xs
xsm
sm
md
lg

เจาะกลยุทธ์ “โจรข้าวกล่อง” หลอกเซ็นสัญญา-สลับสินค้า-ฟ้องหมดตัว!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หลอกทำข้าวหมื่นกล่องส่งโรงงานไม่ทัน “สูญเงินกว่า 5 ล้านบาท” สุดท้ายเครียดจัดเป็นหนี้สิน เส้นเลือดในสมองแตก "ตายสังเวยข้าวกล่อง" กลยุทธ์โกงข้าวกล่องระบาดก่อนทำต้องเซ็นสัญญากว่า 3 ฉบับ อ้างซื้อสัมปทานมาจากโรงงานที่ไม่มีอยู่จริง

กระบวนการโกงข้าวกล่อง!!

ล่าสุด ธนิสร กุยแก้ว แม่ค้าวัย 42 ปี ชาวอุตรดิตถ์ เข้าแจ้งความว่าโดนหลอกให้ทำอาหารและน้ำดื่มส่งโรงงาน สูญเงินลงทุนไปเกือบ 1 ล้านบาท
ไม่น่าเชื่อ มิจฉาชีพ หลอกโกงเงินด้วยข้าวกล่องก็มี หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม ไปเชื่อคนง่ายขนาดนั้น ทางทีมข่าว MGR Live จึงจะพามาเจาะกลยุทธ์การโกงข้าวกล่องของเหล่ามิจฉาชีพที่อ้างว่าทำตามสัญญา ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจ ที่ทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง นับว่าเป็นอุทาหรณ์ให้แก่คนรับทำข้าวกล่องที่ควรตรวจสอบก่อนรับงาน หากไม่แน่ใจควรตรวสอบโรงงานว่ามีอยู่จริงหรือไม่
ทั้งนี้เองสัญญาว่าจ้างทำอาหารถูกเขียนขึ้นมาทั้งหมด 3 ฉบับ แบ่งเป็น 1.สัญญาข้าวกล่อง 2.สัญญาน้ำ 3.สัญญาไข่ต้ม สัญญาจงใจให้ทำข้าวกล่องไม่ทันเพราะมีการเปลี่ยนสัญญาหลายครั้ง ผู้เสียหายเสียดายเงินมัดจำ106,000บาท จึงต้องทำข้าว10,000กล่องให้ทัน
โดยสัญญาข้าวกล่อง เป็นสัญญาสัมปทานผู้ว่าจ้างได้หลอกน้องสามีตนเองให้มาเป็นคู่ว่าจ้างกับผู้เสียหายในการผลิตข้าวกล่องจำนวน หมื่นกล่องต่อวัน โดยรับซื้อกล่องละ 35 บาท เป็นเงิน 35,0000 บาท ให้ส่งในวัน จันทร์ ถึงศุกร์ ภายในเวลา 07.00 น. มีสัมปทานระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 61 จนถึง ปี 66 หากทำไม่ทันจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย 35,0000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

ส่วนสัญญาน้ำดื่ม จำนวน 10,000 ขวด ต่อวัน ซึ่งรับซื้อขวดละ 15 บาท เป็นเงินจำนวน 15,0000 บาท ให้ส่งอาทิตย์ละ 2 วัน คือเสาร์กับอาทิตย์ ภายในเวลา 07.00 น. มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากว่าส่งไม่ทันต้องถูกปรับ 15,0000 บาท

และสัญญาไข่ต้ม ให้ส่ง 10,000 ชุด ต่อวัน ชุดละ 3 ฟอง ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างต้องต้มไข่ให้ได้ 30,000 ฟอง ชุดละ 20 บาท เป็นเงิน 200,000 บาท ให้ส่งอาทิตย์ละ 2 วัน คือจันทร์และศุกร์หากส่งไม่ทันต้องถูกปรับ 200,000 บาท
 
ชาวบ้านก็ระดมช่วยกันทำ ระดมช่วยทำเป็นแผนกๆ ช่วยกันอย่างหนักหนาสาหัส แทบจะช่วยกันทำทั้งหมู่บ้าน ทำกันทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อให้เป็นไปตามสัญญา
อีกทั้งชาวบ้านไม่ได้มีการตรวจสอบ สุดท้ายก็หลงเชื่อในสัญญา ก็ผลิตให้กับผู้ว่าจ้างผู้ว่าจ้างเองก็ พยายามเอายอดเงินที่สูงให้เป็นตัวล่อ เพื่อให้มีกำลังใจในการผลิต แต่ก็มีบางรายที่ทำเสร็จตามสัญญา ผู้ว่าจ้างก็ได้นำข้าวกล่องไปแจก และนำไปทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน จนตำรวจสืบสวนไปเจอแหล่งที่ทิ้งของ
นอกจากนี้เองเพื่อนสนิทของผู้เสียหายรายล่าสุด ได้สะกดรอยตามหลังจากที่ผู้ว่าจ้างมารับน้ำที่บรรจุใส่ถุงไปส่งที่โรงงานจึงตามรถบรรทุกน้ำทั้ง 2 คันไป กลับพบว่ารถกระบะบรรทุกน้ำดังกล่าวจอดอยู่ระหว่างทาง จากนั้นคนงานได้ขนย้ายน้ำจากรถคันหนึ่งไปอีกคันหนึ่ง
หลังจากนั้นรถกระบะดังกล่าวได้ขับนำน้ำมาคืนที่บ้าน เหมือนเดิม โดยให้เหตุผลว่าน้ำดังกล่าวไม่ได้มาตรฐาน เป็นเหตุให้ต้องถูกปรับถึง 150,000 บาท จึงต้องให้ทำน้ำไปอีกชุด โดยหักค่าปรับที่อ้างว่าน้ำไม่ได้มาตรฐาน

เป็นกลอุบายที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อ เนื่องจากเหยื่อต้องการมีงานทำ เป็นช่วงจังหวะที่ไม่มีงานทำ ตกงาน บางรายถึงขั้นนำรถเข้าไฟแนซ์ เพื่อนำเงินออกมาเป็นต้นทุนในการทำข้าวกล่อง จึงเข้าทางสองมิจฉาชีพรายนี้ว่าได้สัมปทานมาให้ผลิตข้าวกล่องให้กับโรงงาน ถ้าอยากมาร่วมทำต้องซื้อสัมปทานทำสัญญาเสียก่อน
อ้างสัมปทานโรงงานมาจากพิษณุโลก แต่ปรากฏว่าแรงงานแห่งนี้ไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้มีการสอบปากคำเจ้าของโรงงานไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยรู้เรื่องว่ามีสัมปทาน โดยโรงงานไทยแอร์โรว์ที่ถูกอ้างว่าเป็นคนให้สัมปทานกับแก๊งมิจฉาชีพ เอาชื่อโรงงานไปแอบอ้าง ทางตำรวจได้เข้าตรวจสอบแล้วพบว่า มีอยู่จริง แต่พนักงานในโรงงานมีอยู่ไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน และทางโรงงานก็ได้ปฎิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสัญญานี้ ขณะที่ทางโรงงานก็ตกเป็นผู้เสียหายเช่นกัน

เหยื่อ 3 ราย “เสียหาย” เพราะข้าวกล่อง

จากกรณีล่าสุด ธนิสร กุยแก้ว แม่ค้าวัย 42 ปี ชาวอุตรดิตถ์ ถูกมิจฉาชีพ 2 คน คือ ธนิตา จันทร์อิ่ม ผู้ชักชวน และ กัญจ์หทัย สุกใส ผู้ทำสัญญา ว่าจ้างให้ทำข้าวกล่อง จำนวน 10,000 พร้อมน้ำดื่มอีก 10,000 ขวด รวมเป็นเงินต้นทุนพร้อมซื้ออุกปรณ์ต่างๆ ที่มาทำกว่า 800,000 บาท โดยใช้แรงงานรวมญาติพี่น้องและชาวบ้านกว่า 60 คน มาช่วยกัน หลังจากทำเสร็จ กลับไม่มารับของตามกำหนดทำให้ได้รับความเสียหาย
นี่ไม่ใช่ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อรายแรก หากไม่อยากตกเป็นเหยื่อต้องระวัง เพราะก่อนหน้านี้ยังมีผู้เสียหายอีกราย ที่ถูกสองสาวดังกล่าวว่าจ้างให้ทำข้าวกล่องมาแล้วเช่นกัน โดยสั่งทำจำนวน 20,000 กล่อง แบ่งเป็นมื้อเช้าและมื้อกลางวันอย่างละ 10,000 กล่อง แต่หลังทำข้าวเสร็จผู้ว่าจ้างบอกว่าข้าวไม่ดี ข้าวไม่ได้มาตราฐาน จะทำการปรับเงิน 350,000 บาท ซึ่งตอนนั้นถูกปรับไปเป็นเงิน 700,000 บาท ทำให้ผู้เป็นพ่อเครียดมาก เป็นเหตุให้เสียชีวิตเนื่องจากเส้นเลือดอุดตัน

ขณะเดียวกันก็มีผู้ร้องเรียนเข้ามาอีก เป็นแม่ค้าขายน้ำส้มเกล็ดหิมะ อ้างว่าเป็นผู้เสียหายอีกรายที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้เอาชื่อและบริษัทไปแอบอ้างกับผู้เสียหายรายอื่นๆ ว่ารับน้ำส้มมาจากบรัทของตน ในราคาแก้วละ 3 บาท หากนำไปขายต่อจะได้ราคาแก้วละ 10 บาท ซึ่งได้กำไร 7 บาท
ด้าน ทนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่า สัญญาทั้งหมดเป็นการกุเรื่องขึ้นมา โดยที่ไม่มีโรงงานที่มีการกล่าวอ้างขึ้นว่ามีสัมปทานการจ้างเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงกลอุบายในการหลอกลวงผู้เสียหาย ซึ่งมีการเปลี่ยนสัญญาอยู่หลายครั้ง ใช้กลอุบายมัดจำไปถึง 1 แสน 6 พันบาท และใช้กลอุบายเพื่อยึดเงินมัดจำลูกจ้าง ที่ต้องผลิตให้ทัน

“สิ่งที่นายจ้างมุ่งหวังในการทำสัญญาคือค่าปรับ อีกทั้งมีการวางแผนล่วงหน้าและเคยทำมาหลายเคสแล้ว และมีเจ้าที่หน้ารับส่วนแบ่งจากการกระทำครั้งนี้ด้วย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ลักษณะคือนำตำรวจลงพื้นที่แล้วบอกกับชาวบ้านว่าทำผิดสัญญา ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว เพราะชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเมื่อตำรวจยืนยันอย่างนั้น เขาจึงต้องยอมจ่าย จนเส้นเลือดในสมองแตก
ตอนนี้มีผู้เสียหายทั้งหมด 3 ราย ที่ถูกหลอก รวมค่าการเสียหายเกือบ 5 ล้านบาท มีลักษณะกลอุบายไปหลอกผู้เสียหายว่าถ้าอยากทำให้เริ่มที่ข้าวหนึ่งพันกล่อง น้ำหนึ่งพันขวด ไข่ต้มหนึ่งพันชุด ซื้อสัญญญาทำสัมปทานก่อนหนึ่งหมื่นบาท อีกวันต่อมาสัญญาเปลี่ยนเป็นข้าวกล่อง สองพันกล่อง จึงเพิ่มเงินทำสัญญาอีกหนึ่งหมื่นบาท ใช้กลอุบายแบบนี้ทำสัญญาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนได้เงิน 1 แสน 6พันบาท ถ้าทำไม่ได้เงิน 1 แสน 6พันเป็นของนายจ้างทันที”
 
ไม่เพียงเท่านี้ทนายชื่อดังกล่าวอีกว่าหลังการตรวจสอบ คนชื่อ ธนิตา จันทร์อิ่ม ได้ก่อคดีมาแล้วมากกว่า 6 รายในพื้นที่อุตรดิตถ์ มีการลักษณะการใช้กลอุบายเดียวกัน และจากการตรวจสอบประวัติพบว่ามีคดีฉ้อโกงทรัพย์ ในลักษณะยักยอกฉ้อโกงแบบนนี้มากกว่า 5 คดี และยังมีคดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายอีก 1 คดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา มีโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 1 แสนบาท
หลังการสอบปากคำมิจฉาชีพทั้ง 2 คน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ขอให้ปากคำใดๆ ซึ่งผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ยังยืนยันว่า ทำถูกต้องตามสัญญาในการว่าจ้างทำข้าวกล่อง และไม่ใช่คนผิด ซึ่งจะขอให้การในชั้นศาล และจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย ผู้ที่ฟ้องตนเช่นกัน เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาฉ้อโกง และปล่อยตัวทั้ง 2 ไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...