xs
xsm
sm
md
lg

สุดสะเทือนใจ! “วัดพระบาทน้ำพุ” แดนผู้ป่วยเอดส์ “ถูกทิ้ง”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้ป่วยเอดส์-หมดหนทางไป-หวังวัดเป็นที่พึ่ง!! สุดเวทนาผู้ป่วยถูกทิ้งที่ “วัดพระบาทน้ำพุ” เพราะสังคมไม่เข้าใจโรคเอดส์? ซ้ำความรู้เรื่องโรคยังไม่ครอบคลุม อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ พุ่งสูงปีละ 20,000 คน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์แนะ ควรปรับความคิดและมุมมองต่อผู้ป่วย

ครอบครัวผลักภาระ! เพราะความรังเกียจ

ทิ้งคนป่วยให้วัดดูแล! กลายเป็นภาพสุดสะเทือนใจเมื่อเพจเฟซบุ๊ก “วัดพระบาทน้ำพุ” ได้โพสต์ภาพและวีดีโอของผู้ป่วยเอดส์ ที่กำลังนอนอยู่หน้ากำแพงวัด พร้อมเสื้อผ้าและที่นอน ทั้งระบุว่าการนำผู้ป่วยมาทิ้งไว้ข้างกำแพงหน้าวัดอาจเป็นทางเลือกที่ง่าย แต่เป็นทางเลือกที่ไม่เป็นผลดีสำหรับคนไข้ ปัจจุบันโรคเอดส์สามารถรักษาและควบคุมอาการได้หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่งทั่วประเทศ

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ป่วยมาอยู่ในการดูแลของวัด เพราะวัดแห่งนี้เป็นสถานรักษาพักฟื้นผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ และยังเป็นที่ตั้งของมูลนิธิธรรมรักษ์ที่คอยช่วยเหลือเด็กยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ จึงมีผู้ป่วยถูกนำมาทิ้งที่วัดอยู่บ่อยครั้ง

แต่ขณะเดียวกัน การจะนำผู้ป่วยมาที่วัดพระบาทน้ำพุดูแลได้ จะต้องมีเอกสารในการนำส่งตัวผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นประวัติการรักษา เอกสารส่วนตัว ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ใบเซ็นยินยอมของญาติ และการพูดคุยทำความเข้าใจกับญาติในการรับผู้ป่วย



นอกจากนี้ทางเพจดังกล่าว ยังได้อธิบายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุไม่รู้ประวัติของผู้ป่วยมาก่อน ถ้าผู้ป่วยสื่อสารได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าสื่อสารไม่ได้จะต้องนับหนึ่งกันใหม่ตั้งแต่เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ ว่ามีโรคแทรกซ้อนหรือไม่ ซึ่งมีรายละเอียดที่ค่อนข้างเยอะ และหากมีประวัติการรักษาวัดจะประสานกับทางรพ.เก่าเพื่อขอประวัติการรักษาและรักษาต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ถ้าไม่มีขั้นตอนตรงนี้ค่อนข้างใช้เวลา และถ้าผู้ป่วยที่มามีอาการหนักบางครั้งอาจไม่ทันการ และถ้าทิ้งแบบไม่มีเอกสารประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน วัดจะต้องไปแจ้งความ ถ้าผู้ป่วยต้องรักษาตัว ผ่าตัด เจาะเลือด ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ใครจะเป็นผู้ยินยอม วัดไม่สามารถทำแทนได้

“ไหนๆ ก็เอาผู้ป่วยมาถึงหน้าวัดแล้ว อยู่รอพบเจ้าหน้าที่สักหน่อย สอบถามพูดคุยกัน บ่อยครั้งที่ญาตินำผู้ป่วยมาวัดแล้วนำกลับไป เพราะเข้าใจวิธีการดูแลและอยู่ร่วมกัน และบ่อยครั้งที่ญาตินำเอกสารมาไม่ครบและสัญญาว่าจะส่งมาให้แล้วเงียบหายไป บ่อยครั้งที่ญาติทำถูกต้องตามระเบียบของวัดและสัญญาว่าจะมาเยี่ยมที่วัดแล้วเงียบหายไป ทางวัดเจอมาทุกรูปแบบ

วัดพระบาทน้ำพุไม่เคยปฏิเสธผู้ป่วยถ้าเตียงไม่เต็ม (บ่อยครั้งเตียงเต็มยังต้องรับ) อย่าเอามาทิ้งแบบนี้เลย เข้ามาพูดคุยกันทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อที่เค้าจะได้มีโอกาสฟื้นตัวและมีชีวิตต่อไปเถอะ



ในขณะที่ทุกวันนี้ HIV ก็มียาต้านไวรัสทาน สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ปกติ มันไม่ได้ติดกันง่าย ๆ เปิดใจ ให้โอกาสให้พวกเค้าได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง ขอให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นเพียงทางผ่านให้พวกเขามาพักฟื้น แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคม อยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูงอย่างมีความสุขเถอะ”

ทางด้านของ อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 5 แสนคน โดยอยู่ในระบบการดูแลจาก 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนหลักประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสิทธิข้าราชการ ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 300,000 คน ที่เข้าถึงยา และมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ปีละ 20,000 คน ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก



จากข่าวที่มีการนำผู้ป่วยไปอยู่สถานสงเคราะห์หรือวัด สะท้อนถึงปัญหา เรื่องของทัศนคติกับผู้ป่วยโรคเอดส์ของคนไทย ทั้งผู้ป่วยซึ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ และสังคมที่ปฏิเสธผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยต้องก้าวออกจากบ้านและชุมชน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับสังคม และใช้ชีวิตอย่างที่ได้ปกติ ซึ่งผู้ป่วยและสังคมจะต้องก้าวข้ามทัศนคติหรือความเชื่อแบบเดิมที่เป็นความเข้าใจผิดไปให้ได้

รอวันสังคมเข้าใจ “HIV”

ประเด็นการทิ้งผู้ป่วยเอดส์ที่วัดดังกล่าว ทำให้สังคมโซเชียลฯ พากันแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงบุคคลที่มักจะนำญาติพี่น้อง ซึ่งกำลังป่วยมาทิ้งเพื่อให้วัดเป็นผู้ดูแลพวกเขา และผลักภาระออกไปให้พ้นตัว เพียงเพราะความรังเกียจและไม่อยากจะเข้าใกล้เพราะกลัวจะติดโรค แต่สิ่งนั้นกลับไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องด้วยซ้ำ

“สมัยนี้ ยังมีการเอาผู้ติดเชื้อมาทิ้งไว้หน้าวัดอยู่อีกเหรอ ทั้งที่การเข้าถึงการรักษามันง่ายมากๆ เห็นทางวัดโพสต์เองก็สะเทือนใจ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับHIV มันยังไม่ครอบคลุม ยังมีคนที่ไม่เข้าใจอยู่อีกมาก ทิ้งภาระให้วัดช่วงนี้กำลังทอดกฐิน ขอให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นอีกตัวเลือก แทนที่บางวัดแข่งกันสร้างห้องน้ำแพงๆ ตกแต่งวัดสวยหรู บางวัดที่ต้องการความช่วยเหลือพื้นฐานที่จำเป็นแทบไม่มีใครมอง”



“ญาติจะเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วยให้มีชีวิตต่อไป บางรายติดเชื้อจากสามี แม่สู่ลูก เขาไม่ได้เป็นคนที่ไม่ดี ไม่ได้มั่ว เหมือนที่มีคนตราหน้าว่าคนติดเชื้อเอดส์ต้องมั่ว ตอนนี้มียารักษาค่ะ อยู่ได้เป็นสิบๆปี แต่ปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าสุขภาพคือปัญหาของสภาพจิตใจ ในสังคมไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อ และรังเกียจ อยากให้คิดว่าไม่มีใครอยากโชคร้าย ให้โอกาสเขาได้ใช้ชีวิตที่ไม่ต้องหวาดระแวง ได้ขึ้นชื่อว่ามีลมหายใจ อย่าทำร้ายจิตใจกันเลย”



“ที่ยังทิ้งกันง่ายๆ ก็เพราะว่าโรคนี้ส่วนใหญ่ถ้าเป็นแล้วสังคมจะรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้เลย มันติดต่อได้ ถึงจะบอกว่าติดยากก็เถอะ แต่ติดแล้วมันรักษาไม่ได้ ควบคุมอย่างเดียว มันไม่เหมือนโรคมะเร็งที่เป็นแล้วตายแต่ไม่ติดต่อ”



ไม่เพียงเท่านี้ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ได้แถลงข่าวถึงเรื่องราวของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีด้วยว่า ควรจะต้องปรับความคิดและมุมมองต่อผู้ป่วยด้วย เพราะหากผู้ป่วยได้รับยาต้าน 2-4 สัปดาห์ก็ใช้ชีวิต สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติ

รวมทั้ง อยากให้มีการพิจารณาให้ถี่ถ้วน และไม่ควรขยายส่งต่อเหตุดราม่า เพราะว่าติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้งนี้ การตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวียอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้หมดไปจากสังคมไทย ซึ่งเกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ ทำให้เห็นภาพการละทิ้งผู้ติดเชื้อ ซึ่งต้องเรียนว่าองค์ความรู้เรื่องเอชไอวีแตกต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างมาก วันนี้เอชไอวีไม่ได้ติดต่อกันง่าย แต่ติดยากมาก ยากกว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี



ส่วนเชื้อเอชไอวีนั้นจะติดต่อกันต่อเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง คือ เพศสัมพันธ์ไม่สวมถุงยางอนามัย ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ส่วนความคิดว่าผู้ป่วยจะเป็นภาระนั้นเรียนว่าถ้าผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัส ภายใน 2-4 สัปดาห์ก็จะกลับมามีอาการปกติ สามารถเดินเหินได้ ไปทำงานได้ตามปกติ

“และขอย้ำว่าทุกสิทธิการรักษาไม่ว่าจะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม แค่ตรวจเจอเชื้อในร่างกาย ก็สามารถรับยาต้านไวรัสได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ล่าสุดผู้ป่วยบัตรทองที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถเข้ารับยาต้านในรพ.ของรัฐได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนสถานพยาบาลใหม่ แต่สิทธิประกันสังคมอาจจะต้องไปที่รพ.ตามสิทธิอยู่

เรื่องการดราม่าที่มีคนนำผู้ติดเชื้อไปทิ้งข้างกำแพงวัด ไม่อยากให้คิดว่าวัดนี้ ดีกว่าที่อื่นหรือทำไมต้องจำเพาะเจาะจงทิ้งที่นี่ เพราะถ้าไม่ใช่ที่นี่แต่เป็นที่อื่น ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับมุมมอง ความรู้ว่าเอชไอวีสามารถรักษาได้ด้วยยาต้าน จนทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับคนทั่วไป กินยาต่อเนื่องก็กดเชื้อให้ต่ำจนไม่ถ่ายทอด และต้องบอกว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการความเข้าใจจากสังคม กรุณาให้งานเขาทำ เขาไม่ได้ต้องการเงินบริจาค”

ข่าวโดย MGR Live


กำลังโหลดความคิดเห็น...