xs
xsm
sm
md
lg

5 ที่สุดของโค้ชเช ในวันเตรียมสละสัญชาติ?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

โค้ชเช
“ไม่ว่าผมก็เป็นคนเกาหลีหรือคนไทย ผมรักเมืองไทยเหมือนเดิม” เปิดหมดใจ “โค้ชเช” กับเส้นทางที่เลือก ถึงกรณี “สละสัญชาติเกาหลี” และเรื่องราวทุกแง่มุมของชีวิตที่ไม่ได้แค่เรื่องกีฬา ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ในการทำหน้าที่เฮดโค้ชเทควันโดทีมชาติไทย ที่พลิกประวัติศาสตร์ จากต้องหนีอันดับร่วง จนทะยานสู่อันดับโลก!

สัญชาติไทย VS สัญชาติเกาหลี?

หากจะพูดถึงชาวต่างชาติที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในแวดวงกีฬา หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ “ชเว ยอง ซอก หรือ โค้ชเช” หัวหน้าผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทย ชาวเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้เข้ามาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของกีฬาเทควันโดในไทย จนทำให้อันดับโลกของนักกีฬาชนิดนี้ ก้าวจากอันดับรั้งท้าย มาอยู่ใน Top 10 ของโลก อย่างในปัจจุบัน

ล่าสุด ในมหกรรมกีฬานานาชาติที่สำคัญที่สุดในทวีปเอเชีย หรือเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ผ่านมา ทีมเทควันโดไทยก็ไม่ทำให้แฟนกีฬาผิดหวัง ด้วยคว้าเหรียญทองติดมือกลับมาด้วย จาก ''น้องเทนนิส - พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” มือ 1 ของโลกรุ่น 49 กก.หญิง

และภายหลังจากที่เธอเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้แล้วนั้น น้องเทนนิสได้ถอดเหรียญทองที่คล้องอยู่ เพื่อให้ โค้ชเช ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเธอคล้องกับคอให้อีกครั้ง และไม่เพียงแค่นั้น ยังปรากฏภาพที่ทั้งคู่ วิ่งถือธงชาติไทยด้วยความดีใจด้วยกันไปรอบๆ สนาม สร้างความประทับใจและเรียกรอยยิ้มจากผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก


นาทีประทับใจ โค้ชเชและน้องเทนนิสวิ่งถือธงไทยทั่วสนามหลังคว้าเหรียญทอง

ไม่รอช้า ทีมข่าว MGR Live จึงคว้าตัวเฮดโค้ชเทควันโดชาวเกาหลีใต้ผู้นี้มาเปิดใจ เปิดความรู้สึกหลังคว้าชื่อเสียงมาให้ประเทศไทยได้อีกครั้ง

“ก็รู้สึกดีใจครับ ได้ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดงจากประเภทต่อสู้ ก่อนที่จะไปแข่ง ทางสมาคมและสตาฟโค้ชเราก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่ายังไงก็เหรียญทอง หลังจากเอเชี่ยนเกมส์แล้ว เดือนหน้าก็มียูธโอลิมปิกของเยาวชนที่อาร์เจนตินา ผมต้องพาไป แล้วก็ของประชาชน เราเรียกว่ากรังด์ปรีซ์ ก็เตรียมโอลิมปิก ก็ต้องเก็บคะแนน

สิ่งที่สำคัญที่สุดของโอลิมปิกไม่เหมือนเอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิกต้องได้โควตาก่อน แต่ว่าตอนนี้ก็มี 8 รุ่น ผู้ชาย 4 ผู้หญิง 4 หนึ่งชาติก็ส่งได้ 4 รุ่น น้องเทนนิสก็เป็นมือวางอันดับ 1 อยู่ ก็น่าจะไปได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนอื่นก็ต้องเก็บคะแนนเพื่อให้อยู่ใน 5 อันดับ

ตอนนี้ก็ตั้งเป้าเหรียญทองโอลิมปิกไว้อย่างน้อย 1 เหรียญทองก็ดีแล้วครับ(หัวเราะ) ได้เหรียญอื่นก็ดีครับ โอลิมปิกเป็นแข่งใหญ่ที่สุด เป็นเป้าหมายของทุกชาติ ที่ผ่านมาเทควันโดเราก็ได้เหรียญทองมาทุกการแข่งขัน แต่ยังไม่ได้เหรียญทองโอลิมปิกเลย”



แน่นอนว่า เมื่อมีชื่อของโค้ชเชปรากฏขึ้นบนหน้าสื่อทีไร คำถามที่ตามมาคือประเด็นเรื่องของ “สัญชาติ” เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมามากมาย ว่าเขาตัดสินใจสละสัญชาติบ้านเกิดเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากทางเกาหลีเองก็ไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ

แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ต้องไปฟังคำตอบจากปากเจ้าตัวชัดๆ กัน ...

“ตอนนี้ผมเหมือนเป็นข้าราชการของเกาหลีครับ เป็นคนเกาหลีที่มาทำงานที่นี่ ทางนั้นก็ชื่นชมความสำเร็จที่ทำที่นี่ เขาก็ซัปพอร์ตเรื่องค่าเรียนลูกชายผม ค่าเช่าอะไรต่างๆ เป็นสวัสดิการครอบครัว เขาจะซัปพอร์ตถึงอายุ 60 ปี ซึ่งตอนนี้ผมอายุ 45 แล้ว เหลืออีก 15 ปี แต่ว่าถ้าผมเปลี่ยนสัญชาติเป็นสัญชาติไทย ผมต้องยกเลิกกับทางเกาหลี ถ้ายกเลิกก็จบ ไม่ได้รับการซัปพอร์ต

ผมก็อยู่ที่ไทยประมาณ 16-17 ปีแล้ว ครอบครัวอยู่ที่นี่ ลูกชายก็กำลังเรียนที่สาธิตฯ เกษตรอยู่ ทุกวันนี้ผมได้โควตาเป็นโค้ชต่างชาติ ได้เงินเดือน 150,000 บาท จาก กกท. แต่ถ้าผมเป็นคนไทยแล้ว เขาจะให้เงินเดือนลิมิต 50,000 บาท ผมพูดตรงๆ ทุกวันนี้ผมทำงานหนัก เพราะต้องดูแลครอบครัว นายกสมาคมเทควันโดไทย คุณพิมล ศรีวิกรม์ ก็เข้าใจเรื่องนี้ เพราะเงินก็สำคัญมาก(นิ่งคิด) ก็ทำใจลำบาก การให้สัญชาติไทยก็พิเศษจริงๆ ผมขอบคุณมากครับ

แต่ว่าตอนนี้ผมก็ตัดสินใจยาก ผมอยากเป็นคนไทยเพราะว่าผมต้องเตรียมอนาคต ที่ไทยกฎหมายก็ทำอะไรลำบาก เพราะว่าผมก็เป็นคนต่างชาติ ผมทำได้แค่เป็นโค้ชทีมชาติอย่างเดียว ถ้าเมื่อไหร่ผมไม่ได้เป็นโค้ชทีมชาติ ผมก็ต้องคิดว่าทำอะไร ผมก็อยากได้สัญชาติไทย ถ้าผมเป็นคนไทยแล้ว ผมช่วยได้หลายส่วน ไม่ใช่แค่เทควันโดอย่างเดียว”


สรุปแล้วก็คือ ปัจจุบัน โค้ชเช ยังไม่สละสัญชาติเกาหลีตามที่เป็นข่าวออกไป ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างยังตัดสินใจ เนื่องจากยังมีความกังวลหลายประการ




“ถ้าถามว่าในอนาคตจะย้ายกลับบ้านเกิดหรือไม่ ก็ยังไม่คิดเท่าไหร่ครับ แต่ตอนนี้อยากทำเป้าหมายตัวเองคือเหรียญทองโอลิมปิก ตอนนี้น้องเทนนิสก็มือวางอันดับ 1 แต่ว่าตอนนี้หลายคนก็เป็นคลื่นลูกใหม่มาเรื่อยๆ เราก็เป็นแชมป์อยู่ต้องป้องกัน ผมไม่ได้คิดอะไร

ก็ขอกำลังใจให้ผมและทีมเทควันโด ตอนนี้เทควันโดเรามีโอกาสเหรียญทองโอลิมปิก ผมไม่ได้คิดอย่างอื่นอะไรมาก ถ้าได้เหรียญทองโอลิมปิกปุ๊บ ผมก็พอใจมากกกว่าเดิม แล้วเรื่องอื่นๆ ก็น่าจะชัดเจนกว่าเดิม หลายคนก็ยังมีคำถามเรื่องสัญชาติไทย ไม่ว่าผมก็เป็นคนเกาหลีหรือคนไทย ผมก็จะทำหน้าที่เหมือนเดิม ผมรักเมืองไทยเหมือนเดิม(ยิ้ม)”


“โค้ชเช” กับ 5 ที่สุดในชีวิต
รักที่สุด
รักที่สุดคือครอบครัวครับ ถ้าไม่มีครอบครัวก็ไม่มีผม คอยช่วยเป็นกำลังใจให้ เวลาได้อยู่กับเขาก็มีความสุขตลอด หายเหนื่อย หายเครียด ในปีนึงผมได้ไปต่างประเทศบ่อย ผมก็อยากขอโทษลูกชาย ตอนนี้ 9 ขวบแล้ว ภรรยาบอกว่า เวลาคุณพ่อไม่อยู่ เขาก็ร้องไห้ เขาก็ใส่เสื้อพ่อ แล้วก็เอาเสื้อมาดม
ส่วนผมคุณพ่อก็เสียชีวิตตั้งแต่ตอนเด็ก ผมก็เคยคิดว่าถ้าเมื่อไหร่ผมมีลูก ก็จะพยายามอยู่กับเขาตลอด ความสุขที่สุดคือได้อาบน้ำกับลูกชาย แล้วก็กินข้าวด้วยกัน เวลาผมกลับบ้านเปิดประตูไป ลูกชายก็จะวิ่งเข้ามากอด ผมก็มีความสุขที่สุดครับ แต่ว่าผมทำงาน ต้องไปนู่นไปนี่ แต่เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง ก็จะทำพยายามใช้เวลาเต็มที่กับครอบครัว ถ้ามีเวลาเยอะๆ 2-3 วันหลังการแข่งขัน ก็ไปเที่ยวกัน

ภูมิใจที่สุด
มีหลายอย่างครับ แต่ว่าผมคิดว่าที่ภูมิใจที่สุดคือเทควันโดไทยเราได้เหรียญครั้งแรกที่โอลิมปิก 2004 ที่เอเธนส์ จาก วิว (เยาวภา บุรพลชัย) จริงๆ ก่อนนั้นที่ไทยก็ไม่ค่อยสนใจเทควันโด แล้วก็มีคนเรียนน้อย แต่หลังจากที่วิวได้เหรียญมาก็บูมมาก 10 เท่า 20 เท่า คนมาเรียนเทควันโดมากขึ้น ผมก็ภูมิใจที่สุดครับ


โค้ชเช พร้อมด้วยภรรยาและลูกชาย - ภาพ เพจเฟซบุ๊ก "โค้ชเช แฟนคลับ"
เศร้าที่สุด
แน่นอน เมื่อไหร่ก็ตามที่นักกีฬาไทยแพ้ก็เศร้า แต่ในชีวิตผมที่เศร้าก็มีตอนที่คุณแม่เสียชีวิต เพราะว่าผมตอนเด็กชีวิตลำบาก ที่บ้านจน เห็นแม่ทำงานหนัก ลำบาก วันนึงต้องทำหลายอย่าง เป็นแม่บ้าน ตกเย็นทำโรงงาน ผมเลือกเทควันโดเพราะอยากช่วยที่บ้านเรื่องค่าเรียน เพราะที่เกาหลีมีโควต้านักกีฬา ไม่ต้องจ่ายค่าเรียน ตอนแรกเป็นซ้อมหนัก จริงๆ ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่ต้องอดทนเพราะอยากช่วยที่บ้าน ตัวเองก็มีเป้าหมายอยากให้แม่อยู่สบาย

เครียดที่สุด
เวลามีแข่งเล็กหรือแข่งใหญ่ ทุกครั้งผมก็ต้องเครียด ส่วนใหญ่ทุกคนก็รอผลงานจากเทควันโด แต่ว่าเครียดที่สุดคือเวลาไปโอลิมปิกครับ ผมไปโอลิมปิกมา 4 สมัยแล้ว เครียดจริงๆ บางทีผมก็กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับเลย

โกรธที่สุด
ส่วนใหญ่โกรธเรื่องเสียดายนักกีฬา บางคนตอนซ้อมเล่นดีมาก ตั้งใจมาก มั่นใจมาก แต่ว่าตอนแข่งเข้าใจว่าตื่นเต้น เครียด เขาก็เลยไม่เหมือนตอนซ้อม ผมเห็นว่าเขาสามารถทำได้ดีกว่านี้จริงๆ เมื่อไหร่ที่แพ้ก็โกรธจริงๆ โกรธทั้งเขา โกรธตัวเองด้วย แต่ว่าเรื่องโกรธก็ไม่บ่อยครับ


ดุขนาดไหน ถามใจโค้ชดู

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่วงการเทควันโดบ้านเราพัฒนามาได้ไกลขนาดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับโค้ชเช ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองชิ้นสำคัญ ที่คอยขับเคลื่อนให้นักกีฬาทุกคนมีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติได้อย่างในปัจจุบัน

ประเด็นนี้เอง ทำให้ทีมข่าว MGR Live อยากทราบถึงเบื้องหลัง ที่กว่าจะเป็นจอมทัพเทควันโดไทยสุดแกร่งอย่างทุกวันนี้ นักกีฬาต้องผ่านอะไรมาบ้าง พวกเขาซ้อมโหดขนาดไหน รวมไปถึงความเฮี้ยบของเฮดโค้ชผู้นี้ ที่แม้แต่ตัวเองก็ยอมรับว่า “ผมดุจริงๆ”

“ส่วนใหญ่ตอนซ้อมผมต้องดุจริงๆ เพราะว่าเป็นกีฬาต่อสู้ มีโอกาสบาดเจ็บ ทุกครั้งต้องมีคู่ต่อสู้ ยังไงก็ต้องใจสู้ ตอนซ้อมผมก็ต้องดุเพื่อให้ตั้งใจ จริงจัง แต่เวลาปกติก็ไม่ค่อยดุเท่าไหร่ แต่ว่าทุกกีฬา ตอนซ้อมสำคัญที่สุด พร้อมแข่งขันจริงๆ ถ้าซ้อมไม่หนัก ไปแข่งจริงๆ ก็ลำบาก



ตอนนี้เบาลงจริงๆ แต่ว่าช่วงแรกผมก็เคยคิดว่าผมดุแค่ไหน ยอมรับว่าดุจริงๆ อย่างน้อยซ้อม 2-3 ชั่วโมง ทำอะไรก็ต้องได้รับอนุญาต ถ้าผมไม่อนุญาตก็กินน้ำไม่ได้ เข้าห้องน้ำไม่ได้ เพราะว่าบางคนซ้อมหนัก เขาก็อยากพักผ่อน ขอไปห้องน้ำ ผมก็ไม่ให้ไป อย่างเวลาวิ่ง ถ้าวิ่งเกิน 10 นาทีให้วิ่งใหม่ แล้วบางทีก็ซ้อมไม่ตั้งใจ ก็จะเกินเวลาไปถึง 4 - 5 ทุ่ม ต้องซ้อมให้เต็มที่

ช่วงแรกหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมโค้ชดุ แต่หลังๆ เขาไปแข่งชนะมา พัฒนาดีขึ้น ฝีมือดีขึ้น เขาก็เข้าใจ ผมก็พูดตลอดว่าตอนซ้อมไม่ต้องเข้าใจ เมื่อไหร่ไปแข่งแล้วชนะมา ความสำเร็จมาถึงจะเข้าใจ”

ไม่เพียงแค่วินัยการฝึกซ้อมที่มีต่อนักกีฬาที่ต้องเข้มงวดเท่านั้น ผู้ทำหน้าที่ฝึกสอน ก็ต้องเข้มงวดต่อตัวเอง และพัฒนาหาความรู้อย่างไม่หยุดเช่นกัน

“หลักสำคัญในกีฬาเทควันโดของผม คงเป็นเรื่องกฎกติกา เพราะกติกาสากลจะมีการเปลี่ยนเรื่อยๆ เป็นเรื่องคะแนน เรื่องทำโทษ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ผมพยายามหาความรู้ให้ชัดเจน ถ้าเปลี่ยนปุ๊บก็ต้องรู้ให้เร็ว ผมก็พยายามเรียนเรื่องจิตวิทยาด้วย ก็ต้องรีบเรียนมา เพราะเป็นคนสอน ต้องมีความคิด ไม่ใช่อยู่กับที่เรื่อยๆ ผมชอบเรื่องนี้ครับ แต่ถ้าโค้ชขี้เกียจ นักกีฬาจะรู้ช้า

ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นโค้ชไปถึงเมื่อไหร่ ผมยังไม่มีลิมิตครับ แต่ผมก็อยากให้ลูกศิษย์ผมขึ้นมาเป็นหัวหน้าโค้ชด้วย ผมอยู่กับที่ ลูกศิษย์ก็ไม่มีโอกาสเป็นขึ้นมา แต่ว่าจริงๆ ตอนนี้ ผมโฟกัสในปี 2020 โอลิมปิกโตเกียวอย่างเดียว ก็จะทำเต็มที่เพื่อเหรียญทองโอลิมปิก”


ฉลองหลังได้เหรียญ มันก็จะเลอะๆ หน่อย -ภาพ เพจเฟซบุ๊ก "โค้ชเช แฟนคลับ"

เมื่อถามโค้ชเชว่า หนักใจไหม เมื่อต้องเจอคู่แข่งที่มาจากประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นเป็นประเทศบ้านเกิดของตนเอง อีกทั้งเป็นประเทศที่กีฬาเทควันโดก็ถือกำเนิดขึ้นมา โค้ชเชก็ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ไม่หนักใจเลย”

“ไม่หนักใจครับ(ยิ้ม) ผมเป็นคนเกาหลี กีฬาเทควันโดเป็นของเกาหลี นักกีฬาเกาหลีก็เก่ง แต่เราก็อยากได้ที่ 1 เราก็ต้องชนะนักกีฬาที่เก่ง ไม่ใช่แค่เกาหลีอย่างเดียว ก็มีหลายชาติ แต่อันนี้มันเป็นอาชีพครับ เป็นงาน ก็ต้องเป็นมืออาชีพ จริงๆ เมื่อไหร่ที่นักกีฬาไทยเราเจอเกาหลีใต้ นักกีฬากับผมก็ต้องเตรียมมากกว่าชาติอื่น เพราะว่าอยากชนะจริงๆ

ผมรู้สึกว่ายังไม่ถึงเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งก็คือเหรียญทองโอลิมปิก แต่ผมก็ไม่อยากกดดันกับนักกีฬา ถ้าเราตั้งใจซ้อม ทุ่มเท เราก็มีโอกาสจริงๆ แต่ว่าอีก 2 ปี เราต้องชัดเจน และต้องระวังเรื่องการบาดเจ็บด้วย ตอนนี้ระบบเราเรียกว่ามีประชาชน เยาวชน ยุวชน 3 ทีม เราก็ซ้อมด้วยกัน ก็ต้องมีตัวแทนขึ้นมา เป้าหมายคือการปั้นเด็กรุ่นใหม่และเหรียญทองโอลิมปิกครับ”

มีวันนี้เพราะเทควันโด

ไม่เพียงแค่ทีมเทควันโดไทยเท่านั้น ที่ก่อนจะประสบความสำเร็จต้องเคยผ่านช่วงเวลายากลำบาก ด้านผู้ฝึกสอนอย่างโค้ชเชเอง ก็ล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้กัน เพราะเขามีชีวิตวัยเด็กที่ไม่ได้สุขสบายนัก จนกระทั่งชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อได้มารู้จักกับกีฬาเทควันโด

โค้ชเชเล่าว่า ในสมัยเด็กๆ เขาเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน กระทั่งคุณพ่อล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ต้องเข้า - ออกโรงพยาบาลอยู่หลายปี และใช้เงินไปกับการรักษาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตพ่อผู้เป็นที่รักไว้ได้ พ่อของเขาได้จากไปตอนที่เขามีอายุเพียง 7 ขวบ ทำให้แม่และพี่สาว ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

เมื่อเห็นว่าแม่ต้องทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด ดังนั้น เขาก็เกิดความคิดที่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว จึงลองตามเพื่อนไปเรียนเทควันโด ในตอนแรกก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับที่บ้าน เพราะมั่นใจว่าคงไม่มีค่าเรียนให้แน่ๆ อีกทั้งแม่ก็กลัวลูกชายตัวน้อยจะเจ็บตัว จึงอยากให้เรียนหนังสือมากกว่า แต่อาจารย์ผู้สอนเทควันโดกลับให้โอกาส ด้วยการเรียนฟรีใน 3 เดือนแรก



เวลาผ่านไป 3 เดือน ด.ช.ชเว ยอง ซอก ก็สามารถคว้าที่ 3 ในการชิงแชมป์เกาหลีมาได้ ทำให้มีโอกาสได้รับโควตานักกีฬา ศึกษาต่อในระดับชั้นประถมศึกษา โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องแลกมาด้วยความอดทนอย่างยิ่งยวด เพราะการซ้อมเทควันโดที่ประเทศเกาหลี ขึ้นชื่อว่าโหดและหินจริงๆ

“เขาบอกว่าถ้าเป็นกีฬาก็ต้องอดทน ต้องมีเจ็บบ้าง ผมเลยบอกว่าผมทนได้ แต่ 1-2 ปีหลังจากนั้น ก็เริ่มทนไม่ไหว เพราะที่เกาหลีซ้อมหนัก รุ่นพี่ตีรุ่นน้อง ผมก็ทนไม่ได้ เราไม่ได้ทำอะไรผิดแต่เขาก็ตีเยอะมาก แต่ต้องพยายามอดทนเพราะแม่ ช่วงประถมผมได้ที่ 1 แล้วก็ได้โควตาเข้าไปมัธยม ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเรียนเหมือนเดิม ช่วงมัธยมผมเคยติดทีมชาติเยาวชน แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัย 4 ปีฟรี

ตอนผมอยู่มัธยม เพื่อนผมส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ผมอยากช่วยที่บ้าน ติดทีมชาติก็ช่วยได้ แต่ว่าผมอยากมีงานทำเร็วๆ แล้วก็อยากเก็บเงินให้แม่ เพราะฉะนั้นตอนมัธยมผมก็คอยเรียนภาษาอังกฤษเอง เพื่อจะได้มีโอกาสไปต่างประเทศ

ผมตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นตำรวจ พอโตขึ้นมาผมอยากเป็นครูที่โรงเรียน แต่โตมากขึ้นผมก็อยากสอนที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเทควันโด ถ้าผมไม่ได้เป็นโค้ช ตอนนี้ก็น่าจะเป็นคุณครูครับ”



หลังจากจบการศึกษาแล้ว ในเวลาต่อมาเมื่ออายุได้ 27 ปี เขาก็เริ่มต้นชีวิตการทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนที่ประเทศบาห์เรน จนครบสัญญา 2 ปี แต่ในระหว่างช่วงวันหยุดที่มีเวลากลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่ประเทศเกาหลี เขาก็ได้รับข่าวร้าย เพราะแม่ผู้เป็นที่รักได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ จึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีดังเดิม

“หลังจากแม่เสียชีวิต ผมก็เหมือนเสียความฝัน เพราะว่าที่บ้านไม่มีใครอยู่ ตอนนั้นผมคิดว่าจะเก็บเงินเพื่ออะไร ปีนั้นหลังแม่เสีย ชีวิตผมลำบากจริงๆ ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ แต่ว่าอาจารย์เรียกผมไปคุย เขาบอกว่าถ้าคุณไม่ทำอะไร แม่จะเสียใจมากกว่า”

ในเวลาต่อมา หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดในชีวิตไปแล้ว เขาก็ได้รับการติดต่อให้มาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทย และช่วยพัฒนากีฬาชนิดนี้ จนได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงภายใต้ชื่อทีมชาติไทย ดังเช่นในปัจจุบัน


ผักชี - น้ำท่วม Culture Shock ต้อนรับโค้ชเช
“ตอนแรกผมกินอาหารไทยไม่ได้เลย มีกลิ่นผักชีกลิ่นอะไร กินลำบาก บางอย่างก็เปรี้ยว เพราะที่เกาหลีไม่ค่อยมีอาหารเปรี้ยว แต่ว่ากินกับนักกีฬาก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมกินไม่ได้ จำได้ว่ามื้อแรกเป็นบุฟเฟต์ ผมก็ตักมาๆ บางอย่างก็กินได้ บางอย่างก็ไม่กิน กินครั้งแรกลำบาก เหมือนคนไทยไปเกาหลีแรกๆ ก็ไม่ค่อยกิน
แต่พอผ่านไป 1-2 เดือนก็กินได้ปกติ แต่ถ้าใส่ผักชีกินไม่ได้ ถามนักกีฬาว่าอะไร เขาก็บอกผักชี ตอนเรียนภาษา ผมเอาคำแรก “ไม่ใส่ผักชี” (หัวเราะ) ไปไหนก็ไม่ใส่ผักชีๆๆ เพราะที่เกาหลีไม่มีผักชี มันเหม็น แต่ว่าตอนนี้ก็กินได้ ตอนนี้ก็กินได้หมดครับ ผมชอบส้มตำ แต่ว่าไม่ใช่ส้มตำไทยธรรมดา ผมชอบส้มตำปูม้า ส้มตำไข่เค็ม แล้วก็ไข่เจียว ต้มยำกุ้ง แล้วก็แกงส้ม กินได้ปกติครับ”
Culture Shock ที่เจอคือร้อนครับ อากาศร้อนมาก เพราะว่าที่เกาหลีไม่มี ส่วนมากก็ร้อน แต่ก็มีหนาวด้วย ที่ไทยปีนึงร้อนตลอด(หัวเราะ) แล้วก็ตกใจเรื่องฝนตก ตกหนักมาก ที่เกาหลีก็มีตกด้วย ตกยาวแต่ตกไม่หนัก ที่นี่แป๊บเดียวใช่มั้ยครับ แต่ว่าน้ำท่วม(หัวเราะ) ผมเคยซ้อมเสร็จแล้วกลับบ้านไม่ได้ เพราะน้ำท่วม แท็กซี่เข้าซอยไม่ได้”


เมืองไทย = บ้านหลังที่สอง

“ผมอยากอยู่ที่นี่เพื่อนักกีฬา ถ้าไม่มีนักกีฬาก็ไม่มีโค้ช แน่นอนไม่มีโค้ชก็ไม่มีนักกีฬา ระหว่างสมาคม สตาฟโค้ช นักกีฬา 3 กลุ่มก็เป็นเหมือนครอบครัว และความเชื่อคือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่เชื่อกันก็จะประสบความสำเร็จยาก อันนี้สมาคมดูแลดี สตาฟโค้ชตั้งใจสอน แล้วนักกีฬาก็ทุ่มเทจริงจัง เราเลยมาได้ถึงวันนี้ ทุกคนพยายามเต็มที่ ผมเลยยังอยู่ได้ถึงวันนี้”

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว ที่โค้ชเช หรือชื่อในภาษาไทยคือ “ชัยศักดิ์” เข้ามาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทย ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวที่ทั้งสุขและทุกข์ จนเกิดเป็นความผูกพันอย่างเหนียวแน่น ทีมผู้สัมภาษณ์ จึงขอให้โค้ชเช ได้เล่าย้อนไปในความทรงจำแรกที่ก้าวเข้ามาสู่ประเทศนี้ ที่ทุกอย่างต่างไปจากบ้านเกิดเมืองนอนอย่างสิ้นเชิง



“ตอนแรกที่มาประเทศไทยมีปัญหาเยอะครับ วันแรกก็ดูนักกีฬาก่อน ผู้ชาย 80 เปอร์เซ็นต์มาจากมวยไทยไม่ใช่เทควันโด ผมก็ตกใจมาก ผมบอกกับสมาคมว่านี่ไม่ใช่นักกีฬาเทควันโด เตะได้ ชกได้ แต่มันคนละอย่าง เทคนิคต่างๆ ไม่เหมือนกัน ผมบอกว่าผมมาที่นี่เป็นโค้ชเทควันโดไม่ใช่โค้ชมวยไทย ผมต้องการสอนนักกีฬาเทควันโด

ผมเห็นทีมไทยไม่มีชื่อติดในเทควันโด มีอันดับอยู่ 180 ไทยน่าจะอยู่อันดับ 150 - 160 ผมก็ตั้งใจสอน อยากให้อันดับดีกว่านี้ ถ้าทีมเทควันโดไทยเก่งแล้วเหมือนไทเปหรือจีน ผมคงไม่ต้องมา ผมมาเพราะผมอยากจะช่วยให้ดีขึ้น



สมาคมก็ถามว่าทำยังไง มีเวลาแค่ 7 เดือนถึงเอเชี่ยนเกมส์ ผมบอกว่ายังไงพาชุดนี้ไปก็ไม่ได้เหรียญแน่ ถ้าให้โอกาสผม 7 เดือน ผมจะทำขึ้นใหม่ แล้วผมก็เลือกเองเป็นนักกีฬาเทควันโดอย่างเดียว

ถ้าผมคิดว่าผมอยากได้แต่เงิน ผมก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่ผมเห็นนักกีฬาซ้อมจริงจัง ผมก็อยากจะช่วย แต่ว่าหลังจากได้ 2 เหรียญเงินเอเชี่ยนเกมส์มา ผมก็อยากกลับไปอยู่เกาหลีจริงๆ เพราะต้องดูแลคุณย่า แต่เพราะนักกีฬามาหาผมแล้วบอกว่า อยากไปโอลิมปิก ผมก็คิดหลายอย่าง สุดท้ายก็กลับมา”

และแล้วบทสนทนาก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย โค้ชเช จึงใช้โอกาสนี้ กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจจากชาวไทยที่ส่งมาให้ และหลังจากนี้จะตั้งใจเตรียมความพร้อมให้นักกีฬา เพื่อคว้าเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกในอีก 2 ปีข้างหน้า มาให้คนไทยได้ชื่นใจอย่างแน่นอน



“คนไทยน่ารักครับ แล้วก็เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมอยู่ที่นี่ ผมมีความสุข ปกติปีนึงมีแข่งประมาณ 15 - 20 การแข่งขัน ผมไปต่างประเทศบ่อย แต่พอถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมก็รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านจริงๆ ก็มีความสุข ผมก็ทำงานที่นี่ ครอบครัวอยู่ที่นี่ ผมชอบทุกอย่างครับ ผมพยายามหาทางว่าทำยังไงให้อยู่ที่นี่นานๆ เพราะว่าผมอยากจะช่วยนักกีฬาไทย ผมอยากช่วยเต็มที่ที่เมืองไทย

ผมก็รู้สึกขอบคุณ ผมก็รู้สึกตัวเองด้วย เมื่อไหร่ที่นักกีฬาไทยได้ความสำเร็จ ได้เหรียญทองมา ผมก็ดีใจสุดๆ เพราะเป็นลูกศิษย์ผม ได้ความสำเร็จมาก็ทำให้คนไทยมีความสุข ผมก็ดีใจที่สุดเรื่องนี้ครับ

เวลาผมไปกินข้าว เจอคนแก่ๆ เขาก็เข้ามาขอบคุณโค้ชเชที่ช่วยให้คนไทยมีความสุข ขอบคุณที่ให้กำลังใจผมและนักกีฬาทุกคน ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมอยากพูดให้ดีกว่านี้จริงๆ แต่ผมพูดได้แค่ขอบคุณ ก็ขอขอบคุณแล้วก็เราก็ไปไหนทุกคนก็ให้กำลังใจ อีก 2 ปีโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น เรามีโอกาสจริงๆ ครับ แต่ว่าเราก็ต้องเตรียมดีๆ แน่นอนว่านักกีฬา สตาฟโค้ช สมาคม ต้องตั้งใจ เราก็พยายามเต็มที่ ทำให้คนไทยมีความสุขต่อไป (ยิ้ม)"

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ : ชเว ยองซอก (Choi Young Seok)

ชื่อภาษาไทย : ชัยศักดิ์

วันเกิด : 30 เมษายน พ.ศ. 2517 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

การศึกษา : ระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยคยองวอน
ระดับปริญญาโทด้านพลศึกษา มหาวิทยาลัยคังวอน
ระดับปริญญาเอก สาขาเทควันโด มหาวิทยาลัยดงอา
และกำลังศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ครอบครัว : สมรสแล้วกับ จิน อุน ซุก ภรรยาชาวเกาหลีใต้ มีบุตรชาย 1 คน คือ ชเว ชุนมิน

ตำแหน่ง : หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย

ผลงานสร้างชื่อ : นำทัพนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันในเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกเกมส์

รางวัลที่ได้รับ :รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม สยามกีฬาอวอร์ดส์ ครั้งที่ 6
รางวัลพิเศษ รางวัลเกียรติคุณผู้ฝึกสอนต่างประเทศที่มีผลงานดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ 2555 ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก
รางวัลบุคคลแห่งปี ของกระทรวงวัฒนธรรม, กีฬาและการท่องเที่ยว ประเทศเกาหลีใต้ ในฐานะบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศเกาหลีใต้

เครื่องราชอิสริยภรณ์ : เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์ (จ.ภ.)

สัมภาษณ์โดย : MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ : โค้ชเช แฟนคลับ
ขอบคุณข้อมูลและสถานที่ : สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย


กำลังโหลดความคิดเห็น...