฐบาล คสช. สิ่งที่เห็นก็คือ ไม่มีการชุมนุมที่เรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์ หรือต่อต้าน คสช.เลย เพราะคนที่เรียกร้องหรือออกมาต่อต้าน ตรวจสอบ โดนคดีหมด คนที่จัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น นักวิชาการ หรือกลุ่มประชาคมต่างๆ ถูกดำเนินคดี สื่อหลายสื่อ หลายๆ รายการถูกห้ามสั่งจัด วิทยุหลายสถานีถูกสั่งปิด

ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้คุณไม่ชอบนโยบายของเขาเหล่านั้นยังไงก็แล้วแต่ แต่สิทธิในการชุมนุม สิทธิในการแสดงเสรีภาพที่แตกต่าง การวิพากษณ์วิจารณ์ต่อผู้มีอำนาจยังเป็นไปได้



ไม่แตกต่างเท่าไหร่ ประเทศไทยที่มีหรือไม่มี “ทักษิณ”

[บรรยากาศการเดินสายโปรโมตหาเสียง]
Q: คนจำนวนไม่น้อย ชอบหยิบ “รัฐบาลทักษิณ” มาเปรียบเทียบกับ
รัฐบาลอื่นๆ เรื่องเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของประเทศ
เลยอยากให้ช่วยวิเคราะห์ว่า ยุคที่ “มีทักษิณ”
กับ “ไม่มีทักษิณ” สภาพบ้านเมืองแตกต่างกันแค่ไหน?


A:ถ้าเทียบกับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องบอกว่ามันมีปัญหาจริงๆ กับเรื่องการใช้อำนาจ ยกตัวอย่างงบประมาณ “3 ล้านล้าน” ที่มาจากภาษีประชาชน ไม่มีตัวแทนของประชาชนเข้าไปตรวจสอบหรืออนุมัตินะครับ คนที่อนุมัติงบปี 2562 คือ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจาก คสช.เอง ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล

ผมคิดว่านี่เป็นอันตราย ถ้าว่ากันว่าระบอบทักษิณคือ “ระบอบอำนาจนิยม” คสช.นี่ อำนาจนิยมมากกว่าระบอบทักษิณอีก เพราะไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย ในการใช้งบประมาณชุดนึง

Q: ถ้าไม่เทียบ “รัฐบาลทักษิณ” กับ “รัฐบาลทหาร”
แต่เทียบกับชุดอื่นๆ มองว่าการมีหรือไม่มี “ทักษิณ”
ต่างกันมากไหมสำหรับการพัฒนาของประเทศ?


A:ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่า ประเทศไทยมีคนเก่งและมีความรู้ความสามารถอยู่เต็มไปหมดเลย ถึงจะไม่มีคุณทักษิณ ก็มีคนอื่นขึ้นมาในวันนั้น

ผมไม่ได้คิดว่าประเทศไทยจะต้องขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ ผมเห็นคนที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวของตัวเอง มาทำงานการเมืองเยอะแยะไปหมดเลย
ผมไม่เป็นห่วงอนาคตของประเทศเลยว่า จำเป็นจะต้องมีคุณทักษิณกลับมาอีกไหม

ผมคิดว่าเมื่อสังคมกลับเข้าสู่กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย บ้านเมืองมีหลักปกครองนิติรัฐ ประเทศไทยยังก้าวต่อไปข้างหน้าได้ ยังมีทรัพยากรที่มหาศาล ที่รอการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังมีคนอีกหลายล้านคนที่มีศักยภาพที่รอการปลดปล่อย

เมื่อเวลานั้นมาถึง ผมไม่เคยตั้งคำถามกับศักยภาพของประเทศไทยเลยว่า จะไปต่อข้างหน้าไม่ได้ “ประเทศไทยต้องไม่ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนนึง” เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุด

และพอพูดถึงรัฐบาลคุณทักษิณแล้ว ก็ต้องพูดด้วยว่านอกจากเราจะไม่ต้องการ “ฮีโร่” คนใดคนนึงของประเทศ ในการผลักดันประเทศไปข้างหน้าแล้ว การเมืองที่ทำนโยบายเฉพาะหน้า ทำให้ประชาชนซื้อนโยบายแลกเสียง เราไม่อยากเห็นแบบนั้น

คือเราอยากเห็นนโยบายที่สร้างการเมืองระยะยาว มีแบบแผน มีความฝันที่ชัดเจน มากกว่าจะขายเป็นนโยบายๆ ไป ผมเชื่อว่าถ้าเรามีประชาธิปไตยที่มั่นคงเมื่อไหร่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย

Q: คือเราไม่สนับสนุน “นโยบายประชานิยม” ใช่ไหม?

A:นโยบายอะไรก็แล้วแต่นะครับ ที่ทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้น แต่ไม่ได้มองถึงการสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว อาจจะมีความจำเป็นในบางกรณีจริงๆ ที่ประชาชนเดือดร้อนมหาศาล ซึ่งจำเป็นต้องช่วยเหลือเยียวยากันเฉพาะหน้า ดังนั้น มันต้องจำกัดด้วยเวลา ไม่ใช่ระยะยาว

เพราะถ้าเราทำแบบนี้ (นโยบายประชานิยม) เป็นระยะยาวไปทั้งหมด สิ่งที่เราสูญเสียไปก็คือ งบประมาณที่จะเอาไปใช้ในการลงทุน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Q: กำลังจะบอกคนไทยหรือเปล่าว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า
ไม่อยากให้สาเหตุของการเลือกใครก็ตาม
เป็นไปเพราะต้องการหนุนการมีอยู่ของ “ทักษิณ”?


A:(หัวเราะ) ผมคงห้ามพรรคการเมืองไหนไม่ได้หรอกนะครับว่า เลือกพรรคการเมืองไหนแล้วจะมีคุณทักษิณมาช่วยงานไหม ผมคงพูดอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นสิทธิของแต่ละพรรคนะครับ ที่จะดำเนินนโยบายทางการเมือง ตามอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆ

คงพูดได้แต่เพียงว่า พรรคอนาคตใหม่ เรามีวิสัยทัศน์ เรามีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เราต้องการนำบ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ทำให้รัฐประหารครั้งที่ผ่านมา เป็นครั้งสุดท้ายในสังคมไทย สร้างประเทศไทยตามวิสัยทัศน์ของเรา คือประเทศไทยที่คนไทยเท่าเทียมกัน และประเทศไทยเท่าทันโลก

[“ธนาธร” หนึ่งในผลิตผลจากรั้ว “เตรียมอุดม”]

Q: ถ้าเป็นฟากประชาชนล่ะ อยากให้คนบางส่วน
เลิกคิดไหมว่าจะเลือกใคร เพื่อหนุนการมีอยู่ของ “ทักษิณ”?


A:(หัวเราะ) อย่างที่ผมบอกแหละครับ ประเทศมันต้องก้าวไปข้างหน้า ทุกอย่างมีวิวัฒนาการ เวลาไม่ได้รอใคร ทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่ ทุกประเทศเดินไปข้างหน้า เวลาก้าวเดินไปข้างหน้า เราคงมองย้อนกลับไปหา “อดีต” ไม่ได้หรอกครับ

สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือ เตรียมประเทศไทย สร้างประเทศไทย ที่พร้อมสำหรับการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้น ใครจะรักใคร เชียร์ใคร ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ผมคงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้ เป็นสิทธิของทุกคนที่จะมีสิทธิเช่นนั้น

Q: แต่เราแค่อยากเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ที่เป็นตัวเลือกใหม่?

A:“ตัวหลัก” ครับ ไม่ใช่ “ตัวเลือก” (น้ำเสียงหนักแน่น) เราเป็นตัวหลัก เราขอเป็นผู้เล่นหลัก เรียกอย่างนั้นจะดีกว่า


“พิชิตยอดเขา” อาจไม่ต้องอึดเท่า “พิชิตเก้าอี้(การเมือง)”

[พิชิตมาราธอนโหด เอเชียคนแรก ณ เส้นชัย “อาร์กติก (ขั้วโลก)”]
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสายโหด สายไกล ไม่ว่าจะเป็นการปีนเขา ที่ต้องเสี่ยงชีวิตและอันตราย ก็คือการสอนให้ตัวเองรู้จักวางแผน รู้จักประเมินความเสี่ยง

เป้าหมายอันดับหนึ่งของเรา เวลาไปผจญภัย คือการ “กลับบ้านโดยปลอดภัย” นะครับ ไม่การ “พิชิตยอดเขา” เพราะเรารู้ว่าข้างหลังเรา มีคนรอเราอยู่

อันดับที่สองที่มันฝึกสอนเราก็คือ สอนให้เรารู้จักอดทน มีวินัย ต้องซ้อมอย่างต่อเนื่อง ต้องเด็ดเดี่ยว ต้องไม่ยอมแพ้ นั่นคือสิ่งที่ผมได้

ผมไปวิ่งทางไกลที่สุดคือ 560 กิโลเมตร ผมไปวิ่งในทะเลทราย 2 ครั้ง ครั้งละ 250 กิโลเมตร ผมไปวิ่งในเทือกเขายุโรป 230 กิโลเมตร ใน 7 วัน ผมได้นอนไปทั้งหมดแค่ 11 ชั่วโมง



ผมเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจบในหลายๆ รายการที่ผมไปมา ผมเป็นคนเอเชียคนแรกที่จบรายการพวกนี้ มีภูเขาหลายแห่งที่ผมได้พิชิตในฐานะคนไทยคนแรก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันสอนให้เรามีวินัย สอนให้เราเตรียมตัววางแผนเป็นอย่างดี สอนให้เรามุ่งมั่น อย่ายอมแพ้

แต่ถ้าจะให้เอาการผจญภัยในเส้นทางแบบนั้น มาเทียบกับเรื่องเส้นทางการเมืองในตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าผมยังใหม่มากในฐานะนักการเมือง หลังจากเปิดตัวพรรคไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าผมจะ “อึด” ได้แค่ไหน ก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่าครับ



คนทุกคนก็ถามผมเรื่องนี้นะ ถามว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่ผมว่าเราพูดไม่ได้หรอกว่าเราจะทนได้แค่ไหน เพราะเราไม่เคยเจอของจริง เราไม่เคยเจอแรงปะทะที่เข้ามาหาเราจริงๆ

ยกตัวอย่างคดีที่ทาง คสช.ผ่านคุณบุรินทร์ (พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ตัวแทนฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ยัดเยียดให้พวกเราเนี่ย (ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีไลฟ์สดพาดพิงถึง คสช.เรื่องการดูด ส.ส.และกระบวนการยุติธรรม) อันนั้นผมยักไหล่เลยนะ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเจอแบบนี้

เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวมัน ถ้ากลัวเมื่อไหร่ ฝ่อเมื่อไหร่ เราแพ้เลย เพราะการเมืองของเผด็จการ คือการทำให้ประชาชนกลัว ส่วนการเมืองของประชาชนคือการเมืองแห่งความฝัน การเมืองแห่งความหวัง ที่จะเห็นอนาคตที่ดีกว่านี้



ถูกขับเคลื่อน ด้วยไฟแห่ง “ความโกรธ+ความหวัง”

[ลุยมาแล้วทุกสนาม รอผลเพียง “สนามการเมือง”]
พรรคของเราตั้งขึ้นมา เพื่อ “เปลี่ยนแปลงประเทศไทย” น้อยกว่านั้นไม่ทำ!! ต้องเอาสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนกลับคืนมาให้ได้ สังคมที่ไม่มีรัฐประหาร สังคมที่เหมือนอารยประเทศ สังคมที่ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ สังคมที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ เป็นเวทีที่หาทางออกให้แก่ความคิดเห็นต่าง



นั่นคือสิ่งที่เป็นความฝันของพวกเรา ซึ่งเราจะผลักดัน จะต่อสู้ จะทำงานรณรงค์อย่างแข็งขันและหนักแน่น กับคนทุกกลุ่มในสังคมต่อไป เรายืนยันด้วยหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังแบบนี้มาตลอด ก็คือหลักการที่ว่าทางออกของประเทศไทยในอนาคต ก็คือสังคมไทยที่ไม่มีรัฐประหาร ไม่มีการแทรกแซงทางทหารกับการเมืองอีก

มันยังไม่พออีกเหรอครับ รัฐประหาร 10 กว่าครั้งที่เกิดขึ้นในรอบ 86 ปี ยังไม่พออีกเหรอ เฉลี่ยแล้ว 6-8 ปี มีรัฐประหาร 1 ครั้ง เฉลี่ยแล้วในรอบ 86 ปีที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรี 1 คน ดำรงตำแหน่งคนละ 2.6 ปี คำถามง่ายๆ เลย เรายังจะเอาสังคมแบบนี้ส่งผ่านไปให้ลูกหลานของเราอีกใช่ไหม?



สิ่งที่ผมพูด พอพูดในสังคมไทย ผมถูกตราหน้าว่ากลายเป็น “คนหัวรุนแรง” แต่ลองคิดกับมันจริงๆ ดูสิ จะเอาสังคมแบบนี้อยู่กับประเทศไทยอีกนานเท่าไหร่ สิ่งที่ผมพูด ถ้าผมไปพูดในประเทศที่เจริญแล้ว มันเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเลยครับ ไม่มีความรุนแรงอะไรอยู่ในเนื้อหาเลย

แต่ที่ผมถูกมองว่าหัวรุนแรง ก็เพราะคน “ไม่กล้าฝัน” (แววตาแข็งกร้าว) คนยังคิดว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นไปไม่ได้ แต่ผมบอกว่าเป็นไปได้ ต้องเป็น และต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

วันนี้ใน “อนาคตใหม่” ขับเคลื่อนไปด้วยไฟ 2 ดวง ไฟดวงแรกคือไฟที่เกิดจาก “ความโกรธ” ความโกรธที่เห็นความอยุติธรรมอยู่เต็มไปหมดในสังคมไทย และไฟดวงที่สองคือไฟแห่ง “ความหวัง” ที่ว่าเราจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้



แตกต่างแต่เหมือนกัน “เอก-ธนาธร” VS “จัสติน ทรูโด”

[เอก-ธนาธร และ จัสติน ทรูโด]
(ที่สื่อนอกชอบเปรียบเทียบว่า “จัสติน ทรูโด” นายกฯ แคนาดา มีความเหมือนกับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”) ผมว่าไม่เหมือนหรอกครับ เพราะคุณจัสตินไม่ได้เจอกับกระบอกปืน (หัวเราะ)


แต่ถ้าจะลองมองว่าเราเหมือนกันตรงไหน ก็อาจจะเป็นเรื่องค่านิยมที่เราเชื่อคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพราะคุณจัสตินเป็นคนที่เน้นเรื่องนี้มาก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของเขา ก็จะมี ส.ส.และรัฐมนตรีที่เป็นสุภาพสตรีเยอะมาก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อในพลังของเสรีภาพ การเชื่อในพลังของประชาชน ผมว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ น่าจะเป็นแนวความคิดที่เรามีใกล้เคียงกันอยู่



ใครว่า “การเมือง = เรื่องน้ำเน่า”!?

ผมว่าไม่น้ำเน่านะ ก็ดูสิ เน่าไหมล่ะ งบ “3 ล้านล้าน” ภาษีของคุณน่ะ ถามว่างบจำนวนเท่านี้ เอาไปทำอะไรได้บ้าง ไปสร้างโรงเรียนที่ดีขึ้นได้ไหม จะเอาไปให้เบี้ยคนชรา หรือจะเอาไปซื้ออาวุธเพิ่ม? ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องน้ำเน่าไหม..ไม่ใช่เลย

เพราะการเมืองคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณ การเมืองคือเรื่องที่จะบอกว่า จะเอาเงินตรงนี้ เอาทรัพยากรของประเทศตรงนี้ ไปใช้เพื่อใคร ที่ไหน อย่างไร



ถามว่าทำไมบ้านเมืองเรายังน้ำท่วม ในขณะที่เอาเงินมาสร้างรถไฟที่กรุงเทพฯ ได้ ทำไมไม่เอาเงินตรงนั้นไปสร้างตลิ่ง เพื่อกันไม่ให้บ้านเมืองน้ำท่วม หรือจะเอาไปเพิ่มเบี้ยคนชรา เพิ่มเรื่องการศึกษาให้มันดีขึ้น

คือเม็ดเงินมันมีอยู่เท่านี้แหละ จะเอาไปใช้ทำอะไร จะเอาไปสร้าง EEC ลงทุนเพื่อให้กลุ่มทุนใหญ่ที่อยู่แถวนั้น เติบโตขึ้นไปอีกใช่ไหม ช่องว่างระหว่างความไม่เท่าเทียมกันจะได้เบ่งบาน ใหญ่โตมากขึ้นไปอีก

หรือจะเอาเงินตรงนี้ไปสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทำระบบชลประทานให้ภาคอีสาน ให้พวกเขาทำงานได้ปีละ 2 ครั้ง หรือจะเอาเม็ดเงินตรงนี้ ไปทำโรงเรียนทั่วประเทศให้มีคุณภาพดี ให้เทียบเท่ากับโรงเรียนในกรุงเทพฯ

ทั้งหมดนี้แหละคือการเมือง เพราะการเมืองคือคนที่ได้รับฉันทมติจากประชาชน ให้ไปตัดสินใจว่าจะเอาเงินของประเทศ เอาทรัพยากรของประเทศไปทำอะไร



สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ การเมืองมันไม่ใช่เรื่องน้ำเน่า แต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะมันเป็นเรื่องการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการบริหารภาษีของคุณ

ส่วนรัฐบาลไหนจะเอางบตรงนั้นไปใช้ทำอะไร ก็แล้วแต่เลยครับ มันถ้าเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย คือถ้ามีพรรคการเมืองพรรคนึง มาเสนอว่าจะเอางบกลาโหม ซึ่งปีนึงตกอยู่ที่ 230,000 ล้าน ส่วนงบการศึกษาปีละประมาณ 430,000 ล้าน

หรือมาบอกว่า จะทำให้งบกลาโหมปีนึง เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 430,000 ล้าน แล้วชนะเลือกตั้งอันดับ 1 และตั้งรัฐบาลได้ มันก็เป็นความชอบธรรมของเขาที่จะทำแบบนั้น

แต่ที่ผ่านมา งบกลาโหมเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 หลังการรัฐประหารเป็นต้นมา เพราะไม่มีฝ่ายค้าน งบทหารถึงได้เพิ่มขึ้นเร็วมากในปีที่ผ่านมา ไปดูสิว่าเพิ่มขึ้นไปเท่าไหร่ และยังเริ่มเร็วมากตั้งแต่ปี 2549 ที่เกิดรัฐประหารครั้งแรก
ในปี 2549 งบบัตรทอง หรืองบ 30 บาทรักษาทุกโรค ต่อตัวของประชาชน เยอะกว่างบกองทัพ

มาจนถึงปีนี้ 12 ปีผ่านไป งบกองทัพ กลับเยอะกว่างบของสาธารณสุข มันเป็นเพราะอะไร ลองหาคำตอบสิครับ ก็เพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านไง



ถามว่าเราอยากได้ไหม ประเทศที่งบกองทัพมากกว่างบสาธารณสุข คุณคิดว่าเรื่องอะไรเป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศไทยมากกว่ากัน สาธารณสุขของประเทศหรือกองทัพ

เพราะฉะนั้น ถามอีกทีว่า การเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่าไหม?..ไม่เลย ก็ที่ประเทศมันเฮงซวยอย่างนี้มันเพราะอะไร ก็เพราะคุณไม่สนใจการเมือง เพราะคุณคิดว่ามันเป็นเรื่องน้ำเน่า เพราะคุณไม่เข้าใจว่าพลเมืองทุกคน มีทั้งสิทธิและหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ประชาธิปไตยปักรากลงแข็งแรง








สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่องและคลิป: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: จิรโชค พันทวี
ขอบคุณภาพ: fb.com/thanathornofficial


กำลังโหลดความคิดเห็น...