"ตารางชีวิตที่แสนจะวุ่นวาย" "ทำทุกอย่างสากกะเบือยันเรือรบ" "สอนยังไม่พอ ต้องไปอบรม ทำผลงานกันอีก" เรียกว่า 365 วันของครูแทบไม่มีวันหยุด เหล่านี้คือเสียงบ่นบนภาระอันหนักอึ้งของครูไทยที่วันๆ ต้องรับงานสารพัด ล่าสุดผุดแพลทฟอร์มออนไลน์ช่วยครู แบ่งปันเทคนิคการสอน หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่พบตัวเลขสูงจังหวัดละ 70,000 คน!
"เป็นครู" ทำไมอะไรๆ ก็ครู
"ปิดเทอมเลยได้ไหม" คือคำพูดของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในจ.สมุทรปราการที่แม้ใจรักในวิชาชีพครูแต่บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เพราะลำพังงานสอนก็หนักเกินพอแล้ว ยังมีภาระงานนอกเหนือจากงานสอนมาดึงเวลาไปจากห้องเรียนจนแทบไม่มีวันหยุด "ครูไม่มีวันหยุด ต่อให้ป่วยแค่ไหน ก็ต้องตื่นมารับโทรศัพท์ผู้ปกครอง" ครูสาววัย 32 ปีระบายความอัดอั้น แต่ด้วยความเป็นครูจึงเลี่ยงที่จะปฏิเสธไม่ได้
เช่นเดียวกับครูโรงเรียนบางวิทยา จ.นครสวรรค์ "ครูอีฟ-พัชริยา ปานสิงห์" ครูใหม่ไฟแรงวัย 24 ปี บอกว่า ทุกวันนี้สอนคาบละ 50 นาที วันละ 3 คาบ สัปดาห์ละ 15 คาบ คิดเป็น 13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับครูบางคนที่ต้องสอน 20-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เวลาออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนยังคงไม่พอ ต้องอาศัยช่วงวันหยุดเสาร์ และอาทิตย์ในการคิด และออกแบบแผนการสอนต่างๆ
ไม่แปลกที่ปัญหานี้จะกลายเป็น "ปัญหาหนักอก" ของครูไทย โดยในแต่ละปีพบว่าครูมีภาระงานเป็นจำนวนมาก หน้าที่หลักคือการสอน ทำแผนการสอน การสอบ (ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ให้คะแนน) จากมูลติดตามภาระงานสอนของครู จากการศึกษาของโครงการติดตามสภาวะการณ์ครูรายจังหวัด (Teacher Watch) โดยสถาบันรามจิตติ พบเฉลี่ยการสอน 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ครูแม่ฮ่องสอนครองแชมป์สอนหนักสุด รองลงมาคือสระแก้ว 27 และ 26 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามลำดับ
ที่หนักไปกว่านั้น ครูไทยหลายโรงเรียนยังมีภาระหน้าที่อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการสอนเข้ามาเพิ่มอีก เช่น งานการเงิน งานธุรการของโรงเรียน และโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนมอบหมายเพิ่มเติม เช่น งานตัวชี้วัด โครงการ/กิจกรรมประกวดแข่งขันต่างๆ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ทำการสำรวจตารางชีวิตครูไทยใน 1 ปี พบว่า ครูไทยถูกดึงเวลาจากการทำหน้าที่สอนให้ไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนจนส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียน โดยได้ทำการสำรวจครูผู้ได้รับราวัลครูสอนดีจาก สสค. จำนวน 427 ตัวอย่างเมื่อปี 2557 พบว่า
ใน 1 ปี มีจำนวนวันเปิดเรียนทั้งหมด 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การจัดการเรียนการสอนเฉพาะวันธรรมถึง 84 วัน คิดเป็นร้อยละ 45 ของเวลาทั้งหมด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การสอนที่ครูต้องใช้เวลาที่สุด 3 อันดับแรกโดยเฉลี่ย อันดับ 1 คือ การประเมินของหน่วยงานภายนอก 43 วัน อันดับ 2 คือการแข่งขันทางวิชาการ 29 วัน และอันดับ 3 คือการอบรมจากหน่วยงานภายนอก 10 วัน
ใช้ครูมากไป! เด็กไม่ฉลาด ชาติไม่เจริญ
แน่นอนว่า ปัญหาการใช้งานครูมากเกินไป ย่อมมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ผลการศึกษาวิจัยขององค์กรเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) พบว่า การสูญเสียเวลาของครูจากห้องเรียนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน จากการศึกษาเวลาของครูที่ใช้ในห้องเรียนของ 5 ประเทศ ได้แก่ เอธิโอเปีย สาธารณรัฐกัวเตมาลา ฮอนดูรัส โมซัมบิก และเนปาล พบว่า เมื่อครูถูกดึงออกนอกห้องเรียนที่ไม่เกี่ยวกับการสอนมากกว่าร้อยละ 20-30 ของเวลาจัดการเรียนการสอนทั้งหมดจะมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมาก รวมไปถึงการเตรียมการสอนที่อาจไม่ได้คุณภาพตามมา
ปัจจุบันพบครูไทยเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่มีประสบการณ์สอน และให้ความสำคัญกับการเตรียมการสอนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งครูเหล่านี้มักเป็นครูรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว มีอายุ 23-35 ปี แต่ในขณะเดียวกันครูกลุ่มนี้พบว่าเทคนิคและแผนการสอนที่คิดขึ้นมานั้นกลับใช้ได้เพียงไม่กี่คาบเรียนที่ได้รับมอบหมายการสอน เนื่องจากครูส่วนใหญ่มีภาระหน้าที่หลายอย่างในโรงเรียนนอกเหนือจากการเรียนการสอน
ส่วนอีกหนึ่งปัญหาที่น่าตกใจคือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่เกิดระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท โดยการศึกษาขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนเด็กด้อยโอกาสจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเฉลี่ยจังหวัดละ 70,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 12,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว
"อินสครู" ตัวช่วยครูไทยยุค 4.0
แพลทฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Insku (อินสครู) จึงเกิดขึ้นมาเพื่อการแบ่งปันเทคนิคการสอน และหวังลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการศึกษาที่เปิดให้ครูทั่วประเทศจำนวนกว่า 500,000 คน สามาถแบ่งปันแผนการสอน สื่อการสอน ชีท แบบฝึกหัด และเทคนิคการสอนต่างๆ เปิดมุมมองการสอนและขยายไอเดียดีๆ สู่ห้องเรียนทั่วประเทศ โดยครูผู้ใช้สามารถให้เรตติ้ง ความคิดเห็น และคำติชม เพื่อต่อยอดไอเดียและให้กำลังใจผู้แบ่งปันเพื่อให้เด็กไทยกว่า 10 ล้านคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร อดีตครูผู้พัฒนา Inskru แพลทฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว บอกว่า ประเทศไทยมีคุณครูที่มีไอเดียดีกระจายอยู่ทั่วประเทศ และไอเดียที่ดีจากครูในมุมหนึ่งของประเทศ สามารถส่งต่อไปให้ครูอีกมุมหนึ่งของประเทศที่มีบริบทเดียวกันสร้างห้องเรียนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้
"เราเชื่อว่าครูมีความตั้งใจในการสอน แต่ครูมีเวลาน้อย เพราะด้วยภาระอื่นๆ ที่โหลดมาก ครูจึงไม่ค่อยมีไอเดีย หรือแรงกระตุ้นในการคิดค้นการสอนใหม่ๆ ทำให้ประสิทธิภาพในห้องเรียนลดน้อยลง เราจึงสร้างแพลทฟอร์ม (insKru.com) ขึ้นมาให้ครูทั่วประเทศได้เข้ามาแชร์ไอเดียในการสอนเด็ก และส่งต่อไอเดียเหล่านี้ไปให้ครูคนอื่นๆ ได้นำไปใช้ในห้องเรียน ประกอบด้วย 4 ฟีเจอร์หลักคือ 1. พื้นที่สำหรับแชร์แผนการสอนดีๆ 2. ระบบการเสิร์ชหาโดยเรียงลำดับความน่าสนใจ แบ่งตามรายวิชา ชั้นเรียน 3. เปิดอ่านง่าย เข้าใจง่าย 4. ระบบแลกเปลี่ยน ปรับปรุงแผนการสอนไปพร้อมๆ กัน"
นอกจากนั้น ยังมีเฟซบุ๊กแฟนเพจ "inskru-พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน" ไว้สำหรับแลกเปลี่ยนไอเดียในการสอนเจ๋งๆ ระหว่างครูอีกด้วย โดยทีมงานเชื่อว่า เพจนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อให้ครูได้เรียนรู้จากครูท่านอื่น และแบ่งปันส่งต่อไอเดียดี ๆ ให้ครูท่านอื่นทั่วประเทศนำไปใช้ในห้องเรียนเพื่อนักเรียนในห้องของตัวเอง
"เพจเราค่อยๆ โตมากขึ้น มียอดไลค์ และยอดติดตามเกือบ 20,000 คน ซึ่งเพจนี้จะมีทั้งไอเดีย และเนื้อหาดีๆ ทำเป็นภาพอินโฟกราฟิกสวยๆ อ่านง่าย เข้าใจง่าย สามารถนำไปไปเป็นหัวข้อพูดคุย หรือจัดกิจกรรมในชั้นเรียนได้ โดยในหนึ่งอาทิตย์จะโพสต์เนื้อหาหลักๆ 2 เรื่องใหญ่ และจะมีการนำไอเดียดีๆ จากแผนการสอนที่น่าสนในจากเว็บไซต์อินสครูมาโพสต์เพื่อแชร์ไอเดียในนี้ด้วย" อดีตครูผู้พัฒนา Inskru บอก และเผยถึงอนาคตอาจมีการพัฒนาระบบเพื่อเกิดชุมชนออนไลน์ระหว่างครู พ่อแม่ และเด็ก รวมไปถึงคลังข้อมูลด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาชาติต่อไป
สำหรับ Insku เป็นหนึ่งใน 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการในโครงการดีแทค "พลิกไทย" ทว่าการพัฒนาไอเดียยังขาดเงินทุนอยู่จำนวนหนึ่ง ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในโครงการด้วยการสนับสนุนผ่านมือถือ โดยลูกค้าดีแทคกด *405*17# (ครั้งละ 50 บาท) ผู้สนับสนุนที่ใช้เครือข่ายอื่น สามารถสนับสนุนได้ผ่าน taejai.com หรือร่วมบริจาคผ่านช่องทางเว็บไซต์ taejai.com/th/d/plikthai_inskru โดยมีช่องการบริจาคให้เลือกหลายจำนวน หรือสามารถระบุจำนวนเงินเพื่อบริจาคได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่บริจาค 2,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ Dtac Reward (เฉพาะหมายเลขของ Dtac เท่านั้น)
เรื่องโดย ทีมข่าว MGR Live


