3 จังหวัดสุดแดนใต้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความน่ากลัวอย่างที่หลายคนจดจำกันมาตลอด แต่ยังมีสิ่งงดงามหลายอย่างที่น่ามาดูด้วยตาตัวเอง เตรียมเปิดมุมมองแปลกใหม่ และปักหมุดแลนด์มาร์กสวยๆ ไปพร้อมกับการสัมผัสประสบการณ์สุดคุ้มค่าที่หาได้เฉพาะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ บนดินแดน Unseen Thailand ที่รอวันถูกค้นพบ ผ่านโครงการ “เที่ยวให้สุดปักหมุดสุดแดนใต้”
“ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว" ศรัทธาคู่เมืองปัตตานี
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนได้ยินคำนี้แล้ว คงจะรู้สึกว่าดูน่ากลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชายแดนใต้กลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยด้วยซ้ำ แต่ยังมีสิ่งสวยงามอีกมากมาย ที่อาจทำให้หลายๆ คนเกิดความหลงใหลในดินแดนใต้สุดสยาม จนต้องปักหมุดไว้ในแผนการท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้
และต้องบอกก่อนว่าตลอดระยะเวลา 3 คืน 4 วัน ที่ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนผ่านโครงการ “เที่ยวให้สุดปักหมุดสุดแดนใต้” ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค ทำให้ทีมข่าวต้องเดินทางด้วยรถตู้ตลอดระยะเวลาที่ไป เพราะสถานที่แต่ละแห่งค่อนข้างห่างกัน และต้องเดินทางไปถึงสามจังหวัดชายแดนใต้ ดังนั้นรถตู้จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุด สำหรับใครที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว แต่ต้องการมาท่องเที่ยวก็ขอแนะนำว่าให้หาเช่ารถตู้มาสัมผัสพื้นที่สวยๆ กันได้
การเดินทางมาภาคใต้ครั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่สุดแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังมีกิจกรรม “รวมหัวใจ ไปให้สุด ที่แดนใต้” ด้วยการปั่นจักรยาน กรุงเทพฯ - เบตง ระยะทางกว่า 1,300 ก.ม. และขี่เจ็ตสกี เส้นทาง กรุงเทพฯ - นราธิวาส ระยะทางกว่า 1,009 ก.ม. ตั้งแต่วันที่ 10-20 สิงหาคม 2561 รวมระยะเวลา 11 วัน ที่มีทั้งนักแสดงและผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 100 ชีวิต
มาเริ่มต้นวันแรกของการมาเยือนพื้นที่สุดแดนใต้ เพื่อสมทบทีมปั่นจักรยานและทีมขี่เจ็ตสกี เข้าเส้นชัยในกิจกรรม “รวมหัวใจ ไปให้สุด ที่แดนใต้” ที่หาดสมิหลา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหาดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม มีหาดทรายขาวละเอียด มีรูปปั้นนางเงือกที่ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2509อายุร่วม 50 ปีแลนด์มาร์กของจังหวัดที่หลายคนนิยมมายืนถ่ายรูป มาปักหมุด มาเช็กอินกันอยู่ตลอด
หลังจากรอต้อนรับทีมปั่นจักรยานและทีมขี่เจ็ตสกีที่จังหวัดสงขลาเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ถึงคิวของอาหารการกินกันบ้าง โดยร้านที่เรากำลังจะไปลิ้มลอง ก็คือร้าน “แต้เฮี้ยงอิ๊ว” ร้านอาหารเก่าแก่ในตำนานที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2480 ตั้งอยู่เส้นถนนนางงามของจังหวัดสงขลา ที่ใครมาแล้วเห็นจะต้องจอดรถแวะลงมากินให้ได้ ไม่งั้นคงเสียใจกลับไปอย่างแน่นอน
เมนูอาหารของร้าน “แต้เฮี้ยงอิ๊ว” ก็มีให้สั่งค่อนข้างหลากหลาย อย่างเป็ดพะโล้หมูแดงรสชาติกลมกล่อมกำลังดี ขาหมูน้ำแดงก็เปื่อยนุ่มลิ้น เนื้อหนังจัดมาแบบเต็มปากเต็มคำ แกงส้มปลากะพงก็มีเนื้อปลาที่สด ไม่เหม็นคาว น้ำแกงก็เปรี้ยวแซ่บโดนใจ ส่วนที่จอดรถอาจจะหายากไปนิด เพราะถนนค่อนข้างแคบใครที่มากินร้านนี้ก็อาจจะต้องใช้เวลาวนหาที่จอดรถกันสักหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่าและไม่ผิดหวังกับร้านในตำนานแห่งนี้เป็นแน่
อิ่มท้องพร้อมเดินทางต่อได้ โดยวันแรกจุดใหญ่ๆ จะอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เป้าหมายต่อมาก็คือ “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” หรือ “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” ศาลเจ้าคู่บ้านคู่เมืองปัตตานี เปิดเวลา 06.00-17.00น. เป็นสถานที่เคารพและศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีน ดังไกลไม่เว้นแม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์-ก็นิยมมาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้เช่นกัน ใครผ่านมาแล้วแนะนำเลยว่าต้องมาลองไหว้ขอพรให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และส่วนใหญ่จะมีคนมาขอพรให้ค้าขายเจริญรุ่งเรือง
แวะมาขอพรที่ “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว”
สถานที่ต่อมา มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี บอกได้เลยว่าเป็นมัสยิดกลางที่มีขนาดใหญ่มากๆ และประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม (มุสลิม) กัน เพื่อใช้สถานที่ประกอบศาสนกิจ (ละหมาด) กิจวัตรประจำวันของชาวปัตตานี และมัสยิดกลางแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่งดงาม ใครมาแล้วจะต้องหลงใหล และถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
“จัดจ้าน-ครบรส” ภัตตาคารเสน่ห์แดนใต้
สำหรับภารกิจในวันที่สอง เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการเข้าวัดเข้าวาที่ “วัดช้างให้” เคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กันบ้าง ขอบอกเลยว่าอิ่มบุญกลับไปแน่นอน สำหรับวัดช้างให้นั้นออกมาจากตัวเมืองปัตตานีพอสมควร แต่เส้นทางที่มาก็มีทหารคอยรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นระยะ
ก่อนจะเข้าไปไหว้หลวงปู่ทวด ก็มีจุดให้ทำบุญเอาดอกไม้ธูปเทียนกันก่อน เงินก็แล้วแต่ศรัทธาว่าจะทำบุญเท่าไหร่ หลังจากไหว้พระขอพรเสร็จ ก็ลองมาเสี่ยงเซียมซีทำนายดวงชะตากันสักหน่อยว่าช่วงนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไรบ้าง และที่วัดช้างให้แห่งนี้ยังมีตำนานเรื่องการลอดท้องช้าง หากผู้หญิงเดินลอดท้องช้างจะทำให้คลอดลูกง่าย หรือมีลูกได้ง่าย สำหรับใครที่กำลังมีลูกน้อยอยู่ ก็ลองมาวัดช้างให้แล้วลอดท้องช้างให้เป็นสิริมงคลดูได้
หลังจากทำบุญเสร็จก็เดินทางต่อด้วยรถตู้คันเดิมข้ามมาอีกจังหวัด แน่นอนว่าต้องเป็นจังหวัดนราธิวาส เพื่อมายังมัสยิดร่วม 400 ปี มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็นหรือมัสยิดตะโละมาเนาะของจังหวัดนราธิวาส มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลังผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายูเข้าด้วยกัน เป็นอาคาร 2 หลังติดกัน บริเวณภายนอกคนทั่วไปสามารถมาชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่แห่งนี้ได้ แต่ถ้าหากต้องการเข้าชมภายในจะต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านเสียก่อน
มัสยิดร่วม 400 ปี “มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น”
ลำดับต่อมาขอไม่พูดพล่ามทำเพลง เพราะถึงเวลาของการกินที่ร้านภัตตาคาร “มังกรทอง” กับบรรยากาศริมแม่น้ำบางนรา ที่มีทั้งอาหารไทย อาหารจีน และอาหารใต้ ทำให้ภายในร้านมีคนเข้ามาลิ้มลองไม่ขาดสาย รสชาติอาหารของร้านนี้ก็จัดจ้านครบรส ไม่ว่าจะเป็นใบเหลียงผัดไข่ ไก่เบตง ยำปลากุเลาเค็ม รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันสุดๆ และตบท้ายด้วยการกินจ้ำบ๊ะ หรือน้ำแข็งใส เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้ดีทีเดียว ส่วนใครที่ไม่อยากมากินในเวลาที่คนเยอะๆ ก็ขอแนะนำให้มาก่อนเที่ยงจะดีกว่า และร้านอาหารมังกรทองจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
สำหรับ เป๊ก-สัณชัย เองตระกูล เจ้าของโครงการ “รวมหัวใจ ไปให้สุด ที่แดนใต้” หนุ่มเป๊กเผยว่าทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่ออยากให้ลบภาพที่ไม่ดีออกไป แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อยากให้เห็นภาพสวยๆ ของสามจังหวัดบ้าง ซึ่งอาจจะยังไม่ค่อยมีใครได้นำเสนอ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์นี้ก็เป็นหลัก
เป๊ก-สัณชัย เจ้าของโปรเจกต์ช่วยเด็กภาคใต้
“จริงๆ แล้วภาคใต้ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกเยอะนะครับ มีทั้งอาหารอร่อย มีผืนป่า ทะเลสวยงาม จากสงขลามานราธิวาสเนี่ยต้องบอกตรงๆ ว่าเราออกจากกรุงเทพฯ ตลอดทางที่มา ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของน้ำทะเล แล้วก็ธรรมชาติตลอดเวลา และตั้งแต่ลง 3 จังหวัดภาคใต้มา พูดตรงๆ ว่าแทบจะไม่มีขยะเลย อาจจะเป็นเพราะไม่มีคนท่องเที่ยว หาดทะเลยังขาวสะอาด เพราะไม่มีคนได้เคยไปเห็น คนไม่เคยไปเที่ยว สิ่งเหล่านี้เราเองในฐานะที่เป็นคนทำโครงการ ยังไม่ได้ตั้งหวังให้คนลงมาเที่ยวหรอกครับ แค่เขาได้เห็นพวกเราเอาภาพกลับไปให้คนอื่นได้เห็นได้รับรู้ เอาชื่อปัตตานี ยะลา นราธิวาสให้เขาได้คุ้นหูมากขึ้นเท่านั้น”
3 ความเชื่อศาสนา รวมไว้ในที่เดียว
เข้าสู่เช้าวันที่สามของการมาเยือนดินแดนใต้ สถานที่แรกของวันนี้ก็คือ “ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่” ตั้งอยู่ในตัวเมืองจังหวัดนราธิวาส ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2457 มีอายุถึง 104 ปี เดิมจะเป็นศาลไม้เก่าแก่ ต่อมาจึงมีการสร้างศาลหลังใหม่ขึ้น ภายในก็จะมีปูนปั้นองค์เทพต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวขนบธรรมเนียมประเพณี แต่เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวได้ไหว้ครบทั้ง 3 แบบ เพราะมีทั้ง 3 ศาสนาอยู่ติดกัน ทั้ง ไทย,จีน, และพราหมณ์ แหล่งรวมความศรัทธาของชาวนราธิวาสที่นักท่องเที่ยวสามารถแวะเวียนมาไหว้ขอพรกันได้
ทำบุญขอพรเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เดินทางมายังจังหวัดยะลาจุดหมายสุดท้ายของทีมปั่นจักรยาน แต่ก่อนจะถึงจุดเข้าเส้นชัย ขอขยับมาเติมพลังที่ร้านอาหาร “ธาราซีฟู้ด” จังหวัดยะลากันก่อน บอกได้เลยว่าร้านนี้โดนใจหลายคนแน่นอน เพราะอาหารสด รสชาติอร่อย และเมนูที่มาแล้วต้องไม่พลาด ก็คือ ปลาเผาตัวโตๆ เนื้อนุ่ม กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรับรองว่าแซ่บ และยังมีกลิ่นหอมของใบตองที่ห่อรองกระดาษฟอยล์ขณะนำไปเผาอีกด้วย และร้านธาราจะเปิดให้บริการเวลา 11.00-21.00 น.
นอกเหนือจากร้านอาหารที่ครบรสแล้ว จังหวัดยะลาก็ยังมีสถานที่มหัศจรรย์อีกแห่งที่ทีมข่าวไม่ได้ลงพื้นที่ไป เนื่องด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัด และสถานที่แห่งนั้นก็คือ วัดถ้ำคูหาภิมุข ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นสถานที่ที่น่าไปสัมผัสเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีพระนอนที่เก่าแก่องค์หนึ่งของประเทศไทย ส่วนภายในถ้ำก็ยังมีห้องโถงขนาดใหญ่ ที่ว่ากันว่ามีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย
ถึงเวลาเดินทางต่อด้วยรถตู้มาที่ “อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์” อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จุดเข้าเส้นชัยของทีมปั่นจักรยานในกิจกรรม “รวมหัวใจ ไปให้สุด ที่แดนใต้” อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย และอุโมงค์ดังกล่าวจะเป็นทางผ่านในการเข้าเส้นชัยของทีมปั่นจักรยานที่เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
หลังจากจบกิจกรรมการเข้าเส้นชัยของทีมปั่นจักรยาน ก็มาถึงวันสุดท้ายที่ต้องโบกมือลาสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงขอมาปิดจ๊อบด้วยร้านราดหน้าเจ้าดังของจังหวัดปัตตานี ที่ใครมาแล้วจะต้องมากินร้าน “นำรส” ให้ได้เพราะร้านนี้มีราดหน้าจานใหญ่ ที่เรียกได้ว่ากินคนเดียวยังไงก็ไม่หมด แถมรสชาติยังกลมกล่อม ส่งกลิ่นหอมโชยไปทั่ว เพราะร้านนี้ใช้วิธีผัดราดหน้าด้วยเตาถ่าน
ทำด้วยใจ พิชิตชายแดนใต้
ตลอดระยะเวลาที่ทีมขี่เจ็ตสกี นำโดย เป๊ก-สัญชัย หัวแรงใหญ่ของโครงการ มาถึงจุดหมายที่หาดนราทัศน์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส การรอรับทีมเจ็ทสกีบริเวณริมหาด เต็มไปด้วยประชาชนในพื้นที่ต่างออกมารอให้กำลังใจพร้อมรอยยิ้มแห่งความอบอุ่น นอกจากทะเลที่สวยงามแล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งสำคัญคือมิตรภาพ และความมีน้ำใจของพี่น้องชาวใต้ที่มีให้ได้เห็นอยู่ตลอด
จุดหมายในการเข้าเส้นชัยของทีมเจ็ตสกีได้สิ้นสุดลงที่หาดแห่งนี้ เป๊กเขาเคยรับราชการอยู่ที่จังหวัดยะลา ถึง 3 ปีจนเห็นอะไรหลายๆ อย่างในภาคใต้ เขาเผยว่ามีแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างที่ให้ทำเรื่องนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดเลย ก็คือเด็กที่อยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เป็นกำลังใจที่จะทำให้สำเร็จให้ได้
“เราได้มิตรภาพ ได้เรียนรู้ธรรมชาติ ได้ทำให้คนทั้งประเทศได้ยินชื่อของ 3 จังหวัดมากขึ้น เราจะสานต่อไปอีก ครั้งนี้เป็นครั้งเริ่มต้นที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนร่วมมือกันลงมาที่ 3 จังหวัด แต่ตอนนี้คงต้องพักร่างกายกันก่อนสัก 3-4 เดือน แต่โครงการนี้ยังคงต้องมีอีกหลายกิจกรรม ไม่ใช่ขี่เจ็ตสกีจบ ปั่นจักรยานจบแล้วจะสิ้นสุด"
และผลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ก็ได้รับเงินบริจาคประมาณ 7,000,000 บาท ที่เป๊กพยายามเริ่มทำมา ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกสำหรับคนที่ต้องการจะบริจาคเงินให้แก่ เด็กพิการ เด็กขาดโอกาส ผู้ป่วยติดเตียง เด็กที่ขาดทุนทรัพย์ในการดำรงชีวิต รวมถึงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็โอนเงินมาได้ที่บัญชี ธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี รวมหัวใจไปให้สุดที่แดนใต้ "สภาสังคมสงเคราะห์” เลขที่บัญชี 020-24688504-8หรือใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็ติดต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Suddantai Thailand” ได้เช่นกัน
พิ้งค์กี้-สาวิกา ไชยเดช นักแสดงสาวอีกคนที่มาร่วมลงแรงทำกิจกรรมปั่นจักรยานในครั้งนี้ด้วย เธอก็อยากจะขอบคุณที่มีโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้แรงกายแรงใจแล้วก็พลัง ทั้งๆ ที่ในตอนแรกสาวพิ้งค์กี้อยากจะขึ้นรถตั้งแต่เริ่มต้น เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำได้เหมือนคนอื่นๆ ไหม
พิ้งค์กี้-สาวิกา หนึ่งในนักแสดงที่ร่วมปั่นจักรยาน
“เราเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย แล้วมาทำ มีทุกคนคอยช่วยเหลือ และยังมีคำพูดที่เหมือนกับพระราชดำรัสของ ร.๙ ที่ตรัสว่าทุกคนเหมือนกับการปิดทองหลังพระ เราปิดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทองก็ล้นออกมา เขาอาจจะคิดว่าเป็นกิจกรรมง่ายๆ ยิ้มกันสนุกสนาน หรือว่าขี่เจ็ตสกีกีฬาคนรวย แต่ว่าจริงๆ แล้ว ทุกคนเหนื่อยหมด แต่เขาทำแล้วมีเป้าหมาย เขาอยากจะจุดประกายให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ทุกคนมองเห็น วันนี้เราอาจจะได้รับเงินบริจาคที่ไม่มาก แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ เป็นการเปิดให้คนไทยทุกคนได้รู้ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีที่สวยงาม มีมิตรภาพ และสิ่งต่างๆ ที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เรามาด้วยกันหมดแล้ว ปั่นมาเรื่อยๆ จนครึ่งทางก็สิ่งหนึ่งที่ได้รับจริงๆ รู้สึกว่าเราเหนื่อยทุกคนเหนื่อยเพื่อแลกกับเงินบริจาค วันนี้ทุกคนมาถึงเบตงแล้ว วันนี้มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าพวกเราเปิดกิจกรรมนี้แล้ว ต่อไปก็จะตั้งมั่นว่าเราจะทำเพื่อประโยนช์ส่วนรวม เราจะต้องทำสิ่งที่ดีให้กับส่วนรวมให้มากขึ้น”
แน่นอนว่ากิจกรรมการช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงมิตรภาพระหว่างคนให้และคนรับที่ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนของประเทศไทย เราก็คือคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน แต่พร้อมที่จะส่งเสริมและช่วยเหลืออีกฝ่ายในเวลาที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังทุกข์และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้
สัมภาษณ์โดย: MGR live
เรื่อง: สวรส พวงเกาะ
ขอบคุณภาพบางส่วน: เพจเฟซบุ๊ก “Suddantai Thailand”


