พบเชื้อปนเปื้อนแบคทีเรียในนมผงยี่ห้อดัง แพทย์ชี้ นมแม่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่าหวังพึ่งนมผสม อันตรายต่อทารกแรกเกิด ถึงตายได้ หากจำเป็นต้องใช้ ควรรักษาความสะอาด
อันตราย!! อย่าซื้อล็อตที่ผลิตในมาเลเซียเด็ดขาด
จากที่หน่วยงาน Agri-Food & Veterinary Authority of Singapore (AVA) องค์การอาหารและยาของประเทศสิงคโปร์ ได้ออกมาแถลงข่าวว่าตรวจพบเชื้อ Cronobacter Sakazakii ในนมผงแบรนด์ Dumex
โดยล่าสุดทาง บริษัท ดูเม็กซ์ (ประเทศไทย) ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า นมผงล็อตที่มีเชื้อปนเปื้อนนั้นได้ถูกเรียกคืนแล้ว ซึ่งเป็นล็อตผลิตในประเทศมาเลเซียเพื่อจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์ ไม่ได้นำมาจำหน่ายในประเทศไทย
“ตามที่มีการนำเสนอข่าวการเรียกคืนผลิตภัณฑ์นมผง Mamil Gold Infant Formula 1 รุ่นเฉพาะการผลิตในประเทศสิงคโปร์นั้น บริษัท ดูเม็กซ์ (ประเทศไทย) ขอเรียนให้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์เฉพาะรุ่นการผลิตดังกล่าว ผลิตในประเทศมาเลเซียเพื่อจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ได้มีจำหน่ายในประเทศไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังขอเรียนให้ทราบว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดของบริษัทฯที่จำหน่ายในประเทศไทย ผลิตจากประเทศมาเลเซีย”
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าปกตินมผงที่บ้านเรากินกันมักนำเข้ามาจากประเทศอเมริกา หรือประเทศนิวซีแลนด์เป็นหลัก แต่ผู้คนตามแถบชายแดนภาคใต้ที่ข้ามเขตไปซื้อของที่ประเทศมาเลเซียนั้น ก็ควรระวังนมผงที่มีการปนเปื้อนเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ทางทีมข่าว ผู้จัดการ Live จึงได้ต่อสายตรงไปยัง ผศ.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล อาจารย์หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้ช่วยชี้แจงเรื่องการเกิดเชื้อ Cronobacter Sakazakii และการใช้นมผงกับเด็ก
“เชื้อนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อันตรายมาก ซึ่งจะทำให้เกิดโรคที่รุนแรงในเด็กทารกแรกเกิด ส่วนมากมักจะเป็นทารกแรกเกิดอายุน้อยกว่า 1 เดือน ที่ภูมิต้านทานยังไม่ดีพอ ส่วนในผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดได้ แต่จะไม่รุนแรงเท่าในเด็กทารกแรกเกิด หรือทารกที่คลอดก่อนกำหนด เพราะเด็กที่อายุน้อยๆ ถ้าติดเชื้อก็อาจจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น”
เนื่องจากเชื้อสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในนมผงได้นานหลายเดือน อีกทั้งยังทนต่อความแห้ง และความร้อนได้ดีอีกด้วย หากได้รับเชื้อนี้เข้าไปอาจทำให้ ติดเชื้อกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง หรือฝีในกระดูกได้
ในหลายประเทศเคยเกิดการระบาดของเชื้อนี้ในทารกแรกเกิดแล้ว เพราะนมผงที่ใช้นั้น ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากกระบวนการผลิตนมผงนั้นไม่ได้ผ่านความร้อนสูงที่เพียงพอที่จะทำลายเชื้อแบคทีเรียได้หมด ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป จึงมีโอกาสปนเปื้อนในกระบวนการผลิตได้ รวมทั้งภาชนะที่ใช้ชงนม
“สำหรับเชื้อนี้จริงๆ แล้วที่เรารู้จักกันดี คือ พบในอาหาร โดยเฉพาะในเด็กที่ทำให้เกิดโรค คือ ในนมผง แต่ว่าจริงๆ แล้วก็สามารถเจอในที่อื่นๆ ได้อีก เช่น เจอในน้ำในโรงพยาบาล หรือแปรงขัดขวดนม
และเนื่องจากเชื้อนี้มีความพิเศษ คือถูกทำลายได้ยาก ในอุณหภูมิสูงๆ ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ส่วนอุณหภูมิต่ำๆ อย่างในตู้เย็นก็สามารถโตได้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือ ต้องทำความสะอาดขวดนมหรือภาชนะใส่ขวดนมให้ดี”
ในความเป็นจริง เรื่องของนมผงที่มีแบคทีเรียปนเปื้อนมานั้น ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิตของทางบริษัท แต่ว่าทางผู้บริโภคจะทำได้ดีที่สุด คือ ป้องกันเองด้วยวิธีการต้มหรืออบขวดนม และก่อนที่พ่อแม่จะชงนมให้ลูกก็ควรต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงต้องดูแลในเรื่องของความสะอาดของภาชนะที่ใส่ด้วย
แพทย์แจง แรกคลอดต้องสั่งนมผงให้ เผื่อแม่น้ำนมไม่พอ
นอกจากนี้นายแพทย์รายเดิมยังกล่าวอีกด้วยว่า สิ่งที่ควรทำ คือ ควรให้ทารกแรกเกิดควรรับประทานนมแม่ เพราะนมแม่นั้นปลอดภัยและไม่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ ถ้าหากไม่สามารถทานนมแม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้นมผสม หรือนมผงช่วยด้วยนั่นเอง และในปัจจุบันมีการใช้นมผงร่วมกับนมแม่ เพื่อให้เด็กอิ่ม หากแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ
“ในปัจจุบัน เมื่อเด็กคลอดแพทย์ก็จะสั่งนมผงให้เด็กทานด้วย แต่ว่าไม่ใช่การร่วมมือระหว่างบริษัทนมกับโรงพยาบาลแต่อย่างใด ที่ทางแพทย์ต้องสั่งเตรียมไว้สำรองเสมอ เผื่อแม่น้ำนมไม่พอ ถ้าคุณแม่มีน้ำนมมากเพียงพอ ทางแพทย์ก็แนะนำให้ทานนมแม่ถึงอายุ 2 ปี ถ้าเด็กยังไม่อิ่มก็ให้ใช้นมผสมป้อนด้วย”
ปกติที่เด็กทารกเกิดมา แพทย์จะรีบให้เด็กไปทานนมแม่เลยทันที เพราะว่าการที่ให้ทารกดูดนมแม่ จะเป็นการกระตุ้นให้นมแม่มาเร็ว แต่บางกรณีที่แม่มีปัญหา เช่น หัวนมบอด หรือช่วง 5 - 7 วันแรกของการให้นมลูก น้ำนมแม่อาจจะยังมาไม่มาก บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องใช้นมผสมมาช่วยให้เด็กอิ่ม แต่ถ้านมแม่มีก็ควรให้นมแม่ ถ้ายังไม่มา ก็สามารถใช้นมผสมไปก่อน จนกว่านมแม่จะมา แล้วจึงให้ทานนมแม่”
ถ้าจะต้องใช้นมผงดัดแปลงสำหรับทารก ก็ควรชงในน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูง 70-90 องศาเซลเซียส เพราะเชื้อนี้ทนความร้อนได้ดี สามารถเจริญได้ที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูง แต่ไม่ใช้น้ำที่กำลังเดือดอยู่ เพราะจะทำลายคุณค่าทางโภชนาการ
เมื่อชงนมเสร็จ จะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานถึง 6 ชั่วโมง เชื้อจะเพิ่มขึ้น 30 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นหากทิ้งไว้นานเกิน 10 ชั่วโมง เชื้อจะเพิ่มขึ้น 30,000 เท่า ดังนั้น หากไมใชภายใน 24 ชั่วโมง ใหทิ้งทันที
ดังนั้นควรชงนมสำหรับพอดื่มแต่ละครั้ง ถ้าเหลือควรทิ้ง หรือ ถ้าจะเก็บไว้ ก็ต้องนำไปแช่ตู้เย็นทันทีหลังชงนมเสร็จ ทั้งนี้พ่อแม่ก็ความระวังภาชนะ และวิธีการชงที่มีส่วนในการปนเปื้อนเชื้อโรคด้วย


